เกมช่วงชิงอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ที่กำหนดอนาคตเมียนมา
รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถพลิกกลับมามีแรงส่งในการสู้รบกับกลุ่มต่อต้านหลากหลายกลุ่มที่มุ่งมั่นได้ โดยยึดดินแดนบางส่วนคืนและเดินหน้าจัดการเลือกตั้งที่ถูกประณามอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันอาทิตย์ การพลิกสถานการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความขัดแย้งที่ดำเนินมาห้าปี นับตั้งแต่ปะทุขึ้นหลังรัฐประหารปี 2021 ซึ่งกองทัพโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของอองซานซูจี นักวิเคราะห์ชี้ว่า จีนและการเปลี่ยนแปลงท่าทีสนับสนุนของจีนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำลังเปลี่ยนพลวัตในพื้นที่
สารบัญ
- เกมช่วงชิงอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ที่กำหนดอนาคตเมียนมา
- การคำนวณเชิงยุทธศาสตร์เบื้องหลังการสนับสนุนการเลือกตั้งของจีน
- ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการคำนวณของปักกิ่ง
- ความช่วยเหลือทางทหารและการถ่ายโอนเทคโนโลยีเปลี่ยนพลวัตในสนามรบ
- สงครามโดรนพลิกโฉมความขัดแย้ง
- แรงกดดันตามแนวชายแดนและกลยุทธ์ทางการทูต
- ปัจจัยศูนย์หลอกลวง
- ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมาเผชิญความเสี่ยง
- การประคองสมดุลระหว่างผลประโยชน์ที่แข่งขันกัน
- ผลกระทบต่อภูมิภาคและนานาชาติ
- ปัจจัยการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์
- ต้นทุนของการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองต่อประชาชน
- หนทางข้างหน้าของเมียนมา
- ประเด็นสำคัญ
“เรื่องนี้เป็นผลจากจีนเข้ามามีบทบาทและเอียงสถานการณ์ไปเข้าข้างรัฐบาลทหารอย่างแท้จริง” เจสัน ทาวเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านเมียนมาจากโครงการ Global Initiative against Transnational Organized Crime กล่าว ปักกิ่งใช้การปิดพรมแดนกดดันกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพลทางตอนเหนือของประเทศ ให้ยอมตกลงหยุดยิงและถึงขั้นคืนดินแดนให้กองทัพ ขณะเดียวกันก็เพิ่มการสนับสนุนทางการทูตและเดินหน้าถ่ายโอนอาวุธ
แนวทางของจีนต่อเมียนมาสะท้อนการคำนวณทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความกังวลด้านความมั่นคง และอิทธิพลในภูมิภาคมาบรรจบกัน และส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้จีนจะประกาศนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นต่อสาธารณะ แต่การกระทำในเมียนมาแสดงให้เห็นว่าจีนสามารถกำหนดผลลัพธ์ในประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างเงียบ ๆ แต่เด็ดขาดได้อย่างไร
การคำนวณเชิงยุทธศาสตร์เบื้องหลังการสนับสนุนการเลือกตั้งของจีน
การที่จีนสนับสนุนการเลือกตั้งของเมียนมาซึ่งถูกประณามอย่างกว้างขวาง อาจดูขัดแย้งสำหรับรัฐพรรคเดียวที่ไม่จัดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่มีการแข่งขันภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนนี้เกิดจากการประเมินของปักกิ่งที่เห็นว่ากระบวนการทางการเมืองที่มีการจัดการเป็นหนทางที่ดีที่สุดสู่เสถียรภาพและการคุ้มครองผลประโยชน์หลักของจีน จีนมองเมียนมาเป็นจุดเชื่อมสำคัญสู่อินเดีย โดยมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ทางหลวงและท่าเรือน้ำลึก ซึ่งกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ
เมื่อต้นปีนี้ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แสดงความหวังว่าการลงคะแนนเสียงจะนำไปสู่ “สันติภาพภายในประเทศด้วยการยุติการสู้รบระหว่างฝ่ายต่าง ๆ และการบริหารประเทศตามเจตจำนงของประชาชน” รวมถึงการปรองดองแห่งชาติและ “ความปรองดองทางสังคม” จีนจะส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งร่วมกับประเทศต่าง ๆ รวมถึงรัสเซียและเวียดนาม ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมจากนานาชาติให้กับกระบวนการที่ผู้ติดตามสถานการณ์และผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติประณามว่าเป็นการเลือกตั้งจอมปลอม
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีการมีส่วนร่วมของฝ่ายค้านอย่างแท้จริง โดยพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของกองทัพ ครองกระบวนการทั้งหมด พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งชนะการเลือกตั้งเสรีครั้งล่าสุดในปี 2020 ถูกยุบโดยใช้กำลัง ขณะที่พรรคฝ่ายค้านแท้จริงอีกหลายพรรคถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วม หรือคว่ำบาตรกระบวนการทั้งหมด
“จีนสนับสนุนการเลือกตั้งเพราะต้องการเห็นเมียนมากลับมาปกครองอย่างคาดการณ์ได้มากขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2008 แทนการปกครองภายใต้ภาวะฉุกเฉินในปัจจุบัน” ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเมียนมาของ International Crisis Group อธิบาย ดูเหมือนว่าปักกิ่งเชื่อว่าการเลือกตั้งที่มีโครงสร้างเป็นหนทางที่เป็นไปได้มากที่สุดในการหลุดพ้นจากทางตันในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อจีนประเมินว่าการปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมีโอกาสสร้างเสถียรภาพได้ดีกว่าการปฏิวัติโดยสิ้นเชิง
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการคำนวณของปักกิ่ง
ผลประโยชน์หลักของจีนในเมียนมายังคงเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ปักกิ่งให้คำมั่นลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) ซึ่งจะเป็นเส้นทางการค้าโดยตรงจากภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนสู่อินเดีย เส้นทางนี้จะช่วยให้จีนหลีกเลี่ยงช่องแคบมะละกาที่อาจตกอยู่ในความเสี่ยงสำหรับการขนส่งพลังงาน และเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์สำหรับเส้นทางการค้าของจีน
การลงทุนสำคัญของจีนประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึกเจ้าผิ่วในรัฐยะไข่ และท่อส่งน้ำมันและก๊าซที่เชื่อมเจ้าผิ่วกับนครคุนหมิงในมณฑลยูนนาน โครงการเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการสู้รบหลังรัฐประหาร เมื่อกองทัพอาระกันเข้ายึดเมืองใหญ่หลายแห่งในรัฐยะไข่ ทำให้การลงทุนของจีนตกอยู่ในความเสี่ยง หากจีนไม่เข้าแทรกแซง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลของปักกิ่งในภูมิภาคนี้ก็อาจได้รับผลกระทบ
ช่วงหลายปีหลังโควิด เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อประเทศเพื่อนบ้านและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของจีน โดยเฉพาะภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ขณะที่กิจการระหว่างประเทศมีความสำคัญลดลงสำหรับปักกิ่งซึ่งกำลังมุ่งรับมือปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ เมียนมาจึงยังเป็นประเด็นที่รัฐบาลมณฑลยูนนานดูแลเป็นหลัก มากกว่าจะเป็นเรื่องของผู้นำส่วนกลางของจีน ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงมีบทบาทน้อย
ความช่วยเหลือทางทหารและการถ่ายโอนเทคโนโลยีเปลี่ยนพลวัตในสนามรบ
จีนเพิ่มการสนับสนุนทางทหารแก่รัฐบาลทหารเมียนมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยที่ช่วยเปลี่ยนดุลอำนาจในสนามรบ สิ่งที่อาจสำคัญที่สุดคือจีนส่งมอบเทคโนโลยีโดรนรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้กองทัพโจมตีกองกำลังฝ่ายต่อต้านได้แม่นยำขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงต่อกำลังพลของตนเอง
“เทคโนโลยีโดรนรุ่นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับจีน แรงกดดันต่อองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ และการลดระดับการต่อต้านที่รัฐบาลทหารเผชิญทางตอนเหนือของประเทศ ล้วนเป็นผลจากจีน” เจสัน ทาวเวอร์อธิบาย จีนยังช่วยผลักดันให้กองทัพเข้าร่วมเวทีต่าง ๆ เช่น การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ซึ่งช่วยยกระดับสถานะระหว่างประเทศ
จากการวิเคราะห์ของ Stimson Center จีนส่งมอบเครื่องบินขับไล่ 6 ลำและยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่น ๆ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 กองทัพอากาศเมียนมาได้รับเครื่องบินฝึก FTC-2000G ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่ำกว่าเครื่องบินรุ่นก้าวหน้ากว่า แต่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้โจมตีเป้าหมายพลเรือนเป็นส่วนใหญ่ หรือฝ่ายตรงข้ามทางทหารที่ไม่มีขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ กองทัพอากาศยังได้รับโดรนผลิตในจีนเพิ่มขึ้น ทั้งรุ่นลาดตระเวนและรุ่นติดอาวุธที่สามารถบรรทุกอาวุธได้
สงครามกลางเมืองยังคงดุเดือดในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมียนมา โดยกองทัพยังไม่สามารถควบคุมดินแดนกว้างใหญ่ได้ แต่การสนับสนุนของจีนช่วยให้กองทัพยึดพื้นที่บางส่วนคืนได้เป็นอย่างน้อย รัฐบาลทหารสามารถยึดเมืองยุทธศาสตร์สำคัญอย่างเกาะเมและสีป้อคืนได้ บนเส้นทางการค้าหลักจากชายแดนจีนไปยังส่วนอื่น ๆ ของเมียนมา โดยพื้นที่เหล่านี้เคยถูกกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ยึดครองในปี 2023
สงครามโดรนพลิกโฉมความขัดแย้ง
การใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) เปลี่ยนลักษณะการสู้รบในเมียนมาอย่างมาก ในช่วงแรก ฝ่ายต่อต้านดัดแปลงโดรนเชิงพาณิชย์ราคาประหยัดเพื่อใช้ทางทหารและสร้างความเสียหายอย่างหนัก โดยทิ้งกระสุน 25,000 นัดจากโดรนระหว่างปฏิบัติการ 1027 และโจมตีฐานทหารห่างไกลอย่างถล่มทลาย รัฐบาลทหารตอบโต้ด้วยการนำเข้า ผลิต และใช้งานโดรนสี่ใบพัดและหกใบพัดขนาดเล็กหลายประเภทที่สามารถทิ้งกระสุนได้ รวมถึงโดรนพลีชีพที่ผลิตในรัสเซียและจีน
ผู้บังคับบัญชากองกำลังป้องกันประชาชนในพื้นที่อธิบายว่ากองทัพใช้โดรน “ทั้งกลางวันและกลางคืน” เมื่อถึงปลายปี 2024 ฝ่ายต่อต้านยอมรับว่า “รัฐบาลทหารใช้โดรนอย่างกว้างขวางในการสู้รบแทบทุกครั้ง” รัฐบาลทหารได้เปรียบเพราะฝ่ายต่อต้านแทบไม่มีมาตรการตอบโต้หรืออุปกรณ์รบกวนสัญญาณ ทำให้กองทัพสามารถใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูงที่สุดโจมตีกองกำลังต่อต้านได้
จีนยังบังคับใช้กฎควบคุมการส่งออกสินค้าใช้ได้สองทางฉบับใหม่ โดยเฉพาะการห้ามส่งออกชิ้นส่วนโดรนให้กลุ่มต่อต้าน ข้อจำกัดเหล่านี้เริ่มส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถของฝ่ายต่อต้านในการดำเนินโครงการโดรน โดยผู้นำในรัฐฉานใต้และรัฐกะยาแจ้งว่าค่าใช้จ่ายในการจัดหาชิ้นส่วน UAV เพิ่มสูงขึ้น
ผู้ติดต่อของฝ่ายต่อต้านระบุว่าไทยก็เริ่มปราบปรามการซื้อโดรนและชิ้นส่วนโดยกองกำลังต่อต้านเมียนมาเช่นกัน แม้เผชิญความท้าทายเหล่านี้ กลุ่มต่อต้านกำลังหาทางรับมือมาตรการตอบโต้ของรัฐบาลทหาร แต่ข้อจำกัดของปักกิ่งสะท้อนเจตนาชัดเจนที่จะบั่นทอนกำลังฝ่ายต่อต้าน ซึ่งใช้ UAV ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสนามรบ
แรงกดดันตามแนวชายแดนและกลยุทธ์ทางการทูต
จีนกดดันองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ตามแนวชายแดนอย่างหนัก ให้ยุติการรุกคืบ และในบางกรณีให้คืนดินแดนภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร แรงกดดันนี้มีหลายรูปแบบ รวมถึงการตัดไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตตามแนวชายแดน ตลอดจนการปิดการค้าชายแดนทั้งหมด ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น
พัฒนาการสำคัญคือกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลทหารที่นครคุนหมิงเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 โดยให้คำมั่นว่าจะคืนเมืองล่าเสี้ยวให้รัฐบาลทหารควบคุมภายในกลางปี 2025 ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลายเดือนหลังมีรายงานว่าจีนควบคุมตัวเผิง เต๋อเหริน ผู้บัญชาการ MNDAA เพื่อบีบให้เปิดการเจรจาสันติภาพ การส่งมอบล่าเสี้ยว เมืองหลวงของรัฐฉานเหนือและศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญที่สุดของรัฐ ถือเป็นการแทรกแซงที่โดดเด่นที่สุดของปักกิ่งจนถึงขณะนี้
จีนยังสนับสนุนให้กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) เคลื่อนกำลังออกไปทางตะวันตกจากพื้นที่กึ่งปกครองตนเองตามแนวชายแดนจีน เพื่อหยุดการรุกลงใต้ของ MNDAA และ TNLA เข้าสู่รัฐฉานตอนกลาง ขณะเดียวกัน ปักกิ่งเรียกร้องให้ว้าหยุดขายกระสุนและอาวุธให้ฝ่ายต่อต้าน การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าจีนใช้แรงกดดันต่อกลุ่มติดอาวุธที่พึ่งพาชายแดนเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์อย่างไร
จีนยังกดดันกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ซึ่งควบคุมพื้นที่ 13 จาก 18 เมืองในรัฐคะฉิ่น ให้ยุติการรุก หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง MNDAA กับสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ในเดือนมกราคม 2025 จีนเปิดด่านชายแดนหลัก 3 แห่งอีกครั้ง ขณะยังคงปิดกั้นอีก 3 แห่งที่ TNLA และ MNDAA ควบคุม
ปัจจัยศูนย์หลอกลวง
แนวทางของจีนต่อเมียนมาที่เปลี่ยนไปได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความไม่พอใจต่ออาชญากรรมจัดตั้งและฐานปฏิบัติการหลอกลวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดน ศูนย์เหล่านี้ก่อตั้งโดยเครือข่ายอาชญากรรมที่มีชาวจีนเป็นแกนนำ และล่อลวงชาวจีนเข้าเมียนมาเพื่อทำงานในขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ ภายในปี 2023 มีการประเมินว่ามีผู้ทำงานหลอกลวงในเมียนมาราว 120,000 คน โดยมีรายได้รวมต่อปีประมาณ 15,300 ล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่าราวหนึ่งในสี่ของ GDP เมียนมา
การที่รัฐบาลทหารไม่ยอมเริ่มปฏิบัติการต่อต้านการหลอกลวงขนาดใหญ่เปิดโอกาสสำคัญให้ฝ่ายต่อต้าน เพราะจีนให้ความเห็นชอบโดยปริยายต่อปฏิบัติการ 1027 ในช่วงปลายปี 2023 พันธมิตรภราดรภาพสามฝ่ายระบุอย่างชัดเจนว่าการกำจัดศูนย์หลอกลวงทางไซเบอร์เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่เริ่มการรุก ความสำเร็จของปฏิบัติการ 1027 บีบให้ศูนย์หลอกลวงย้ายไปยังพื้นที่อื่นในเมียนมาและในภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณชเวโก๊กโก่บนชายแดนไทย-เมียนมา
นับตั้งแต่รัฐประหาร ศูนย์หลอกลวงขยายตัวขึ้นขณะที่กองทัพทำเป็นมองไม่เห็น เพราะต้องรักษาความภักดีของกองกำลังติดอาวุธต่าง ๆ ธุรกิจหลอกลวงที่เติบโตเฟื่องฟูกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม รัฐบาลจีนกดดันทั้งรัฐบาลทหารและรัฐบาลไทยให้กำจัดศูนย์เหล่านี้อย่างเด็ดขาด จนนำไปสู่การยุติการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์จากฝั่งไทยไปยังชเวโก๊กโก่ในเดือนพฤษภาคม 2024
รัฐบาลทหารเพิ่งเริ่มลงมือปราบปรามการดำเนินงานของศูนย์หลอกลวงอย่างจริงจัง หลังทิ้งระเบิดบางส่วนของฐาน KK Park อันอื้อฉาวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กองทัพให้คำมั่นกับจีนว่าโครงการเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อ และรับปากว่าจะปราบปรามฐานหลอกลวง แต่ยังไม่ชัดเจนว่ากองทัพจะทำตามคำมั่นเหล่านี้ได้หรือไม่
ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมาเผชิญความเสี่ยง
ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2018 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน ถือเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ทะเยอทะยานที่สุดของปักกิ่งในเมียนมา ระเบียงเศรษฐกิจนี้มีเป้าหมายเชื่อมภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับมหาสมุทรอินเดียผ่านเครือข่ายทางหลวง รถไฟ ท่อส่ง และท่าเรือ เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกาสำหรับการขนส่งพลังงาน
การสู้รบหลังรัฐประหารส่งผลกระทบรุนแรงต่อ CMEC และคุกคามการลงทุนของจีนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ จีนมีการลงทุนสำคัญหลายโครงการในเมืองเจ้าผิ่ว ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ในรัฐยะไข่ รวมถึงท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่และท่อส่งน้ำมันจากเจ้าผิ่วไปยังคุนหมิง ระหว่างสงครามกลางเมือง กองทัพอาระกันเข้ายึดเมืองใหญ่หลายแห่งในรัฐยะไข่ ทำให้ผลประโยชน์ของปักกิ่งในพื้นที่ตกอยู่ในความเสี่ยงหากจีนไม่เข้าแทรกแซง
นอกจากนี้ หากกองทัพเมียนมายังคงสูญเสียการควบคุมดินแดน และทั้งกองทัพกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่างต้องการเงินทุนเพื่อประคับประคองสงคราม ทุกฝ่ายอาจปล่อยให้กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติตั้งฐานหลอกลวงเพิ่มขึ้นโดยปริยายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ การฉ้อโกงผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมลุกลามจนกลายเป็น “มะเร็งอาชญากรรมระหว่างประเทศที่กำจัดได้ยาก” ตามคำอธิบายของริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ซึ่งคุกคามความมั่นคงในภูมิภาค
การหยุดชะงักของโครงการเศรษฐกิจสร้างความไม่พอใจให้ปักกิ่ง ซึ่งในช่วงแรกไม่ยอมสนับสนุนรัฐบาลทหารที่ยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เพราะมองว่ารัฐประหารสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์และทำให้การลงทุนขนาดใหญ่ของจีนตกอยู่ในอันตราย จีนยังไม่พอใจมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยมองว่าไร้ความสามารถ มีท่าทีต่อต้านจีน และให้ความร่วมมือไม่เพียงพอในการจัดการข้อกังวลหลักของปักกิ่ง โดยเฉพาะปัญหาศูนย์หลอกลวง
การประคองสมดุลระหว่างผลประโยชน์ที่แข่งขันกัน
แนวทางของจีนต่อเมียนมาแสดงให้เห็นถึงการประคองสมดุลอย่างละเอียดอ่อนระหว่างผลประโยชน์และผู้เล่นที่แข่งขันกัน แม้จีนเป็นผู้สนับสนุนหลักของรัฐบาลทหารทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการทูต แต่ก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ต่อสู้กับกองทัพ การมีปฏิสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่ายเปิดทางให้ปักกิ่งใช้อิทธิพลได้ทั่วทั้งภูมิทัศน์ทางการเมือง และคุ้มครองผลประโยชน์ของตนไม่ว่าใครจะเป็นผู้ควบคุมดินแดน
ความนิยมทางการทูตที่เน้นรัฐเป็นศูนย์กลางของจีนทำให้จีนยังคงมีปฏิสัมพันธ์ระดับสูงกับรัฐบาลทหาร แม้รัฐบาลจะไม่ได้ควบคุมดินแดนหลายพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลทหารยังคงควบคุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐ รวมถึงสนามบินนานาชาติ ท่าเรือ และพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจอย่างนครย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงทางการค้าและเป็นที่ตั้งของสถานทูตต่างชาติส่วนใหญ่
ในทางกลับกัน ฝ่ายต่อต้านควบคุมพื้นที่ที่ก่อนรัฐประหารมีความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่มากนัก แม้จะควบคุมเส้นทางการค้าชายแดนจีน-เมียนมาที่เคยรุ่งเรืองอยู่ก่อนแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม เส้นทางเหล่านี้แทบไม่มีการใช้งานนับตั้งแต่ปฏิบัติการ 1027 และความพยายามเปิดเส้นทางอย่างเต็มรูปแบบก็ล้มเหลว แม้จีนต้องการให้การค้ากลับมาดำเนินต่อ
จีนดำเนินการทูตลับผ่านกลุ่มต่าง ๆ โดยใช้ทูตพิเศษ แต่สิ่งนี้ไม่ได้เท่ากับการสนับสนุนอย่างเปิดเผย ปักกิ่งเชิญอดีตประธานาธิบดีเมียนมา อู เต็ง เส่ง รองผู้นำสภาบริหารแห่งรัฐ โซ วิน และพรรคการเมืองที่เข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งถัดไปแยกกัน ขณะที่ดูระมัดระวังต่อความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นระหว่างมิน อ่อง หล่ายกับมอสโก
ผลกระทบต่อภูมิภาคและนานาชาติ
การแทรกแซงของจีนในเมียนมาส่งผลสำคัญต่อภูมิภาค และมีอิทธิพลต่อแนวทางที่ประเทศอื่นใช้รับมือวิกฤต ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเมียนมาที่อบอุ่นขึ้นยิ่งทำให้อาเซียนถูกลดบทบาทอย่างชัดเจน หรือกล่าวอีกอย่างคือ ยิ่งตอกย้ำความไร้หนทางของอาเซียนในการรับมือวิกฤตเมียนมา
อาเซียนเสนอฉันทามติ 5 ข้อว่าด้วยเมียนมาในเดือนเมษายน 2021 แต่กว่า 4 ปีให้หลัง ฉันทามติดังกล่าวก็ยังคงอยู่เพียงบนหน้ากระดาษ ความพยายามของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาเมียนมาหยุดชะงัก เผยให้เห็นว่าอาเซียนไม่มีอำนาจต่อรองอย่างแท้จริงกับรัฐบาลทหาร การสนับสนุนการเลือกตั้งของจีนอาจไม่เพียงช่วยฉาบกระบวนการทางการเมืองที่ไม่เปิดกว้างของเมียนมาด้วยภาพลักษณ์ความชอบธรรม แต่ยังบั่นทอนสถานะของอาเซียนและความสามารถในการแก้ปัญหาภายในภูมิภาคยิ่งขึ้น
“อาเซียนจะไม่พอใจไม่ได้ หากจีนมี ‘ความคืบหน้า’ มากกว่าองค์กรระดับภูมิภาค เพราะความพยายามของอาเซียนไม่เกิดผล” เดวิด แมทธีสัน นักวิเคราะห์อิสระที่ติดตามสถานการณ์เมียนมาอย่างใกล้ชิดกล่าว ความมั่นใจของจีนในการเข้าแทรกแซงปัญหาเมียนมามีที่มาหลักจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน ซึ่งเป็นแหล่งอำนาจต่อรองทางการเมืองที่สำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากโดยทั่วไปประเทศอาเซียนใช้ยุทธศาสตร์ถ่วงดุลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ปักกิ่งจึงเชื่อว่าสามารถดำเนินการทางการเมืองเชิงสำรวจเกี่ยวกับเมียนมาได้มากขึ้น โดยไม่กระทบความสัมพันธ์กับสมาชิกอาเซียน ขณะที่อาเซียนหวังผลักดันกระบวนการสันติภาพ แต่ไม่มีช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารโดยตรงกับกองทัพ ตรงกันข้าม จีนไม่เพียงคุ้นเคยกับรัฐบาลทหารมาอย่างยาวนานและติดต่อกันบ่อยครั้ง แต่ยังรักษาการติดต่อกับกองกำลังต่อต้านรัฐบาลทหารบางกลุ่ม และมีอิทธิพลอย่างมากต่อกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์
ปัจจัยการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์
ต้องทำความเข้าใจพลวัตที่เปลี่ยนแปลงในเมียนมาภายใต้บริบทที่กว้างขึ้นของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาในปี 2015 ด้วยการสนับสนุนโครงการให้ความรู้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและภาคประชาสังคม ได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศนี้หลังรัฐประหาร การที่วอชิงตันลดบทบาทลงเปิดพื้นที่ให้จีนขยายอิทธิพลโดยแทบไม่มีแรงต้าน
เมื่อห้าปีก่อน สหรัฐฯ สนับสนุนโครงการที่มุ่งเสริมสร้างประชาธิปไตยทั่วโลกและถ่วงดุลอิทธิพลของจีนในภูมิภาค หลังรัฐประหาร ความพยายามเหล่านั้นถูกลดขนาดลงอย่างมาก ทำให้จีนกลายเป็นผู้เล่นภายนอกหลักที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางของเมียนมา
พัฒนาการทางการเมืองล่าสุดในสหรัฐฯ ยิ่งทำให้บทบาทของวอชิงตันลดลง รัฐบาลทรัมป์แสดงความสนใจเมียนมาเพียงเล็กน้อย นอกเหนือจากเรื่องภาษี โดยส่งจดหมายถึงมิน อ่อง หล่ายในฐานะผู้นำรัฐบาล นับเป็นครั้งแรกที่วอชิงตันให้การยอมรับรัฐบาลนี้ต่อสาธารณะ มิน อ่อง หล่ายคว้าโอกาสดังกล่าวไว้ โดยเขียนจดหมายตอบกลับฉบับยาวเรียกร้องให้ยุติมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และเสนอส่งคณะเจรจาภาษีระดับสูงไปยังวอชิงตัน
การตัดงบ USAID อย่างหนักและการบั่นทอนกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในเนปยีดอ ทำให้รัฐบาลทหารรู้สึกว่าสหรัฐฯ ไม่ได้กดดันหรือขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างเนปยีดอกับประเทศเพื่อนบ้านอีกต่อไป ขณะเดียวกัน รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติและกองกำลังประชาธิปไตยอื่น ๆ ต่างเสียขวัญ ไม่เพียงเพราะการตัดความช่วยเหลือทางการเงิน แต่ยังสูญเสียหลักยึดทางอุดมการณ์ที่เคยทำให้พวกเขามั่นใจว่าการต่อสู้ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจอย่างยิ่ง
ต้นทุนของการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองต่อประชาชน
แม้ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์และการคำนวณทางเศรษฐกิจจะเป็นแรงขับเคลื่อนนโยบายของจีนในเมียนมา แต่ต้นทุนด้านมนุษย์จากความขัดแย้งครั้งนี้ยังคงมหาศาล กว่าสี่ปีหลังรัฐประหาร เมียนมายังคงสูญเสียดินแดนให้ฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ขนาดใหญ่บางกลุ่ม แม้จะมีปฏิบัติการตีโต้กลับในวงจำกัด แต่กองกำลังรัฐบาลยังคงกระจายตัวเกินกำลังและเผชิญแรงกดดันหลายแนวรบ
สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมทั่วประเทศกำลังเลวร้ายลง โดยมีภัยพิบัติทางธรรมชาติและเศรษฐกิจที่ล่มสลายซ้ำเติม รายงานระบุว่ากองทัพเผาบ้านเรือนในเขตแห้งแล้งเพียงแห่งเดียวไปแล้ว 110,000-120,000 หลัง ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างหนัก และแทบไม่มีใครในเมียนมาที่ไม่ได้รับผลกระทบ
กองทัพตอบโต้ความพ่ายแพ้ในสนามรบด้วยการเริ่มเกณฑ์ทหารภาคบังคับ ชายหนุ่มชาวพม่าหลายพันคนเลือกหลบหนี ไปซ่อนตัวหรือลี้ภัยในต่างประเทศ หรือเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้าน อย่างไรก็ตาม มีผู้เข้าร่วมกองทัพแล้วกว่า 60,000 คน ช่วยเติมกำลังพลที่ร่อยหรอ แม้จะขาดประสบการณ์ แต่แหล่งข่าวจากฝ่ายกบฏระบุว่าทหารเกณฑ์ใหม่เหล่านี้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้
เรื่องราวของมู มู (นามสมมติ) ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ สะท้อนความสิ้นหวังที่ประชาชนทั่วไปต้องเผชิญ เมื่อกองทัพบุกเข้าหมู่บ้านเพื่อจับกุมชายฉกรรจ์ มู มู ซ่อนตัวอยู่ในหลุมใต้บ้านไม้ ขาสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ หลังครอบครัวโกนศีรษะและเตรียมจีวรให้ เขาติดสินบนเจ้าหน้าที่ด่านตรวจจนหลบหนีไปย่างกุ้งได้สำเร็จ แต่ชาวบ้านราว 35 คนไม่ได้โชคดีเช่นนั้น และถูกกองทัพจับตัวไป
หนทางข้างหน้าของเมียนมา
แม้จีนให้การสนับสนุนและกองทัพเพิ่งยึดดินแดนคืนได้ แต่ความท้าทายพื้นฐานต่ออนาคตของเมียนมายังคงไม่ได้รับการแก้ไข การเลือกตั้งที่วางแผนไว้จะไม่ช่วยคลี่คลายวิกฤตการเมืองหรือลดความรุนแรงของการสู้รบ แต่มีแนวโน้มจะทำให้ความแตกแยกทางการเมืองรุนแรงขึ้น และอาจก่อให้เกิดความรุนแรงระลอกใหม่ ขณะที่รัฐบาลพยายามสร้างหลักประกันความปลอดภัยสำหรับการลงคะแนน และฝ่ายต่อต้านตอบโต้
ความเสียหายและความทุกข์ยากที่กองทัพก่อขึ้นกับประชาชนเมียนมาทิ้งบาดแผลและความคับแค้นต่อบรรดานายพล ซึ่งอาจยืดเยื้อไปหลายชั่วอายุคน “ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างหนัก และแทบไม่มีใครที่ไม่ได้รับผลกระทบ” มอร์แกน ไมเคิลส์ นักวิจัยด้านความมั่นคงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก International Institute for Strategic Studies กล่าว “นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการมองเห็นกระบวนการทางการเมืองในตอนนี้จึงเป็นเรื่องยาก การถูกบีบให้หยุดยิงเพราะไม่สามารถรักษาแนวหน้าไว้ได้เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การเจรจาทางการเมืองเพื่อสันติภาพยังดูห่างไกลมาก”
ยังมีความเป็นไปได้ที่จีนจะเปลี่ยนท่าทีและหันหลังให้กองทัพอีกครั้ง หากเห็นว่ารัฐบาลทหารกำลังปล่อยให้โอกาสสร้างข้อตกลงหยุดยิงกับฝ่ายตรงข้ามสูญเปล่า หรือหากโครงการโครงสร้างพื้นฐานยังไม่มีความคืบหน้าในอีกสองปีข้างหน้า ขณะนี้ดูเหมือนว่าปักกิ่งสรุปแล้วว่า การสนับสนุนแผนเลือกตั้งของรัฐบาลทหารเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการบรรลุผลประโยชน์หลัก ทั้งเสถียรภาพ ความมั่นคงตามแนวชายแดน และการคุ้มครองการลงทุนทางเศรษฐกิจ
กระแสต่อต้านจีนในเมียนมาเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความเชื่อที่ว่าจีนกำลังยุยงความขัดแย้งเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในประเทศ อย่างไรก็ตาม หยุน ซุน นักวิจัยอาวุโสและผู้อำนวยการโครงการจีนของ Stimson Center ไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายนี้ “จีนไม่จำเป็นต้องมีสงครามเพื่อใช้อิทธิพลเหนือผู้เล่นทางการเมืองกลุ่มใดในประเทศ” เธอกล่าว “ฉันคิดว่าสิ่งที่จีนจะบอกคือ พวกเขามองสถานการณ์นี้ว่ามีพลวัต และดุลอำนาจจะนำไปสู่เสถียรภาพบางอย่างในที่สุด”
ประเด็นสำคัญ
- จีนให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างชี้ขาด ทั้งด้านอาวุธ โดรน และการสนับสนุนทางการทูตต่อการเลือกตั้งที่ถูกประณามอย่างกว้างขวาง
- ผลประโยชน์หลักของปักกิ่งในเมียนมารวมถึงการคุ้มครองระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา และการปราบปรามศูนย์หลอกลวงที่ตกเป็นเหยื่อชาวจีน
- จีนกดดันกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ตามแนวชายแดนให้ยุติการสู้รบและคืนดินแดน โดยใช้การปิดพรมแดนและข้อจำกัดทางการค้าเป็นเครื่องมือต่อรอง
- รัฐบาลทหารยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์คืนได้โดยได้รับการสนับสนุนจากจีน แม้ยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่กว้างใหญ่ของประเทศได้
- การแทรกแซงของจีนลดบทบาทอาเซียนและตอกย้ำว่ากลุ่มภูมิภาคนี้ไม่สามารถแก้วิกฤตเมียนมาได้
- ความขัดแย้งสร้างความทุกข์ยากแก่มนุษย์อย่างมหาศาล บ้านเรือนกว่า 100,000 หลังถูกทำลาย และมีการเกณฑ์ทหารภาคบังคับอย่างกว้างขวาง
- จีนรักษาความสัมพันธ์กับทั้งรัฐบาลทหารและกลุ่มต่อต้าน สะท้อนแนวทางเชิงปฏิบัติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน
- การเลือกตั้งที่วางแผนไว้ไม่มีการมีส่วนร่วมของฝ่ายค้านอย่างแท้จริง และผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศประณามว่าเป็นการเลือกตั้งจอมปลอม
- ปักกิ่งอาจปรับเปลี่ยนการสนับสนุนตามความสามารถของรัฐบาลทหารในการเดินหน้าโครงการเศรษฐกิจและทำตามพันธสัญญาด้านความมั่นคง
- สหรัฐฯ ลดบทบาทในเมียนมาอย่างมาก เปิดพื้นที่ให้จีนขยายอิทธิพล






