นูซันตารา: เมืองหลวงแห่งอนาคตของอินโดนีเซียเผชิญข้อกังขาในปัจจุบัน

ใช้เวลาอ่าน 11 นาที
นูซันตารา: เมืองหลวงแห่งอนาคตของอินโดนีเซียเผชิญข้อกังขาในปัจจุบัน

วิสัยทัศน์กลางผืนป่า

ลึกเข้าไปในป่าดิบชื้นของกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียว อินโดนีเซียกำลังพยายามสร้างอนาคตของประเทศ พื้นที่ก่อสร้างนูซันตารา เมืองหลวงแห่งใหม่ตามแผน แผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่เกือบ 1,000 ตารางไมล์ หรือราวสามเท่าของนครนิวยอร์ก ใจกลางโครงการมีโครงสร้างโลหะสูง 250 ฟุต รูปครุฑ นกในตำนานคล้ายนกอินทรีซึ่งเป็นตราประจำชาติของอินโดนีเซีย อนุสาวรีย์สูงตระหง่านนี้มองลงมายังทำเนียบประธานาธิบดี รายล้อมด้วยอาคารสำนักงานสีขาวที่ประดับด้วยต้นไม้ และธนาคารแห่งอนาคตที่ดูคล้ายยานอวกาศ

สารบัญ
  1. วิสัยทัศน์กลางผืนป่า
  2. จากเมืองหลวงแห่งชาติสู่เมืองหลวงทางการเมือง
  3. คำมั่นด้านสิ่งแวดล้อมกับความเป็นจริงบนพื้นที่
  4. สิทธิชนพื้นเมืองและผืนดินศักดิ์สิทธิ์
  5. การลงทุนระหว่างประเทศและบทบาทของจีน
  6. บทเรียนจากเมืองหลวงแห่งใหม่แห่งอื่น
  7. ความท้าทายด้านที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน
  8. อุปสรรคด้านกฎหมายและการบริหาร
  9. ประเด็นสำคัญ

เมืองแห่งนี้เป็นความพยายามครั้งทะเยอทะยานที่จะเริ่มต้นใหม่ จาการ์ตา เมืองหลวงปัจจุบันของอินโดนีเซีย กลายเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรมากกว่า 40 ล้านคนในเขตมหานคร ประสบปัญหาการจราจรติดขัดเรื้อรัง ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินว่าปีละ 4.5 พันล้านดอลลาร์ มลพิษทางอากาศรุนแรง และภัยคุกคามที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า นั่นคือแผ่นดินกำลังทรุดตัว ในแต่ละปี บางพื้นที่ของจาการ์ตาทรุดลง 3-10 เซนติเมตร และปัจจุบันพื้นที่ราว 40 เปอร์เซ็นต์ของเมืองอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้เสี่ยงต่ออุทกภัยและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นมากกว่าเดิม

ในปี 2019 ประธานาธิบดีโจโก วิโดโดในขณะนั้นประกาศทางออก นั่นคือเมืองหลวงแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นจากศูนย์ ใช้พลังงานหมุนเวียนและบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 2022 โดยตั้งเป้าเปิดเมืองในเดือนสิงหาคม 2024 แต่กำหนดการดังกล่าวผ่านพ้นไปพร้อมพิธีเฉลิมฉลองที่ลดขนาดลงและอาคารที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ปัจจุบัน เขตศูนย์กลางของรัฐบาลใกล้แล้วเสร็จ แต่พื้นที่มหานครโดยรอบมีประชากรเพียงราว 150,000 คน ส่วนใหญ่เป็นคนงานก่อสร้างและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นั่นมานาน ใจกลางเมืองใหม่มีประชากรเพียง 10,000 คน รวมถึงข้าราชการราว 1,000 คน

โฆษณา

จากเมืองหลวงแห่งชาติสู่เมืองหลวงทางการเมือง

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2024 เดินทางไปเยือนพื้นที่โครงการเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคมปีนี้ หลังขึ้นสู่อำนาจนานกว่าหนึ่งปี การเดินทางที่จัดกำหนดการอย่างพิถีพิถันครั้งนี้รวมถึงการพักค้างคืน เพื่อส่งสัญญาณชัดเจนว่าเขามุ่งมั่นกับโครงการดังกล่าว ระหว่างการเยือน ปราโบโวยืนยันการสนับสนุนการพัฒนาโครงการมูลค่าราว 32,000 ล้านดอลลาร์ และกำหนดเป้าหมายใหม่ให้สร้างอาคารรัฐสภาและศาลเสร็จภายในปี 2028

โจชัว ปาร์เดเด นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพอร์มาตา ระบุว่า การพักค้างคืนของประธานาธิบดีและภาพข่าวที่ได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง คือการส่งสารถึงผู้สังเกตการณ์โดยเจตนา

สัญญาณทางการเมืองที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของโครงการและการย้อนกลับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การเยือนเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเงินทุนและเจตจำนงทางการเมือง งบประมาณรัฐสำหรับโครงการในปี 2026 ถูกปรับลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ปราโบโวยังลงนามในระเบียบกำหนดให้นูซันตาราเป็นเมืองหลวงทางการเมืองของอินโดนีเซียภายในปี 2028 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนถ้อยคำอย่างแนบเนียนแต่มีนัยสำคัญจากที่ก่อนหน้านี้เรียกว่าเมืองหลวงแห่งชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สมาชิกรัฐสภาและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสับสน โดยกังวลว่าเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการนี้น้อยลง

บาซูกี ฮาดิมุลโจโน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเมืองหลวงนูซันตารา ปฏิเสธข้อกังวลที่ว่าเมืองอาจกลายเป็นเมืองร้าง

ไม่ต้องกังวล โครงการจะเดินหน้าต่อไป

เมื่ออาคารฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการสร้างเสร็จในปีหน้า ประธานาธิบดีมีแผนย้ายไปนูซันตาราในปี 2028 ทางการตั้งเป้าย้ายข้าราชการเพิ่มอีก 4,100 คนในปีนี้ แม้ยังห่างไกลจากเป้าหมายเดิมที่จะย้ายประชากร 1.2 ล้านคนภายในปี 2029 โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น โรงเรียน ที่พักสำหรับข้าราชการที่มีครอบครัว ห้างสรรพสินค้า และสถานบันเทิง ยังคงขาดแคลนเป็นส่วนใหญ่

โฆษณา

คำมั่นด้านสิ่งแวดล้อมกับความเป็นจริงบนพื้นที่

นูซันตาราถูกนำเสนอในฐานะเมืองป่า โดยแผนแม่บทกำหนดให้พื้นที่ 65 เปอร์เซ็นต์ยังคงเป็นป่าผ่านการปลูกป่าฟื้นฟู และจัดสรรอีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นสวนสาธารณะและพื้นที่ผลิตอาหาร รัฐบาลตั้งเป้าให้เมืองเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนสุทธิภายในปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2045 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศในปี 2060 ประธานาธิบดีวิโดโดกล่าวว่าเมืองนี้เป็นรูปธรรมของความมุ่งมั่นของอินโดนีเซียในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แต่กลุ่มสิ่งแวดล้อมให้ภาพที่ต่างออกไป WALHI หรือฟอรัมสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซีย รายงานว่าการก่อสร้างทำให้ป่าชายเลนบริเวณอ่าวบาลิกปาปันถูกทำลายไปแล้ว ฟาทูร์ โรซีกิน เฟน ผู้อำนวยการบริหาร WALHI กาลิมันตันตะวันออก ระบุถึงผลกระทบทางนิเวศต่อสิ่งมีชีวิตที่เปราะบาง

สิ่งที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจะเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าเหยื่อเงียบ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศป่าชายเลน ลิงจมูกยาว และชะนีกาลิมันตัน

ชะนีกาลิมันตันเป็นสัตว์ไพรเมตใกล้สูญพันธุ์ที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคนี้ มีรายงานว่าวัสดุก่อสร้างที่ขนส่งมาจากสุลาเวสีทำให้น้ำท่วมและมลพิษจากฝุ่นในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับภาพการพัฒนาแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การทำเหมืองผิดกฎหมายเป็นความท้าทายอีกประการหนึ่ง หน่วยเฉพาะกิจรายงานว่าป่ารอบนูซันตารากว่า 13,000 เฮกตาร์ได้รับความเสียหายจากการทำเหมืองและทำเกษตรกรรมผิดกฎหมาย พลตำรวจเอกเอ็ดการ์ ดิโปเนโกโร ระบุว่า พื้นที่ 8,338 เฮกตาร์ถูกทำลายจากฟาร์มผิดกฎหมาย และอีก 4,236 เฮกตาร์จากเหมืองผิดกฎหมาย รัฐบาลจัดตั้งสถานีติดตามตรวจสอบและให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม แต่นักวิจารณ์ตั้งคำถามถึงความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผลประโยชน์เหมืองแร่ที่มีอำนาจ

โฆษณา

สิทธิชนพื้นเมืองและผืนดินศักดิ์สิทธิ์

การพัฒนานี้คุกคามชุมชนชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าเหล่านี้มาหลายชั่วอายุคน พันธมิตรชนพื้นเมืองแห่งหมู่เกาะ (AMAN) ประเมินว่าอาจมีชนพื้นเมืองกว่า 20,000 คนต้องพลัดถิ่น ครอบครัวชาวบาลิกประมาณ 800 ครอบครัวอาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการ รวมถึงหมู่บ้านเซปากู ลามา

ซยัมเซียห์ วัย 51 ปี และปันดี สามีของเธอ ซึ่งเป็นชาวบาลิกทั้งคู่ อาศัยอยู่ในบ้านคอนกรีตบล็อกบนฟาร์มของตนในเซปากู ลามา พวกเขาปลูกมันสำปะหลัง กล้วย ถั่วเขียว และไม้ผล สำหรับทั้งคู่ ผืนดินแห่งนี้มีประวัติครอบครัวที่ลึกซึ้ง ทั้งพ่อแม่และปู่ย่าตายายของซยัมเซียห์ถูกฝังอยู่ในสุสานของหมู่บ้าน ใกล้กันนั้นมีหินรูปร่างคล้ายแรดในแม่น้ำเซปากูที่เรียกว่า บาตู บาโดก ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบาลิก ปัจจุบันหินดังกล่าวตั้งอยู่ภายในเขตโรงบำบัดน้ำ และถูกกำแพงคอนกรีตที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วมตัดขาดจากชุมชน

กำแพงดังกล่าวขวางไม่ให้ชาวบ้านใช้น้ำในแม่น้ำอาบน้ำและซักผ้าอย่างที่เคยทำตามประเพณี แม้เมืองจะจัดหาน้ำกรองให้ฟรี แต่ชาวบ้านต้องจ่ายค่าติดตั้งท่อประปาในบ้าน หลายคนจึงเลือกเก็บน้ำฝนหรือซื้อน้ำจากรถส่งน้ำแทน เจ้าหน้าที่เมืองแจ้งชาวบ้านอย่างซยัมเซียห์และปันดีแล้วว่า ในที่สุดพวกเขาจะต้องขายที่ดินให้โครงการ แต่ปันดี วัย 53 ปี ยังไม่ยินยอม

รัฐบาลอาจชดเชยค่าพืชผลหรือแม้แต่ค่าบ้านให้ผมได้ แต่ความทรงจำและประวัติของผม รัฐบาลจะทดแทนได้หรือ?

ความคืบหน้าทางกฎหมายเมื่อไม่นานมานี้ทำให้การจัดหาที่ดินซับซ้อนขึ้น ในเดือนพฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยกเลิกกฤษฎีกาปี 2024 ที่ให้สิทธิแก่นักลงทุนในการใช้ประโยชน์ที่ดินได้นานถึง 190 ปี โดยชี้ว่าสิทธิพิเศษดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ คำร้องยื่นโดยสเตปานัส เฟบยัน บาบาโร ผู้แทนชนพื้นเมืองดายัก และชาวบ้านอีกราย ศาลสั่งให้นูซันตาราปฏิบัติตามกฎระเบียบระดับชาติ ซึ่งจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินไว้ไม่เกิน 95 ปี กลุ่มชนพื้นเมืองยินดีกับคำวินิจฉัย ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการมองว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

โฆษณา

การลงทุนระหว่างประเทศและบทบาทของจีน

โครงการมีค่าใช้จ่ายรวมประเมินไว้ที่ 33,000 ล้านดอลลาร์ แต่งบประมาณรัฐครอบคลุมได้เพียงประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนที่เหลือต้องมาจากการลงทุนของภาคเอกชนและต่างชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ยังไปไม่ถึง นักวิจารณ์เรียกโครงการนี้ว่า “ช้างเผือก” โดยชี้ว่าไม่สามารถดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนได้เพียงพอ

จีนกลายเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศรายสำคัญ ณ เดือนพฤษภาคม 2025 บริษัทจีนลงทุนในนูซันตาราเกือบ 70 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4.3 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงปลายปี 2024 กลุ่มบริษัทเดโลนิกซ์กลายเป็นนักลงทุนต่างชาติรายแรกที่เริ่มก่อสร้าง โดยลงทุนในโครงการพาณิชย์แบบผสมผสาน บริษัทจีนแสดงความสนใจในด้านการขนส่ง พลังงาน ระบบดิจิทัล และการพัฒนาอุตสาหกรรม

กลุ่มกิจการร่วมค้าขนาดใหญ่สองกลุ่มที่นำโดยจีนกำลังเดินหน้าโครงการขนส่งแบบบูรณาการผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ได้แก่ กลุ่มบริษัทไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริง-ไอเจเอ็ม และกลุ่มบริษัทไชน่า สเตต คอนสตรักชัน เอ็นจิเนียริง คอร์ปอเรชัน-ไชน่า เรลเวย์ กรุ๊ป ลิมิเต็ด แต่ละโครงการมีมูลค่าราว 27 ล้านล้านรูเปียห์ หัวเว่ยแสดงความสนใจที่จะสนับสนุนระบบนิเวศเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของเมือง การลงทุนเหล่านี้สอดคล้องกับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน ซึ่งได้พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานของอินโดนีเซียไปแล้วผ่านโครงการอย่างรถไฟความเร็วสูงจาการ์ตา-บันดุง

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเงินทุนจากจีนอย่างมากทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของหนี้และการพึ่งพิงเชิงยุทธศาสตร์ มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสังคมยังคงมีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากโครงการอุตสาหกรรมเสี่ยงทำให้ป่าถูกทำลายและชุมชนต้องพลัดถิ่น อินโดนีเซียจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้เงินทุนจากต่างชาติกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ไม่ทอดทิ้งใคร

โฆษณา

บทเรียนจากเมืองหลวงแห่งใหม่แห่งอื่น

อินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศแรกที่สร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ นักวางผังกำลังศึกษาความพยายามในอดีตผ่านกลไกที่องค์การสหประชาชาติสนับสนุน เรียกว่า การทบทวนท้องถิ่นโดยสมัครใจ (VLR) ซึ่งเป็นการทบทวนลักษณะนี้ครั้งแรกสำหรับเมืองใหม่ กระบวนการนี้มุ่งบูรณาการการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและหลักสิทธิมนุษยชนเข้าไว้ในช่วงพัฒนา แทนที่จะรอจนก่อสร้างเสร็จ

ปุตราจายาของมาเลเซียมีบทเรียนด้านความยั่งยืน เมืองนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นเมืองสวนอัจฉริยะทางใต้ของกัวลาลัมเปอร์ และผนวกรวมหมู่บ้านมาเลย์ที่มีอยู่เดิมเข้าในแผน แทนที่จะแยกชนพื้นเมืองออกจากที่ดินของตน เมืองเซจงของเกาหลีใต้แสดงให้เห็นข้อดีของการพัฒนาเป็นระยะและการย้ายหน่วยงานบริหารออกจากกรุงโซลทีละขั้น ส่วนอัสตานาของคาซัคสถานชี้ให้เห็นความสำคัญของวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ครอบคลุม โดยเมืองแห่งนี้เปลี่ยนแปลงเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมีประชากร 1.3 ล้านคน ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

บทเรียนสำคัญสำหรับนูซันตารา ได้แก่ ความจำเป็นที่จะต้องมีความโปร่งใสและความรับผิดรับชอบ การตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กระบวนการ VLR กำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลต่าง ๆ ทำงานข้ามขอบเขตความรับผิดชอบของตน และบันทึกว่าความคิดเห็นจากชุมชนส่งผลต่อการพัฒนาอย่างไร นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือดึงดูดนักลงทุน ด้วยการแสดงความคืบหน้าและแนวทางลดความเสี่ยง

ความท้าทายด้านที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน

นอกเหนือจากอาคารรัฐบาลที่โดดเด่นเป็นประกายแล้ว โครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐานยังไม่เพียงพอ ปัจจุบันเมืองขาดแคลนโรงเรียน สถานบันเทิง และที่สำคัญคือที่พักสำหรับข้าราชการที่มีครอบครัว ช่องว่างนี้เสี่ยงทำให้เกิดปัญหาแบบเดียวกับที่เมืองหลวงแห่งใหม่ต้องการหลีกหนี

เพื่อจัดหาที่พักให้คนงาน รัฐบาลได้สร้างโครงการที่อยู่อาศัยฮูเนียน เปเกร์จา คอนสตรักซี (HPK) สำหรับคนงานก่อสร้าง บริหารโดยสำนักงานบริหารเมืองหลวงนูซันตาราและองค์การธุรกิจของสำนักงานบริหาร (BUMO) โดยได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงโยธาธิการและการเคหะ แม้มาตรการนี้มีเป้าหมายป้องกันชุมชนแออัดนอกระบบที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงแห่งใหม่แห่งอื่น แต่นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ระบุว่าอาจมีปัญหาด้านปริมาณที่พักไม่เพียงพอทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากการสร้างที่พักตามจำนวนคนงานที่เพิ่มขึ้นไม่ทัน เมืองอาจเกิดชุมชนแออัดก่อนเปิดอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ

อุปสรรคด้านกฎหมายและการบริหาร

โครงการเผชิญอุปสรรคทางกฎหมายสำคัญ กฎหมายสร้างงานอันเป็นข้อถกเถียงของอินโดนีเซีย หรือกฎหมายแบบครอบจักรวาล กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลตามคำร้องของกลุ่มภาคประชาสังคม ซึ่งโต้แย้งว่ากฎหมายนี้ทำให้การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอ่อนแอลงและเอื้อให้เกิดการขับไล่โดยบังคับ กฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบในปี 2020 และได้รับการยืนยันอีกครั้งในปี 2023 แม้ก่อนหน้านั้นจะถูกวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญในด้านกระบวนการ กฎหมายนี้จำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และยกเลิกใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้ผู้พัฒนาโครงการยื่นรับรองด้วยตนเองแทน

โครงการที่ได้รับการกำหนดให้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ (PSN) ซึ่งรวมถึงนูซันตารา ได้รับใบอนุญาตแบบเร่งรัดและมีมาตรการคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่อ่อนลง มาตรา 173 อนุญาตให้เอกชน ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาล เข้าซื้อที่ดินในนามของประโยชน์สาธารณะ คดีคู่ขนานที่เร็มปัง อีโค ซิตี ซึ่งชาวบ้านเผชิญการขับไล่เพื่อสร้างโรงงานแก้วและรีสอร์ตเชิงนิเวศ แสดงให้เห็นถึงการปราบปรามรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงกรณีตำรวจยิงกระสุนยางและจับกุมผู้ประท้วง

กลุ่มสิ่งแวดล้อมอย่าง WALHI ยังคงท้าทายกรอบกฎหมายเหล่านี้ โดยให้เหตุผลว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายก่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมได้ไม่ต่างจากรถปราบดิน พวกเขาเรียกร้องให้ฟื้นฟูสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน และกำหนดนิยามประโยชน์สาธารณะให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อคำนึงถึงสวัสดิภาพและสิทธิของชุมชน

ประเด็นสำคัญ

  • นูซันตาราคือเมืองหลวงแห่งใหม่ตามแผนของอินโดนีเซียในกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียว ซึ่งตั้งใจให้เข้ามาแทนจาการ์ตาที่กำลังทรุดตัวและมีประชากรหนาแน่นภายในปี 2028
  • โครงการมูลค่า 33,000 ล้านดอลลาร์ถูกปรับลดงบประมาณรัฐลงครึ่งหนึ่งภายใต้ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ขณะที่สถานะถูกลดจากเมืองหลวงแห่งชาติเต็มรูปแบบเป็นเมืองหลวงทางการเมือง
  • ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ในใจกลางเมืองเพียง 10,000 คน ต่ำกว่าเป้าหมายมาก ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานจำเป็น เช่น โรงเรียนและที่พักข้าราชการ ยังสร้างไม่เสร็จ
  • กลุ่มสิ่งแวดล้อมรายงานการทำลายป่าชายเลนและความเสียหายต่อพื้นที่ 13,000 เฮกตาร์จากการทำเหมืองผิดกฎหมาย ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างเรื่องเมืองป่าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • ชนพื้นเมืองกว่า 20,000 คน รวมถึงชนเผ่าบาลิก เสี่ยงต้องพลัดถิ่น ขณะที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกตัดขาดจากชุมชนโดยสิ่งปลูกสร้างสำหรับบำบัดน้ำ
  • ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยกเลิกสิทธิในที่ดิน 190 ปีสำหรับนักลงทุน โดยชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ และจำกัดสิทธิไว้ไม่เกิน 95 ปี
  • บริษัทจีนลงทุน 4.3 พันล้านดอลลาร์ผ่านความเชื่อมโยงกับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง จนกลายเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนจากต่างชาติรายสำคัญ
  • กระบวนการทบทวนท้องถิ่นโดยสมัครใจที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติช่วยให้นักวางผังได้เรียนรู้จากเมืองหลวงแห่งใหม่อื่น ๆ เช่น ปุตราจายาและเซจง โดยมุ่งเน้นความยั่งยืนและความโปร่งใส
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ