แรงขาย 10 วันกดดันหุ้นและค่าเงินไต้หวัน
ดอลลาร์ไต้หวันปิดที่ 32.617 ดอลลาร์ไต้หวันต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2026 ซึ่งเป็นระดับปิดอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2025 ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไต้หวันต่อเนื่องเป็นวันที่ 10 ของการซื้อขาย มูลค่าขายสุทธิในวันดังกล่าวอยู่ที่ 79,540 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และรวม 838,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวันตลอด 10 วันทำการ
สารบัญ
- แรงขาย 10 วันกดดันหุ้นและค่าเงินไต้หวัน
- ดอลลาร์สหรัฐฯ ทะลุสองระดับสำคัญ
- แรงกดดันตลอดสัปดาห์ซ้ำเติมการขาดทุนก่อนหน้า
- กองทุนในประเทศเข้าซื้อ ขณะที่ต่างชาติขาย
- TSMC และกองทุนรับแรงขายส่วนใหญ่
- ยอดซื้อขายค่าเงินพุ่ง ขณะเงินเปลี่ยนมือ
- เหตุใดผู้ส่งออกจึงรอจังหวะขายดอลลาร์
- การใช้จ่ายด้าน AI และดอกเบี้ยสหรัฐฯ กำหนดมุมมองตลาด
- ประเด็นที่ผู้ค้าจับตาต่อไป
- ประเด็นสำคัญ
ค่าเงินอ่อนค่าลง 0.172 ดอลลาร์ไต้หวันจากราคาปิดก่อนหน้า นับเป็นการปรับลดลงรายวันติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ระหว่างการซื้อขาย ค่าเงินทะลุระดับ 32.5 และ 32.6 ดอลลาร์ไต้หวันต่อดอลลาร์สหรัฐ และอ่อนค่าลงแตะ 32.672 ชั่วครู่ ก่อนฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน
ดัชนี Taiex ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นหลักของไต้หวัน ร่วงลง 529.15 จุด ปิดที่ 46,292.93 จุด ลดลงประมาณ 1.13% ดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 804 จุด และลดลงมากถึง 659 จุด หลังแรงขายเร่งตัวขึ้นในช่วงบ่าย
การฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมแทบไม่ช่วยคลายความกังวล นักลงทุนยังห่วงเรื่องเงินทุนที่ต้องใช้เพื่อรองรับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ผลตอบแทนที่จะได้จากการใช้จ่ายดังกล่าว และทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ นักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นไต้หวันยังต้องการดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อโอนเงินออกนอกประเทศ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินท้องถิ่น
ดอลลาร์สหรัฐฯ ทะลุสองระดับสำคัญ
ดอลลาร์สหรัฐฯ เปิดตลาดที่ 32.480 ดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของวันเช่นกัน ก่อนขยับขึ้นไปแตะ 32.672 เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนแสดงจำนวนดอลลาร์ไต้หวันที่ต้องใช้ซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ หนึ่งดอลลาร์ ตัวเลขที่สูงขึ้นจึงหมายความว่าค่าเงินไต้หวันอ่อนลง
ราคาปิดก่อนหน้าอยู่ที่ 32.445 ดอลลาร์ไต้หวัน การขยับขึ้นมาอยู่ที่ 32.617 จึงหมายถึงราคาดอลลาร์สหรัฐฯ ในหน่วยดอลลาร์ไต้หวันเพิ่มขึ้นประมาณ 0.53% ณ จุดที่ค่าเงินอ่อนค่าที่สุดของวัน ราคาดังกล่าวสูงกว่าราคาปิดก่อนหน้าราว 0.70%
ผู้ค้าค่าเงินระบุว่า ธนาคารกลางยังคงเข้าแทรกแซงเพื่อบรรเทาความผันผวน โดยถ้อยแถลงต่อสาธารณะที่ออกมาในช่วงเวลาผิดปกติระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ส่งสัญญาณถึงความกังวลต่อแรงกดดันไปก่อนแล้ว ต่อมา การขายดอลลาร์สหรัฐฯ ของผู้ส่งออกช่วยให้ดอลลาร์ไต้หวันปิดแข็งกว่าระดับอ่อนค่าที่สุด
แรงกดดันตลอดสัปดาห์ซ้ำเติมการขาดทุนก่อนหน้า
ค่าเงินไต้หวันอ่อนค่าทะลุระดับ 32 ดอลลาร์ไต้หวันไปแล้วระหว่าง การเทขายเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไต้หวันสุทธิ 165,342 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน อัตราแลกเปลี่ยนปิดวันดังกล่าวที่ 32.085 ดอลลาร์ไต้หวันต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ดัชนี Taiex ปิดที่ 48,341.31 จุด
เมื่อถึงวันที่ 20 ตุลาคม ราคาดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากราคาปิดวันที่ 13 ตุลาคมอีก 0.532 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 1.66% ในช่วงเดียวกัน ดัชนี Taiex ลดลง 2,048.38 จุด หรือราว 4.24% ตัวเลขเปรียบเทียบนี้สะท้อนว่าแรงกดดันต่อหุ้นและค่าเงินยังดำเนินต่อไปหลังการปรับลดลงอย่างรุนแรงก่อนหน้านั้น
- 13 ตุลาคม: ดอลลาร์ไต้หวันปิดที่ 32.085 ดอลลาร์ไต้หวันต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และดัชนี Taiex ลดลง 960.65 จุด
- 15 ตุลาคม: นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไต้หวันเป็นประวัติการณ์ 302,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ขณะที่ยอดซื้อขายค่าเงินรวมอยู่ที่ 9,115 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- 19 ตุลาคม: ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น และดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ยุติการขาดทุนติดต่อกัน 8 วัน
- 20 ตุลาคม: นักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นไต้หวัน ส่งผลให้ค่าเงินอยู่ที่ 32.617 ดอลลาร์ไต้หวัน และดัชนี Taiex อยู่ที่ 46,292.93 จุด
- 21 ตุลาคม: มีกำหนดชำระราคา (settlement) สัญญาฟิวเจอร์สดัชนีหุ้นไต้หวัน ทำให้ทิศทางการวางสถานะของนักลงทุนต่างชาติหลังจากนั้นเป็นประเด็นที่ผู้ค้าจับตา
ดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่าลง 0.765 ดอลลาร์ไต้หวันต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ผู้ค้าค่าเงินระบุว่า ในช่วงดังกล่าวดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย โดยแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางการซื้อขายในประเทศ
กองทุนในประเทศเข้าซื้อ ขณะที่ต่างชาติขาย
นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ขายหุ้นสุทธิรวม 79,540 ล้านดอลลาร์ไต้หวันเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม บริษัทหลักทรัพย์ขายเพิ่มอีก 35,579 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ขณะที่กองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนซื้อสุทธิ 18,315 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เมื่อรวมกันแล้ว นักลงทุนสถาบันทั้งสามกลุ่มมียอดขายสุทธิ 96,804 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
กองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนซึ่งบริหารกองทุนรวมมีทิศทางตรงข้ามกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเข้าซื้อหุ้นติดต่อกัน 8 วัน เพิ่มยอดซื้อสุทธิรวม 133,600 ล้านดอลลาร์ไต้หวันในช่วงดังกล่าว ยอดซื้อสะสมของกองทุนกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ 880,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิ 741,600 ล้านดอลลาร์ไต้หวันในตลาดหุ้นจดทะเบียนหลักของไต้หวันตลอดเดือนตุลาคม และขายมากกว่า 2.11 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันนับตั้งแต่ต้นปี แรงขายสุทธิติดต่อกัน 10 วันรวม 838,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน โดยช่วงดังกล่าวเริ่มต้นก่อนเดือนตุลาคม
แรงซื้อในประเทศช่วยลดดุลการขายสุทธิของนักลงทุนสถาบัน แต่ไม่สามารถรองรับยอดขายรวมจากนักลงทุนต่างชาติและบริษัทหลักทรัพย์ได้ สำหรับผู้ติดตามตลาด ภาพที่เห็นชัดคือผู้จัดการกองทุนท้องถิ่นยังคงเพิ่มการถือครองหุ้น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติลดสัดส่วนการลงทุน
TSMC และกองทุนรับแรงขายส่วนใหญ่
บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. ยังคงเป็นเป้าหมายของแรงขายอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นักลงทุนต่างชาติขายหุ้น TSMC สุทธิ 9,365 ล็อต ทำให้แรงขายต่อเนื่องเป็นวันที่ 10 ยอดสะสมอยู่ที่ 132,300 ล็อต
หุ้นไต้หวันหนึ่งล็อตมีจำนวน 1,000 หุ้น ตัวเลขดังกล่าวจึงเท่ากับหุ้น TSMC ที่ขายในวันนั้น 9.365 ล้านหุ้น และ 132.3 ล้านหุ้นในช่วง 10 วัน การขายหุ้นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่เช่นนี้ส่งผลต่อทั้งดัชนีอ้างอิงและความเชื่อมั่นในภาคเทคโนโลยีของไต้หวัน
นักลงทุนต่างชาติยังลดการถือครองกองทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (ETF) ซึ่งเปิดให้นักลงทุนซื้อหลักทรัพย์หลายรายการในตะกร้าผ่านผลิตภัณฑ์จดทะเบียนเพียงรายการเดียว โดยขายกองทุนที่มีการซื้อขายคึกคักรหัส 00406A มากกว่า 130,700 ล็อต และขาย Yuanta Taiwan 50 ETF รหัส 0050 จำนวน 49,000 ล็อต ส่วน AUO มียอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ 31,600 ล็อต
ยังมีแรงซื้อในบริษัทบางแห่ง โดยมีหุ้นเพียง 6 ตัวที่มียอดซื้อต่างชาติสุทธิเกิน 10,000 ล็อต ได้แก่ Wistron, Taiwan Glass, Compal Electronics, China Steel, Formosa Petrochemical และ Acer การกระจุกตัวของแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเล็ก ๆ นี้แตกต่างจากการลดการถือครองหุ้นและกองทุนขนาดใหญ่ในวงกว้าง
ยอดซื้อขายค่าเงินพุ่ง ขณะเงินเปลี่ยนมือ
ยอดซื้อขายรวมในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ Taipei และ Yuanta อยู่ที่ 4,276.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ซึ่งถูกระบุว่าเป็นยอดซื้อขายรายวันสูงสุดอันดับ 10 ในประวัติการณ์ โดยตลาด Taipei มีมูลค่า 3,277 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ Yuanta 999.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ยอดรวมของการซื้อขายในวันดังกล่าวตามรายงานฉบับอื่นอยู่ที่ 4,232 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 4,272 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ตลาดมีมูลค่าซื้อขายมากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอด 10 วัน เทียบเท่ามากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน ตัวเลขเหล่านี้วัดมูลค่าการซื้อและขายเงินตรา ส่วนจำนวนเงินจริงที่โอนออกจากไต้หวันเป็นอีกยอดหนึ่ง ซึ่งไม่มีการเปิดเผย
วันที่ 15 ตุลาคมเป็นสถิติอ้างอิงที่สูงกว่ามาก ยอดซื้อขายเงินตราต่างประเทศรวมอยู่ที่ 9,115 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่ายอดวันที่ 20 ตุลาคมกว่าเท่าตัว ในวันที่ยอดขายหุ้นสุทธิของนักลงทุนต่างชาติแตะ 302,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ส่วนยอดซื้อขายวันที่ 13 ตุลาคมอยู่ที่ 7,114.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยอดซื้อขายค่าเงินรายวันสูงสุด 10 อันดับแรกของไต้หวันมี 7 วันเกิดขึ้นในปี 2026
มูลค่าตลาดหุ้นไต้หวันที่เพิ่มขึ้นช่วยอธิบายขนาดของธุรกรรมค่าเงินเหล่านี้ได้ ดัชนี Taiex ข้ามระดับ 30,000 และ 40,000 จุดในปีนี้ และเข้าใกล้ 50,000 จุดก่อนปรับลดลง การซื้อหรือขายหุ้นจำนวนเท่าเดิมในราคาที่สูงขึ้นต้องใช้เงินมากกว่าเดิม จึงอาจทำให้ธุรกรรมค่าเงินที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าสูงขึ้น
เหตุใดผู้ส่งออกจึงรอจังหวะขายดอลลาร์
นักลงทุนต่างชาติที่แลกเงินจากการขายหุ้นเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ความต้องการสกุลเงินดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้ค้าค่าเงินกล่าวว่า มีแรงซื้อเพิ่มเติมหลังตลาดหุ้นปิด เมื่อนักลงทุนคำนวณจำนวนเงินที่ต้องการโอนออกนอกประเทศ
ผู้ส่งออกต้องตัดสินใจอีกแบบหนึ่ง ธุรกิจที่ได้รับชำระเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ สามารถขายดอลลาร์เพื่อแลกเป็นดอลลาร์ไต้หวันไว้ใช้จ่ายในประเทศ เมื่อดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่าลง พวกเขาจะได้รับเงินท้องถิ่นต่อรายได้จากการส่งออกหนึ่งดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งอาจจูงใจให้รอ หากคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะขยับต่อไป
ผู้ค้าระบุว่า ช่วงแรกผู้ส่งออกชะลอการขายดอลลาร์ ขณะที่ค่าเงินไต้หวันอ่อนลง อุปทานเพิ่มขึ้นเมื่อราคาอยู่ที่ประมาณ 32.650 ดอลลาร์ไต้หวันในช่วงบ่าย การขายดังกล่าวประกอบกับการแทรกแซงของธนาคารกลาง ช่วยดึงราคาปิดกลับลงมาจากระดับ 32.672
อัตราแลกเปลี่ยนสร้างแรงกดดันต่างกันต่อธุรกิจแต่ละฝ่ายในธุรกรรม ผู้ส่งออกที่แลกรายได้เป็นดอลลาร์จะได้รับดอลลาร์ไต้หวันมากขึ้น ขณะที่ผู้นำเข้าซึ่งจ่ายบิลเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องใช้เงินท้องถิ่นมากขึ้น บริษัทที่มีทั้งรายรับและรายจ่ายเป็นดอลลาร์ต้องบริหารความสมดุลระหว่างสองด้านนี้
การใช้จ่ายด้าน AI และดอกเบี้ยสหรัฐฯ กำหนดมุมมองตลาด
Huang Wen-ching หัวหน้านักกลยุทธ์ของ Taishin Investment Advisory ระบุว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในระยะหลัง เขากล่าวว่า ความคาดหวังของตลาดบ่งชี้ว่าโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมมีน้อย แต่โอกาสในเดือนธันวาคมสูงกว่า
อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นอาจทำให้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์น่าดึงดูดกว่าเดิม และเพิ่มต้นทุนการระดมทุน สำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่ใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์เป็นจำนวนมาก นักลงทุนยังจับตาว่าการลงทุนเหล่านี้จะสร้างรายได้และกำไรได้เร็วเพียงใด ผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จึงกำลังจะเป็นบททดสอบความเชื่อมั่นครั้งต่อไป
Huang ยังคงมีมุมมองเชิงบวกมากกว่าในระยะยาว โดยเห็นว่าปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจของอุตสาหกรรม AI ยังแข็งแกร่ง และชี้ว่าการซื้ออย่างต่อเนื่องของกองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในประเทศช่วยหนุนหุ้นไต้หวัน มุมมองของเขาแตกต่างจากความระมัดระวังที่เห็นได้จากธุรกรรมรายวันของนักลงทุนต่างชาติ
ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงยังเป็นอีกประเด็นน่ากังวล เพราะต้นทุนพลังงานส่งผลต่อธุรกิจและความคาดหวังด้านเงินเฟ้อ ตลาดไต้หวันกำลังรับมือกับแรงกดดันหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน ทั้งต้นทุนเงินทุน ต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลประกอบการที่จำเป็นต่อการรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี
ประเด็นที่ผู้ค้าจับตาต่อไป
การชำระราคาสัญญาฟิวเจอร์สดัชนีหุ้นไต้หวันที่กำหนดไว้ในวันที่ 21 ตุลาคมเป็นเหตุการณ์ในตลาดที่ใกล้ที่สุด ฟิวเจอร์สคือสัญญาที่อ้างอิงมูลค่าของดัชนี ในช่วงใกล้วันชำระราคา นักลงทุนอาจปิดสถานะหรือย้ายสถานะไปยังสัญญาที่มีกำหนดชำระราคาในภายหลัง ซึ่งทำให้รูปแบบการซื้อขายเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นักลงทุนต่างชาติลดสถานะขายสุทธิในฟิวเจอร์สดัชนีไต้หวันลง 1,397 สัญญา เหลือ 89,748 สัญญา สถานะขายสุทธิหมายถึงจำนวนสัญญาที่วางสถานะเพื่อเก็งว่าราคาจะลดลงมีมากกว่าสัญญาที่วางสถานะเพื่อเก็งว่าราคาจะปรับขึ้น เมื่อพิจารณานักลงทุนสถาบันหลักทั้งสามกลุ่ม สถานะขายสุทธิลดลง 1,557 สัญญา เหลือ 2,659 สัญญา
Li Chi-chan ผู้เชี่ยวชาญด้านค่าเงินกล่าวว่า ดอลลาร์ไต้หวันอาจเข้าสู่กรอบ 32.5 ถึง 33 ดอลลาร์ไต้หวันต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ระหว่างที่พยายามหาจุดรับแรงซื้อ ผู้ค้าค่าเงินรายอื่นมองว่าระดับ 32.8 เป็นจุดที่ตลาดอาจทดสอบ หากแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติและความต้องการดอลลาร์ยังดำเนินต่อไป
Li ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่การซื้อขายจะผันผวนไม่สม่ำเสมอ หากผู้ซื้อเข้าตลาดหลังค่าเงินทำระดับต่ำสุดใหม่ ทิศทางการโอนเงินของนักลงทุนต่างชาติ ความเคลื่อนไหวของดอลลาร์ในตลาดโลก และผลประกอบการเทคโนโลยีที่กำลังจะประกาศ จะช่วยชี้ว่าแรงกดดันผ่อนคลายลงหรือไม่ กรอบที่เขาคาดการณ์เป็นการประเมินตลาด ส่วนบททดสอบที่เป็นรูปธรรมครั้งถัดไปคือทิศทางการซื้อขายของนักลงทุนหลังชำระราคาฟิวเจอร์ส
ประเด็นสำคัญ
- ดอลลาร์ไต้หวันปิดที่ 32.617 ดอลลาร์ไต้หวันต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เป็นระดับปิดอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2025
- นักลงทุนต่างชาติขายหุ้น 79,540 ล้านดอลลาร์ไต้หวันในวันดังกล่าว ทำให้ยอดขายสุทธิติดต่อกัน 10 วันรวมเป็น 838,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
- ดัชนี Taiex ลดลง 529.15 จุด ปิดที่ 46,292.93 จุด แม้หุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวในวันก่อนหน้า
- กองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในประเทศยังคงซื้อหุ้น โดยเพิ่มยอดซื้อ 133,600 ล้านดอลลาร์ไต้หวันตลอด 8 วันทำการติดต่อกัน
- ยอดซื้อขายค่าเงินรวมอยู่ที่ 4,276.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยอดที่รายงานในแหล่งอื่นต่ำกว่าเล็กน้อย
- การชำระราคาฟิวเจอร์สวันที่ 21 ตุลาคม ผลประกอบการเทคโนโลยี และความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ เป็นประเด็นซื้อขายสำคัญถัดไป






