กระแสทุเรียนฟีเวอร์ในจีน พลิกเมืองเหมืองทองของมาเลเซียสู่การเป็น ‘เมืองหลวงทุเรียน’

ใช้เวลาอ่าน 17 นาที
KL Durians Top 5 Spots You Can’t Miss — Musang King …

จากเหมืองทองสู่จักรวรรดิทุเรียน

เมืองราอุบอันเงียบสงบในรัฐปะหังของมาเลเซีย เคยเป็นที่จับตามองทั่วประเทศในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพราะแหล่งทองคำ ซึ่งคนงานเหมืองร่อนเกล็ดทองจากถาดทรายที่เพิ่งขุดขึ้นมา ทุกวันนี้เศรษฐกิจของราอุบหันไปพึ่งพา “ทองคำ” อีกชนิดหนึ่ง เนินเขาของเมืองมีต้นทุเรียนราว 150,000 ต้น กระจายอยู่บนพื้นที่ประมาณ 2,000 เฮกตาร์ การเปลี่ยนแปลงนี้ขับเคลื่อนโดยความต้องการทุเรียนมูซังคิงของจีนที่มหาศาล จนผู้บริโภคชาวจีนขนานนามทุเรียนพันธุ์นี้ว่า “แอร์เมสแห่งทุเรียน”

สารบัญ
  1. จากเหมืองทองสู่จักรวรรดิทุเรียน
  2. ปรากฏการณ์มูซังคิง
  3. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งรูปแบบใหม่
  4. ความต้องการทุเรียนของจีนที่ไม่รู้จักอิ่ม
  5. ความจริงอันหนักหน่วงเบื้องหลังความมั่งคั่ง
  6. ความท้าทายและข้อถกเถียง
  7. การแข่งขันในภูมิภาค
  8. การทูตทุเรียน
  9. การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าและการวางตำแหน่งในตลาด
  10. ภัยคุกคามจากการผลิตภายในประเทศ
  11. ข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและตลาด
  12. แนวโน้มในอนาคต
  13. สรุปประเด็นสำคัญ

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่สร้างความเห็นแตกต่างมานาน บางคนยกย่องให้เป็น “ราชาแห่งผลไม้” ด้วยรสหวานและเนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ขณะที่บางคนเมินเพราะกลิ่นฉุน แต่ในจีนกลับมีผู้ซื้อจำนวนมาก และความต้องการดูเหมือนไม่มีขีดจำกัด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทุเรียนยังมีภาพลักษณ์หรูหราขึ้นในจีน โดยไม่ได้กินแค่แบบสด แต่ยังนำไปทำเป็นขนมหวาน ชานม และแม้แต่หม้อไฟ

เมื่อขับรถไปรอบราอุบ แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เห็นผลไม้หนามแหลมที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง กลิ่นทุเรียนลอยมาให้ได้กลิ่นจากรถบรรทุกที่วิ่งต่อเนื่องไปตามถนนบนภูเขา และยังมองเห็นได้ทุกแห่ง ทั้งหนามสีเขียวของประติมากรรมขนาดใหญ่ ภาพวาดบนกำแพงเตี้ยๆ ที่ตกแต่งอย่างประณีต และป้ายถนนที่ประกาศว่า “ยินดีต้อนรับสู่บ้านของทุเรียนมูซังคิง”

ราอุบเคยเป็นเมืองเหมืองทองในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของเมืองก็เปลี่ยนมาเป็น “สีทอง” ในความหมายใหม่ ทุกวันนี้ราอุบเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งปลูกมูซังคิง ทุเรียนเนื้อเนยรสหวานปนขมที่เป็นหัวใจของกระแสทุเรียนทั่วโลก

“ต่อให้มีคนจีนแค่ 2% ที่อยากซื้อทุเรียน ก็เป็นธุรกิจมากเกินพอแล้ว” ชี เซ็ง หว่อง ผู้จัดการโรงงานของ Fresco Green บริษัทส่งออกทุเรียนในราอุบกล่าว

หว่องเล่าว่า ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำของทศวรรษ 1990 เกษตรกรโค่นต้นทุเรียนเพื่อเปิดพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ “ตอนนี้กลับกันแล้ว พวกเขากำลังโค่นปาล์มน้ำมันเพื่อกลับมาปลูกทุเรียนอีกครั้ง”

โฆษณา

ปรากฏการณ์มูซังคิง

ในบรรดาทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ มูซังคิงโดดเด่นด้วยรสหวานปนขมอันเป็นเอกลักษณ์และสถานะระดับพรีเมียม เนื้อสัมผัสนุ่มเหมือนเนยและรสชาติซับซ้อนทำให้เป็นทุเรียนพันธุ์ที่มีผู้ต้องการมากที่สุดในจีน การเปรียบเทียบกับแอร์เมส แบรนด์แฟชั่นหรูจากฝรั่งเศส ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง เช่นเดียวกับกระเป๋าเบอร์กิน ทุเรียนมูซังคิงแท้มีราคาสูงและเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะในหมู่ผู้บริโภคชาวจีนที่มีฐานะ

ทุเรียนมูซังคิงมีราคาตั้งแต่ลูกละ 14 ถึง 100 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับคุณภาพและฤดูกาล เทียบกับทุเรียนพันธุ์ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ราคาต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ ราคาพรีเมียมนี้สะท้อนทั้งความยากในการเพาะปลูกและคุณลักษณะด้านรสชาติที่เหนือกว่า ในราอุบ สภาพทางภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะองค์ประกอบของดินและภูมิอากาศ เอื้อต่อการปลูกทุเรียนพันธุ์ล้ำค่านี้

“ดินในราอุบเหมาะกับการปลูกทุเรียนมาก อีกทั้งสภาพอากาศก็ดีมาก” ลู เยว่ถิง เจ้าของฟาร์มท้องถิ่น Uncle Thing Durian Leisure Farm กล่าว “ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองก็เหมาะอย่างยิ่งกับการปลูกทุเรียนพันธุ์หรูที่ทำให้เมืองนี้มีชื่อเสียง”

ผู้บริโภคชาวจีนมีความพิถีพิถันในการเลือกทุเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ “ช่วงแรกเราอาจชอบแค่ทุเรียนที่หวาน แต่ตอนนี้เรามองหาสิ่งต่างๆ อย่างกลิ่นหอม ความเข้มข้น และรสชาติที่มีมิติ” สวี ซิน วัย 33 ปี ซึ่งขายทุเรียนในบ้านเกิดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนกล่าว

“ทุกวันนี้มีลูกค้าเดินเข้าร้านแล้วถามว่า ‘ล็อตนี้มีลูกที่ขมบ้างไหม’ มากขึ้น”

เมื่อไม่นานมานี้ สวีเดินทางไปชิมทุเรียนในราอุบพร้อมผู้ส่งออกทุเรียนจากภาคใต้ของจีนอีกสองคน “ยังมีคนอีกมากที่ไม่เคยกิน ตลาดมีศักยภาพมหาศาล” เพื่อนร่วมทางคนหนึ่งของเธอกล่าว

นักท่องเที่ยวชาวจีนที่อยากลิ้มลองทุเรียนเดินทางหลั่งไหลสู่ชนบทของมาเลเซีย พวกเขานั่งที่ร้านทุเรียนและลิ้มลองทุเรียนที่จัดใส่จานเรียงจากรสอ่อนไปจนถึงรสเข้มข้นที่สุด คนท้องถิ่นบอกว่าหากกินตามลำดับที่ถูกต้อง จะสัมผัสรสชาติที่ค่อยๆ เผยออกมาในแต่ละพู ทั้งคาราเมล คัสตาร์ด และท้ายที่สุดคือรสขมเกือบคล้ายแอลกอฮอล์ที่บ่งบอกว่าเป็นมูซังคิง

โฆษณา

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งรูปแบบใหม่

กระแสทุเรียนบูมสร้างเศรษฐีจำนวนมากในราอุบ และพลิกโฉมเศรษฐกิจของเมืองที่เคยเงียบเหงาแห่งนี้ เกษตรกรที่ก่อนหน้านี้ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ บัดนี้มีทรัพย์สินมากมาย หลายคนปรับปรุงบ้านจากไม้เป็นอิฐ และมีกำลังส่งลูกไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ

เอริก ชาน หนึ่งในผู้ประสบความสำเร็จจากอุตสาหกรรมทุเรียนของราอุบ เปลี่ยนจากการเขียนโค้ดให้ดาวเทียมและหุ่นยนต์ มาตั้งบริษัทจัดหาทุเรียนกวนสำหรับทำอาหารหลากหลายชนิด ต่อมาเขาขายหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทไปในราคาประมาณ 4.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 50 เท่าของเงินลงทุนเริ่มแรก

“ทุกคนทำเงินได้ดี” ชานให้สัมภาษณ์กับ The New York Times “พวกเขาสร้างบ้านใหม่จากไม้เป็นอิฐ และมีเงินส่งลูกไปเรียนมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ”

โจวี กง เจ้าของสวนทุเรียนรายงานว่าเขาสะสมทรัพย์สินไว้หลายอย่าง ทั้งรถหรูและอสังหาริมทรัพย์สองแห่ง แห่งหนึ่งอยู่ในราอุบ อีกแห่งอยู่ในกัวลาลัมเปอร์ “ราอุบต่างจากเมืองอื่นๆ ของมาเลเซียมาก คนที่อยู่ที่นี่ร่ำรวย” กงให้สัมภาษณ์กับ Channel News Asia ในปี 2019

อังเคิลติงก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวความสำเร็จ ที่ฟาร์มของเขา เขาชี้ให้ดูรถกระบะญี่ปุ่นที่เข้ามาแทนรถจี๊ปเก่าๆ ซึ่งเคยใช้ขนลังทุเรียน ในธุรกิจครอบครัวอย่างของเขา ลูกชายมักช่วยขนทุเรียน ส่วนลูกสาวดูแลบัญชีและการเงิน

“ทุเรียนมีส่วนช่วยเศรษฐกิจที่นี่อย่างมาก” อังเคิลติงกล่าว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่แค่เกษตรกรแต่ละราย ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดขยายตัว ทำให้เกิดงานด้านบรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ การแปรรูป และบริการที่เกี่ยวข้อง ร้านอาหารและโรงแรมในท้องถิ่นก็ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์มูซังคิงแท้ๆ

โฆษณา

ความต้องการทุเรียนของจีนที่ไม่รู้จักอิ่ม

จีนกลายเป็นผู้นำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 95% ของความต้องการทั่วโลก เฉพาะปี 2024 จีนมีมูลค่านำเข้าทุเรียนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นสามเท่าจากปี 2020 ตัวเลขมหาศาลนี้หมายความว่า ปัจจุบันทุเรียนส่งออกทั่วโลกมากกว่า 90% มุ่งหน้าไปยังตลาดจีน

ระหว่างปี 2018 ถึงเดือนมิถุนายน 2025 มาเลเซียส่งออกผลิตภัณฑ์ทุเรียนไปจีนรวม 115,359 ตัน ทั้งเนื้อทุเรียน ทุเรียนกวน ทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนสดทั้งลูก คิดเป็นมูลค่า 6.37 พันล้านริงกิต (1.51 พันล้านดอลลาร์) ในปี 2024 จีนซื้อมูลค่าทุเรียนจากมาเลเซีย 1 พันล้านริงกิต หลังข้อตกลงทวิภาคีเปิดทางให้ส่งออกทุเรียนสดได้ ก่อนหน้านั้นมาเลเซียส่งออกได้เฉพาะผลิตภัณฑ์แช่แข็ง

การส่งออกทุเรียนสดช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของมาเลเซียในตลาดจีนอย่างมาก ต่างจากทุเรียนแช่แข็ง ทุเรียนสดของมาเลเซียสุกตามธรรมชาติบนต้นและร่วงลงพื้นก่อนเก็บเกี่ยว กระบวนการสุกตามธรรมชาตินี้ทำให้ทุเรียนมีรสชาติเข้มข้นและเนื้อนุ่มกว่าทุเรียนไทยและเวียดนาม ซึ่งเก็บจากต้นแล้วปล่อยให้สุกระหว่างขนส่ง

อย่างไรก็ตาม การสุกตามธรรมชาติยังทำให้ทุเรียนมาเลเซียมีอายุเก็บรักษาสั้นกว่า จึงต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์และกระจายสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิอย่างครบวงจร เพื่อให้ทุเรียนสดถึงมือผู้บริโภคภายใน 48 ชั่วโมงหลังร่วงจากต้น ความท้าทายด้านโลจิสติกส์นี้ทำให้ต้องขนส่งทางอากาศ ส่งผลให้ค่าขนส่งทุเรียนมาเลเซียสูงขึ้น แต่ช่วยรักษาคุณภาพระดับพรีเมียมไว้ได้

หอการค้าและอุตสาหกรรมมาเลเซียในจีนคาดการณ์ว่า การนำเข้าทุเรียนจากมาเลเซียของจีนจะเพิ่มขึ้น 15-20% ในปี 2025 โดยมีแรงหนุนจากความต้องการของผู้บริโภคที่ยังต่อเนื่อง แม้มาเลเซียเผชิญความท้าทายจากสภาพอากาศ “ตอนนี้หาซื้อมูซังคิงเกรด A ในราคาหน้าฟาร์มต่ำกว่า 30 ริงกิตต่อกิโลกรัมไม่ได้แล้ว” โลห์ วีเคิง ประธาน MayCham กล่าว “ช่วงนอกฤดูกาลอย่างเดือนพฤษภาคม ราคาอาจขึ้นไปถึง 80 ริงกิตต่อกิโลกรัม”

โฆษณา

ความจริงอันหนักหน่วงเบื้องหลังความมั่งคั่ง

แม้จะให้ผลตอบแทนทางการเงินสูง แต่การทำสวนทุเรียนยังเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายอย่างหนัก เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงและทำงานยาวนาน โดยมักตื่นก่อนรุ่งสางเพื่อเก็บผลผลิต ลู เยว่ถิง วัย 72 ปี ซึ่งคนในพื้นที่เรียกว่า “อังเคิลติง” ตื่นแต่เช้าทุกวันและเดินไปตามพื้นที่ลาดชันขรุขระในสวนเพื่อเก็บทุเรียนสุกที่ห้อยอยู่บนต้นหรืออยู่ในตาข่ายใกล้พื้น

เมื่อไม่กี่ปีก่อน ทุเรียนที่ร่วงจากต้นลูกหนึ่งตกใส่ไหล่เขา ทำให้ปวดตุบๆ และอาการยังกลับมากำเริบเป็นครั้งคราว “มองเผินๆ เหมือนเกษตรกรทำเงินง่าย แต่ไม่ง่ายเลย” เขากล่าว

ลูเริ่มปลูกทุเรียนในทศวรรษ 1980 โดยเริ่มจากพันธุ์พื้นบ้าน ช่วงแรกการทำสวนทุเรียนแทบไม่มีกำไรเพราะราคาผันผวน “แย่มากจนเกษตรกรบางคนหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแทน” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเขาเองก็เปลี่ยนพื้นที่บางส่วนไปปลูกปาล์มน้ำมันเช่นกัน เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตขึ้น ผู้ประกอบการหันไปปลูกพันธุ์ที่ดีกว่า และการส่งออกมูซังคิงก็เริ่มสร้างกำไร

หลังเก็บเกี่ยว ทุเรียนจะถูกนำไปยังร้านของอังเคิลติง เพื่อคัดแยกอย่างพิถีพิถันเป็นเกรดต่างๆ ตั้งแต่เกรด A สำหรับลูกใหญ่ทรงกลม ไปจนถึงเกรด C สำหรับลูกเล็กและรูปทรงไม่สม่ำเสมอ ตรงกลางพื้นที่คัดแยกมีตะกร้าใบเดียวสำหรับทุเรียนเกรด AA ซึ่งเป็นลูกที่สวยที่สุดในบรรดาทั้งหมด อีกไม่นานทุเรียนเหล่านี้จะถูกส่งทางเครื่องบินไปจีน

การทำสวนทุเรียนที่ใช้แรงงานเข้มข้นไม่ได้จบแค่การเก็บเกี่ยว การดูแลสวนต้องตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย และจัดการศัตรูพืชเป็นประจำ ภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาของราอุบทำให้ใช้เครื่องจักรได้ยาก งานส่วนใหญ่จึงต้องทำด้วยมือ คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยอยากรับงานที่ใช้แรงมากเช่นนี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าอุตสาหกรรมจะมีแรงงานเพียงพอในอนาคตหรือไม่

โฆษณา

ความท้าทายและข้อถกเถียง

การขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนอย่างรวดเร็วไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากความท้าทาย ปัญหาผลผลิตล้นตลาดที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ในมาเลเซีย ซึ่งมีสาเหตุจากสวนปลูกใหม่ที่ให้ผลผลิตเป็นพันธุ์โคลนคุณภาพต่ำกว่าเดิม ทำให้ราคามูซังคิงลดลงเหลือกิโลกรัมละ 10 ริงกิต (2.4 ดอลลาร์) จากกิโลกรัมละ 60-80 ริงกิตในฤดูเก็บเกี่ยวหลัก ราคาที่ร่วงลงทำให้ผู้ปลูกบางรายต้องขายตรงจากสวนให้ผู้บริโภค ตัดคนกลางออกเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด

ไฟซัล อิสวาร์ดี อิสมาอิล รองผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความมั่นคงทางอาหารและปฏิบัติการขององค์การตลาดสินค้าเกษตรแห่งสหพันธรัฐ กล่าวว่า ผลผลิตล้นตลาดเกิดจากสวนปลูกใหม่ที่ให้ผลผลิตเป็นพันธุ์โคลนคุณภาพต่ำกว่า เช่น มูซังคิง ทุเรียนเหล่านี้ไม่ผ่านมาตรฐานส่งออกของตลาดหลักอย่างจีนและสิงคโปร์

องค์การตลาดสินค้าเกษตรแห่งสหพันธรัฐเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการรับซื้อทุเรียนพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบ และส่งไปยังโรงงานเฉพาะทางเพื่อแปรรูปเป็นทุเรียนกวนและเนื้อทุเรียน นอกจากนี้ยังเปิดโครงการจำหน่ายสินค้า Agro MADANI ซึ่งขายทุเรียนและผลไม้ตามฤดูกาลได้มากกว่า 30 ตันภายในสองวัน โดยทำรายได้ 100,000 ริงกิตเฉพาะวันแรก

เรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่าอาจเป็นข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่ยังดำเนินอยู่ในราอุบ ทางการโค่นต้นทุเรียนไปหลายพันต้น โดยระบุว่าปลูกอย่างผิดกฎหมายบนที่ดินของรัฐ เกษตรกรกล่าวว่าใช้พื้นที่ดังกล่าวมาหลายสิบปีโดยไม่มีปัญหา และอ้างว่าขณะนี้ถูกบังคับให้จ่ายค่าเช่าเพื่อทำสวนต่อไป มิฉะนั้นจะถูกขับไล่

ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2025 หน่วยบังคับใช้กฎหมายรัฐปะหังดำเนินปฏิบัติการกับสวนทุเรียนมูซังคิงที่ผิดกฎหมายบนพื้นที่ 202 เฮกตาร์ใกล้ราอุบ การดำเนินการดังกล่าวทำให้ “พันธมิตรพิทักษ์มูซังคิง” ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของเกษตรกรส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้อง กล่าวหารัฐบาลรัฐปะหังว่าละเมิดเงื่อนไขคำสั่งศาลของศาลอุทธรณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ซึ่งห้ามโค่นต้นไม้หรือทำลายสิ่งปลูกสร้าง

เกษตรกรชาวจีนจำนวนมากที่หลบหนีไปยังชายขอบป่ามลายาได้แผ้วถางและเพาะปลูกบนที่ดินนอกแปลงที่ได้รับอนุญาต หลังภาวะฉุกเฉินมลายา (1948-1960) พวกเขาให้เหตุผลว่าการทำกินบนที่ดินของรัฐเกิดจากการที่ทางการเคยสนับสนุนเศรษฐกิจเกษตรนอกระบบ ในปี 1974 รัฐบาลมาเลเซียจัดทำแผนสมุดปกเขียว สนับสนุนให้ประชาชนทำสวนหรือเพาะปลูกระยะสั้นเพื่อบริโภคเอง ทำให้เกษตรกรเหล่านี้ทำกินได้โดยไม่ถูกรบกวนมานานหลายสิบปี

โฆษณา

การแข่งขันในภูมิภาค

สถานะของมาเลเซียในตลาดทุเรียนจีนกำลังเผชิญการแข่งขันจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยและเวียดนามเป็นผู้จัดหาทุเรียนรายใหญ่ที่สุดให้จีน คิดเป็นเกือบทั้งหมดของการนำเข้า ในปี 2023 จีนนำเข้าทุเรียนสด 1.43 ล้านตัน มูลค่า 6.7 พันล้านดอลลาร์ โดย 99.8% มาจากไทยและเวียดนาม

เวียดนามเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็วหลังได้รับอนุมัติให้ส่งออกทุเรียนสดไปจีนในเดือนกรกฎาคม 2022 ภายในเวลาไม่ถึงสองปี เวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่อันดับสองสู่ตลาดจีน และตั้งเป้าแซงไทย ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2024 การส่งออกทุเรียนสดของเวียดนามไปจีนมีมูลค่า 1.22 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2024 เวียดนามแซงไทยขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งชั่วคราว โดยคิดเป็น 62% ของทุเรียนที่ส่งออกไปจีน อย่างไรก็ตาม ไทยกลับมาครองอันดับหนึ่งหลังฤดูเก็บเกี่ยวในไตรมาสสอง “แม้เวียดนามจะมีทุเรียนบางพันธุ์ที่ไม่มีในไทยและมาเลเซีย เช่น ทุเรียนรี 6 แต่ก็ยังขาดพันธุ์ที่มีชื่อเสียงอย่างมูซังคิงของมาเลเซีย” หวอ เติน ลอย ผู้อำนวยการบริษัทส่งออกผลไม้ Phuong Ngoc Cai Be ในจังหวัดเตี่ยนซางกล่าว

เวียดนามได้เปรียบด้านโลจิสติกส์เพราะมีพรมแดนทางบกติดกับจีน ทุเรียนจากเวียดนามเดินทางถึงตลาดจีนได้ในเวลาประมาณ 36 ชั่วโมงผ่านด่านหูหงิว เทียบกับทุเรียนไทยที่ใช้เวลาอย่างน้อยสามถึงสี่วัน “การมีพรมแดนทางบกติดกับจีนทำให้เวียดนามขนส่งทุเรียนด้วยรถบรรทุกหรือรถไฟได้ ซึ่งเร็วกว่าทั้งยังมีต้นทุนต่ำกว่า” หวอกล่าว

กัมพูชาก็เข้ามาในตลาดเช่นกัน โดยเดือนเมษายน 2025 ได้รับอนุมัติให้เป็นประเทศล่าสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ส่งออกทุเรียนสดไปจีนได้ อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังขาดการรับรู้แบรนด์ที่ผู้เล่นรายใหญ่อย่างไทยและมาเลเซียสั่งสมมา “กัมพูชายังอยู่ระหว่างสร้างชื่อเสียงในตลาดระหว่างประเทศ” ลิม ชิน คี ที่ปรึกษาของ Durian Academy กล่าว “ยังไม่มีการรับรู้แบรนด์ที่สั่งสมมายาวนานแบบหมอนทองของไทยหรือมูซังคิงระดับพรีเมียมของมาเลเซีย”

การทูตทุเรียน

ความต้องการทุเรียนของจีนกลายเป็นเครื่องมือทางการทูต โดยปักกิ่งลงนามข้อตกลงการค้าหลายฉบับกับผู้ผลิตทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อตกลงเหล่านี้ได้รับการนำเสนอว่าเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และลาว “ในการแข่งขันทุเรียนครั้งนี้ ทุกฝ่ายล้วนเป็นผู้ชนะ” บทความของสื่อทางการจีนประกาศไว้ในปี 2024

ข้อตกลงเหล่านี้สอดคล้องกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของจีนในภูมิภาค รถไฟจีน-ลาวที่เปิดให้บริการในปี 2021 ปัจจุบันขนส่งผลไม้มากกว่า 2,000 ตันต่อวัน โดยส่วนใหญ่เป็นทุเรียนไทย

การมอบทุเรียนพรีเมียมกลายเป็นการแสดงไมตรีจิตระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับปักกิ่ง ระหว่างการเยือนระดับรัฐในปี 2024 กษัตริย์อิบราฮิมแห่งมาเลเซียพระราชทานทุเรียนพรีเมียมสองกล่องแก่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งรวมถึงมูซังคิงด้วย ก่อนหน้านั้นในปีเดียวกัน มีการบันทึกภาพนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงของจีนและนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซียกำลังใช้มีดกับช้อนจัดการทุเรียนลูกหนึ่งร่วมกัน

“การทูตทุเรียนไม่ใช่แค่การทูต แต่เป็นธุรกิจทุเรียนด้วย” อาหมัด ซาฮิด ฮามิดี รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวในเดือนพฤศจิกายน 2024 “เราต้องร่วมมือกับนักธุรกิจจีนเพื่อพัฒนาสวนมูซังคิงในมาเลเซียต่อไป และควรเสริมสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องร่วมกันด้วย”

สำหรับจีน การค้าทุเรียนเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างกว่านั้น ซึ่งเรียกว่า “เส้นทางสายไหมอาหาร” เครือข่ายการลงทุนและข้อตกลงการค้าที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายกระจายแหล่งนำเข้าอาหารของจีนไปยังหลายภูมิภาคทั่วโลก นิวซีแลนด์ส่งออกกีวีทองระดับพรีเมียมส่วนใหญ่ไปจีน ขณะที่ตลาดจีนเป็นจุดหมายสำคัญไม่แพ้กันสำหรับเชอร์รีจากชิลีและอะโวคาโดจากเคนยา

การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าและการวางตำแหน่งในตลาด

เพื่อรักษาตำแหน่งระดับพรีเมียม มาเลเซียต่ออายุสถานะทรัพย์สินทางปัญญาของทุเรียนพันธุ์มูซังคิงออกไปจนถึงเดือนมีนาคม 2034 การขึ้นทะเบียนนี้หมายความว่ามูซังคิง “เป็นของมาเลเซีย” และผู้ขายทุเรียนจากประเทศอื่นไม่สามารถอ้างสิทธิ์ในพันธุ์นี้ได้

ในจีน ซึ่งผู้บริโภคมักกินทุเรียนไทยและเวียดนามเพราะมีปริมาณนำเข้าสูงกว่ามาก การเคารพสถานะทรัพย์สินทางปัญญาของมาเลเซียควรช่วยรักษาราคาให้สูงกว่าทุเรียนชนิดอื่นได้ถึงสี่ถึงห้าเท่าในตลาดที่แข่งขันกัน ผู้บริโภคชาวจีนที่ซื้อทุเรียนมูซังคิงซึ่งมีเครื่องหมายการค้าจะมั่นใจได้มากขึ้นว่าได้รับสินค้าของแท้ ไม่ใช่ทุเรียนที่ติดฉลากผิด

“หลังผ่านสงครามราคาแล้ว เครื่องหมายการค้าอาจเป็นกลยุทธ์ที่ค่อนข้างดีในแง่คุณภาพและการสร้างแบรนด์” เผิง เผิง ประธานบริหารของ Guangdong Society of Reform ซึ่งกำลังช่วยผู้นำเข้าจากเซินเจิ้นขายทุเรียนมาเลเซียในกว่างโจวกล่าว

การคุ้มครองเครื่องหมายการค้านี้ยิ่งสำคัญ เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ผู้ซื้อชาวไทยเก็บมูซังคิงที่ยังไม่สุกจากมาเลเซียไปขายในจีนในชื่อ “มูซังคิงไทย” รัฐบาลไทยจึงห้ามผู้ซื้อชาวไทยกระทำเช่นนั้น และระงับการนำเข้าทุเรียนจากมาเลเซียก่อนที่กรณีดังกล่าวจะยุติลง เหตุการณ์นี้ยังกระตุ้นให้มาเลเซียเร่งการเจรจากับจีนเรื่องการส่งออกทุเรียนสด

รัฐบาลมาเลเซียพยายามให้ความรู้แก่ผู้บริโภคชาวจีนเกี่ยวกับคุณลักษณะที่แท้จริงของมูซังคิงและทุเรียนพันธุ์อื่นๆ เพื่อปกป้องความน่าเชื่อถือของแบรนด์ทุเรียนมาเลเซีย มีผู้ค้าบางรายนำทุเรียนพื้นบ้านไปติดฉลากเป็นมูซังคิงเพื่อขายในราคาสูงขึ้น ซึ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของตลาด “ทุเรียนพื้นบ้านก็ขายได้ หากขายอย่างตรงไปตรงมา เราต้องให้ความรู้ผู้บริโภคชาวจีนเกี่ยวกับลักษณะที่แท้จริงของมูซังคิง D24 และพันธุ์อื่นๆ” โลห์ วีเคิงย้ำ

ภัยคุกคามจากการผลิตภายในประเทศ

ความท้าทายในระยะยาวที่สำคัญที่สุดอาจมาจากจีนเอง มณฑลเกาะไห่หนานกำลังทดลองปลูกทุเรียนของตนเอง โดยตั้งเป้าสิ่งที่สื่อทางการจีนเรียกว่า “การพึ่งพาทุเรียนได้ด้วยตนเอง” คาดว่าผลผลิตทุเรียนของไห่หนานในปี 2025 จะอยู่ที่ 2,000 ตัน

“อย่างน้อยต่อไปเราก็ไม่ต้องพึ่งผู้ขายชาวไทยและเวียดนามเวลาซื้อทุเรียนอีกแล้ว!” บทความของสื่อทางการจีนประกาศไว้ในเดือนสิงหาคม 2024

ขณะนี้ผลผลิตจากไห่หนานคิดเป็นไม่ถึง 1% ของการบริโภคทุเรียนในจีน แต่ความพยายามดังกล่าวอาจกลายเป็นภัยคุกคามในอนาคต ทุเรียนที่ปลูกในประเทศจีนชุดแรกออกสู่ตลาดพร้อมเสียงฮือฮาอย่างมากในปี 2023 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ารสชาติต่างกันมากเพราะสภาพดินและภูมิอากาศ “มูซังคิงจากไห่หนานแทนของแท้จากมาเลเซียไม่ได้” โลห์ วีเคิงกล่าว “รสชาติต่างกันเพราะดินและภูมิอากาศ เพื่อนผมก็เคยลองปลูกที่นี่ แต่ไม่สำเร็จ”

อังเคิลติงมองเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา “ไห่หนานทดลองจนสำเร็จแล้ว หากพวกเขามีผลผลิตของตัวเองและเริ่มนำเข้าน้อยลง ตลาดเราก็จะได้รับผลกระทบ แต่เราไม่ควรกังวลกับเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงดูแลสวนให้ดีและเพิ่มผลผลิต”

ลองถามคนอื่นๆ ในราอุบถึงความพยายามของไห่หนาน แล้วคำถามนั้นจะถูกปัดตกด้วยคำตอบอย่างมั่นใจว่า ทุเรียนของที่นั่นยังเทียบมาเลเซียไม่ได้ กระนั้น เมื่อจีนมุ่งสู่ “การพึ่งพาทุเรียนได้ด้วยตนเอง” ก็ยากจะมองข้ามความจริงที่ว่าบัลลังก์ของมูซังคิงกำลังสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและตลาด

การขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ในอินโดนีเซีย ลาว และมาเลเซีย การจัดตั้งสวนทุเรียนแห่งใหม่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลกระทบต่อถิ่นอาศัยและระบบนิเวศในท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นความเสี่ยงต่อสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เช่น เสือโคร่งมลายู

ในเวียดนาม เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจำนวนมากหันไปปลูกทุเรียน ทำให้ราคากาแฟโลกที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรงอยู่แล้วปรับสูงขึ้น ทางการเวียดนามเริ่มจัดการปัญหานี้ โดยขอให้รัฐบาลท้องถิ่นทบทวนขนาดพื้นที่สวน ประสานงานด้านการวางแผน และส่งเสริมสวนทุเรียนที่บริหารอย่างมืออาชีพ แทนการขยายพื้นที่อย่างไร้แบบแผน

ยังเกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัยของอาหารด้วย ในปี 2024 ทางการจีนพบสีย้อมเคมีที่ก่อมะเร็งในทุเรียนไทย ซึ่งเชื่อว่าใช้ทำให้ผลดูเหลืองขึ้น ในปีเดียวกัน จีนระงับการนำเข้าทุเรียนจากโรงคัดบรรจุ 15 แห่งและสวน 18 แห่งในเวียดนาม หลังตรวจพบโลหะหนักแคดเมียมในล็อตสินค้าล่าสุดสูงเกินกำหนด

“เมื่อจีนกำหนดข้อกำหนดสำหรับผลไม้นำเข้าที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเวียดนามควรยกระดับการบริหารจัดการสวนทุเรียนและโรงคัดบรรจุ เพื่อให้ราคาทุเรียนสมเหตุสมผลและปลอดภัยต่อการบริโภค” หวอ หืว ทวาย หัวหน้าสถาบันวิจัยผลไม้ภาคใต้ของเวียดนามกล่าว

ผู้บริโภคบางส่วนกังวลว่าการส่งออกทุเรียนสดจำนวนมากไปจีนจะทำให้ราคาในมาเลเซียและสิงคโปร์สูงขึ้น “ดูเหมือนว่าทุเรียนจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มีการขายทุเรียนสดให้จีนแล้ว” ตัน ก๊วดเมิง วัย 54 ปี ชาวกัวลาลัมเปอร์และเจ้าของธุรกิจกล่าว

เรย์มอนด์ ง ผู้ประกอบการแผงขายทุเรียนในสิงคโปร์กล่าวว่า “ถ้ามาเลเซียส่งออกทุเรียนไปจีนในปริมาณมาก ชาวสิงคโปร์อาจต้องกินทุเรียนราคาแพงขึ้น ถ้าราคาสูงขึ้น เราก็ต้องยอมรับกันไป จริงๆ แล้วตอนนี้ทุเรียนก็ไม่ถูกอยู่แล้ว”

แนวโน้มในอนาคต

คาดว่ามูลค่าการส่งออกทุเรียนของมาเลเซียจะสูงถึง 1.8 พันล้านริงกิตภายในปี 2030 โดยมีปริมาณส่งออก 69,000 ตัน รัฐบาลมาเลเซียยังคงสนับสนุนความร่วมมือกับธุรกิจจีน เพื่อขยายกิจกรรมในอุตสาหกรรมต่อเนื่องและสวนมูซังคิง

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมย้ำว่า มาเลเซียไม่ได้แข่งขันกับทุเรียนไทยโดยตรง เพราะมีระดับราคาและคุณภาพต่างกัน แต่เห็นว่าทุเรียนมาเลเซียแข่งขันกับผลไม้พรีเมียมอย่างกีวี เชอร์รี สตรอว์เบอร์รีญี่ปุ่น และองุ่นในตลาดจีน “ที่จริงเราแข่งขันกับกีวีและเชอร์รี รวมถึงสินค้าจากญี่ปุ่นอย่างสตรอว์เบอร์รีและองุ่นด้วย” โลห์ วีเคิงชี้

ขณะนี้ราอุบยังคงรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมทุเรียนของมาเลเซีย เมืองยอมรับอัตลักษณ์ของตนในฐานะ “เมืองทุเรียนมูซังคิง” โดยมีป้ายถนนประกาศว่า “ยินดีต้อนรับสู่บ้านของทุเรียนมูซังคิง” และภาพวาดบนกำแพงที่เฉลิมฉลองผลไม้หนามแหลมนี้อย่างประณีต

แม้เผชิญความท้าทาย ทั้งข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ความผันผวนของตลาด การแข่งขันจากประเทศอื่น และเงาการผลิตทุเรียนภายในจีน แต่อุตสาหกรรมทุเรียนได้เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของราอุบไปโดยสิ้นเชิง จากมรดกเมืองเหมืองทองสู่สถานะศูนย์กลางทุเรียนระดับโลก เมืองนี้แสดงให้เห็นว่าความนิยมของผู้บริโภคชาวจีนสามารถพลิกโฉมภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างไร

ขณะที่ตลาดทุเรียนยังคงเปลี่ยนแปลง เกษตรกรในราอุบต้องเผชิญทั้งโอกาสและความไม่แน่นอน อนาคตของเมืองจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาคุณภาพและชื่อเสียงของทุเรียนมูซังคิง ควบคู่ไปกับการรับมือกับพลวัตอันซับซ้อนของการค้าระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ทางการทูต และการแข่งขันในตลาด

สรุปประเด็นสำคัญ

  • จีนมีมูลค่านำเข้าทุเรียนสูงเป็นประวัติการณ์ 7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 คิดเป็น 95% ของความต้องการทั่วโลก
  • มาเลเซียส่งออกผลิตภัณฑ์ทุเรียนไปจีนมูลค่า 6.37 พันล้านริงกิตระหว่างปี 2018-2025
  • ทุเรียนมูซังคิงมีราคาลูกละ 14-100 ดอลลาร์ เทียบกับทุเรียนพันธุ์ทั่วไปที่ราคาต่ำกว่า 2 ดอลลาร์
  • ราอุบมีต้นทุเรียนประมาณ 150,000 ต้นบนพื้นที่ราว 2,000 เฮกตาร์
  • คาดว่าการนำเข้าทุเรียนจากมาเลเซียของจีนจะเพิ่มขึ้น 15-20% ในปี 2025
  • มาเลเซียต่ออายุการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของมูซังคิงถึงปี 2034
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ