ข้อตกลงครั้งสำคัญด้านการทูตเซมิคอนดักเตอร์
สหรัฐอเมริกาและไต้หวันลงนามข้อตกลงการค้า исторศาสตร์ ซึ่งคาดว่าจะพลิกโฉมภูมิทัศน์เซมิคอนดักเตอร์โลก ข้อตกลงกำหนดให้บริษัทไต้หวันลงทุนโดยตรงอย่างน้อย 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ นอกจากนี้ รัฐบาลไต้หวันจะค้ำประกันสินเชื่อวงเงินสูงสุด 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนการลงทุนดังกล่าว แลกกับการที่กรุงวอชิงตันตกลงลดภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากไต้หวันส่วนใหญ่จาก 20% เหลือ 15% พร้อมยกเว้นภาษีสำหรับยาสามัญ ชิ้นส่วนอากาศยาน และทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดที่ไม่มีในประเทศ
สารบัญ
- ข้อตกลงครั้งสำคัญด้านการทูตเซมิคอนดักเตอร์
- เป้าหมายย้ายฐานการผลิตกลับประเทศที่ทะเยอทะยานถึง 40%
- กฎ N-2 ของไต้หวันและช่องว่างทางเทคโนโลยี
- อุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อการย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ
- นัยทางภูมิรัฐศาสตร์และมุมมองในภูมิภาค
- การขยายฐานธุรกิจของ TSMC ในสหรัฐฯ
- ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้าน AI และนัยในวงกว้าง
- ทิศทางข้างหน้าของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
- ประเด็นสำคัญ
ข้อตกลงนี้นับเป็นหนึ่งในการปรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่สุดระหว่างสองฝ่ายในประวัติศาสตร์ยุคหลัง โดยเกิดขึ้นในช่วงที่เซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นหัวใจของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาการผลิตชิปจากต่างประเทศ ส่วนไต้หวันมุ่งรักษาสถานะทางเศรษฐกิจท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้น
ผู้เจรจาระดับสูงของไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงแบบ "ประชาธิปไตย" ร่วมกับสหรัฐฯ และจัดตั้งความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้าน AI ภายใต้ข้อตกลงภาษีฉบับใหม่ที่ลงนามกับกรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ก่อน
เฉิง หลี่จวิน รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่าข้อตกลงนี้ไม่ได้มุ่งทำให้อุตสาหกรรมชิปของไต้หวันอ่อนแอลง ซึ่งเธอเรียกว่าเป็น "ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องประเทศ" แต่เธอมองว่าข้อตกลงจะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไต้หวันขยายศักยภาพไปต่างประเทศ
เป้าหมายย้ายฐานการผลิตกลับประเทศที่ทะเยอทะยานถึง 40%
ฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายของข้อตกลงนี้คือการย้ายห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมดของไต้หวัน 40% มายังสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อการกระจายกำลังการผลิตชิปทั่วโลก โดยปัจจุบันไต้หวันครองความเป็นผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก
ปัจจุบันไต้หวันผลิตชิปได้เกือบหนึ่งในสามของความต้องการกำลังประมวลผลใหม่ทั่วโลก บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) เพียงแห่งเดียวเป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูงส่วนใหญ่ของโลก ทำให้บทบาทสำคัญของเกาะแห่งนี้ในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ทั้งต่อเศรษฐกิจและการทหาร
แนวคิด "โล่ซิลิคอน" เกิดขึ้นเพื่ออธิบายสถานะเชิงยุทธศาสตร์ของไต้หวัน ทฤษฎีนี้มองว่าบทบาทที่ขาดไม่ได้ของไต้หวันในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงช่วยยับยั้งการรุกรานที่อาจเกิดขึ้นจากจีน เพราะความขัดแย้งใดๆ จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงักและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสงสัยอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายย้ายฐานการผลิต 40% ภายในกรอบเวลาที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เสนอ บ็อบ โอดอนเนลล์ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเทคโนโลยี เรียกคำกล่าวอ้างของกรุงวอชิงตันว่าเป็น "การกล่าวเกินจริง" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระแสการย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ
"คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ซับซ้อนเพียงใด จึงประเมินอย่างไม่สมจริงว่าจะย้ายและปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วแค่ไหน" โอดอนเนลล์ ผู้ก่อตั้ง TECHnalysis Research กล่าว "ด้วยระบบโลจิสติกส์และความซับซ้อนของอุตสาหกรรม เป้าหมายนี้อาจต้องใช้เวลาหลายปี หรืออาจถึงหลายทศวรรษจึงจะบรรลุได้"
กฎ N-2 ของไต้หวันและช่องว่างทางเทคโนโลยี
ทางการไต้หวันใช้นโยบายเข้มงวดเพื่อรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยี ภายใต้กฎที่เรียกว่า N-2 ไต้หวันจำกัดไม่ให้โรงงานผลิตชิปในต่างประเทศของ TSMC ใช้เทคโนโลยีที่ล้าหหน้าเทคโนโลยีซึ่งพัฒนาในประเทศอย่างน้อยสองรุ่น
นโยบายนี้ช่วยให้ไต้หวันรักษาความได้เปรียบในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำหน้าที่สุด ขณะที่ TSMC ผลิตชิปขั้นสูงที่สุดด้วยเทคโนโลยี 2 นาโนเมตรในไต้หวัน โรงงานในรัฐแอริโซนาเพิ่งเริ่มผลิตชิปขั้นสูงขนาด 4 นาโนเมตรให้ลูกค้าในสหรัฐฯ บริษัทมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตโหนด 2 นาโนเมตรและ A16 ภายในปี 2030 แต่ก็ทำให้เกิดช่องว่างทางเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ
ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ขนาดนาโนเมตรที่เล็กลงหมายถึงทรานซิสเตอร์ที่อัดแน่นขึ้น ช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผลและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความล้าหลัง 4-5 ปีระหว่างขีดความสามารถการผลิตในไต้หวันกับในสหรัฐฯ ช่วยให้ไต้หวันรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันต่อไปได้ในอนาคตอันใกล้
ศราวัน กุนโดจจาลา นักวิเคราะห์จาก SemiAnalysis กล่าวว่า "โล่ซิลิคอน" ของไต้หวันจะแข็งแกร่งต่อไปจนถึงช่วงปลายทศวรรษนี้ โดยกำลังการผลิตขั้นสูงที่สำคัญที่สุดของโลกยังกระจุกตัวอยู่บนเกาะ
เวนเดลล์ หวง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ TSMC ย้ำว่าบริษัทจะยังพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในไต้หวัน เนื่องจากต้องอาศัย "ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดมาก" ระหว่างทีมวิจัยและพัฒนาในประเทศกับฝ่ายปฏิบัติการผลิต
"เราจะส่งวิศวกรหลายร้อยคนเดินทางไปมาระหว่างสถานที่ต่างๆ ในไต้หวัน ดังนั้นเมื่อเราเพิ่มกำลังการผลิตเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด การผลิตก็จะยังอยู่ในไต้หวัน" หวงอธิบาย
อุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อการย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ
การย้ายการผลิตชิปออกจากไต้หวันเผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้างสำคัญที่มากกว่าข้อตกลงเชิงนโยบาย ไต้หวันพัฒนาระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์เฉพาะทางอย่างสูง ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรด้านวิศวกรรม ขีดความสามารถการผลิต และเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่นักวิเคราะห์ระบุว่า "ไม่สามารถทำซ้ำในระดับใหญ่ที่ใดได้อีก"
วิลเลียม ไรน์ช ที่ปรึกษาอาวุโสของ Center for Strategic and International Studies ระบุว่า การขาดแคลนแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทำให้การเปิดโรงงาน TSMC ในสหรัฐฯ ล่าช้าไปแล้ว เขาคาดว่าการดำเนินการตามคำมั่นด้านการลงทุนจะใช้เวลานานกว่าที่คาด และมีแนวโน้มว่าจะไม่ถึงระดับที่ให้คำมั่นไว้
กระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง ใช้เวลา 4-6 เดือน และประกอบด้วยขั้นตอนแยกย่อยมากกว่า 500 ขั้นตอน โดยต้องใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบเฉพาะ โรงงานผลิตชิป และสถานที่ทดสอบโดยเฉพาะ วัตถุดิบและส่วนประกอบต่างๆ ของชิปวงจรรวมทั่วไปต้องผ่านพรมแดนระหว่างประเทศกว่า 70 แห่งก่อนส่งมอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปถึงผู้บริโภค
สัดส่วนการผลิตเวเฟอร์ทั่วโลกของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็วจาก 37% ในปี 1990 เหลือต่ำกว่า 10% ในปี 2024 การฟื้นฟูขีดความสามารถนี้ไม่เพียงต้องใช้เงินลงทุน แต่ยังต้องพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางและเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานด้วย
การสร้างโรงงานผลิตชิปขั้นสูง หรือแฟบ เพียงแห่งเดียวต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล TSMC ประเมินว่าแฟบขนาด 3 นาโนเมตรมีต้นทุนมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โรงงานเหล่านี้มีอุปกรณ์การผลิตมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และต้องอาศัยการลงทุนกับการเรียนรู้และปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีก่อนจะเดินเครื่องได้เต็มกำลัง
นัยทางภูมิรัฐศาสตร์และมุมมองในภูมิภาค
ข้อตกลงเซมิคอนดักเตอร์มีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์สำคัญนอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจ ปักกิ่งคัดค้านข้อตกลงนี้อย่างหนัก โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวในการแถลงข่าวว่า ปักกิ่ง "คัดค้านอย่างหนักต่อข้อตกลงใดๆ ที่ลงนามระหว่างไต้หวันกับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน" จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยึดมั่นใน "หลักการจีนเดียว" ซึ่งปักกิ่งอ้างอธิปไตยเหนือไต้หวัน
สื่อของรัฐบาลจีนวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงนี้เป็นพิเศษ เผิง ชิงเอิน โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะรัฐมนตรีจีน ประณามข้อตกลงดังกล่าวว่าเป็น "การยอมจำนนโดยสิ้นเชิง" โดยอ้างว่าข้อตกลงนี้สละผลประโยชน์ของชาวไต้หวันและบั่นทอนการพัฒนาอุตสาหกรรมของเกาะภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ
เผิงเตือนว่าการย้ายห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันราว 40% ไปยังสหรัฐฯ จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไต้หวันอ่อนแอลงอย่างรุนแรง และเปลี่ยนเกาะแห่งนี้ให้เป็น "เกาะกลวง" เขาเรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็น "ข้อตกลงขายชาติ" และกล่าวหาพรรครัฐบาลไต้หวันว่าหลอกลวงประชาชน
แม้เผชิญเสียงคัดค้านดังกล่าว รัฐบาลไต้หวันยังคงปกป้องข้อตกลงนี้ โดยระบุว่าเป็นการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงแบบ "ประชาธิปไตย" ร่วมกับสหรัฐฯ ข้อตกลงนี้ทำให้ไต้หวันมีสถานะเท่าเทียมกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งต่างบรรลุเงื่อนไขการค้าคล้ายกันกับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว
เดนนิส ลู่-จุง เวิง รองศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่ Sam Houston State University ระบุว่าระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ไม่อาจย้ายที่ตั้งได้ในชั่วข้ามคืน ดังนั้นโล่ซิลิคอนอาจอ่อนแอลงแต่ยังคงมีอยู่ในระยะใกล้ เขาตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของความพยายามเหล่านี้
"คำถามที่ใหญ่กว่าคือจะเกิดอะไรขึ้นหลังทรัมป์ หากรัฐบาลสหรัฐฯ ในอนาคตยังผลักดันการย้ายฐานการผลิตขนาดใหญ่ต่อไป การที่ไต้หวันสูญเสียความได้เปรียบเฉพาะตัวจึงไม่ใช่คำถามว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด" เวิงเตือน
การขยายฐานธุรกิจของ TSMC ในสหรัฐฯ
ผู้รับจ้างผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกให้คำมั่นว่าจะลงทุน 165,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโรงงานผลิตและแปรรูปชิปในสหรัฐฯ รวมถึงห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนา โรงงานเหล่านี้เป็นแหล่งผลิตให้ลูกค้ารายใหญ่ เช่น Nvidia และ Apple
การขยายธุรกิจของ TSMC ในรัฐแอริโซนาเป็นภาพที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างนี้ บริษัทประกาศแผนสร้างโรงงานผลิตชิปใหม่ 3 แห่งที่ใช้โหนดกระบวนการผลิตล้ำหน้าที่สุด โรงงานบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง 2 แห่ง และศูนย์วิจัยและพัฒนาในรัฐแอริโซนา โดยระบุว่ามูลค่าการลงทุนรวมอยู่ที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากคำมั่นเดิมของบริษัท
อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจนี้ไม่ได้ปราศจากอุปสรรค มีรายงานว่าบริษัทประสบปัญหาในการหา วิศวกรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และปรับตัวเข้ากับแนวปฏิบัติด้านแรงงานที่แตกต่างกันในสหรัฐฯ ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความยากลำบากในวงกว้างของการถ่ายทอดขีดความสามารถการผลิตเฉพาะทางสูงข้ามสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ข้อตกลงมีข้อกำหนดเฉพาะเพื่อสนับสนุนการขยายกิจการนี้ บริษัทไต้หวันที่สร้างกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ใหม่ในสหรัฐฯ สามารถนำเข้าสินค้าได้ไม่เกิน 2.5 เท่าของกำลังการผลิตที่วางแผนไว้โดยไม่ต้องเสียอากรตามมาตรา 232 ในช่วงก่อสร้างที่ได้รับอนุมัติ หลังโรงงานแล้วเสร็จ บริษัทสามารถนำเข้าได้ 1.5 เท่าของกำลังการผลิตใหม่ในสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียอากร
ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้าน AI และนัยในวงกว้าง
นอกเหนือจากเซมิคอนดักเตอร์ ข้อตกลงนี้มุ่งจัดตั้งความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ ไต้หวันและสหรัฐฯ ตกลงร่วมมือสร้างนิคมอุตสาหกรรมระดับโลกในสหรัฐฯ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมของอเมริกา และวางตำแหน่งประเทศให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีแห่งอนาคตของโลก
ข้อตกลงยังเอื้อให้สหรัฐฯ ลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ AI เทคโนโลยีป้องกันประเทศ โทรคมนาคม และเทคโนโลยีชีวภาพของไต้หวัน การลงทุนและความร่วมมือทางเทคโนโลยีที่ไหลเวียนสองทางนี้สะท้อนความพยายามสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างสองฝ่าย
เอวา เชน ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของจีนและไต้หวันที่ Eurasia Group ระบุว่า การรุกรานไต้หวันของจีนยังมีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ และข้อตกลงการค้าน่าจะไม่เปลี่ยนการคำนวณของปักกิ่ง เธอคาดว่าทางการจีนแผ่นดินใหญ่จะให้ความสำคัญกับดุลกำลังทางทหารเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และระดับการสนับสนุนด้านกลาโหมของอเมริกาต่อไทเปมากกว่า
ข้อกังวลในวงกว้างของผู้กำหนดนโยบายคือจะรักษาสมดุลระหว่างการบูรณาการทางเศรษฐกิจกับข้อพิจารณาด้านความมั่นคงอย่างไร อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากจนมหาอำนาจมองว่าเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการค้าแบบเดิมซับซ้อนขึ้น
อู๋ เฉิงเหวิน ผู้กำกับดูแลสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติของไต้หวัน เน้นย้ำว่าไต้หวันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเก็บงานวิจัยและพัฒนาที่ล้ำสมัยไว้ในประเทศ และรับประกันว่าอุตสาหกรรมภายในประเทศจะไม่ถูก "ทำให้กลวง"
"หากเราย้ายงานวิจัยและพัฒนาไปต่างประเทศ ก็จะเป็นอันตรายต่อเรา" อู๋กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Financial Times เมื่อปีที่แล้ว
ทิศทางข้างหน้าของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันเป็นหนึ่งในความพยายามที่ทะเยอทะยานที่สุดในรอบหลายทศวรรษเพื่อปรับโฉมห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของความพยายามนี้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย นอกเหนือจากคำมั่นด้านการลงทุนเพียงอย่างเดียว
นักวิจัยจาก Brookings Institution เน้นย้ำว่าความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันที่จะประสบความสำเร็จต้องให้ความสำคัญกับการสร้างและรักษาบุคลากรในสายงาน อุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าจะขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรมทั่วโลกอย่างมาก ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และทั้งสองประเทศต่างเผชิญความท้าทายในการดึงดูดนักศึกษาให้เข้าสู่สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
รัฐบาลกลางต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างโครงการฝึกอบรมและทุนการศึกษา ดึงดูดนักศึกษาให้เรียนในสาขานี้มากขึ้น นอกจากนี้ ต้องจัดตั้งโครงการแลกเปลี่ยน การฝึกอบรมระหว่างปฏิบัติงาน และโครงการวิจัยร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันเพื่อแก้ไขช่องว่างดังกล่าว
ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์มีความซับซ้อน แบ่งเป็นหลายส่วน และเชื่อมโยงระหว่างประเทศอย่างยิ่ง ชิปวงจรรวมแต่ละชิ้นซึ่งมีทรานซิสเตอร์นับล้านหรือแม้แต่หลายพันล้านตัวอัดแน่นอยู่บนซิลิคอนพื้นที่ไม่เกินหนึ่งตารางนิ้ว เป็นรากฐานของเทคโนโลยีร่วมสมัยแทบทุกด้าน ความซับซ้อนนี้ครอบคลุมไปถึงกระบวนการผลิต ซึ่งใช้เวลาหลายเดือนและมีขั้นตอนแยกย่อยหลายร้อยขั้นตอน
ด้วยความซับซ้อนดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเห็นว่านโยบายควรมุ่งสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น โดยเปิดให้พันธมิตรและหุ้นส่วนยังคงมีบทบาทสำคัญ แทนที่จะพยายามพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์
ประเด็นสำคัญ
- สหรัฐฯ และไต้หวันลงนามข้อตกลงการค้า โดยไต้หวันให้คำมั่นลงทุนโดยตรง 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และค้ำประกันสินเชื่ออีก 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และ AI ในสหรัฐฯ
- ภาษีสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของไต้หวันไปสหรัฐฯ จะลดจาก 20% เหลือ 15% พร้อมยกเว้นภาษีสำหรับยาสามัญ ชิ้นส่วนอากาศยาน และทรัพยากรธรรมชาติบางชนิด
- ฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่าเป้าหมายคือย้ายห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน 40% มายังสหรัฐฯ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ากรอบเวลานี้ไม่สมจริง
- กฎ N-2 ของไต้หวันกำหนดให้โรงงานในต่างประเทศใช้เทคโนโลยีที่ล้าหลังเทคโนโลยีในประเทศอย่างน้อยสองรุ่น เพื่อรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของเกาะ
- TSMC ให้คำมั่นลงทุน 165,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสหรัฐฯ รวมถึงการสร้าง "กลุ่มโรงงานผลิตชิปขนาดใหญ่" ในรัฐแอริโซนา พร้อมโรงงานหลายแห่งและศูนย์วิจัย
- นักวิเคราะห์เน้นย้ำว่าระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์และบุคลากรวิศวกรรมของไต้หวันไม่อาจทำซ้ำในระดับใหญ่ที่อื่นได้ในระยะใกล้
- จีนคัดค้านข้อตกลง โดยมองว่าละเมิด "หลักการจีนเดียว" และวิจารณ์ว่าเป็นการ "ขายชาติ" ซึ่งบั่นทอนฐานอุตสาหกรรมของไต้หวัน
- กระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์มีมากกว่า 500 ขั้นตอนและใช้เวลา 4-6 เดือน ทำให้การปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องยาก
- ปัจจุบันไต้หวันผลิตชิปได้เกือบหนึ่งในสามของความต้องการกำลังประมวลผลใหม่ทั่วโลก โดย TSMC เป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูงส่วนใหญ่
- ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า "โล่ซิลิคอน" ของไต้หวันจะแข็งแกร่งต่อไปจนถึงช่วงปลายทศวรรษนี้ แม้สหรัฐฯ เพิ่มการลงทุน






