การส่งกลับและการยอมรับมาบรรจบกันที่ปุตราจายา
นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเมื่อวันที่ 8 ต.ค. ว่า มาเลเซียส่งชาวเมียนมากลับประเทศแล้ว 10,493 คนตั้งแต่ต้นปี ขณะที่รัฐบาลของเขาให้การต้อนรับผู้นำกองทัพ มิน อ่อง หล่าย และให้คำมั่นว่าจะผลักดันให้เมียนมามีส่วนร่วมในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มากขึ้น การหารือครั้งนี้ผสานแผนส่งผู้ถูกควบคุมตัวในคดีเข้าเมือง 5,000 คนกลับประเทศ เข้ากับการเปิดช่องทางการทูตให้ผู้นำที่ยังถูกกันออกจากการประชุมระดับสูงสุดของกลุ่มภูมิภาค
สารบัญ
- การส่งกลับและการยอมรับมาบรรจบกันที่ปุตราจายา
- ประเด็นที่ผู้นำหารือกัน
- ตัวเลขการส่งกลับนับคนละกลุ่ม
- คำรับรองด้านความปลอดภัยถูกเรียกร้องให้ตรวจสอบ
- เงื่อนไขเรื่องสัญชาติของชาวโรฮิงญา
- การติดต่อกับอาเซียนโดยไม่เปลี่ยนกติกา
- การเมืองภายในประเทศและผลประโยชน์ทางการทูต
- แรงงานข้ามชาติและกลุ่มต่อต้านคัดค้านการเยือน
- ประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติหลังการหารือ
- ประเด็นสำคัญ
คนกลุ่มแรกภายใต้แผนส่งตัวผู้ถูกควบคุมตัวกลับประเทศจำนวน 1,476 คน ออกจากฐานทัพเรือลูมุตของมาเลเซียด้วยเรือกองทัพเรือเมียนมา 3 ลำ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. การเดินทางดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการเยือนระหว่างวันที่ 7-8 ต.ค. ซึ่งมิน อ่อง หล่ายเข้าพบอันวาร์ที่ปุตราจายาและกล่าวต่อผู้นำภาคธุรกิจของมาเลเซีย กลุ่มสิทธิมนุษยชนเตือนว่า ผู้ที่ถูกส่งกลับอาจเผชิญการประหัตประหาร การเกณฑ์ทหารโดยบังคับ หรือการละเมิดรูปแบบอื่น
อันวาร์เสนอว่าการเจรจาโดยตรงเป็นหนทางที่จะทำให้การส่งกลับมีความปลอดภัยและคลี่คลายข้อพิพาทภายในประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย แต่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นการแลกเปลี่ยนอีกแบบหนึ่ง กล่าวคือ มาเลเซียได้รับความร่วมมือด้านการเนรเทศ ขณะที่ผู้นำกองทัพเมียนมาได้รับการยอมรับต่อสาธารณะโดยยังไม่แสดงความคืบหน้าในการปฏิบัติตามแผนสันติภาพของอาเซียน
การเยือนครั้งนี้ยังเผยให้เห็นข้อจำกัดในทางปฏิบัติของการเจรจา อันวาร์ต้องการให้เมียนมารับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา แต่ มิน อ่อง หล่ายกล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะรับเฉพาะผู้ที่ยืนยันได้ว่าเป็นพลเมืองเมียนมา เงื่อนไขนี้อาจกีดกันชาวโรฮิงญาส่วนใหญ่ ซึ่งถูกรัฐบาลเมียนมาหลายชุดปฏิเสธการให้สัญชาติ
ประเด็นที่ผู้นำหารือกัน
มิน อ่อง หล่ายได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการที่อาคารเปอร์ดานา ปุตรา ก่อนเข้าประชุมส่วนตัวกับอันวาร์นานประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการหารือในวงกว้าง การเยือนยังรวมถึงเวทีหารือทางธุรกิจ ซึ่งผู้นำเมียนมาเรียกร้องให้บริษัทมาเลเซียเข้าไปลงทุนในประเทศของเขา
ในแถลงการณ์ต่อสาธารณะหลังการพบหารือ อันวาร์ระบุว่าประเด็นหลักคือสถานการณ์ของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในมาเลเซีย และความเป็นไปได้ที่จะส่งพวกเขากลับอย่างสมัครใจ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี โดยไม่คำนึงถึงชาติพันธุ์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียอธิบายเหตุผลที่เลือกใช้การพบปะโดยตรงว่า
ผมเชื่อว่าการสนทนาและการเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีอ่อง หล่าย และผู้นำเมียนมา เป็นสิ่งจำเป็นต่อการหาทางออกที่ยั่งยืน
อันวาร์ยังกล่าวต้อนรับความพยายามปฏิรูปและปรับเปลี่ยนนโยบายที่เมียนมาระบุไว้ พร้อมกล่าวว่ามาเลเซียยังคงกังวลต่อสภาพการณ์ในประเทศนั้น การสนับสนุนให้เมียนมามีที่ยืนในประชาคมอาเซียนในท้ายที่สุด ทำให้การหารือขยายจากประเด็นการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองไปสู่สถานะของผู้นำกองทัพในภูมิภาค
ตัวเลขการส่งกลับนับคนละกลุ่ม
คน 5,000 คนที่อยู่ในแผนส่งตัวผู้ถูกควบคุมกลับประเทศซึ่งสองฝ่ายตกลงกันนั้น ไม่ใช่กลุ่มเดียวกับยอดรวมผู้ที่ถูกส่งกลับจากมาเลเซียตั้งแต่เดือนมกราคม อันวาร์แจ้งต่อรัฐสภาในตอนแรกว่า มีชาวเมียนมาราว 10,000 คนถูกส่งกลับทางอากาศและทางทะเล รวมถึงเที่ยวบินที่ทางการในเนปยีดอจัดให้ เมื่อวันที่ 8 ต.ค. เขาเปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัดขึ้นว่าอยู่ที่ 10,493 คน
ก่อนหน้านี้ ทางการทหารเมียนมาระบุว่าได้รับผู้เดินทางกลับจากมาเลเซียแล้วราว 8,000 คนตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งต่างจากตัวเลขของมาเลเซียประมาณ 2,500 คน ยังไม่มีการชี้แจงต่อสาธารณะว่าตัวเลขทั้งสองนับช่วงเวลาและครอบคลุมกลุ่มใดบ้าง จึงไม่อาจถือว่าความแตกต่างนี้เป็นหลักฐานว่าตัวเลขฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิด
กระทรวงมหาดไทยมาเลเซียระบุว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม มีชาวเมียนมามากกว่า 10,000 คนถูกควบคุมตัวในศูนย์กักกันคนเข้าเมือง ดังนั้น หากตัวเลขเหล่านี้นับกลุ่มคนที่เทียบเคียงกันได้ แผนที่ประกาศไว้สำหรับ 5,000 คนจะครอบคลุมน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมด การเดินทางออกเมื่อวันที่ 29 ก.ย. คิดเป็นประมาณ 29.5% ของเป้าหมาย เหลืออีก 3,524 คนหากยังคงเป้าหมายเดิม
ควรแยกตัวเลขผู้ถูกควบคุมตัวและผู้ที่ถูกส่งกลับเหล่านี้ออกจากยอดลงทะเบียนผู้ลี้ภัยด้วย ตัวเลขที่ระบุว่าเป็นของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ชี้ว่า ในมาเลเซียมีผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยชาวเมียนมาประมาณ 190,000 คน ในจำนวนนี้มีผู้ขอลี้ภัยชาวโรฮิงญาราว 126,000 คนที่ลงทะเบียนกับหน่วยงานดังกล่าวในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตัวเลขทั้งสองไม่ได้ระบุว่ามีผู้ลงทะเบียนกี่คนที่ถูกควบคุมตัวหรืออยู่ในโครงการส่งกลับ
คำรับรองด้านความปลอดภัยถูกเรียกร้องให้ตรวจสอบ
อันวาร์แจ้งต่อรัฐสภาว่า มาเลเซียได้กำหนดให้มีคำมั่นทางการทูตอย่างชัดเจนว่าเมียนมาจะรับพลเมืองของตนกลับไปและปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเป็นธรรม โดยปราศจากการทำร้าย การบังคับขู่เข็ญ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทางการมาเลเซียระบุว่าการส่งกลับเป็นไปโดยสมัครใจ ส่วนกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่าการเจรจายึดหลักการส่งกลับอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
องค์กรสิทธิมนุษยชนโต้แย้งว่าคำรับรองเหล่านั้นคุ้มครองผู้ที่กลับไปยังประเทศซึ่งกำลังเกิดสงครามกลางเมืองได้ไม่เพียงพอ Fortify Rights และ Human Rights Watch เรียกร้องให้ UNHCR เข้าถึงศูนย์กักกันคนเข้าเมืองได้ทันที ก่อนที่จะมีการส่งกลับเพิ่มเติม ข้อเรียกร้องนี้มุ่งไปที่ความไม่แน่ชัดสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือผู้ถูกควบคุมตัวแต่ละคนสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระและมีข้อมูลครบถ้วนจริงหรือไม่
UNHCR เป็นหน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ ซึ่งแยกจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ การเปิดทางให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้ลี้ภัยเข้าถึงสถานกักกันอาจช่วยระบุตัวผู้ที่ต้องการขอลี้ภัยและประเมินอันตรายที่พวกเขาเผชิญ คำมั่นจากรัฐบาลว่าจะปฏิบัติต่อผู้ถูกส่งกลับอย่างเป็นธรรม ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันด้วยตัวเองว่าทุกคนที่ได้รับเลือกให้กลับประเทศจะปลอดภัย
คำเตือนเหล่านี้กล่าวถึงความเสี่ยงจากการประหัตประหาร การบังคับขู่เข็ญ และการเกณฑ์ทหาร เป็นการชี้ถึงความเสี่ยง ไม่ใช่การยืนยันว่าเกิดผลเช่นนั้นกับผู้ถูกส่งกลับทั้ง 1,476 คนในเดือนกันยายน ไม่มีรายงานสาธารณะเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อพวกเขาหลังเดินทางกลับ หรือกำหนดเวลาสำหรับการติดตามตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ ในแถลงการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเยือนครั้งนี้
เงื่อนไขเรื่องสัญชาติของชาวโรฮิงญา
อันวาร์กล่าวว่าไม่มีชาวโรฮิงญารวมอยู่ในการส่งกลับครั้งล่าสุด นี่เป็นคำรับรองเฉพาะสำหรับการเดินทางเมื่อเดือนกันยายน แต่ยังไม่ตอบว่าในอนาคตผู้ลี้ภัยหรือผู้ขอลี้ภัยชาวโรฮิงญาจะถูกรวมในกลุ่มที่ส่งกลับหรือไม่ จุดยืนโดยรวมของเขาคือเมียนมาควรรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน รวมถึงชาวโรฮิงญา
เงื่อนไขเรื่องสัญชาติของมิน อ่อง หล่าย ทำให้เป้าหมายดังกล่าวแตกต่างจากสิ่งที่เมียนมาเสนอ ชาวโรฮิงญาจำนวนมากไม่ได้รับการยอมรับเป็นพลเมืองจากนโยบายที่รัฐบาลหลายชุดใช้ต่อเนื่องกัน การกำหนดให้แสดงหลักฐานสัญชาติจึงอาจขัดขวางการเดินทางกลับ แม้บุคคลนั้นมีถิ่นกำเนิดในเมียนมาก็ตาม
ความแตกต่างนี้สำคัญทั้งต่อการคุ้มครองและการกำหนดนโยบาย การไม่รวมชาวโรฮิงญาในโครงการปัจจุบันอาจช่วยให้พวกเขาไม่ต้องกลับไปในสภาพที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นอันตราย แต่ก็อาจทำให้ความพยายามทางการทูตไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ของประชากรกลุ่มที่เป็นหัวใจของการถกเถียงในมาเลเซียเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยได้
ชาวโรฮิงญาจำนวนมากลี้ภัยไปต่างประเทศ หลังปฏิบัติการของกองทัพเมียนมาในปี 2017 ผลักดันผู้คนกว่า 740,000 คนจากรัฐยะไข่ให้หนีไปบังกลาเทศ เจ้าหน้าที่มาเลเซียระบุว่าการรองรับผู้ลี้ภัยเป็นภาระทางการเงินและข้อกังวลด้านความมั่นคง แต่จุดยืนดังกล่าวไม่ได้ยืนยันว่าการส่งกลับปลอดภัย และไม่ได้ขจัดอุปสรรคด้านสัญชาติที่ประกาศไว้ในปุตราจายา
การติดต่อกับอาเซียนโดยไม่เปลี่ยนกติกา
มาเลเซียเป็นสมาชิกอาเซียนประเทศที่ 5 ที่ให้การต้อนรับมิน อ่อง หล่าย นับตั้งแต่เขารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน ต่อจากการเยือนประเทศไทย กัมพูชา เวียดนาม และลาว และเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทรที่ทำเช่นนี้ ลำดับดังกล่าวทำให้การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าข้อตกลงด้านคนเข้าเมืองระหว่างสองประเทศ
อาเซียนกันผู้แทนระดับสูงของกองทัพออกจากการประชุมระดับสูงสุดมาตั้งแต่ปี 2021 เนื่องจากเมียนมาไม่ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ มิน อ่อง หล่ายตกลงตามกรอบดังกล่าวในเดือนเมษายน 2021 หลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและนำโดยออง ซาน ซู จี
ฉันทามติดังกล่าวเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงทันที เปิดการเจรจาระหว่างทุกฝ่าย ให้ทูตพิเศษเป็นคนกลาง ส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านศูนย์ประสานงานของอาเซียน และให้ทูตพิเศษเดินทางไปพบทุกฝ่าย เงื่อนไขเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของกระบวนการทางการเมือง ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดให้รักษาการติดต่อกับทางการในเนปยีดอ
มาเลเซียระบุว่าการให้มิน อ่อง หล่ายเดินทางเยือนไม่ถือเป็นการยอมรับรัฐบาลที่กองทัพหนุนหลัง กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียกล่าวว่าการเยือนสอดคล้องกับฉันทามติและมติของอาเซียนที่จะเดินหน้าสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์และยึดหลักการ เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์กล่าวว่าฉันทามติยังคงเป็นแนวทางหลักที่อาเซียนต้องการ ไม่มีการประกาศมติร่วมใด ๆ ระหว่างการเยือนครั้งนี้เพื่อคืนสถานะผู้นำกองทัพระดับสูงให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน
การเมืองภายในประเทศและผลประโยชน์ทางการทูต
ฮันเตอร์ มาร์สตัน ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบันโลวี เชื่อมโยงการที่มาเลเซียยื่นมือเข้าหาเมียนมาส่วนหนึ่งกับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของพรรคร่วมรัฐบาลอันวาร์ในรัฐยะโฮร์และเนกรีเซมบิลันเมื่อเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม เขาให้เหตุผลว่าผลการเลือกตั้งดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันให้อันวาร์ต้องตอบสนองต่อกระแสคัดค้านจากสาธารณชนเรื่องการให้ที่พักพิงแก่ชาวโรฮิงญา
เด็บบี สโตธาร์ด ผู้ก่อตั้ง ALTSEAN-Burma ก็มองว่าโครงการส่งกลับเป็นความพยายามเรียกคะแนนสนับสนุนในการเลือกตั้ง ท่ามกลางกระแสต่อต้านผู้อพยพ ทั้งสองเป็นการประเมินแรงจูงใจทางการเมือง ไม่ใช่คำอธิบายที่อันวาร์ยืนยัน นายกรัฐมนตรีระบุเหตุผลของเขาว่ามาเลเซียไม่สามารถรองรับผู้ลี้ภัยไปได้ตลอด และจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่สามารถเจรจาด้วย
สำหรับมิน อ่อง หล่าย ผลประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรับผู้เดินทางกลับ การต้อนรับอย่างเป็นทางการ การพบเจ้าหน้าที่ระดับสูง และการติดต่อกับผู้นำภาคธุรกิจ อาจช่วยสร้างการยอมรับและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจได้ แม้ข้อจำกัดร่วมของอาเซียนยังมีผลอยู่
มาร์สตันอธิบายผลกระทบด้านการทูตจากการเยือนครั้งนี้ว่า
เรื่องนี้ยิ่งทำให้อาเซียนแตกแยกมากขึ้น
เขากังวลว่าความริเริ่มแยกกันของแต่ละประเทศอาจบั่นทอนแรงกดดันร่วม และทำให้ประเทศที่ยืนกรานจุดยืนเข้มงวดกว่า รวมถึงฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก นอกจากนี้เขายังมองว่าการเข้าหาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของเมียนมาที่จะฟื้นฟูการค้าและการเชื่อมโยงในภูมิภาค
แรงงานข้ามชาติและกลุ่มต่อต้านคัดค้านการเยือน
พันธมิตรกิจการเมียนมา ซึ่งเป็นแนวร่วมที่เป็นตัวแทนแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาในมาเลเซีย เรียกร้องให้หยุดงานทั่วประเทศในวันที่ 7 ต.ค. ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 5 ต.ค. พันธมิตรฯ ขอให้นายจ้างเข้าใจสถานการณ์ที่แรงงานกำลังเผชิญ และให้เหตุผลว่าการต้อนรับมิน อ่อง หล่ายจะไม่ก่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจใด ๆ แก่มาเลเซีย แต่คำเรียกร้องนี้ไม่ได้ระบุว่ามีแรงงานเข้าร่วมกี่คน
โซ มิน เทียน โฆษกของพันธมิตรฯ กล่าวว่า ควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของผู้ได้รับผลกระทบจากการหารือ มากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ:
การเจรจาระหว่างผู้กุมอำนาจไม่ได้รับใช้ผลประโยชน์ของประชาชนเสมอไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสียงและเจตจำนงของประชาชน
สภากำกับดูแลเพื่อการก่อตั้งสหภาพประชาธิปไตยสหพันธรัฐ ซึ่งเป็นแนวร่วมต่อต้านที่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 30 มี.ค. เรียกร้องให้มาเลเซียอย่าทำให้มิน อ่อง หล่ายได้รับความชอบธรรม การคัดค้านของกลุ่มนี้มุ่งไปที่การรับรองอำนาจทางการเมืองที่เกิดจากการต้อนรับผู้นำกองทัพผู้ยึดอำนาจ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเงื่อนไขการส่งกลับ
องค์กรชาวโรฮิงญาพม่าแห่งสหราชอาณาจักรก็คัดค้านการต้อนรับครั้งนี้ โดยอ้างถึงหมายจับระหว่างประเทศที่ศาลรัฐบาลกลางอาร์เจนตินาออก ซึ่งกล่าวหาว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อชาวโรฮิงญาระหว่างปี 2012-2017 พร้อมเรียกร้องให้มาเลเซียจับกุมมิน อ่อง หล่าย ข้อเรียกร้องขององค์กรไม่ได้ระบุว่าทางการมาเลเซียสามารถหรือจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรต่อหมายจับดังกล่าว
ประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติหลังการหารือ
ประเด็นเร่งด่วนที่ยังไม่ได้ข้อยุติเป็นเรื่องในทางปฏิบัติ ได้แก่ ใครบ้างที่จะอยู่ในกลุ่มที่เหลือสำหรับการส่งกลับ จะประเมินความสมัครใจอย่างไร UNHCR จะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงสถานกักกันหรือไม่ และจะตรวจสอบการปฏิบัติต่อผู้เดินทางกลับหลังถึงประเทศอย่างไร รายงานการหารือไม่ได้ประกาศวันเดินทางครั้งถัดไปหรือกำหนดเสร็จสิ้นโครงการส่งตัว 5,000 คนอย่างแน่ชัด
โม ทูซาร์ นักวิจัยอาวุโสและผู้ประสานงานโครงการศึกษาเมียนมาของสถาบัน ISEAS-สถาบันยุสซอฟ อิสฮัก สนับสนุนให้เปิดช่องทางการสื่อสารไว้ แต่เตือนว่าต้องประเมินการเจรจาจากการปฏิบัติตามข้อตกลงและการรับผิด นอกจากนี้เธอยังเรียกร้องให้เดินหน้าติดต่อกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่นในเมียนมา รวมถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายค้านหลักที่ถือว่าตนเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม
อู วิน มิน ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมา เตือนเช่นกันว่าการกระชับความสัมพันธ์กับผู้นำกองทัพเป็นเรื่องน่ากังวล แต่แยกการติดต่อดังกล่าวออกจากข้อจำกัดร่วมของอาเซียนที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง กล่าวคือ การเข้าถึงแบบทวิภาคีขยายตัวขึ้น แต่ยังไม่มีข้อตกลงให้เมียนมากลับเข้าสู่ภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ
ลำดับเหตุการณ์แสดงให้เห็นว่าโครงการส่งกลับและการเปิดช่องทางการทูตเกิดขึ้นอย่างไร:
- กุมภาพันธ์ 2021: กองทัพยึดอำนาจและโค่นรัฐบาลเมียนมาที่มาจากการเลือกตั้ง
- เมษายน 2021: มิน อ่อง หล่ายตกลงตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน
- สิ้นเดือนสิงหาคม: มาเลเซียรายงานว่าควบคุมตัวชาวเมียนมาในสถานกักกันคนเข้าเมืองมากกว่า 10,000 คน
- 29 ก.ย.: เรือกองทัพเรือเมียนมา 3 ลำออกจากลูมุตพร้อมผู้เดินทางกลับ 1,476 คน
- 5 ต.ค.: พันธมิตรกิจการเมียนมาออกแถลงการณ์คัดค้านการเยือน
- 7-8 ต.ค.: มิน อ่อง หล่ายเยือนมาเลเซียเพื่อหารือด้านการเมืองและธุรกิจ
- 8 ต.ค.: อันวาร์ประกาศว่าส่งชาวเมียนมากลับประเทศแล้ว 10,493 คนในปีนั้น และให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับอาเซียน
ดังนั้น สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จขั้นต่อไปของความริเริ่มนี้ ไม่ใช่เพียงการต้อนรับทางการทูตอีกครั้ง แต่คือมาเลเซียจะพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าการส่งกลับเป็นไปอย่างปลอดภัยและสมัครใจ และการขยายการติดต่อจะนำไปสู่ความคืบหน้าในการปฏิบัติตามคำมั่นสันติภาพที่อาเซียนรับรองไว้แล้วหรือไม่
ประเด็นสำคัญ
- มาเลเซียระบุว่าได้ส่งชาวเมียนมากลับประเทศแล้ว 10,493 คนตั้งแต่ต้นปี
- โครงการส่งตัวผู้ถูกควบคุมตัวแยกต่างหากครอบคลุม 5,000 คน โดย 1,476 คนเดินทางออกทางทะเลเมื่อวันที่ 29 ก.ย.
- อันวาร์ให้การต้อนรับมิน อ่อง หล่ายเมื่อวันที่ 7-8 ต.ค. และสนับสนุนให้เมียนมามีส่วนร่วมในอาเซียนมากขึ้นในท้ายที่สุด
- กลุ่มสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ UNHCR เข้าถึงผู้ถูกควบคุมตัวก่อนมีการส่งกลับเพิ่มเติม
- อันวาร์กล่าวว่าไม่มีชาวโรฮิงญาอยู่ในกลุ่มที่เดินทางออกครั้งล่าสุด ส่วนเงื่อนไขเรื่องสัญชาติของเมียนมาอาจกีดกันชาวโรฮิงญาส่วนใหญ่จากการรับกลับในอนาคต
- ข้อจำกัดของอาเซียนต่อการเข้าร่วมประชุมของผู้นำกองทัพระดับสูงยังไม่เปลี่ยนแปลง
- ไม่มีการประกาศกำหนดเส้นตายที่แน่ชัดสำหรับการส่งกลับที่เหลือ หรือแนวทางติดตามตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ






