ลิซ่าเปิดใจเรื่องข้อถกเถียงกรณีคำเหยียดเชื้อชาติ ความมุ่งมั่นในเส้นทางเดี่ยว และอิสรภาพส่วนตัวใน Always Lalisa

ใช้เวลาอ่าน 12 นาที
Lisa Opens Up About Racial Slur Controversy, Solo Ambitions and Personal Freedom in Always Lalisa

หนึ่งปีแห่งอิสรภาพ และแรงกดดันที่ตามมา

การกลับกรุงโซลของลิซ่าในเดือนมิถุนายน 2025 ปิดฉากบทหนึ่งใน Always Lalisa สารคดีที่ติดตามนักร้องวง Blackpink ระหว่างทำอัลบั้ม Alter Ego การประเดิมงานแสดงใน The White Lotus และการเตรียมตัวสำหรับการแสดงเดี่ยวที่ Coachella นอกเหนือจากหมุดหมายเหล่านี้ ผู้กำกับซู คิมยังบันทึกเรื่องข้อถกเถียงจากการใช้คำเหยียดเชื้อชาติ การขู่ฆ่า ข้อสงสัยเรื่องการร้องเพลงของลิซ่า และความพยายามแยกชีวิตส่วนตัวออกจากความคาดหวังที่มาพร้อมอาชีพของเธอ

สารบัญ
  1. หนึ่งปีแห่งอิสรภาพ และแรงกดดันที่ตามมา
  2. ลิซ่าพูดถึงคลิปซ้อมที่รั่วไหลอย่างไร
  3. การข่มขู่และเสียงวิจารณ์ระหว่างเปิดตัวอัลบั้ม
  4. ทิ้งข้อจำกัดไว้เบื้องหลัง โดยไม่ทิ้ง Blackpink
  5. ค้นพบความมั่นใจนอกเหนือจากบทบาทแร็ปเปอร์
  6. The White Lotus พาเธอกลับประเทศไทย
  7. ความทรงจำในครอบครัวเบื้องหลังเส้นทางสู่เวทีโลก
  8. สารคดีเข้าถึงชีวิตของเธอได้มากแค่ไหน
  9. Coachella การกลับมารวมวง และกำหนดการเผยแพร่
  10. ประเด็นสำคัญ

ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2026 และมีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แบบจำกัดโรงตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม เรื่องราวหลักไม่ได้เล่าถึงการแยกทางกับ Blackpink อย่างถาวร ลิซ่าและสมาชิกวงอย่างเจนนี่ จีซู และโรเซ่ตกลงพักจากกิจกรรมของวงเพื่อทำโปรเจกต์ส่วนตัว ก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

สำหรับลลิษา มโนบาล ช่วงพักดังกล่าวกลายเป็นบททดสอบว่าเธอจะตัดสินใจด้วยตัวเองได้มากเพียงใด เธอทำงานกับโปรดิวเซอร์ที่ไม่คุ้นเคย รับบทแสดงในประเทศไทย และตั้งคำถามต่อข้อจำกัดเรื่องความสัมพันธ์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเธอบอกว่าเป็นกฎที่กำกับชีวิตระหว่างอยู่กับ YG Entertainment

สารคดียังบันทึกปฏิกิริยาของเธอเมื่อคลิปซ้อมเก่าที่สมาชิก Blackpink ใช้คำเหยียดเชื้อชาติขณะร้องเพลงแร็ปอเมริกันแพร่กระจายทางออนไลน์ คิมกล่าวว่าการสนทนานี้ถ่ายทำในวันที่คลิปปรากฏ โดยไม่มีการเตรียมคำตอบไว้ ฉากดังกล่าวเชื่อมโยงประเด็นหลักสองเรื่องของภาพยนตร์เข้าด้วยกัน ได้แก่ ความรับผิดชอบของลิซ่าต่อการกระทำในอดีต และความสามารถในการพูดต่อสาธารณะในอาชีพที่ถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของฝ่ายบริหารมาอย่างยาวนาน

ลิซ่าบอกว่าช่วงพักเริ่มต้นในปี 2024 ขณะที่ภาพยนตร์ติดตามเหตุการณ์ต่อเนื่องไปจนถึง Coachella ในปี 2025 และการกลับกรุงโซลในเดือนมิถุนายนปีนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวมอบอิสระให้เธอมากขึ้น แต่ก็ห่างไกลจากการพักผ่อนอย่างเงียบสงบ

โฆษณา

ลิซ่าพูดถึงคลิปซ้อมที่รั่วไหลอย่างไร

คลิปดังกล่าวแสดงให้เห็นลิซ่าและสมาชิก Blackpink คนอื่น ๆ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเด็กฝึกวัยรุ่น ร้องเพลงแร็ปโดยไม่ได้ตัดถ้อยคำที่สร้างความไม่พอใจ รวมถึงคำเหยียดคนผิวดำ การเผยแพร่คลิปทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้ขอโทษ ขณะที่ลิซ่ากำลังเตรียมตัวสำหรับ Coachella

ในสารคดี ลิซ่าบอกว่าเธออายุ 15 หรือ 16 ปีตอนถ่ายคลิป เธออธิบายว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ และเคยได้ยินคำดังกล่าวในเพลงโดยไม่เข้าใจประวัติความหมายที่สร้างความเจ็บปวด นอกจากนี้เธอยังยอมรับว่าการกระทำของเธอไม่ถูกต้อง

ลิซ่ากล่าวถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้หลังจากบันทึกคลิปไว้ว่า:

ตอนนี้ฉันจะไม่มีวันทำแบบนั้นอีก เพราะตอนนี้ฉันได้รับความรู้แล้ว" เธอกล่าว "ตอนนี้ฉันรู้มากขึ้นแล้ว

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า:

แต่ฉันทำผิด

รายงานต่าง ๆ ระบุบทบาทของค่ายต่อการนิ่งเงียบในช่วงแรกของเธอแตกต่างกันไป แหล่งข่าวหนึ่งระบุว่าสมาชิกวงถูกห้ามไม่ให้ออกแถลงการณ์ ขณะที่อีกแหล่งกล่าวถึงคำแนะนำจากค่ายประกอบกับการขู่ฆ่าลิซ่า ทั้งสองรายงานกล่าวถึงสถานการณ์ที่ทำให้เธอไม่ได้ชี้แจงต่อแฟน ๆ ในที่สาธารณะทันที ต่อมาเธอได้กล่าวขอโทษต่อสาธารณะในการสัมภาษณ์กับนิตยสาร แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่เชื่อคำชี้แจงของเธอ

คิมกล่าวว่าเธอถามลิซ่าเพียงคำถามเดียว แล้วนักร้องสาวก็พูดต่อเนื่องราวหนึ่งชั่วโมง ผู้กำกับอธิบายว่าคำตอบนั้นเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ไม่ใช่ถ้อยแถลงที่จัดเตรียมไว้สำหรับสารคดี ฉากนี้บันทึกทั้งความเสียใจและคำอธิบาย แต่การนำเสนอไม่ได้เป็นข้อยุติว่าผู้ที่เจ็บปวดจากถ้อยคำดังกล่าวจะตัดสินคำตอบของเธออย่างไร

การข่มขู่และเสียงวิจารณ์ระหว่างเปิดตัวอัลบั้ม

ข้อถกเถียงเกิดขึ้นในช่วงที่เส้นทางอาชีพเดี่ยวของลิซ่ากำลังเข้มข้น Always Lalisa บันทึกเรื่องการขู่ฆ่าและการที่เธอยังคงปรากฏตัวต่อสาธารณะทั้งที่กังวลเรื่องความปลอดภัย การข่มขู่เหล่านั้นแตกต่างจากเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับคลิป แม้ทั้งสองเรื่องจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงกดดันที่รายล้อมเธอ

ลิซ่าบอกว่าความกังวลเรื่องความปลอดภัย "วนอยู่ในหัวฉัน" สารคดียังแสดงให้เห็นเธอรับมือกับกระแสตอบรับเชิงลบต่อ Alter Ego ทำให้ช่วงเปิดตัวอัลบั้มเป็นทั้งช่วงแห่งความไม่แน่นอนในอาชีพและความทุกข์ใจส่วนตัว

การรั่วไหลอีกครั้งซ้ำเติมประสบการณ์ดังกล่าว เพลงจาก Alter Ego ปรากฏทางออนไลน์ก่อนอัลบั้มวางจำหน่ายไม่กี่วัน โดยไม่ทราบตัวผู้รับผิดชอบ ลิซ่าบอกว่าเธออยากให้ผู้คนเคารพผลงาน และไม่อยากให้ศิลปินคนอื่นต้องเผชิญประสบการณ์แบบเดียวกัน

โฆษณา

ภาพยนตร์นำเสนอปฏิกิริยาเชิงลบจากแฟน ๆ และนักวิจารณ์ แทนที่จะเล่าการเปิดตัวผลงานราวกับประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น ลิซ่าบอกว่ากระแสตอบรับทำให้เธอเศร้า แต่เธอยังคงภูมิใจกับอัลบั้ม ความแตกต่างนี้สำคัญต่อภาพที่สารคดีถ่ายทอด เพราะการได้รับการยอมรับเป็นสิ่งที่เธอควบคุมไม่ได้ ขณะที่การทำโปรเจกต์ที่สะท้อนทางเลือกของตัวเองให้เสร็จสิ้นเป็นสิ่งที่เธอภาคภูมิใจได้

ทิ้งข้อจำกัดไว้เบื้องหลัง โดยไม่ทิ้ง Blackpink

การแยกทางกับ YG เพื่อทำงานเดี่ยว และการเซ็นสัญญากับ RCA Records ในสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการเป็นอิสระที่สารคดีนำเสนอ การกลับมาร่วมงานกับ Blackpink ในเวลาต่อมาของเธอแสดงให้เห็นว่าการทำงานเดี่ยวและการอยู่กับวงไม่ได้ถูกนำเสนอว่าเป็นทางเลือกที่ขัดแย้งกัน

เธอบอกว่ากฎของ YG มีข้อจำกัดเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์และการคบหาดูใจ ในภาพยนตร์เธอเล่าว่ากังวลว่าชีวิตรักอาจทำให้ความนิยมของ Blackpink ลดลง เมื่ออายุราว 25 หรือ 26 ปี เธอเริ่มรู้สึกว่าการปกปิดชีวิตส่วนนี้ไม่ใช่วิถีชีวิตที่ต้องการอีกต่อไป

เพลง Dream กลายเป็นหนึ่งในวิธีถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงนั้น ลิซ่าบอกว่าการอัดเพลงทำให้เธอวิตกกังวล เพราะก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ต้องเก็บเป็นความลับ เธอไม่ได้เปิดเผยว่าบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเพลงคือใคร และปฏิเสธแนวคิดที่ว่าแฟน ๆ จำเป็นต้องไขปริศนานั้นได้

คิมมองว่าการตัดสินใจแสวงหารูปแบบการทำงานใหม่ของลิซ่าเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ถูกฝึกมาตั้งแต่วัยรุ่นให้ทำตามคำสั่ง นี่เป็นมุมมองของผู้กำกับต่อประสบการณ์ของลิซ่า ไม่ใช่หลักฐานว่านักแสดงทุกคนในอุตสาหกรรมเพลงเกาหลีต้องเผชิญสภาพแบบเดียวกัน

ลิซ่ายังพูดถึงความต้องการแต่งงานและมีลูก รวมถึงความหวังว่าแฟน ๆ จะเข้าใจว่าความปรารถนาเหล่านั้นอยู่ร่วมกับอาชีพของเธอได้ เมื่อถูกถามถึงด้านเปราะบางที่ปรากฏในภาพยนตร์ นักร้องสาวกล่าวว่า:

ฉันหวังว่าพวกเขาจะเข้าใจฉันมากขึ้น" ลิซ่ากล่าว "ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง สุดท้ายแล้วเราก็ต้องการสิ่งเดียวกัน แค่นั้นเอง ฉันแค่อยากให้พวกเขาเข้าใจฉันมากขึ้น

ค้นพบความมั่นใจนอกเหนือจากบทบาทแร็ปเปอร์

การทำงานในสตูดิโอบันทึกเสียงแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ลิซ่าบอกว่าเธอทำงานกับโปรดิวเซอร์คนเดิมในเกาหลีมาหลายปี ก่อนต้องหาโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงนอกสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย อิสรภาพมาพร้อมกับการตัดสินใจที่เธอยังไม่มั่นใจพอจะทำ

แซมมี โซโซ โปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงชาวอังกฤษ และคุก ฮาร์เรลล์ โปรดิวเซอร์เสียงร้อง ปรากฏในตัวอย่างสารคดี โซโซเล่าว่าตอนแรกลิซ่าเขินอายเกินกว่าจะพูดกับเขาโดยตรง ส่วนฮาร์เรลล์บอกว่าเธอเล่าให้ฟังว่าไม่เคยทำงานกับโปรดิวเซอร์เสียงร้องจากภายนอกนอกเหนือจากทีมของ Blackpink

ลิซ่ากล่าวถึงความประหม่าเมื่อต้องแสดงความสามารถด้านการร้องให้ผู้ร่วมงานที่ไม่คุ้นเคยฟังว่า:

ฉันคิดว่าตัวเองขาดความมั่นใจ

ความลังเลของเธอมีที่มา ลิซ่าบอกว่าปฏิกิริยาของ YG ต่อการคัฟเวอร์เพลง Talking to the Moon ของบรูโน มาร์ส ทำให้เธอรู้สึกว่าการร้องเพลงไม่ใช่ทางของตัวเอง ใน Blackpink บทบาทหลักของเธอคือแร็ปเปอร์และนักเต้น เธอบอกว่าอยากร้องเพลง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ลองทำอย่างอิสระเท่ากัน

โฆษณา

Always Lalisa เผยให้เห็นทั้งน้ำตา ความไม่แน่ใจ และคำวิจารณ์จากโค้ชสอนร้องเพลง ช่วงเวลาเหล่านี้ทำให้การเปลี่ยนผ่านมีน้ำหนักมากกว่าแค่การเปลี่ยนค่ายหรือภาพลักษณ์ เธอกำลังพัฒนาทักษะไปพร้อมกับเผชิญหน้ากับคำตัดสินในอดีตที่บอกว่าเธอมีข้อจำกัด

Alter Ego ถ่ายทอดการสำรวจตัวตนผ่านบุคลิกห้าแบบ ได้แก่ Vixi, Kiki, Speedi, Roxi และ Sunni ลิซ่าอธิบายว่าพวกเขาเป็นส่วนต่าง ๆ ของตัวเธอ รวมถึงตัวตนในแบบที่เธอเรียกใช้ได้เมื่อต้องการรู้สึกกล้าหาญหรือเผชิญกับสิ่งน่ากลัว ภาพลักษณ์มั่นใจของอัลบั้มอยู่เคียงข้างฟุตเทจที่เผยให้เห็นว่าบางครั้งผู้สร้างผลงานชิ้นนี้ก็รู้สึกไม่มั่นใจเพียงใด

The White Lotus พาเธอกลับประเทศไทย

ลิซ่าบอกว่าความคิดแรกในช่วงพักจาก Blackpink คือการเดินทาง โอกาสออดิชันซีซันที่สามของ The White Lotus ทำให้แผนนั้นเปลี่ยนไป เธอบันทึกเทปออดิชันด้วยตัวเองและได้บทมุก ศรสิน โค้ชสุขภาวะในเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

การตัดสินใจนี้ยังเกี่ยวข้องกับครอบครัว ลิซ่าบอกว่าแม่เคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงตอนเด็ก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้เธอคว้าโอกาสนี้ ไมค์ ไวต์ ผู้สร้างซีรีส์ ปรากฏในสารคดีและพูดถึงความกังวลในช่วงแรกเกี่ยวกับการเลือกนักร้องระดับโลกมารับบท ทั้งการเป็นเพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์หรือความจำเป็นต้องจัดระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม แต่เมื่อได้พบลิซ่า มุมมองของเขาก็เปลี่ยนไป

การถ่ายทำทำให้ลิซ่าได้ใช้เวลาอยู่ใกล้บ้านนานขึ้น เธอบอกว่าใช้เวลาหกเดือนในประเทศไทย แม้ยังเดินทางไปลอสแอนเจลิสเพื่อทำงานเพลง การได้อยู่ใกล้ครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบการณ์นี้มีคุณค่า ไม่ใช่เพียงผลงานอีกชิ้นในตารางงาน

สารคดียังนำเสนอชีวิตสังคมที่มีข้อจำกัดน้อยลงในกองถ่าย โปรดิวเซอร์บริหารคนหนึ่งบอกว่าลิซ่าจัดปาร์ตี้มากกว่าใคร และการดื่มเตกีลาช็อตเป็นภาพจำของเธอ เรื่องเล่านี้แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างเป็นรูปธรรมจากข้อจำกัดเรื่องแอลกอฮอล์ที่เธอเล่าถึงในช่วงต้นอาชีพ

งานแสดงและงานเพลงจึงตอบโจทย์คนละด้านในช่วงพักเดียวกัน งานหนึ่งพาเธอเข้าสู่วงการสร้างสรรค์ที่ไม่คุ้นเคย พร้อมทำให้ได้ใกล้ชิดครอบครัวมากขึ้น ส่วนอีกงานทำให้เธอต้องสร้างทีมใหม่และเรียนรู้ที่จะสื่อสารความต้องการของตัวเองอย่างมั่นใจขึ้น

ความทรงจำในครอบครัวเบื้องหลังเส้นทางสู่เวทีโลก

Always Lalisa เริ่มต้นด้วยลิซ่าและแม่ย้อนนึกถึงการไปพบหมอดู ซึ่งแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็นลลิษา โดยบอกว่าจะเป็นชื่อที่ผู้คนมากมายรัก ลิซ่าจำได้ว่าตอนนั้นเธออายุราว 13 ปี

เรื่องราวการเข้าสู่วงการของเธอเป็นบทต่อจากวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอออดิชันกับ YG ตอนอายุ 13 ย้ายจากประเทศไทยไปเกาหลีใต้ตอนอายุ 14 และฝึกฝนเป็นเวลาห้าปีก่อนเดบิวต์กับ Blackpink เธอบอกว่าเรียนภาษาเกาหลีวันละสองชั่วโมงควบคู่กับการฝึกซ้อมการแสดง

ลิซ่ายกความดีความชอบให้แม่และพ่อเลี้ยงที่เชื่อมั่นในตัวเธอมากพอจะปล่อยให้ย้ายไปต่างประเทศเพียงลำพัง เธอยังขอบคุณเพื่อนร่วมวงที่ช่วยให้ผ่านพ้นความเหงาและแรงกดดันในช่วงหลายปีนั้น การที่ภาพยนตร์เน้นเรื่องการพึ่งพาตัวเองของเธอไม่ได้ลบเลือนความสัมพันธ์เหล่านี้

โฆษณา

ลิซ่าบอกว่าก่อนขึ้นแสดง เธอจะเชิญคุณตาผู้ล่วงลับและนก ครูสอนเต้นผู้ล่วงลับมาชม คุณตาของเธอเสียชีวิตในช่วงการระบาดใหญ่ ซึ่งเป็นเวลาที่เธอไม่สามารถกลับไปหาได้ที่ประเทศไทย เธอบอกว่าทั้งสองเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญ และอิทธิพลของพวกเขายังคงอยู่กับเธอ

ลิซ่ากล่าวถึงธรรมเนียมนี้ว่า:

ฉันรู้สึกเหมือนพวกเขาเป็นเทวดาผู้พิทักษ์ของฉัน

ความทรงจำเหล่านี้เชื่อมโยงช่วงสำคัญต่าง ๆ ในสารคดีกับผู้คนที่สนับสนุนเธอก่อนโด่งดังไปทั่วโลก Coachella จึงเป็นทั้งบททดสอบเส้นทางศิลปินเดี่ยวและการแสดงที่เธออยากให้ผู้สนับสนุนในวันแรก ๆ ได้ชม

สารคดีเข้าถึงชีวิตของเธอได้มากแค่ไหน

ผลงานก่อนหน้าของคิม ได้แก่ การกำกับ The Last of the Sea Women ว่าด้วยนักดำน้ำหญิงบนเกาะเชจูของเกาหลีใต้ และการเป็นโปรดิวเซอร์บริหารของ K-Pop Idols สำหรับ Always Lalisa เธอบอกว่าต้องการถ่ายทอดความใกล้ชิดและความเปราะบาง แทนการนำเสนอภาพที่ถูกกรองผ่านธรรมเนียมการโปรโมตไอดอลทั้งหมด

ลิซ่าบอกว่าคิมทำให้เธอรู้สึกสงบพอที่จะพูดอย่างเปิดใจ บางครั้งคุยกันนานสามหรือสี่ชั่วโมง ผู้กำกับกล่าวว่านักร้องสาวอนุญาตให้เข้าถึงชีวิตของเธอได้เกือบทั้งหมด และไม่ได้ขอให้ตัดฉากใดออกแม้แต่ฉากเดียวหลังชมภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในด้านอื่น คิมบอกว่าไม่ได้รับอนุญาตให้ขอใช้เพลงหรือฟุตเทจของ Blackpink จากค่ายเดิมของลิซ่า ทั้งที่อยากนำบางส่วนมาให้ผู้ชมได้ฟังผลงานช่วงก่อนหน้าของเธอ เธอระบุว่าการขอสิทธิ์ใช้ผลงานเป็นปฏิสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวกับค่ายเดิม

แผนกภาพยนตร์ของค่ายเพลงลิซ่าเป็นผู้ว่าจ้างให้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเมื่อพิจารณาสารคดีที่สนับสนุนการโปรโมตอาชีพของศิลปินด้วย การเข้าถึงช่วงเวลาที่อึดอัดไม่ได้ทำให้การผลิตเป็นอิสระจากผลประโยชน์เหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในสตูดิโอ เสียงวิจารณ์เชิงลบ และข้อถกเถียง ทำให้ภาพยนตร์แตกต่างจากการเฉลิมฉลองความสำเร็จแบบเรียบง่าย เรื่องเล่าของคิมแสดงให้เห็นว่าลิซ่ายินดีให้ฉากที่ยากลำบากคงอยู่ ขณะที่ข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ก็อธิบายว่าเหตุใดสารคดีจึงไม่อาจเล่าประวัติทางดนตรีของ Blackpink ได้อย่างครบถ้วน

Coachella การกลับมารวมวง และกำหนดการเผยแพร่

ลิซ่ามอง Coachella เป็นบททดสอบสำคัญว่าจะได้รับการยอมรับในฐานะศิลปินเดี่ยวหรือไม่ การเตรียมงานรวบรวมแรงกดดันจากอัลบั้ม เสียงร้อง และความคาดหวังของสาธารณชนไว้ในการแสดงครั้งเดียว เธอบอกว่ารู้สึกว่าการแสดงต้องออกมาสมบูรณ์แบบ

จากนั้นสารคดีจบลงด้วยการกลับกรุงโซลของเธอในเดือนมิถุนายน 2025 คิมอธิบายว่าความรู้สึกของลิซ่ามีทั้งสุขและเศร้า สะท้อนความกังวลว่าจะรักษาอิสรภาพที่เคยสัมผัสไว้ได้หรือไม่ มากกว่าจะเป็นความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อ Blackpink

ต่อมาลิซ่าพูดถึงการกลับมารวมวงด้วยความมั่นใจมากขึ้น เธอบอกว่าสมาชิกแต่ละคนมีความมั่นใจจากการทำงานส่วนตัว และกลับมาพร้อมพลังใหม่ ระหว่างพักพวกเธอยังคงติดต่อกันผ่านข้อความ โทรศัพท์ วิดีโอคอล และการนัดกินข้าว การรู้สึกเหงาในช่วงทำงานเดี่ยวไม่ได้หมายความว่าจะสูญเสียแรงสนับสนุนจากเพื่อนร่วมวง

ลำดับเหตุการณ์และกำหนดการเผยแพร่ที่ประกาศไว้มีดังนี้:

  • 2024: ลิซ่าบอกว่าเริ่มพักจากกิจกรรมของ Blackpink เพื่อทำโปรเจกต์ส่วนตัว
  • 2025: The White Lotus ซึ่งเป็นผลงานการแสดงเรื่องแรกของเธอออกอากาศ และเธอแสดงเดี่ยวที่ Coachella
  • มิถุนายน 2025: เธอกลับกรุงโซลและเริ่มทำงานกับ Blackpink อีกครั้ง ซึ่งเป็นจุดจบของสารคดี
  • 11 กันยายน 2026: Always Lalisa เปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต โดยลิซ่าเข้าร่วมพูดคุยหลังการฉาย
  • 12 ถึง 18 ตุลาคม 2026: มีกำหนดฉายในโรงภาพยนตร์ไทย ทั้งระบบปกติและ IMAX
  • 23 ตุลาคม: ประกาศกำหนดวางจำหน่าย EP Press Play
โฆษณา

รายงานต่าง ๆ ตรงกันว่าวันเปิดฉายในโรงภาพยนตร์คือวันที่ 12 ตุลาคม แม้ระบุวันในสัปดาห์ต่างกัน โดยแหล่งหนึ่งเรียกว่าวันจันทร์ อีกแหล่งเรียกวันเสาร์ ตารางฉายในไทยที่ระบุปี 2026 ระบุว่าวันที่ 12 ตุลาคมตรงกับวันจันทร์ ส่วนการฉายในสิงคโปร์ก็มีกำหนดเริ่มวันที่ 12 ตุลาคมเช่นกัน

ในประเทศไทย บัตรชมรอบปกติราคาเริ่มต้น 350 บาท ส่วน IMAX เริ่มต้นที่ 550 บาท ราคาเริ่มต้นของ IMAX สูงกว่ารอบปกติ 200 บาท หรือราว 57 เปอร์เซ็นต์ ภาพยนตร์มีกำหนดสตรีมเฉพาะทาง YouTube Premium ในช่วงปลายปี 2026 แต่ยังไม่ประกาศวันสตรีมที่แน่นอน

เส้นทางเดี่ยวช่วงต่อไปของลิซ่ามีทั้งซิงเกิล SaWaDiKa และ Press Play รวมถึงการประกาศแสดงประจำที่ลาสเวกัส แต่รายงานเหล่านี้ยังไม่ได้ระบุวันแสดง สารคดีทิ้งท้ายไว้ที่จุดที่เธอกลับไปทำงานกับวง ส่วนผลงานเดี่ยวที่ออกตามมาชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่ภาพยนตร์บันทึกไว้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความมุ่งมั่นส่วนตัวของเธอ

ประเด็นสำคัญ

  • Always Lalisa ติดตามอัลบั้มเดี่ยว งานแสดงเรื่องแรก การเตรียมตัวสำหรับ Coachella และการกลับมาร่วมวง Blackpink ของลิซ่าในเดือนมิถุนายน 2025
  • ลิซ่ายอมรับว่าทำผิดจากการใช้คำเหยียดเชื้อชาติในคลิปซ้อมสมัยวัยรุ่น คิมบอกว่าการตอบคำถามของเธอถ่ายทำโดยไม่มีการเตรียมคำตอบไว้
  • ภาพยนตร์บันทึกเรื่องการขู่ฆ่า ความไม่มั่นใจด้านการร้องเพลง อัลบั้มที่รั่วไหล และกระแสตอบรับเชิงลบต่อ Alter Ego
  • ลิซ่าเล่าถึงการแสวงหาอำนาจตัดสินใจเรื่องดนตรี ความสัมพันธ์ และชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ขณะยังคงรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมวง
  • มีกำหนดฉายในโรงภาพยนตร์ไทยระหว่างวันที่ 12 ถึง 18 ตุลาคม 2026 บัตรรอบปกติเริ่มต้น 350 บาท และ IMAX เริ่มต้น 550 บาท
  • วางแผนสตรีมทาง YouTube Premium ในช่วงปลายปี 2026 แต่ยังไม่ประกาศวันที่แน่นอน
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ