ฝนกลับมาแล้ว แต่ฟาร์มและฝูงสัตว์ยังเผชิญความยากลำบาก
มีการเคลื่อนย้ายสัตว์มากกว่า 700 ตัวออกจากหมู่บ้านในตาลูกาลักปัต รัฐคุชราต เนื่องจากหญ้าและน้ำขาดแคลน ทำให้ครอบครัวผู้เลี้ยงสัตว์ชาวมัลธารีต้องอพยพ ทั่วทั้งคุตช์ พื้นที่เพาะปลูกลดลงจากราว 650,000 เฮกตาร์เมื่อปีที่แล้ว เหลือ 482,000 เฮกตาร์ ขณะที่ปริมาณน้ำนมที่รับซื้อในแต่ละวันที่สหกรณ์โคนมซาร์ฮัดลดลงเหลือราว 400,000 ลิตร จากที่คาดไว้ 500,000 ลิตร ฝนมรสุมที่มาล่าช้าช่วยบรรเทาสถานการณ์ แต่ความสูญเสียเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เหตุใดปริมาณฝนที่ฟื้นตัวจึงไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจชนบทจะฟื้นตัวตามไปด้วย
สารบัญ
- ฝนกลับมาแล้ว แต่ฟาร์มและฝูงสัตว์ยังเผชิญความยากลำบาก
- ตัวเลขปริมาณฝนบอกอะไรบ้าง
- พื้นที่เพาะปลูกลดลง และส่วนใหญ่ไม่มีระบบชลประทาน
- เหตุใดครอบครัวชาวมัลธารีจึงออกจากลักปัต
- ค่าอาหารสัตว์สูงขึ้น ขณะที่รายได้จากน้ำนมลดลง
- การเปลี่ยนแปลงฝูงสัตว์ในบันนีสะท้อนอะไร
- ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำไม่ได้บอกเรื่องน้ำทั้งหมด
- เริ่มให้ความช่วยเหลือแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าครอบคลุมเพียงใด
- แหล่งน้ำที่สูญหายและเหตุผลที่ควรฟื้นฟูในท้องถิ่น
- ประเด็นสำคัญ
ปศุสัตว์ราว 2.1 ล้านตัวของเขตนี้ต้องพึ่งพาเครือข่ายพื้นที่เลี้ยงสัตว์ แหล่งน้ำในหมู่บ้าน อาหารสัตว์ที่ซื้อมา และเสบียงจากภาครัฐ เมื่อหลายส่วนของเครือข่ายดังกล่าวขัดข้องพร้อมกัน ครอบครัวต่าง ๆ ต้องใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อให้สัตว์รอดชีวิต ขณะเดียวกันก็มีรายได้จากน้ำนมน้อยลง เกษตรกรเผชิญแรงกดดันคล้ายกัน เมื่อดินแห้งแล้งสร้างความเสียหายแก่พืชผลและลดโอกาสในการรับจ้างทำงานเกษตร
ณ วันที่ 16 กันยายน ตัวเลขรายงานระบุว่าการขาดฝนลดลงเหลือราว 34% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าในฤดูกาลที่ขาดฝนมากกว่านี้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกหลังพืชผลเสียหายหรือฝูงสัตว์อพยพไปแล้ว ไม่อาจชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปได้ทันที ประโยชน์ของฝนยังขึ้นอยู่กับว่าตกลงที่ใด และมีน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ และแหล่งน้ำใต้ดินที่ใช้ประโยชน์ได้มากเพียงใด
รายงานสถานการณ์ในเดือนกันยายนสะท้อนทั้งการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินและความเดือดร้อนที่ยังดำเนินอยู่ ทางการเปิดคลังหญ้า 52 แห่งภายในวันที่ 10 กันยายน แต่ตัวแทนผู้เลี้ยงสัตว์ระบุว่าเสบียงยังต่ำกว่าความต้องการ ครอบครัวที่ออกจากพื้นที่ทางตะวันตกของคุตช์กำลังมองหาพื้นที่ที่มีน้ำจากคลองและอาหารสัตว์เพียงพอจะช่วยให้ฝูงสัตว์รอดชีวิต
ตัวเลขปริมาณฝนบอกอะไรบ้าง
ตัวเลขช่วงต้นเดือนกันยายนที่ระบุว่าอ้างอิงจากกรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย ชี้ว่าปริมาณฝนในคุตช์อยู่ที่ราว 29.5% ของปริมาณปกติตลอดฤดูกาล ซึ่งเท่ากับการขาดฝนประมาณ 70.5% การประเมินในเวลาต่อมาระบุว่าขาดฝนราว 60% ก่อนจะมีตัวเลขประเมินล่าสุดที่ 34% ณ วันที่ 16 กันยายน ตัวเลขเหล่านี้มาจากการประเมินคนละช่วง จึงไม่ควรนำไปถือเป็นการวัดค่าเดียวกัน
รายงานเกี่ยวกับฝนที่ตกในช่วงหลังยังมีข้อขัดแย้งที่ไม่ได้รับการคลี่คลาย การประเมินหนึ่งระบุว่ามีฝนตก 257 มิลลิเมตรในสองวัน และปริมาณฝนสะสมอยู่ที่ราว 389 มิลลิเมตร ขณะเดียวกันยังระบุแยกต่างหากว่า เกือบหนึ่งในสี่ของฝนทั้งฤดูกาลตกลงมาภายใน 28 ชั่วโมง เนื่องจาก 257 มิลลิเมตรคิดเป็นราว 66% ของ 389 มิลลิเมตร คำอธิบายทั้งสองจึงไม่อาจเป็นสัดส่วนเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกันได้ อาจเป็นเพราะใช้ช่วงเวลาหรือพื้นที่สังเกตการณ์ต่างกัน แต่ไม่มีการระบุความแตกต่างดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน
ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะยอดรวมของทั้งเขตอาจบดบังปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในบางพื้นที่ มีรายงานว่าตาลูกาบางแห่งได้รับฝนน้อยกว่า 10% ของปริมาณปกติในช่วงต้นฤดูกาล ฝนที่ตกหนักในพื้นที่อื่นไม่จำเป็นต้องช่วยเติมน้ำในบ่อหรือกอบกู้พืชผลของพื้นที่เหล่านั้นได้
หมุดหมายสำคัญที่มีรายงาน ได้แก่:
- ธันวาคม 2018: รัฐบาลประกาศให้คุตช์เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งในช่วงวิกฤตก่อนหน้านี้
- พฤษภาคม 2019: รายงานเกี่ยวกับวิกฤตครั้งนั้นระบุว่ามีค่ายช่วยเหลือปศุสัตว์ 356 แห่ง และยังมีการขายปศุสัตว์ในภาวะจำยอม
- 7 กันยายน: มีรายงานว่าอ่างเก็บน้ำ 20 แห่งของคุตช์มีปริมาณน้ำคิดเป็น 23.79% ของความจุรวม และ 18.19% ของปริมาณน้ำส่วนที่นำมาใช้ได้
- 8 กันยายน 2026: รายงานการอพยพระบุว่ามีสัตว์มากกว่า 700 ตัวออกจากหมู่บ้านราว 25 แห่งในลักปัต
- 10 กันยายน: มีรายงานว่าทางการแจกจ่ายหญ้า 1.735 ล้านกิโลกรัมผ่านคลัง 52 แห่ง
- 16 กันยายน: การประเมินในเวลาต่อมาระบุว่าปริมาณฝนขาดไปประมาณ 34%
พื้นที่เพาะปลูกลดลง และส่วนใหญ่ไม่มีระบบชลประทาน
พื้นที่เพาะปลูกของคุตช์ลดลง 168,000 เฮกตาร์ หรือราว 25.8% จาก 650,000 เฮกตาร์ในปีก่อน ในพื้นที่เพาะปลูก 482,000 เฮกตาร์ของปีนี้ มีระบบชลประทานประมาณ 180,000 เฮกตาร์ ส่วนที่เหลือราว 302,000 เฮกตาร์ หรือเกือบ 63% ของพื้นที่เพาะปลูก ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก
การพึ่งพาน้ำฝนเช่นนี้อธิบายได้ว่าเหตุใดการส่งน้ำดื่ม แม้เป็นสิ่งจำเป็น ก็ไม่อาจแก้ปัญหาวิกฤตภาคเกษตรได้ พืชผลต้องการความชื้นในช่วงการเติบโตที่เฉพาะเจาะจง ฝนที่ตกหลังจากพืชเหี่ยวเฉามานานอาจช่วยเติมแหล่งน้ำบางส่วน แต่ไม่อาจฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นในไร่นาแล้ว
รายงานจากลักปัตระบุว่าการเพาะปลูกล้มเหลวและงานเกษตรในท้องถิ่นลดลง ผลกระทบที่เกิดพร้อมกันนี้สร้างความลำบากเป็นพิเศษแก่ครัวเรือนที่พึ่งพาทั้งปศุสัตว์และค่าจ้างจากงานเกษตร เพราะอาหารสัตว์ที่ต้องซื้อมีราคาแพงขึ้นในเวลาเดียวกับที่รายได้อีกทางหนึ่งหายไป
การประเมินความเสียหายของพืชผลอย่างรวดเร็วจะช่วยระบุได้ว่าพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายที่ยังฟื้นฟูได้มากน้อยเพียงใด และมีพื้นที่เท่าใดที่เสียหายโดยสิ้นเชิง รายงานเดือนกันยายนยังไม่มีตัวเลขความเสียหายของพืชผลทั้งเขตที่ผ่านการยืนยัน จำนวนเงินชดเชย หรือกำหนดการจ่ายเงินที่ชัดเจน ดังนั้นพื้นที่เพาะปลูกที่ลดลงจึงเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงและการหดตัวของภาคเกษตร ไม่ใช่การประเมินความเสียหายทางการเงินขั้นสุดท้าย
เหตุใดครอบครัวชาวมัลธารีจึงออกจากลักปัต
รายงานการอพยพเมื่อวันที่ 8 กันยายนระบุว่ามีโค กระบือ และแพะมากกว่า 700 ตัวออกจากหมู่บ้านชายแดนในลักปัตประมาณ 25 แห่ง จำนวนหมู่บ้านในรายงานเดียวกันมีการระบุแตกต่างกัน ตั้งแต่ราว 25 แห่งไปจนถึงมากกว่า 25 แห่ง รายงานอื่นกล่าวถึงครอบครัวที่อพยพราวสิบกว่าครอบครัว แต่ไม่มีการรวบรวมจำนวนครัวเรือนทั้งหมดไว้
มีรายงานว่าผู้เลี้ยงสัตว์กำลังต้อนฝูงสัตว์ด้วยเท้าไปยังพื้นที่ที่มีคลองในคุชราตตอนกลาง คุชราตตอนเหนือ และเซาราษฏระ ขณะที่รายงานอื่นกล่าวถึงการขนส่งปศุสัตว์ด้วยรถบรรทุกและความล่าช้าที่จุดเก็บค่าผ่านทาง การเคลื่อนย้ายเหล่านี้เป็นคนละรูปแบบ ไม่ได้แสดงว่าทุกครอบครัวที่อพยพใช้เส้นทางหรือพาหนะเดียวกัน
สำหรับชาวมัลธารี ซึ่งเป็นชุมชนผู้เลี้ยงสัตว์ที่ดำรงชีพจากปศุสัตว์ การเคลื่อนย้ายสัตว์เป็นวิธีรับมือกับปริมาณฝนที่ผันแปรมาแต่เดิม อย่างไรก็ตาม การอพยพในครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็นการย้ายถิ่นเพราะความเดือดร้อน เนื่องจากหญ้าและน้ำในบริเวณใกล้เคียงไม่เพียงพอ รายงานระบุว่าบ่อน้ำ เขื่อนกั้นน้ำขนาดเล็ก และแหล่งน้ำดั้งเดิมที่แห้งขอดเป็นเหตุผลเร่งด่วนที่ทำให้ต้องออกจากพื้นที่
ผู้เลี้ยงสัตว์กังวลว่าในที่สุดอาจต้องเคลื่อนย้ายสัตว์ 2,500 ถึง 3,000 ตัว หากเสบียงไม่ดีขึ้น ตัวเลขดังกล่าวเป็นการเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการอพยพเพิ่ม ไม่ใช่จำนวนผู้ย้ายถิ่นที่ยืนยันแล้ว ผู้นำท้องถิ่นเรียกร้องให้จัดตั้งคลังอาหารสัตว์ราคาพิเศษ มอบความช่วยเหลือเป็นเงินสด จัดค่ายปศุสัตว์ และส่งรถบรรทุกน้ำให้คนและสัตว์อย่างสม่ำเสมอ
ค่าอาหารสัตว์สูงขึ้น ขณะที่รายได้จากน้ำนมลดลง
มีรายงานว่าราคาอาหารสัตว์แห้งซึ่งปกติอยู่ที่ราว 6 รูปีต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12 รูปีในราคาขายปลีก หรือเพิ่มขึ้นสองเท่า แม้ยังไม่มีตัวเลขยืนยันความต้องการอาหารสัตว์รายวันของแต่ละฝูง แต่เห็นได้ชัดว่าแรงกดดันเพิ่มขึ้น เพราะการซื้ออาหารสัตว์ในปริมาณเท่าเดิมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นสองเท่า
ปริมาณน้ำนมที่สหกรณ์โคนมซาร์ฮัดรับซื้อ ซึ่งมีรายงานว่าลดจาก 500,000 ลิตรตามเป้าหมาย เหลือราว 400,000 ลิตรต่อวัน เท่ากับลดลงประมาณ 20% รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่าการผลิตน้ำนมลดลงมากกว่า 100,000 ลิตรต่อวัน ตัวเลขเหล่านี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่ปริมาณน้ำนมที่สหกรณ์โคนมรับซื้อกับปริมาณน้ำนมที่ผลิตทั้งหมดไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวกัน ข้อมูลการรับซื้อบันทึกเฉพาะน้ำนมที่สหกรณ์รวบรวม ไม่ใช่น้ำนมทุกลิตรที่ผลิตได้ในเขต
ภาวะขาดสารอาหารและน้ำไม่เพียงพออาจทำให้ผลผลิตน้ำนมลดลง ส่งผลให้ครอบครัวมีเงินสดน้อยลงสำหรับซื้ออาหารสัตว์ที่จำเป็นต่อการเลี้ยงฝูงสัตว์ แรงกดดันนี้ยังส่งผลถึงศูนย์รับน้ำนม ผู้ประกอบการขนส่ง และธุรกิจชนบทอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพารายได้จากน้ำนมที่ไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบจากการขายปศุสัตว์ที่อ่อนแอเห็นได้ชัดในช่วงภัยแล้งครั้งก่อน ฮุสเซน มุตวา ผู้เลี้ยงสัตว์จากหมู่บ้านมิทาดี กล่าวถึงการตัดสินใจของเขาในรายงานเดือนพฤษภาคม 2019 ว่า:
ผมทนเห็นวัวที่อ่อนแอของผมไม่ได้ ถ้ามีคนอื่นดูแลพวกมันได้ดีกว่า ก็ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น เมื่อฝนตก พวกมันจะกลับมาหาผม
คำพูดของเขาเป็นเรื่องของวิกฤตครั้งก่อน ไม่ใช่การอพยพในปัจจุบัน แต่สะท้อนให้เห็นว่าการขายปศุสัตว์ในภาวะจำยอมหมายถึงอะไรสำหรับครัวเรือน นั่นคือการสูญเสียสัตว์ที่สร้างรายได้และเป็นทรัพย์สินที่สะสมมาหลายปี
การเปลี่ยนแปลงฝูงสัตว์ในบันนีสะท้อนอะไร
งานวิจัยที่เผยแพร่โดยสภาวิจัยการเกษตรแห่งอินเดียช่วยให้เห็นภาพระยะยาวว่าเหตุใดการหยุดชะงักของการผลิตน้ำนมจึงส่งผลรุนแรง งานวิจัยปศุสัตว์บันนีฉบับนี้โดยบี. แอล. มันจูนาถและคณะ ศึกษาแนวโน้มจำนวนสัตว์ระหว่างปี 1977 ถึง 2012 และสัมภาษณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ 280 คน ระหว่างปี 2015 ถึง 2017
นักวิจัยพบว่าจำนวนกระบือบันนีเพิ่มขึ้น 457% ในช่วงที่ศึกษา เทียบกับวัวพันธุ์คังเครซที่เพิ่มขึ้น 70% อัตราการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 5.89% สำหรับกระบือ และ 1.78% สำหรับโค ขณะที่จำนวนแพะและแกะลดลงเล็กน้อย งานวิจัยเชื่อมโยงการลดลงของแพะและแกะกับความรุนแรงและระยะเวลาของภัยแล้ง
การหันมาเลี้ยงกระบือมากขึ้นยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอื่นนอกเหนือจากปริมาณฝน นักวิจัยระบุถึงความต้องการวัวลากไถพันธุ์คังเครซในภาคเกษตรที่ลดลง ผลผลิตน้ำนมจากวัวที่ต่ำกว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านสหกรณ์โคนมที่ขยายตัว และการเชื่อมต่อถนนที่ดีขึ้น ตัวเลขโดยประมาณของปี 2012 ระบุว่ากระบือมีสัดส่วน 72% ของปศุสัตว์ทั้งหมด โค 16% แพะ 7% และแกะ 6%
ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลในอดีตของบันนี ไม่ใช่สำมะโนปัจจุบันของคุตช์ทั้งหมด แต่ก็แสดงให้เห็นว่ารายได้ของผู้เลี้ยงสัตว์เชื่อมโยงกับตลาดน้ำนมมากเพียงใด งานวิจัยยังกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากการเลี้ยงสัตว์แบบอพยพไปสู่การเลี้ยงที่เคลื่อนย้ายน้อยลงและตั้งถิ่นฐานถาวรมากขึ้น เมื่อภัยแล้งทำให้รายได้จากน้ำนมในแต่ละวันหยุดชะงัก น้ำและอาหารสัตว์ในท้องถิ่นที่เชื่อถือได้จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ
ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำไม่ได้บอกเรื่องน้ำทั้งหมด
ตัวเลขปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำช่วงต้นเดือนกันยายนใช้วิธีวัดหลายแบบ รายงานหนึ่งระบุว่ามีน้ำอยู่ราว 19% ในอ่างเก็บน้ำชลประทานขนาดกลาง 19 แห่ง และราว 13% ในโครงการชลประทานขนาดเล็ก 170 แห่ง อีกรายงานระบุว่า ณ วันที่ 7 กันยายน อ่างเก็บน้ำ 20 แห่งมีปริมาณน้ำคิดเป็น 23.79% ของความจุรวม และ 18.19% ของปริมาณน้ำส่วนที่นำมาใช้ได้ จำนวนอ่างเก็บน้ำต่างกัน และไม่ควรรวมตัวเลขร้อยละเหล่านี้เป็นตัวเลขเดียวของทั้งเขต
ปริมาณน้ำส่วนที่นำมาใช้ได้ หมายถึงน้ำในอ่างเก็บน้ำที่โดยปกติสามารถสูบออกมาใช้ได้ โดยอยู่เหนือระดับปฏิบัติการขั้นต่ำ ส่วนปริมาณน้ำรวมรวมถึงน้ำที่อยู่ต่ำกว่าระดับนั้นด้วย ดังนั้นร้อยละของปริมาณน้ำรวมอาจดูน่าอุ่นใจกว่าปริมาณน้ำที่พร้อมใช้จริงเพื่อการชลประทานหรือการจัดสรรด้านอื่น
หลังฝนที่ตกในช่วงหลัง มีรายงานว่าโครงการชลประทานขนาดกลาง 20 แห่งได้รับน้ำใหม่เพิ่มขึ้นราว 4.94% แต่ไม่ได้ระบุฐานคำนวณร้อยละดังกล่าว เขื่อนคาราโฆฆาในมุนทรามีน้ำถึง 100.1% ของความจุ ขณะที่อ่างเก็บน้ำอื่นอีกหลายแห่งยังมีน้ำต่ำกว่าความจุมาก การที่เขื่อนแห่งหนึ่งเต็มไม่ได้ยืนยันว่าจะมีน้ำเข้าถึงได้ทั่วทั้งคุตช์
เกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์เรียกร้องความช่วยเหลือผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกับระบบแม่น้ำนรมทา การจัดสรรน้ำต้องคำนึงถึงความต้องการน้ำดื่ม ความสามารถในการส่งน้ำ และที่ตั้งของฟาร์มกับฝูงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ รายงานเดือนกันยายนไม่ได้ยืนยันการจัดสรรน้ำ กำหนดการส่งน้ำ หรือรายชื่อหมู่บ้านที่จะได้รับน้ำเพิ่มเติมสำหรับปศุสัตว์หรือการชลประทาน
เริ่มให้ความช่วยเหลือแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าครอบคลุมเพียงใด
มีรายงานว่า ภายในวันที่ 10 กันยายน ฝ่ายปกครองเปิดคลังแจกจ่ายหญ้า 52 แห่ง ออกบัตร 27,750 ใบ และแจกจ่ายหญ้า 17.35 แสนกิโลกรัม หรือเท่ากับ 1.735 ล้านกิโลกรัม ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม แต่ตัวแทนผู้เลี้ยงสัตว์ระบุว่าเสบียงยังต่ำกว่าความต้องการมาก
ยอดแจกจ่ายเพียงอย่างเดียวไม่อาจยืนยันได้ว่าโครงการจัดหาอาหารสัตว์ให้ปศุสัตว์อย่างเพียงพอหรือไม่ การประเมินเรื่องนี้จำเป็นต้องมีข้อมูลจำนวนสัตว์ที่ได้รับความช่วยเหลือ ระยะเวลาที่ครอบคลุม ปริมาณที่ส่งมอบให้แต่ละครัวเรือน และความสะดวกในการเดินทางจากหมู่บ้านห่างไกลไปยังคลัง จำนวนบัตรไม่ได้หมายความว่าจะตรงกับจำนวนฝูงสัตว์ที่ไม่ซ้ำกัน หรือจำนวนครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลือทั้งหมดเสมอไป
ครอบครัวที่เคลื่อนย้ายยังเป็นความท้าทายในทางปฏิบัติอีกประการหนึ่ง การให้ความช่วยเหลือที่ผูกกับหมู่บ้านแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้นอาจไม่ครอบคลุมฝูงสัตว์ที่กำลังเดินทางหรือไปพักอยู่ที่อื่นชั่วคราว การจัดจุดให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ การเข้าถึงอาหารสัตว์ตามเส้นทางอพยพ และการดูแลรักษาสัตว์ จะช่วยตอบสนองความต้องการที่คลัง ณ จุดเริ่มต้นของการเดินทางไม่อาจดูแลได้เพียงลำพัง
ข้อเสนอรับมือยังรวมถึงการประเมินความเสียหายของพืชผลอย่างรวดเร็ว การชดเชย การสนับสนุนการจ้างงาน และการนำคลังอาหารสัตว์ของรัฐที่มีอยู่มาใช้ทันที ทั้งหมดยังเป็นข้อเสนอแนะ เว้นแต่จะมีการยืนยันโครงการหรือการจัดสรรอย่างเป็นทางการ รายงานเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ได้ระบุวันที่ประกาศภัยแล้งอย่างเป็นทางการ หรือกำหนดเวลาสิ้นสุดของมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุม
แหล่งน้ำที่สูญหายและเหตุผลที่ควรฟื้นฟูในท้องถิ่น
โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของภุชแสดงให้เห็นว่า การส่งน้ำฉุกเฉินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรับมือ มีรายงานจากบัญชีสำรวจระบุว่า จากทะเลสาบ 82 แห่งที่บันทึกไว้ในเมือง ยังเหลืออยู่ 38 แห่ง โดย 6 แห่งอยู่ในสภาพวิกฤต ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงทะเลสาบสูญหายไป 44 แห่ง ข้อกล่าวอ้างในพาดหัวอีกแห่งหนึ่งที่ระบุว่าสูญหาย 54 แห่งขัดแย้งกับการคำนวณนี้ จึงไม่ควรถือเป็นยอดรวมที่ได้รับการยืนยัน
การสำรวจในปี 2010 และ 2011 บันทึกบ่อน้ำเปิด 335 แห่ง โดยมีรายงานว่าปัจจุบัน 21 แห่งใช้การไม่ได้ ตัวเลขในเขตเมืองเหล่านี้ไม่ได้วัดปริมาณน้ำที่มีอยู่ทั่วทั้งคุตช์ แต่บันทึกให้เห็นว่าแหล่งกักเก็บน้ำในท้องถิ่นและการเข้าถึงน้ำใต้ดินในเมืองหลักของเขตเสื่อมถอยลง
รายงานภัยแล้งก่อนหน้านี้ระบุว่า จฮีลและวีร์ดา ซึ่งเป็นระบบเก็บหรือเข้าถึงน้ำจืดแบบดั้งเดิม ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมลงเมื่อชุมชนพึ่งพาท่อส่งน้ำมากขึ้น รายงานเดียวกันบันทึกว่าระบบน้ำประปามีปัญหาไม่สม่ำเสมอ ปริมาณไม่เพียงพอ หรือบางครั้งปนเปื้อน ข้อมูลในอดีตระบุว่า ระหว่างปี 1901 ถึง 1996 เกิดภัยแล้งระดับปานกลางถึงรุนแรง 57 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าการเตรียมพร้อมรับภัยแล้งต้องดำเนินต่อเนื่องในช่วงที่ไม่เกิดวิกฤตด้วย
การฟื้นฟูทุ่งหญ้าก็มีความซับซ้อนไม่แพ้กัน รายงานปี 2019 ประเมินว่าต้นไม้รุกรานพรอซอพิส จูลิฟลอรา ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 60% ของทุ่งหญ้าบันนี ทำให้พื้นที่เลี้ยงสัตว์ลดลง อย่างไรก็ตาม ถ่านที่ทำจากต้นไม้ชนิดนี้ยังสร้างรายได้สำหรับซื้ออาหารสัตว์ งานวิจัยของสภาวิจัยการเกษตรแห่งอินเดียยังเชื่อมโยงการให้โคกินฝักของต้นไม้ชนิดนี้เป็นประจำกับผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพสัตว์ การฟื้นฟูจึงต้องคำนึงถึงทั้งการฟื้นคืนพื้นที่เลี้ยงสัตว์และรายได้ที่ครัวเรือนยังได้รับจากพืชชนิดนี้
โครงการริเริ่มในท้องถิ่นเป็นตัวอย่างของการลงทุนที่ทำได้จริง บ้านเกือบ 50 หลังในภุชได้รับการปรับปรุงหลังคาเพื่อลดการสัมผัสความร้อน ขณะที่ผู้นำชุมชนฟาตมาเบน ฮุสเซนไบ จัต ช่วยจัดตั้งโครงการสร้างบ่อน้ำดื่มในย่านบาปาดายาลู นาการ์ ความพยายามเหล่านี้ไม่อาจทดแทนการช่วยเหลือด้านภัยแล้งได้ แต่แสดงให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพครัวเรือน การเข้าถึงน้ำในท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของชุมชน สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมควบคู่ไปกับการฟื้นฟูบ่อน้ำ การคุ้มครองพื้นที่เลี้ยงสัตว์ส่วนรวม และการจัดตั้งคลังอาหารสัตว์
ประเด็นสำคัญ
- มีรายงานว่าสัตว์มากกว่า 700 ตัวออกจากหมู่บ้านในลักปัต เนื่องจากขาดแคลนหญ้าและน้ำ
- พื้นที่เพาะปลูกลดลงราว 25.8% และพื้นที่เพาะปลูกในปีนี้เกือบ 63% ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก
- มีรายงานว่าปริมาณฝนที่ขาดไปลดลงเหลือราว 34% ณ วันที่ 16 กันยายน แต่แหล่งน้ำในท้องถิ่นและวิถีชีวิตที่สูญเสียไปยังคงเป็นปัญหา
- มีรายงานว่าราคาอาหารสัตว์แห้งเพิ่มขึ้นสองเท่า ขณะที่ปริมาณน้ำนมที่สหกรณ์โคนมซาร์ฮัดรับซื้อในแต่ละวันลดลงราว 20% เมื่อเทียบกับที่คาดไว้
- ทางการเปิดคลังหญ้า 52 แห่งและแจกจ่ายหญ้า 1.735 ล้านกิโลกรัมภายในวันที่ 10 กันยายน แต่ตัวแทนผู้เลี้ยงสัตว์ระบุว่ายังต้องการมากกว่านี้
- ตัวเลขปริมาณฝนและข้อกล่าวอ้างเรื่องจำนวนทะเลสาบที่สูญหายในภุชยังมีข้อขัดแย้งที่ไม่ได้รับการคลี่คลาย
- การช่วยเหลือเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับการจัดหาอาหารสัตว์ น้ำสำหรับปศุสัตว์ การประเมินความเสียหายของพืชผลที่เชื่อถือได้ และความช่วยเหลือที่เข้าถึงครอบครัวที่กำลังอพยพ






