หุ้นโซลร่วงเข้าใกล้ระดับ 6,400 หลังหุ้นชิปชั้นนำปรับตัวลง
ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลงกว่า 3% ในวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2026 ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นต่อเนื่อง และข้อโต้แย้งเกี่ยวกับตัวเลขรายได้ของ OpenAI สร้างความกังวลให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งมีสัดส่วนสูงในตลาด การปรับลงเกิดขึ้นพร้อมกับที่นักลงทุนเผชิญราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง
สารบัญ
- หุ้นโซลร่วงเข้าใกล้ระดับ 6,400 หลังหุ้นชิปชั้นนำปรับตัวลง
- พัฒนาการของการปรับลงในช่วงเช้า
- ตัวเลขรายได้ OpenAI วัดอะไรกันแน่
- เหตุใดข้อโต้แย้งทางบัญชียังกระทบหุ้นเซมิคอนดักเตอร์
- แรงขายจากต่างชาติปะทะตลาดที่กระจุกตัวในหุ้นสองตัว
- แรงขาดทุนของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ส่งต่อมายังโซล
- น้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มแรงกดดันอีกด้าน
- ผลประกอบการช่วยให้บางบริษัทต้านทานการปรับลง
- ประเด็นที่นักลงทุนยังต้องตรวจสอบ
- ประเด็นสำคัญ
เมื่อเวลา 10:24 น. ดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ 6,419.74 จุด ลดลง 3.11% ตามข้อมูลที่ระบุว่าอ้างอิงจากตลาดหลักทรัพย์เกาหลี ดัชนีเปิดที่ 6,578.17 จุด ลดลง 0.72% หุ้น Samsung Electronics ซื้อขายที่ 255,250 วอน ลดลง 2.67% ขณะที่ SK hynix ร่วง 4.28% มาอยู่ที่ 1,609,000 วอน
รายงานความเคลื่อนไหวช่วงเช้าฉบับถัดมาระบุว่า KOSPI อยู่ที่ 6,429.07 จุด ลดลง 2.97% หลังแตะระดับต่ำสุดระหว่างวัน 6,417.13 จุด หรือลดลง 3.15% ระดับต่ำสุดดังกล่าวทำให้ดัชนีอยู่เหนือ 6,400 จุดเพียง 17.13 จุด ตลาดกำลังมุ่งสู่การปรับลงติดต่อกันเป็นวันที่สี่ แม้ตัวเลขช่วงเช้าจะยังไม่ยืนยันผลการซื้อขายตอนปิดตลาด
ประเด็นที่สร้างความกังวลโดยตรงคือส่วนต่างราว 20,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่างรายได้ต่อปีที่คำนวณจากอัตรารายได้ล่าสุดของ OpenAI ซึ่งเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ กับตัวเลข 70,000 ล้านดอลลาร์ที่นักลงทุนพูดถึงก่อนหน้านี้ ตัวเลขที่ต่ำกว่าคิดเป็นราว 28.6% ของตัวเลขที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบนี้ไม่ได้ยืนยันว่ารายได้ลดลง คำอธิบายมุ่งไปที่ขอบเขตทางบัญชีที่ต่างกันและวิธีนับรายได้ที่เกิดผ่านพันธมิตรคลาวด์
ตลาดโซลกลับมาเปิดซื้อขายอีกครั้งหลังวันฮันกึลวันที่ 9 ตุลาคม นักลงทุนจึงต้องรับมือทั้งการร่วงลงอย่างหนักของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีและการฟื้นตัวบางส่วนในวันศุกร์ จังหวะดังกล่าวช่วยอธิบายว่าทำไมหุ้นชิปเกาหลีจึงอ่อนตัว แม้วอลล์สตรีทปิดวันศุกร์ในแดนบวก
พัฒนาการของการปรับลงในช่วงเช้า
ดัชนีลดลง 158.43 จุด ระหว่างระดับเปิดตลาดกับตัวเลขเมื่อเวลา 10:24 น. ข้อมูลช่วงเช้าหลายช่วงสะท้อนทิศทางการซื้อขายโดยรวม แต่ไม่ควรถือเป็นบันทึกความเคลื่อนไหวของตลาดทั้งหมด
- 8 ตุลาคม: รายงานระบุว่ารายได้ต่อปีของ OpenAI ที่คำนวณจากอัตรารายได้ล่าสุดเข้าใกล้ 50,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน ต่ำกว่าตัวเลข 70,000 ล้านดอลลาร์ที่เคยมีการพูดถึง
- 9 ตุลาคม: ตลาดเกาหลีปิดทำการเนื่องในวันฮันกึล ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ฟื้นตัวจากการขาดทุนบางส่วนในวันพฤหัสบดี
- 12 ตุลาคม ช่วงเปิดตลาด: KOSPI เปิดที่ 6,578.17 จุด ลดลง 0.72%
- 9:15 น.: มีรายงานว่าดัชนีอยู่ที่ 6,474.95 จุด ลดลง 2.28%
- 9:58 น.: ดัชนีอยู่ที่ 6,471.57 จุด ลดลง 2.33%
- 10:24 น.: KOSPI อยู่ที่ 6,419.74 จุด ลดลง 3.11%
- รายงานช่วงเช้าฉบับถัดมา ซึ่งเผยแพร่เวลา 11:40 น.: ระบุดัชนีที่ 6,429.07 จุด และจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 6,417.13 จุด
ดัชนี KOSDAQ ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีก็อ่อนตัวเช่นกัน ข้อมูลช่วงก่อนหน้าระบุว่าดัชนีอยู่ที่ 879.5 จุด ลดลง 1.4% ส่วนรายงานฉบับถัดมาระบุว่าอยู่ที่ 859.62 จุด ลดลง 3.66% หลังลงไปต่ำสุดที่ 858.55 จุด ดัชนีเปิดที่ 885.53 จุด ลดลง 0.76%
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแรงขายขยายวงเกินกว่าบริษัทชิปขนาดใหญ่ที่สุด ในตลาด KOSDAQ มีรายงานว่านักลงทุนต่างชาติและสถาบันขายสุทธิ 64,400 ล้านวอนและ 31,000 ล้านวอนตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 97,600 ล้านวอน
ตัวเลขรายได้ OpenAI วัดอะไรกันแน่
ประมาณการรายได้ต่อปีคำนวณว่าบริษัทจะมีรายได้เท่าใดในหนึ่งปี หากยอดขายในช่วงล่าสุดยังดำเนินต่อไปในอัตราเดิม ตัวเลขนี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากับรายได้ที่เกิดขึ้นจริงตลอดปีงบการเงิน และไม่ใช่กำไรหรือเงินสดที่มีไว้ใช้จ่าย
รายงานต่างๆ อธิบายตัวเลขของ OpenAI ไม่ตรงกัน บางรายเรียกตัวเลข 50,000 ล้านดอลลาร์ว่าเป็นรายได้ต่อปีที่คำนวณจากยอดขายถึงเดือนกันยายน ขณะที่อีกรายระบุว่าเป็นประมาณการรายได้ทั้งปี นอกจากนี้ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับที่มาของตัวเลข 70,000 ล้านดอลลาร์ด้วย บางรายระบุว่ามีการส่งสัญญาณตัวเลขดังกล่าวให้นักลงทุนทราบ ขณะที่อีกรายกล่าวว่า OpenAI ไม่ได้ให้ตัวเลขนี้โดยตรง แต่เกิดจากการนำไปเปรียบเทียบกับ Anthropic ซึ่งเป็นคู่แข่ง
รายงานอีกฉบับระบุว่า OpenAI แจ้งนักลงทุนในการนำเสนอข้อมูลทางการเงินว่า รายได้ต่อปีที่คำนวณจากอัตรารายได้ล่าสุดอยู่ที่ราว 50,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้กล่าวว่า ตัวเลข 68,000 ล้านดอลลาร์ที่มีการรายงานอย่างแพร่หลายรวมรายได้ขั้นต้นจากพันธมิตรของ OpenAI เพื่อให้เปรียบเทียบกับ Anthropic ได้โดยตรงมากขึ้น มีรายงานว่าการนำเสนอดังกล่าวยังระบุว่าอัตราการเติบโตของรายได้รวมอยู่ที่ 77% ในไตรมาสสาม และอัตราการเติบโตของรายได้จากธุรกิจองค์กรอยู่ที่ 107% ในช่วงเดียวกัน คำอธิบายนี้ระบุช่วงเวลาของตัวเลข 50,000 ล้านดอลลาร์และขอบเขตที่กว้างกว่าของตัวเลข 68,000 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าใครเป็นผู้จัดทำประมาณการ 70,000 ล้านดอลลาร์ในตอนแรก
วันที่ในรายงานก็แตกต่างกันเล็กน้อย หลายรายระบุว่ามีการเปิดเผยหรือรายงานข้อมูลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ขณะที่อีกรายระบุว่าข้อถกเถียงเรื่องรายได้เกิดขึ้นวันที่ 9 ตุลาคม รายงานฉบับถัดมาระบุว่า OpenAI ยืนยันว่ารายได้ต่อปีที่คำนวณจากอัตรารายได้ล่าสุดจะแตะ 70,000 ล้านดอลลาร์ภายในปีนี้ หากไม่มีหลักเกณฑ์รายงานที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน ก็ยังไม่อาจนำข้อความเหล่านี้มารวมเป็นประมาณการรายได้ชุดเดียวที่ยืนยันได้
ความแตกต่างทางบัญชีหลักอยู่ที่ยอดขายผ่านพันธมิตรคลาวด์ มีรายงานว่า Anthropic นับยอดขายให้ลูกค้าผ่านบริการอย่าง Amazon Web Services และ Google Cloud แล้วบันทึกค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้พันธมิตรเป็นต้นทุน ส่วน OpenAI ใช้วิธีวัดที่แคบกว่า โดยนับส่วนแบ่งรายได้จากยอดขายของพันธมิตร แทนที่จะนับยอดชำระทั้งหมดจากลูกค้า
รายงานบางฉบับอธิบายความแตกต่างนี้อย่างย่อว่า Anthropic รวมยอดขายผ่านพันธมิตรคลาวด์ ส่วน OpenAI ไม่นับ ทั้งสองคำอธิบายชี้ไปที่ปัญหาเดียวกันในการเปรียบเทียบ นั่นคือยอดรายได้สองตัวเลขอาจครอบคลุมมูลค่ากิจกรรมทางธุรกิจเดียวกันในสัดส่วนต่างกัน ยอดรายงานที่สูงกว่าไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าอุปสงค์แข็งแกร่งกว่าหรือทำกำไรได้ดีกว่า
ประมาณการ 70,000 ล้านดอลลาร์ยังถูกโยงกับตัวเลขก่อนหน้าที่ 40,000 ล้านดอลลาร์ และคำกล่าวของ OpenAI ว่ารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 70% นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม รายงานไม่ตรงกันว่าตัวเลข 40,000 ล้านดอลลาร์หมายถึงผลการดำเนินงานในเดือนกรกฎาคมหรือเป็นตัวเลขจากรายงานในเดือนสิงหาคม เมื่อนำการเติบโต 70% ไปคำนวณจาก 40,000 ล้านดอลลาร์ จะได้ 68,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้กับช่วงคาดการณ์ 68,000 ล้านถึง 70,000 ล้านดอลลาร์ที่ระบุในรายงานอีกฉบับ แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อตัวเลขทั้งสองใช้ขอบเขตเดียวกัน
เหตุใดข้อโต้แย้งทางบัญชียังกระทบหุ้นเซมิคอนดักเตอร์
นักลงทุนใช้การเติบโตของรายได้จากผู้พัฒนา AI รายใหญ่เป็นสัญญาณหนึ่งเพื่อประเมินอุปสงค์ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล หากคาดการณ์การเติบโตดังกล่าวอ่อนลง ตลาดก็อาจทบทวนแนวโน้มการใช้จ่ายที่จะส่งต่อไปยังผู้ผลิตชิปและซัพพลายเออร์รายอื่น แม้ยังไม่มีบริษัทใดประกาศลดคำสั่งซื้อก็ตาม
ความแตกต่างนี้สำคัญในกรณีนี้ ข้อถกเถียงเรื่องรายได้ถูกอธิบายว่าเป็นปัญหาด้านวิธีวัด ไม่ใช่หลักฐานว่ายอดขายหดตัวจริง อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างตัวเลขพาดหัวเปิดโอกาสให้นักลงทุนพิจารณาอีกครั้งว่าราคาหุ้นได้สะท้อนการเติบโตที่สูงเกินไปหรือไม่
ฮัน จี-ยอง นักวิเคราะห์จาก Kiwoom Securities มองว่าข้อโต้แย้งนี้เกิดจากขอบเขตการรวบรวมรายได้ที่ต่างกัน ไม่ใช่ยอดขายที่ลดลง เขายังเตือนว่านักลงทุนกำลังให้อภัยผลประกอบการของบริษัท AI น้อยลง:
จำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความอ่อนไหวที่เพิ่มขึ้นต่อคุณภาพของผลประกอบการในช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาสสาม
ในบริบทนี้ คุณภาพของผลประกอบการหมายถึงการมองให้ไกลกว่าตัวเลขรายได้หรือกำไรที่สูง โดยพิจารณาว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นได้อย่างไร จะเกิดซ้ำได้หรือไม่ และทางเลือกทางบัญชีส่งผลต่อการเปรียบเทียบอย่างไร คิม จู-ยอน นักวิเคราะห์จาก Mirae Asset Securities ก็ระบุเช่นกันว่า การอ่อนตัวของ Samsung Electronics และ SK hynix มาจากนักลงทุนที่กำลังซึมซับความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ซึ่งกลับมาอีกครั้ง
ราคาหุ้นผันผวนตลอดช่วงเช้า เมื่อเวลา 9:16 น. มีรายงานว่า Samsung อยู่ที่ 259,250 วอน ลดลง 1.05% จากราคาปิดหลังเวลาซื้อขายปกติครั้งก่อนของตลาดหลักทรัพย์เกาหลี ส่วน SK hynix อยู่ที่ 1,631,000 วอน ลดลง 2.97% เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคำนวณจากราคาอ้างอิงที่ระบุ ซึ่งอาจต่างจากรายงานอื่น ต่อมา Samsung แตะ 254,000 วอน และ SK hynix ลงไปถึง 1,605,000 วอน
แรงขายจากต่างชาติปะทะตลาดที่กระจุกตัวในหุ้นสองตัว
เมื่อเวลา 10:30 น. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้น KOSPI มูลค่า 566,000 ล้านวอน ขณะที่นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 313,700 ล้านวอน และสถาบันซื้อสุทธิ 69,300 ล้านวอน ตามข้อมูลที่ระบุว่าอ้างอิงจากตลาดหลักทรัพย์เกาหลี การขายสุทธิหมายถึงยอดขายสูงกว่ายอดซื้อในช่วงเวลาที่วัด
รายงานช่วงเช้าฉบับอื่นให้ตัวเลขคนละช่วงเวลา ได้แก่ ต่างชาติขายสุทธิ 699,270 ล้านวอนในรายงานหนึ่ง 161,400 ล้านวอนหลังตลาดเปิดไม่นานในอีกรายงาน และ 356,500 ล้านวอนในรายงานอีกฉบับ ส่วนรายงานฉบับหลังที่เผยแพร่เวลา 11:40 น. ระบุยอดขายสุทธิของต่างชาติที่ 535,200 ล้านวอน เวลาที่สังเกตการณ์และขอบเขตข้อมูลที่อาจต่างกันทำให้ไม่ควรนำตัวเลขเหล่านี้มาบวกกัน
รายงานฉบับหลังยังระบุว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสัญญาฟิวเจอร์ส KOSPI 200 มูลค่า 322,300 ล้านวอน ฟิวเจอร์สเป็นสัญญาที่อิงกับค่าดัชนีในอนาคต ใช้ลดความเสี่ยง ป้องกันความเสี่ยงของสินทรัพย์อื่น หรือเปิดสถานะลงทุนในตลาดได้ ยอดขายสุทธิในฟิวเจอร์สเป็นตัววัดที่แยกจากธุรกรรมซื้อขายหุ้นในตลาดเงินสด
มีรายงานว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิทุกวันทำการในเดือนนั้น โดยรายงานฉบับหลังระบุว่าขายสุทธิติดต่อกันห้าวันซื้อขาย ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้า มีรายงานว่าต่างชาติขายสุทธิ 2 ล้านล้านวอน ขณะที่ KOSPI ร่วง 2.6%
แรงกดดันมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมีรายงานว่า Samsung Electronics และ SK hynix รวมกันมีน้ำหนักมากกว่าครึ่งหนึ่งของ KOSPI การอ่อนตัวของทั้งสองบริษัทจึงอาจมีอิทธิพลมากกว่าการปรับขึ้นของหุ้นอื่น การประเมินตลาดโดยรวมฉบับหนึ่งระบุว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีมูลค่า 4.3 ล้านล้านดอลลาร์ ปริมาณซื้อขายลดลง 70% จากจุดสูงสุดช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และ KOSPI ปรับลง 22% หลังทำผลงานนำดัชนีหลักทั่วโลกในช่วงครึ่งปีแรก
ฟิลลิป วูล หัวหน้าฝ่ายบริหารพอร์ตการลงทุนของ Rayliant Global Advisors กล่าวว่า นักลงทุนเก็บเกี่ยวกำไรจากธีมหุ้นชิปหน่วยความจำที่ทำได้โดยง่ายไปมากแล้ว Rayliant ขายทำกำไรหุ้น AI เกาหลีและถือหุ้นทั้งสองบริษัทในสัดส่วนต่ำกว่าน้ำหนักในดัชนีอ้างอิง การประเมินเดียวกันระบุว่าเงินทุนต่างชาติไหลออกเร็วที่สุดในเอเชีย และชี้ถึงแรงขายที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมจำนวนมากในช่วงฤดูร้อน ตัวเลขภาพรวมเหล่านี้ครอบคลุมช่วงเวลาที่ยาวกว่าการซื้อขายในวันจันทร์
แรงขาดทุนของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ส่งต่อมายังโซล
การซื้อขายในสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีเป็นสัญญาณเตือนโดยตรงต่อนักลงทุนหุ้นชิปเกาหลี ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 27,193.34 จุด ลดลง 1.25% ขณะที่ S&P 500 ร่วง 0.47% มาอยู่ที่ 7,765.36 จุด ส่วน Dow Jones Industrial Average เคลื่อนไหวสวนทาง โดยเพิ่มขึ้น 0.1% สู่ 51,231.64 จุด
รายงานอีกฉบับระบุว่า Nasdaq ลดลง 1.4% ขณะที่บทสรุปอีกฉบับปัดตัวเลขเป็น 1.3% ซึ่งต่างจากรายงานการปิดตลาดโดยละเอียดที่ระบุการลดลง 1.25% อย่างไรก็ตาม ทิศทางในรายงานต่างๆ สอดคล้องกัน คือหุ้นเทคโนโลยีทำผลงานต่ำกว่าตลาด
Nvidia ร่วงราว 2.94% AMD ราว 3.9% Broadcom 4.4% และ Micron ประมาณ 4.8% Oracle ลดลงมากกว่า 5% ใบรับฝากหลักทรัพย์อเมริกันของ SK hynix ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่ใช้แทนหุ้นของบริษัทในตลาดสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 4.35% ถึง 4.4%
ตลาดฟื้นตัวในวันศุกร์ โดย Dow เพิ่มขึ้น 0.83% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.64% เมื่อรวมวันที่ 8 และ 9 ตุลาคม รายงานอีกฉบับระบุว่า Nasdaq ลดลง 0.6% และดัชนี Philadelphia Semiconductor ลดลง 3.8% แม้ Dow เพิ่มขึ้น 0.9% และ S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.1%
หุ้นไม่ได้ปรับลงทั้งหมด Palantir เพิ่มขึ้น 2% ในวันพฤหัสบดีหลัง Goldman Sachs ปรับคำแนะนำลงทุนให้สูงขึ้น ข้อยกเว้นดังกล่าว เมื่อพิจารณาควบคู่กับการปรับขึ้นของ Dow ชี้ว่านักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงในสินทรัพย์บางประเภทใหม่ แทนที่จะขายหุ้นทุกบริษัทอย่างเท่าเทียมกัน
น้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มแรงกดดันอีกด้าน
รายงานต่างๆ ยังเชื่อมโยงความอ่อนแอของตลาดโซลกับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงการโจมตีของกลุ่มฮูตีในซาอุดีอาระเบียที่กลับมาอีกครั้ง ความกังวลเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และความเป็นไปได้ที่อุปทานพลังงานจะหยุดชะงัก รายงานหนึ่งกล่าวถึงการโจมตีสนามบินหลักของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่อีกฉบับกล่าวถึงการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตาย นอกจากนี้ยังมีการอ้างถึงผลกระทบจากพายุเฮอริเคนว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมันที่รายงานแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล รายงานหนึ่งระบุว่า West Texas Intermediate อยู่ที่ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม เพิ่มขึ้น 0.39% อีกรายงานระบุราคาปิดวันพฤหัสบดีที่ 91.49 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.64% และ Brent อยู่ที่ 104.28 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.07% ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลคนละช่วงที่รายงานแยกกัน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงราคาครั้งเดียว
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงสูง ส่งผลให้มีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยได้น้อยลงและอาจเพิ่มแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นยังทำให้พันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนมากขึ้น ซึ่งอาจลดความน่าดึงดูดของหุ้นเติบโตที่มีราคาแพงเมื่อเทียบกัน
มีรายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีและ 30 ปีทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 24 ปีระหว่างสัปดาห์ ข้อมูลช่วงหนึ่งระบุว่าอยู่ที่ 5.227% และ 5.601% ตามลำดับ ขณะที่อีกช่วงระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ 5.24% ในวันศุกร์
รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักกลยุทธ์การลงทุนของ Baird เชื่อมโยงแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยกับต้นทุนพลังงาน:
ท้ายที่สุด ผมคิดว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งมีต้นตอหลักจากพลังงาน เป็นปัจจัยที่ทำให้ท่าทีของเฟดเปลี่ยนไป และยังส่งผลต่อปลายยาวของเส้นอัตราผลตอบแทนในหลายด้านด้วย
ทิศทางค่าเงินวอนที่รายงานมายังไม่สอดคล้องกัน รายงานหนึ่งระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่ 1,335.35 วอนต่อดอลลาร์เมื่อเวลา 11:20 น. พร้อมระบุว่าราคาดอลลาร์เพิ่มขึ้น 6.65 วอน อีกรายงานระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่ 1,337.8 วอน และกล่าวว่าค่าเงินวอนแข็งค่าขึ้น 6.2 วอน ดังนั้นรายงานจึงให้ข้อมูลไม่ตรงกันเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเมื่อเทียบกับราคาปิดครั้งก่อน
ผลประกอบการช่วยให้บางบริษัทต้านทานการปรับลง
LG Energy Solution ปรับขึ้นในข้อมูลช่วงเช้าหลายชุด โดยรายงานการเพิ่มขึ้นอยู่ระหว่าง 0.37% ถึง 1.3% มีรายงานว่ารายได้เบื้องต้นไตรมาสสามทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสที่ 9.6434 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 59% จากปีก่อน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 25.7% เป็น 756,000 ล้านวอน
รายละเอียดแยกอีกชุดระบุว่ากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 339,100 ล้านวอน หลังหักเครดิตภาษีการผลิตในสหรัฐฯ มูลค่า 416,900 ล้านวอน ตัวเลขทั้งสองรวมกันได้ 756,000 ล้านวอนตามยอดรวมที่รายงาน ความแตกต่างนี้ช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพกำไรได้ชัดกว่าตัวเลขพาดหัว โดยเฉพาะเมื่อต้องประเมินผลประกอบการที่ไม่รวมการสนับสนุนจากภาครัฐ
ในทางกลับกัน Samsung Electronics ปรับลง แม้มีรายงานว่ากำไรจากการดำเนินงานเบื้องต้นไตรมาสสามอยู่ที่ 107.4 ล้านล้านวอน ตัวเลขที่สูงผิดปกตินี้ไม่ได้มาพร้อมเอกสารยื่นต่อบริษัทที่ยืนยันหลักเกณฑ์การรายงาน จึงควรพิจารณาด้วยความระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของตลาดที่รายงานไว้สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย น้ำมัน และแนวโน้ม AI อาจมีน้ำหนักมากกว่าตัวเลขผลประกอบการที่เป็นบวก
หุ้นอื่นเคลื่อนไหวคละกัน ในข้อมูลแยกแต่ละช่วง Kia เพิ่มขึ้น 0.94% HMM เพิ่มขึ้น 5.29% และ Hyundai Motor เพิ่มขึ้น 0.31% ส่วน Hanwha Aerospace ลดลง 2.58% HD Hyundai Heavy Industries ร่วง 3.91% Samsung Biologics ลดลง 2.63% และ SK Square ลดลงประมาณ 4.4% ถึง 4.7%
ประเด็นที่นักลงทุนยังต้องตรวจสอบ
ประเด็นหลักที่ยังไม่คลี่คลายคือการจัดทำข้อมูลรายได้ของ OpenAI ให้อยู่บนหลักเกณฑ์ที่เปรียบเทียบกันได้ ว่าตัวเลขเป็นอัตรารายได้ต่อปีหรือประมาณการรายได้ทั้งปี รวมธุรกรรมกับพันธมิตรใดบ้าง และใครเป็นผู้จัดทำประมาณการ 70,000 ล้านดอลลาร์ในตอนแรก คำอธิบายที่รายงานไว้สนับสนุนให้ระมัดระวังในการตีความช่องว่างของตัวเลขว่าเป็นอุปสงค์จากลูกค้าที่ลดลง
ขนาดของแผนจัดหาเงินทุนทำให้ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญ มีรายงานว่า OpenAI เริ่มหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการระดมทุนรอบ 30,000 ล้านดอลลาร์ ที่มูลค่าบริษัทประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ หลังการระดมทุนรอบ 122,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม ซึ่งมีรายงานว่าประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 852,000 ล้านดอลลาร์ มีรายงานว่า Anthropic ระดมทุนได้ 65,000 ล้านดอลลาร์ในอีกสองเดือนต่อมาที่มูลค่า 965,000 ล้านดอลลาร์ และอาจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้เร็วที่สุดในเดือนพฤศจิกายน ตัวเลขเหล่านี้เป็นแผนและธุรกรรมที่มีรายงาน ไม่ใช่การยืนยันว่าจะมีการระดมทุนหรือจดทะเบียนในอนาคตตามกำหนดดังกล่าว
มีรายงานเช่นกันว่า SoftBank กำลังหาเงินทุนสูงสุด 100,000 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย หลังลงทุนใน OpenAI ไป 65,000 ล้านดอลลาร์ รายงานการขายพันธบัตรมูลค่า 11,100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนสูงสุด 9.75% สะท้อนต้นทุนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับแผนขยายธุรกิจ AI บางส่วน
สำหรับหุ้นเกาหลี ประเด็นเร่งด่วนถัดไปคือแรงขายจากต่างชาติจะเบาบางลงหรือไม่ และ KOSPI จะยืนเหนือ 6,400 จุดได้ตลอดช่วงบ่ายหรือไม่ ฮันระบุว่าดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ ประจำเดือนกันยายนเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา เพราะอาจส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย แต่ไม่ได้ระบุวันประกาศที่แน่ชัด ผลประกอบการไตรมาสสามจะเป็นอีกบททดสอบของการเติบโตของรายได้ อัตรากำไร และองค์ประกอบของกำไร รายงานช่วงเช้ายังไม่ได้ยืนยันผลปิดตลาดของ KOSPI
ประเด็นสำคัญ
- KOSPI ลดลง 3.11% มาอยู่ที่ 6,419.74 จุดเมื่อเวลา 10:24 น. วันที่ 12 ตุลาคม และทำจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 6,417.13 จุดในเวลาต่อมา
- Samsung Electronics และ SK hynix ปรับลงพร้อมกัน หลังข้อโต้แย้งเรื่องรายได้ของ OpenAI กระทบความเชื่อมั่นต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์
- ส่วนต่างระหว่างตัวเลขราว 50,000 ล้านดอลลาร์กับ 70,000 ล้านดอลลาร์เชื่อมโยงกับขอบเขตการนับรายได้ทางบัญชีที่ต่างกัน ไม่ใช่ยอดขายที่ลดลงซึ่งได้รับการยืนยันแล้ว
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้น KOSPI มูลค่า 566,000 ล้านวอนภายในเวลา 10:30 น. ขณะที่ข้อมูลช่วงอื่นรายงานยอดต่างกัน
- ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงเพิ่มแรงกดดัน ขณะที่ LG Energy Solution ปรับขึ้นหลังรายงานผลประกอบการเบื้องต้นดีขึ้น
- KOSDAQ ลดลง 3.66% ในรายงานช่วงเช้าฉบับถัดมา ขณะที่ผลปิดตลาดและการคำนวณรายได้ OpenAI บนหลักเกณฑ์ที่เปรียบเทียบกันได้ทั้งหมด ยังไม่ได้รับการยืนยัน






