ช่องว่างการเสียชีวิตขนาดใหญ่เบื้องหลังการรักษาที่คุ้นเคย
การปรับปรุงการควบคุมความดันโลหิตให้ครอบคลุมผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ประมาณ 80% อาจป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ประมาณ 518,476 รายต่อปีใน 20 ประเทศ ตามงานวิจัยเบื้องต้นที่ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์ของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2026 ปัจจุบันผู้ใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงในประเทศเหล่านั้นมีเพียงประมาณ 20% ที่ควบคุมความดันโลหิตได้
สารบัญ
- ช่องว่างการเสียชีวิตขนาดใหญ่เบื้องหลังการรักษาที่คุ้นเคย
- สิ่งที่นักวิจัยนำมาเปรียบเทียบ
- บริการในปัจจุบันยังห่างไกลจากเป้าหมาย
- ประเทศที่คาดว่าจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการควบคุมความดันโลหิต
- เหตุใดเกณฑ์ความดันโลหิตจึงสำคัญ
- ยาสแตตินและการดูแลผู้ป่วยเบาหวานก็ให้ประโยชน์อย่างมาก
- การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้ผลด้านการป้องกันมะเร็งสูงสุด
- สิ่งที่ยังไม่แน่ชัดและขั้นตอนต่อไป
- ประเด็นสำคัญ
การวิเคราะห์เปรียบเทียบบริการป้องกัน 6 รายการ และพบว่าการจัดการความดันโลหิตสูงที่ดีขึ้นมีศักยภาพลดการเสียชีวิตได้มากที่สุด การขยายการใช้ยากลุ่มสแตตินอย่างเหมาะสมอาจป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ประมาณ 340,682 รายต่อปี ขณะที่การควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 ให้ดีขึ้นอาจป้องกันได้ 309,520 ราย ส่วนการเพิ่มการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้ได้อีก 206,767 รายต่อปี
ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณจากแบบจำลอง ไม่ใช่จำนวนผู้เสียชีวิตที่ป้องกันได้แล้วจากโครงการรักษา ตัวเลขดังกล่าวบรรยายสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากประเทศต่าง ๆ เพิ่มการเข้าถึงบริการป้องกันที่มีอยู่แล้วอย่างมาก และเพิ่มสัดส่วนผู้ป่วยที่บรรลุเป้าหมายการรักษา ผลการศึกษามาจากบทคัดย่อการประชุมที่ยังไม่ได้ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ
ข่าวประชาสัมพันธ์งานวิจัยของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันระบุว่า สก็อตต์ พิลลา รองศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ในเมืองบัลติมอร์ เป็นผู้บรรยายผลการศึกษา งานวิจัยนี้มีกำหนดนำเสนอในการประชุม Hypertension Scientific Sessions ของสมาคมฯ ที่เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย
สิ่งที่นักวิจัยนำมาเปรียบเทียบ
นักวิจัยคัดเลือก 20 ประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อสูงที่สุด โดยโรคไม่ติดต่อหมายถึงโรคที่ไม่แพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากนั้นสร้างแบบจำลองประชากรที่เข้าเกณฑ์รับบริการ 6 รายการ ได้แก่ การควบคุมความดันโลหิต การใช้ยาสแตตินเมื่อมีข้อบ่งชี้ การควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน และการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก
ค่าประมาณการเข้าเกณฑ์และการใช้บริการที่จำแนกตามอายุและเพศมาจากเครือข่าย Global Burden of Disease, NCD Risk Factor Collaboration, โครงการเฝ้าระวัง STEPwise ขององค์การอนามัยโลก และฐานข้อมูลการตรวจคัดกรองมะเร็งขององค์การฯ จากนั้นนักวิจัยประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตที่อาจป้องกันได้ หากบริการครอบคลุมผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ประมาณ 80% ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงจากระบบสุขภาพชั้นนำในสหรัฐฯ
การเข้าเกณฑ์มีผลต่อการคำนวณ แบบจำลองไม่ได้ตั้งสมมติฐานว่าทุกคนควรได้รับยาสแตตินหรือเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งทุกชนิด แต่ใช้เกณฑ์ตามแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อระบุผู้ป่วยที่ควรได้รับการรักษา รวมถึงอายุและช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตรวจคัดกรอง
ความแตกต่างระหว่างการได้รับบริการกับการควบคุมโรคได้ก็มีความสำคัญเช่นกัน ผู้ป่วยอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงและใช้ยา แต่ความดันโลหิตยังไม่ถึงเกณฑ์เป้าหมาย สำหรับความดันโลหิตและเบาหวาน เป้าหมายในแบบจำลองหมายถึงการควบคุมโรคได้สำเร็จ ไม่ใช่เพียงได้รับใบสั่งยาหรือไปพบแพทย์
บริการในปัจจุบันยังห่างไกลจากเป้าหมาย
ตัวเลขตั้งต้นแสดงให้เห็นขนาดของการขยายบริการที่เสนอ ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีประมาณ 1 ใน 5 ที่มีค่าความดันต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท การใช้ยาสแตตินในผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูงอยู่ที่ 16% ส่วนการตรวจคัดกรองมะเร็งตามข้อบ่งชี้เป็นประจำอยู่ระหว่าง 14% ถึง 26%
ข่าวประชาสัมพันธ์ยังระบุว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 จำนวน 39% มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ถ้อยคำที่ว่า "ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม" ค่อนข้างชวนให้สับสน แต่วิธีการศึกษาระบุว่าเป้าหมายการควบคุมระดับน้ำตาลคือฮีโมโกลบินเอวันซีต่ำกว่า 7.0% ตัวเลขนี้ไม่ควรตีความว่าเป็นสัดส่วนผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอันตราย
การเพิ่มสัดส่วนผู้ที่ควบคุมความดันโลหิตได้จากประมาณ 20% เป็น 80% เท่ากับเพิ่มขึ้น 60 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือเป็น 4 เท่าของสัดส่วนปัจจุบัน ส่วนการเพิ่มการใช้ยาสแตตินจาก 16% เป็น 80% หมายถึงเพิ่มขึ้น 64 จุดเปอร์เซ็นต์ และเป็น 5 เท่าของสัดส่วนปัจจุบัน การเปรียบเทียบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายในสถานการณ์จำลองมีความทะเยอทะยานเพียงใด แม้จะใช้วิธีรักษาที่มีอยู่แล้วก็ตาม
พิลลา รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ กล่าวถึงช่องว่างในการดูแลป้องกันและโอกาสในการปรับปรุงในประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง ดังนี้
แม้ทุกประเทศจะมีช่องว่างอย่างมากในการใช้บริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสำหรับภาวะเหล่านี้ แต่ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างยังมีโอกาสปรับปรุงอีกมาก โดยมีอัตราการควบคุมความดันโลหิตและการจัดการคอเลสเตอรอลสูงในระดับต่ำ รวมทั้งมีการใช้การตรวจคัดกรองมะเร็งน้อยมาก
ประเทศที่คาดว่าจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการควบคุมความดันโลหิต
แบบจำลองประเมินว่า การควบคุมความดันโลหิตที่ดีขึ้นอาจป้องกันการเสียชีวิตได้ 223,282 รายต่อปีในประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน และ 223,655 รายในประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง ตัวเลขทั้งสองต่างกันเพียง 373 ราย
เมื่อรวมกันแล้ว ประเทศในสองกลุ่มนี้คิดเป็น 446,937 รายจากจำนวนผู้เสียชีวิตที่คาดว่าจะป้องกันได้ 518,476 รายผ่านการควบคุมความดันโลหิตสูง หรือประมาณ 86.2% การกระจุกตัวดังกล่าวเป็นหนึ่งในข้อค้นพบที่ชัดเจนที่สุด กล่าวคือ ประโยชน์ส่วนใหญ่ในแบบจำลองอยู่ในสองกลุ่มรายได้ปานกลาง
ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า ผลลัพธ์แบ่งกลุ่มตามการจัดประเภทระดับรายได้ของธนาคารโลก และไม่มีประเทศรายได้ต่ำรวมอยู่ในการศึกษา แม้บางคำอธิบายจะเรียกกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดว่าประเทศรายได้ปานกลาง แต่ข่าวประชาสัมพันธ์ไม่ได้ให้รายชื่อประเทศทั้งหมดหรืออธิบายว่าผู้เสียชีวิตที่คาดว่าจะป้องกันได้อีก 71,539 รายกระจายอยู่ในกลุ่มใด ดังนั้น ตัวเลขจึงรองรับการเปรียบเทียบกลุ่มรายได้ปานกลางตามที่ระบุ แต่ไม่เพียงพอสำหรับจัดอันดับรายประเทศอย่างละเอียด
การคัดเลือกประเทศจากจำนวนผู้เสียชีวิตโดยรวมยังมีผลต่อการตีความด้วย การศึกษามุ่งเน้นประเทศที่มีภาระการเสียชีวิตสูง ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ประชาชนมีความเสี่ยงรายบุคคลสูงที่สุดหรือมีบริการสุขภาพอ่อนแอที่สุด จึงไม่อาจนำผลไปใช้กับทุกประเทศโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้อยู่ในการวิเคราะห์
เหตุใดเกณฑ์ความดันโลหิตจึงสำคัญ
การวิเคราะห์นับว่าควบคุมความดันโลหิตสูงได้เมื่อค่าความดันต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท ซึ่งแตกต่างจากเป้าหมายการรักษาที่ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอทในแนวทางปี 2025 ของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน เรื่องการป้องกัน การตรวจพบ การประเมิน และการจัดการความดันโลหิตสูงในผู้ใหญ่
ค่าความดันโลหิตมีตัวเลขสองค่า ค่าตัวแรกวัดแรงดันขณะที่หัวใจบีบตัว ส่วนค่าที่สองวัดแรงดันระหว่างจังหวะการเต้น หน่วย มม.ปรอท หมายถึงมิลลิเมตรปรอท ผู้ที่มีค่าต่ำกว่า 140/90 อาจนับว่าควบคุมได้ตามแบบจำลองนี้ ทั้งที่ยังสูงกว่าเป้าหมายการรักษาของสมาคมฯ
ดังนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่าการเสียชีวิตที่คาดว่าจะป้องกันได้ 518,476 รายเกิดจากการทำให้ผู้ป่วย 80% มีความดันต่ำกว่า 130/80 แบบจำลองใช้เกณฑ์ที่ผ่อนปรนกว่า ข่าวประชาสัมพันธ์ไม่ได้ให้ค่าประมาณการเสียชีวิตแยกต่างหากสำหรับการบรรลุเป้าหมายที่ต่ำกว่านี้
แดเนียล ดับเบิลยู. โจนส์ ประธานคณะกรรมการจัดทำแนวทางปี 2025 ของสมาคมฯ แสดงความคิดเห็นต่อผลการศึกษา แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัย เขายังเป็นคณบดีและศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี โดยกล่าวถึงประโยชน์ของการบรรลุเป้าหมายการรักษาว่า
การรักษาความดันโลหิตสูงให้ถึงเป้าหมายช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น และมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย การศึกษานี้ควรกระตุ้นให้แพทย์และผู้ป่วยใส่ใจกับการจัดการความดันโลหิตสูงอย่างเหมาะสมมากขึ้น ทั้งด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการใช้ยา
ยาสแตตินและการดูแลผู้ป่วยเบาหวานก็ให้ประโยชน์อย่างมาก
การรักษาด้วยยาสแตตินอยู่ในอันดับสองในบรรดาบริการป้องกัน โดยคาดว่าจะป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 340,682 รายต่อปี ยาสแตตินช่วยลดคอเลสเตอรอลและลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีข้อแนะนำให้รักษา การศึกษานี้ใช้เกณฑ์การเข้าเกณฑ์จากแนวทางภาวะไขมันในเลือดผิดปกติปี 2026 ของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันและวิทยาลัยโรคหัวใจอเมริกัน ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติหมายถึงระดับคอเลสเตอรอลหรือไขมันชนิดอื่นในเลือดที่ผิดปกติ
การควบคุมระดับน้ำตาลอยู่ในอันดับสาม โดยอาจป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 309,520 รายต่อปีในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 แบบจำลองใช้เป้าหมายของสมาคมโรคเบาหวานอเมริกัน คือฮีโมโกลบินเอวันซีต่ำกว่า 7.0% ค่าเอวันซีวัดสัดส่วนของฮีโมโกลบินที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ และสะท้อนระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยในช่วงประมาณ 2 ถึง 3 เดือนก่อนหน้า
ผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่แบบจำลองประเมินครอบคลุมมากกว่าการควบคุมความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม การควบคุมความดันโลหิตให้ค่าประมาณรายบริการสูงที่สุด โดยมากกว่าค่าประมาณของยาสแตติน 177,794 ราย และมากกว่าการควบคุมระดับน้ำตาล 208,956 รายต่อปี
ไม่ควรนำค่าประมาณเหล่านี้มาบวกกันแล้วนำเสนอเป็นประโยชน์รวมที่รับประกันได้ ผู้ป่วยอาจเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีคอเลสเตอรอลสูง และเป็นเบาหวานพร้อมกัน อีกทั้งการรักษาอาจป้องกันผลลัพธ์ที่ทับซ้อนกันได้ ข่าวประชาสัมพันธ์ไม่ได้ระบุว่าความทับซ้อนเหล่านี้จะส่งผลต่อยอดรวมอย่างไร หากขยายบริการทุกประเภทพร้อมกัน
การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้ผลด้านการป้องกันมะเร็งสูงสุด
แบบจำลองคาดว่า การเพิ่มการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้ครอบคลุมผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ประมาณ 80% จะป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้ได้ 206,767 รายต่อปี ในบรรดาบริการตรวจคัดกรองมะเร็ง 3 รายการ การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ช่วยลดการเสียชีวิตได้มากที่สุด รองลงมาคือการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านมตามลำดับ
ข่าวประชาสัมพันธ์ไม่ได้ให้ตัวเลขการเสียชีวิตแยกสำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม จึงรายงานลำดับได้ แต่ไม่อาจระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่ป้องกันได้จากแต่ละรายการ โดยตัวเลขการตรวจคัดกรองตั้งต้นที่ 14% ถึง 26% ก็ไม่ได้แจกแจงตามชนิดมะเร็งในข่าวประชาสัมพันธ์
แบบจำลองใช้ช่วงอายุและความถี่ในการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมกับอายุและเพศตามคำแนะนำของคณะทำงานบริการป้องกันแห่งสหรัฐฯ สถานการณ์ที่นำมาพิจารณาจึงเกี่ยวข้องกับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำในกลุ่มผู้ที่เข้าเกณฑ์ ไม่ใช่การตรวจทุกคน การเสียชีวิตจากมะเร็งที่ป้องกันได้ยังเป็นผลลัพธ์คนละประเภทกับการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ประเมินจากมาตรการด้านความดันโลหิต ยาสแตติน และระดับน้ำตาล
สิ่งที่ยังไม่แน่ชัดและขั้นตอนต่อไป
การศึกษานี้ชี้ให้เห็นขนาดของประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เสนอแผนเพื่อเพิ่มความครอบคลุมหรือการควบคุมให้ถึง 80% และไม่ได้ระบุว่าประเทศต่าง ๆ จะขยายการเข้าถึงบริการ รักษาความต่อเนื่องของการรักษา เพิ่มการเข้าร่วมตรวจคัดกรอง หรือจัดหาเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร
บางประเทศมีข้อมูลการใช้บริการป้องกันจำกัด ทำให้ค่าประมาณตั้งต้นมีความไม่แน่นอน ข่าวประชาสัมพันธ์ไม่ได้ให้ช่วงความไม่แน่นอนของจำนวนผู้เสียชีวิตที่คาดว่าจะป้องกันได้ ดังนั้น ความละเอียดของตัวเลขอย่าง 518,476 ไม่ควรถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความแน่นอนของผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจริง
งานวิจัยนี้ยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น สมาคมโรคหัวใจอเมริกันระบุว่า บทคัดย่อที่นำเสนอในการประชุมวิชาการยังไม่ได้ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และควรถือว่าผลการศึกษาเป็นข้อมูลเบื้องต้นจนกว่าจะมีการตีพิมพ์บทความฉบับเต็มในวารสารที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การตีพิมพ์ในฉบับเสริมของเอกสารการประชุมไม่เท่ากับการประเมินฉบับเต็มดังกล่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุกำหนดการนำเสนอและตีพิมพ์ดังนี้
- 7 ถึง 11 ตุลาคม 2026: การประชุม Hypertension Scientific Sessions ที่เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย
- 11 ตุลาคม 2026 เวลา 10:15 น. ตามเวลาตะวันออก: กำหนดนำเสนอบทคัดย่อหมายเลข 89 ด้วยวาจา
- 17 พฤศจิกายน 2026: กำหนดเผยแพร่บทคัดย่อการประชุมในฉบับเสริมของวารสาร Hypertension
ยังไม่มีการระบุวันตีพิมพ์บทความฉบับเต็ม นักวิจัยเสนอให้ศึกษาต่อถึงแนวทางที่ทำได้จริงในการลดช่องว่างระหว่างการเข้าเกณฑ์ การเข้าถึงบริการ และการรักษาที่ได้ผล ในระหว่างนี้ การศึกษานี้เป็นการเปรียบเทียบประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่หลักฐานว่าโครงการระดับชาติใดโครงการหนึ่งทำให้เกิดประโยชน์ดังกล่าวแล้ว
ประเด็นสำคัญ
- การควบคุมความดันโลหิตให้ได้ในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ประมาณ 80% อาจป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ประมาณ 518,476 รายต่อปีใน 20 ประเทศที่ศึกษา
- ปัจจุบันมีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมโรคได้ประมาณ 20% โดยใช้เกณฑ์ต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท
- ประเทศในสองกลุ่มรายได้ปานกลางคิดเป็นประมาณ 86.2% ของประโยชน์ด้านการควบคุมความดันโลหิตที่คาดการณ์ไว้
- ยาสแตติน การควบคุมระดับน้ำตาล และการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ล้วนมีแบบจำลองที่ประเมินว่าช่วยลดการเสียชีวิตได้มาก
- เกณฑ์ความดันโลหิตในงานวิจัยแตกต่างจากเป้าหมายการรักษาของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันที่ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท
- ผลการศึกษาเป็นข้อมูลเบื้องต้น ไม่รวมประเทศรายได้ต่ำ และไม่ได้เสนอแผนดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม






