ปูตินและคิมร่วมขบวนพาเหรดทหารจีนกับสี: แสดงพลังสามัคคีท้าทายแรงกดดัน

ใช้เวลาอ่าน 8 นาที
ปูตินและคิมร่วมขบวนพาเหรดทหารจีนกับสี: แสดงพลังสามัคคีท้าทายแรงกดดัน

ปูตินและคิมร่วมขบวนพาเหรดทหารจีนกับสี: แสดงพลังสามัคคีท้าทายแรงกดดัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนจะเป็นเจ้าภาพต้อนรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ในขบวนพาเหรดทหารครั้งใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการปรับแนวทางภูมิรัฐศาสตร์และการท้าทายแรงกดดันจากชาติตะวันตก งานดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 3 กันยายน 2025 เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีการยอมแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินอันเป็นสัญลักษณ์ ขบวนพาเหรดครั้งนี้คาดว่าจะเป็นหนึ่งในงานใหญ่ที่สุดของจีนในรอบหลายปี โดยมีกำลังพลหลายหมื่นนาย อาวุธล้ำสมัย และรายชื่อแขกที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพันธมิตรทั่วโลก

สารบัญ
  1. ปูตินและคิมร่วมขบวนพาเหรดทหารจีนกับสี: แสดงพลังสามัคคีท้าทายแรงกดดัน
  2. เหตุใดขบวนพาเหรดครั้งนี้จึงสำคัญ: บริบทและความหมายเชิงสัญลักษณ์
  3. รายชื่อแขก: ใครเข้าร่วม และใครไม่มา
  4. “แนวร่วมแห่งความปั่นป่วน”: กลุ่มใหม่ที่ท้าทายชาติตะวันตก?
  5. ความร่วมมือทางทหารและหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์
  6. การปรากฏตัวที่หาได้ยากของคิม จองอึน: การคำนวณทางการทูต
  7. การปรับปรุงกองทัพจีนให้ทันสมัยจัดแสดงต่อสายตาโลก
  8. นัยทางประวัติศาสตร์และสารชาตินิยม
  9. การไร้เงาชาติตะวันตก: ระเบียบโลกที่แตกแยก
  10. ผลต่อความมั่นคงและการทูตโลก
  11. สรุป

เหตุใดขบวนพาเหรดครั้งนี้จึงสำคัญ: บริบทและความหมายเชิงสัญลักษณ์

ขบวนพาเหรดครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรำลึกประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทางการทูตของประเทศที่เผชิญมาตรการคว่ำบาตรและการโดดเดี่ยวจากชาติตะวันตก การปรากฏตัวของปูตินและคิม ซึ่งต่างเป็นผู้นำประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักเคียงข้างสี ส่งสัญญาณถึงการร่วมกันท้าทายระเบียบโลกที่มีชาติตะวันตกเป็นผู้นำ งานนี้ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการตอบโต้ความพยายามที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ และยุโรปในการโดดเดี่ยวรัสเซียจากกรณีรุกรานยูเครน และกดดันเกาหลีเหนือเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์

ขบวนพาเหรด “วันแห่งชัยชนะ” ของจีนรำลึกถึงการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชีย โดยเฉพาะการยอมแพ้ของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 1945 สำหรับจีน สงครามเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากและการต่อต้านครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคนระหว่างการยึดครองของญี่ปุ่น พรรคคอมมิวนิสต์ใช้วาระครบรอบเช่นนี้เพื่อเสริมสร้างเอกภาพของชาติ และฉายภาพความเข้มแข็งอดทน

รายชื่อแขก: ใครเข้าร่วม และใครไม่มา

กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาลต่างชาติ 26 คนจะเข้าร่วมขบวนพาเหรด ผู้นำจากประเทศตะวันตกขนาดใหญ่ไม่เข้าร่วม โดยมีข้อยกเว้นเพียงคนเดียวคือ โรเบิร์ต ฟิโก นายกรัฐมนตรีสโลวาเกีย ซึ่งการเข้าร่วมสะท้อนความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างอบอุ่นระหว่างรัฐบาลของเขากับรัสเซียและจีน แขกคนสำคัญรายอื่น ได้แก่:

  • อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส
  • มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน
  • ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย
  • อเล็กซานดาร์ วูชิช ประธานาธิบดีเซอร์เบีย
  • มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา
  • อู วอนชิก ประธานรัฐสภาเกาหลีใต้
  • หลี่ จุนหัว รองเลขาธิการสหประชาชาติ

ยูกิโอะ ฮาโตยามะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะเข้าร่วมด้วย แต่จะไม่มีผู้แทนอย่างเป็นทางการจากอิตาลีหรือเยอรมนี ซึ่งเป็นอีกสองชาติฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ 2

โฆษณา

“แนวร่วมแห่งความปั่นป่วน”: กลุ่มใหม่ที่ท้าทายชาติตะวันตก?

นักวิเคราะห์เรียกการรวมตัวของผู้นำในกรุงปักกิ่งว่า “แนวร่วมแห่งความปั่นป่วน” ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการบั่นทอนผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก จีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือต่างเผชิญความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และพันธมิตรที่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ยังไม่ได้จัดตั้งพันธมิตรอย่างเป็นทางการ ความร่วมมือของทั้งสามประเทศเป็นไปในทางปฏิบัติ โดยมีผลประโยชน์ร่วมกันในการสกัดอิทธิพลตะวันตกและสนับสนุนกันทางเศรษฐกิจและการทหารเป็นแรงขับเคลื่อน

รัสเซียซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรนับตั้งแต่รุกรานยูเครนในปี 2022 พึ่งพาจีนอย่างมากเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออกพลังงานและเทคโนโลยี เกาหลีเหนือซึ่งถูกโดดเดี่ยวจากมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติเนื่องจากโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ พึ่งพาจีนสำหรับการค้าส่วนใหญ่ โดยข้อมูลการค้าระบุว่าในปี 2023 การค้ากับจีนคิดเป็นราว 97% อิหร่านและเมียนมาซึ่งต่างถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร ก็มีจีนเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจสำคัญเช่นกัน

ความร่วมมือทางทหารและหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

ขบวนพาเหรดจัดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างประเทศเหล่านี้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในปี 2024 ปูตินและคิมลงนามสนธิสัญญาป้องกันประเทศครั้งสำคัญในกรุงเปียงยาง โดยให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือทางทหารทันทีหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจมตี มีรายงานว่าเกาหลีเหนือส่งยุทธปัจจัยและแม้กระทั่งกำลังพลให้รัสเซียเพื่อทำสงครามในยูเครน แลกกับอาหาร น้ำมัน และเทคโนโลยีอาวุธ จีนยังคงซื้อพลังงานจากรัสเซียและจัดหาเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและการทหาร ซึ่งสามารถสนับสนุนกองทัพรัสเซียได้ แม้จะวางตัวเป็นกลางอย่างเป็นทางการต่อความขัดแย้งในยูเครน

ลีฟ-เอริก อีสลีย์ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวาในกรุงโซล อธิบายว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับจีนได้รับผลกระทบจากความร่วมมือที่ผิดกฎหมายระหว่างเปียงยางกับมอสโก แม้การสนับสนุนทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ”
โฆษณา

การปรากฏตัวที่หาได้ยากของคิม จองอึน: การคำนวณทางการทูต

การเข้าร่วมของคิม จองอึนมีความสำคัญเป็นพิเศษ นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2011 คิมแทบไม่เดินทางไปต่างประเทศ และไม่เคยเข้าร่วมงานพหุภาคีในระดับนี้ การเยือนจีนครั้งล่าสุดของเขาเกิดขึ้นในปี 2019 และนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด เขาเดินทางออกจากเกาหลีเหนือเพียงครั้งเดียว คือการประชุมสุดยอดกับปูตินในรัสเซียตะวันออกไกลเมื่อปี 2023

สำหรับคิม ขบวนพาเหรดครั้งนี้เป็นโอกาสหาได้ยากในการปรากฏตัวบนเวทีโลก และส่งสัญญาณว่าเกาหลีเหนือไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่ชาติตะวันตกต้องการ นอกจากนี้ยังเปิดทางให้เขารักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งมอสโกและปักกิ่ง โดยไม่พึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป นักวิเคราะห์มองว่าคิมต้องการยกระดับสถานะในเวทีนานาชาติ และ 확보การสนับสนุนทางเศรษฐกิจและการทหารให้รัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่เกาหลีเหนือเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองภายในประเทศครั้งใหญ่

เอ็นพีอาร์ระบุว่า “คิมต้องการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประเทศที่สนับสนุนรัสเซียและจีน และนำเสนอตัวเองในฐานะผู้นำของประเทศปกติประเทศหนึ่ง”

ยังมีการคาดการณ์ว่าการเยือนของคิมอาจเกี่ยวข้องกับความพยายามฟื้นฟูการทูตกับโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเคยพบกับเขามาก่อน นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าคิมต้องการซ่อมแซมความสัมพันธ์กับสี เพื่อกลับมาเจรจากับทรัมป์จากจุดยืนที่แข็งแกร่ง

โฆษณา

การปรับปรุงกองทัพจีนให้ทันสมัยจัดแสดงต่อสายตาโลก

ขบวนพาเหรดจะเป็นการแสดงที่จัดวางอย่างมีแบบแผน เผยให้เห็นเทคโนโลยีทางทหารของจีนที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในโอกาสหาได้ยาก กำลังพลมากกว่า 10,000 นาย อากาศยานกว่า 100 ลำ และยุทโธปกรณ์ภาคพื้นดินหลายร้อยชิ้นจะเคลื่อนขบวนผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน เจ้าหน้าที่จีนเน้นย้ำว่าอุปกรณ์ทั้งหมดที่จัดแสดงผลิตในประเทศและอยู่ระหว่างประจำการ โดยระบบจำนวนมากจะเปิดตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก

สิ่งที่คาดว่าจะเป็นไฮไลต์ ได้แก่:

  • อาวุธความเร็วเหนือเสียง
  • เครื่องบินขับไล่ล้ำสมัย
  • ระบบรบกวนอิเล็กทรอนิกส์และระบบป้องกันภัยทางอากาศ
  • ขีปนาวุธยุทธศาสตร์
  • เทคโนโลยีต่อต้านโดรนและป้องกันขีปนาวุธ

ประธานาธิบดีสีจะตรวจแถวกำลังพลร่วมกับแขกผู้มีเกียรติจากต่างประเทศ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้วางรากฐานการปรับปรุงกองทัพจีนให้ทันสมัย ภายใต้การนำของสี กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการทำสงครามด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและการขยายแสนยานุภาพออกไปนอกพรมแดนจีน

นัยทางประวัติศาสตร์และสารชาตินิยม

ช่วงเวลาและสัญลักษณ์ของขบวนพาเหรดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน สงครามต่อต้านญี่ปุ่นเป็นเรื่องเล่ารากฐานของพรรค สะท้อนทั้งบาดแผลและชัยชนะของชาติ การรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะเหนือญี่ปุ่นทำให้สีหยิบยกแนวคิดเรื่องชะตากรรมทางประวัติศาสตร์และเอกภาพขึ้นมา พร้อมส่งสารว่าจีนจะไม่ยอมให้ชาติต่างชาติมาหยามศักดิ์ศรีอีก

ในการแถลงข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ หง เหล่ย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า “จีนพร้อมเดินหน้าทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเกาหลีเหนือต่อไป เพื่อกระชับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือ ส่งเสริมการสร้างสังคมนิยม และร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการผลักดันสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ตลอดจนปกป้องความเป็นธรรมและความยุติธรรมระหว่างประเทศ”
โฆษณา

การไร้เงาชาติตะวันตก: ระเบียบโลกที่แตกแยก

การที่ผู้นำชาติตะวันตกไม่เข้าร่วมขบวนพาเหรดเป็นทั้งภาพสะท้อนและการตอกย้ำความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ประเทศส่วนใหญ่ในสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ปฏิเสธเข้าร่วม โดยอ้างการคัดค้านสงครามของรัสเซียในยูเครนและความกังวลต่อนโยบายต่างประเทศเชิงรุกของจีน ผู้นำสหภาพยุโรปเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมคือโรเบิร์ต ฟิโก ของสโลวาเกีย ซึ่งยังคงรักษาความสัมพันธ์กับมอสโก แม้การกระทำของปูตินจะถูกประณามอย่างกว้างขวางในยุโรป

เรื่องนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากขบวนพาเหรดวันแห่งชัยชนะของจีนในปี 2015 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากนานาชาติหลากหลายกว่า รวมถึงบางประเทศตะวันตก รายชื่อแขกในครั้งนี้สะท้อนว่าภูมิทัศน์โลกเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือมีแนวทางสอดคล้องกันมากขึ้นเพื่อต่อต้านสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นความพยายามของชาติตะวันตกในการปิดล้อมและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

ผลต่อความมั่นคงและการทูตโลก

ขบวนพาเหรดและรายชื่อแขกชี้ให้เห็นถึงการก่อตัวของกลุ่มประเทศที่พร้อมท้าทายอิทธิพลนำของชาติตะวันตกอย่างเปิดเผย แม้ความร่วมมือของพวกเขาจะไม่ได้ปราศจากความขัดแย้ง โดยมีรายงานว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียทำให้ความสัมพันธ์กับจีนตึงเครียด แต่งานครั้งนี้ส่งสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมพักความแตกต่างไว้เพื่อเป้าหมายร่วมกัน

สำหรับสหรัฐฯ และพันธมิตร ขบวนพาเหรดเป็นเครื่องเตือนใจถึงข้อจำกัดของมาตรการคว่ำบาตรและการโดดเดี่ยวทางการทูต แม้เผชิญแรงกดดันมาหลายปี รัสเซียและเกาหลีเหนือก็ยังหาพันธมิตรใหม่และช่องทางหลีกเลี่ยงข้อจำกัดได้ บทบาทของจีนในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศเหล่านี้ทำให้ความพยายามบังคับใช้บรรทัดฐานระหว่างประเทศซับซ้อนยิ่งขึ้น

โฆษณา

สรุป

  • จีนจะจัดขบวนพาเหรดทหารครั้งใหญ่ที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 3 กันยายน 2025 เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีการยอมแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2
  • วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จะเข้าร่วมพร้อมกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการต่อต้านแรงกดดันจากชาติตะวันตก
  • ขบวนพาเหรดจะมีกำลังพลหลายหมื่นนายและเทคโนโลยีทางทหารล่าสุดของจีน สะท้อนอำนาจที่เพิ่มขึ้นของประเทศ
  • ผู้นำชาติตะวันตกส่วนใหญ่คว่ำบาตรงาน โดยนายกรัฐมนตรีสโลวาเกียเป็นผู้นำจากสหภาพยุโรปเพียงคนเดียวที่เข้าร่วม
  • การรวมตัวครั้งนี้สะท้อนการก่อตัวของกลุ่มประเทศใหม่ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า “แนวร่วมแห่งความปั่นป่วน” ที่ท้าทายระเบียบโลกซึ่งมีชาติตะวันตกเป็นผู้นำ
  • การเข้าร่วมของคิม จองอึนถือเป็นครั้งแรกที่เขาร่วมงานพหุภาคี ส่งสัญญาณถึงความพยายามของเกาหลีเหนือในการยกระดับสถานะระหว่างประเทศและ 확보การสนับสนุนจากจีนและรัสเซีย
  • งานนี้สะท้อนความสัมพันธ์ทางทหารและเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ แม้ยังมีความตึงเครียดและผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันอยู่
  • ขบวนพาเหรดเป็นทั้งการรำลึกประวัติศาสตร์และสารที่ส่งถึงทั่วโลกว่า จีนและหุ้นส่วนจะไม่ยอมถูกโดดเดี่ยวหรือข่มขู่ด้วยมาตรการคว่ำบาตรและคำวิจารณ์จากชาติตะวันตก
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ