ยักษ์ใหญ่ชิปเกาหลีเร่งลงทุนในจีน ขณะวิกฤตหน่วยความจำ AI ทวีความรุนแรง

ใช้เวลาอ่าน 13 นาที
ยักษ์ใหญ่ชิปเกาหลีเร่งลงทุนในจีน ขณะวิกฤตหน่วยความจำ AI ทวีความรุนแรง

วิกฤตอุปทานครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

กระแสบูมปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกจุดชนวนให้เกิดภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำอย่างรุนแรง ส่งผลให้ภูมิทัศน์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เปลี่ยนแปลงไป และบีบให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ยากลำบาก Samsung Electronics และ SK hynix ซึ่งครองตลาดชิปหน่วยความจำทั่วโลกรวมกันราวสองในสาม กำลังเพิ่มการลงทุนในโรงงานผลิตของตนในจีนอย่างมาก แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะทวีความรุนแรงและสหรัฐฯ เข้มงวดมาตรการควบคุมการส่งออกมากขึ้น การเคลื่อนไหวนี้เป็นการตอบสนองอย่างคำนวณมาแล้วต่อวิกฤตอุปทานที่ทำให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถตอบสนองความต้องการจากศูนย์ข้อมูล AI ได้ ขณะเดียวกันก็กระทบตลาดสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจนขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญ

สารบัญ
  1. วิกฤตอุปทานครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
  2. ฟื้นฟูฐานการผลิตเดิม
  3. ความตึงเครียดเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง
  4. ตลาดผู้บริโภคเริ่มได้รับผลกระทบ
  5. การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของตลาด
  6. สรุปประเด็นสำคัญ

นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมระบุว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นภาวะขาดแคลนหน่วยความจำรุนแรงที่สุดในรอบ 15 ปี Goldman Sachs เพิ่งปรับเพิ่มประมาณการภาวะอุปทาน DRAM ขาดแคลนในปี 2026 เป็น 4.9 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการทั้งหมด จากประมาณการก่อนหน้าที่ 3.3 เปอร์เซ็นต์ พร้อมคาดการณ์ว่าการขาดแคลน NAND flash จะสูงถึง 4.2 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งนี้ระบุว่าตลาดกำลังเผชิญภาวะตึงตัวที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2000 วิกฤตอุปทานครั้งนี้เกิดจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งทำให้ความต้องการหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) พุ่งขึ้นอย่างไม่รู้จักอิ่ม ชิปชนิดพิเศษนี้ทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลกราฟิกในศูนย์ข้อมูลที่ใช้รันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ชิป HBM ซ้อนกันในแนวตั้งเป็นโครงสร้างสามมิติ เพื่อให้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็วตามที่การประมวลผล AI ต้องการ จึงมีความซับซ้อนและมูลค่าสูงกว่าผลิตภัณฑ์หน่วยความจำทั่วไปมาก

เมื่อผู้ผลิตให้ความสำคัญกับชิ้นส่วน AI ที่ทำกำไรได้สูง การผลิตชิปหน่วยความจำทั่วไปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภคก็ลดฮวบ ภาวะขาดแคลนครอบคลุมหน่วยความจำแทบทุกประเภท ตั้งแต่ชิปแฟลชที่ใช้ในไดรฟ์ USB ไปจนถึง DRAM ขั้นสูงที่ใช้ในเซิร์ฟเวอร์ ข้อมูลจาก TrendForce บริษัทวิจัยตลาดระบุว่า ราคาบางกลุ่มเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยคาดว่าราคา DRAM ตามสัญญาจะเพิ่มขึ้น 55 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสปัจจุบัน วิกฤตสองด้านนี้เสี่ยงผลักดันราคาอุปกรณ์ให้สูงขึ้น ทำให้โครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ล่าช้า และอาจชะลอการเพิ่มผลิตภาพจาก AI ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนเรื่องภาษีการค้า

โฆษณา

ฟื้นฟูฐานการผลิตเดิม

Samsung Electronics ลงทุน 465.4 พันล้านวอน หรือประมาณ 308.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในโรงงานผลิตชิปที่เมืองซีอาน มณฑลส่านซี เมื่อปี 2025 เพิ่มขึ้น 67.5 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า ตามรายงานประจำปีของบริษัทที่ยื่นต่อสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำเพียงแห่งเดียวของ Samsung ในต่างประเทศ และผลิต NAND flash ราว 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดทั่วโลกของบริษัท การลงทุนดังกล่าวเป็นการกลับมาใช้จ่ายครั้งสำคัญ หลังหยุดลงทุนไปสี่ปีระหว่างปี 2020 ถึง 2023 โดยบริษัทชะลอรายจ่ายฝ่ายทุนในโรงงานแห่งนี้เป็นส่วนใหญ่ หลังจากลงทุน 698.4 พันล้านวอนในปี 2019

SK hynix ใช้กลยุทธ์ขยายการดำเนินงานในจีนอย่างเข้มข้นยิ่งกว่า บริษัทลงทุน 581.1 พันล้านวอนในโรงงานที่เมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู เพิ่มขึ้น 102 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน และทุ่มเงิน 440.6 พันล้านวอนให้กับโรงงานในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง เพิ่มขึ้น 52 เปอร์เซ็นต์จากระดับปี 2024 โรงงานอู๋ซีผลิต DRAM มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมดของ SK hynix ส่วนโรงงานต้าเหลียนเป็นฐานการผลิต NAND หลักของบริษัท เช่นเดียวกับ Samsung SK hynix ไม่ได้ลงทุนในโรงงานทั้งสองแห่งในจีนเลยในปี 2023 ก่อนจะเพิ่มการใช้จ่ายอย่างมากในช่วงสองปีที่ผ่านมาเพื่อรับมือกับภาวะอุปทานขาดแคลน

การตัดสินใจขยายโรงงานเดิมในจีนแทนการสร้างโรงงานใหม่ในที่อื่นสะท้อนข้อเท็จจริงเชิงปฏิบัติของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โรงงานผลิตสมัยใหม่ต้องใช้เวลาสามถึงห้าปีในการก่อสร้าง ติดตั้งอุปกรณ์ และเริ่มเดินเครื่องเต็มกำลัง เมื่อภาวะขาดแคลนจาก AI เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน การเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่จึงเป็นหนทางเดียวที่ทำได้เพื่อเพิ่มอุปทานอย่างรวดเร็ว โรงงานในซีอานและอู๋ซีต่างมีเงินลงทุนจมอยู่มหาศาล พร้อมห่วงโซ่อุปทานที่ตั้งหลักแล้ว แรงงานฝีมือ และระบบนิเวศการผลิตที่พัฒนาเต็มที่ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างขึ้นใหม่ในที่อื่น

เนื่องจากการสร้างโรงงานใหม่โดยทั่วไปใช้เวลาสามถึงห้าปี การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในฐานการผลิตเดิมของจีนจึงช่วยให้ตอบสนองต่ออุปทานได้รวดเร็วกว่ามาก

Lee Byung-chul นักวิจัยรับเชิญจากสถาบัน Sejong และอดีตรองประธานบริหารของ Samsung Electronics ซึ่งเคยทำงานในบริษัทสาขาของ Samsung ในจีนเป็นเวลา 15 ปี กล่าว เขาระบุว่าบริษัทเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีจำเป็นต้องใช้ฐานการผลิตที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่สหรัฐฯ เข้มงวดมาตรการควบคุมการส่งออกมากขึ้น พร้อมเตือนว่าหากการแข่งขันทวีความรุนแรง บริษัทอาจไม่มีทางเลือกนอกจากพิจารณาปรับสัดส่วนการผลิตในจีนในระยะยาว

โฆษณา

ความตึงเครียดเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง

การลงทุนในจีนที่กลับมาเพิ่มขึ้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีความอ่อนไหวอย่างยิ่ง ในเดือนสิงหาคม 2025 รัฐบาล Biden ยกเลิกสถานะผู้ใช้งานปลายทางที่ผ่านการตรวจสอบ ซึ่งก่อนหน้านี้เปิดทางให้ Samsung และ SK hynix ส่งอุปกรณ์ผลิตชิปที่ผลิตในสหรัฐฯ ไปยังโรงงานในจีนได้โดยไม่มีข้อจำกัด ภายใต้กรอบกำกับดูแลปัจจุบัน ทั้งสองบริษัทต้องขออนุมัติเป็นรายปีเพื่อนำเข้าอุปกรณ์การผลิตของสหรัฐฯ ไปยังจีน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าจะสามารถบำรุงรักษาและยกระดับสายการผลิตในอนาคตได้หรือไม่

การเปลี่ยนนโยบายนี้เป็นพัฒนาการล่าสุดของยุทธศาสตร์วอชิงตันในการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงของจีน สหรัฐฯ ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เพื่อสร้างต้นทุนให้แก่ฝ่ายที่มองเป็นปฏิปักษ์และลดทอนขีดความสามารถทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์และการทหาร Jake Sullivan ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติระบุว่าชิปประมวลผลตรรกะขั้นสูงและชิปหน่วยความจำเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่สหรัฐฯ ต้องรักษาความเป็นผู้นำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากนโยบายเดิมที่มุ่งรักษาความได้เปรียบไว้เพียงสองสามรุ่น

แรงกดดันทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีกหลัง Howard Lutnick รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวเมื่อไม่นานนี้ว่าอาจเรียกเก็บภาษี 100 เปอร์เซ็นต์จากผู้ผลิตชิปหน่วยความจำต่างชาติ หากไม่ให้คำมั่นว่าจะสร้างโรงงานผลิตในสหรัฐฯ ขณะนี้ Samsung กำลังลงทุน 37,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างกลุ่มโรงงานรับจ้างผลิตชิปในเมืองเทย์เลอร์ รัฐเท็กซัส โดยมีกำหนดเริ่มผลิตในปีนี้ ส่วน SK hynix กำลังสร้างโรงงานบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงมูลค่า 3.87 พันล้านดอลลาร์ในเมืองเวสต์ลาฟาแยตต์ รัฐอินเดียนา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มองว่าคำขู่เรื่องภาษีไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากชิปหน่วยความจำเป็นสินค้าโภคภัณฑ์มาตรฐานที่ขายในตลาดเปิด ไม่ใช่ชิ้นส่วนที่ผลิตตามสัญญา จึงอ่อนไหวต่อต้นทุนการผลิตอย่างมาก

รายงานปี 2024 ของสมาคมการค้าระหว่างประเทศเกาหลีระบุว่า การผลิตในสหรัฐฯ มีต้นทุนสูงกว่าเอเชียตะวันออกประมาณ 20 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากค่าแรงสูงกว่า ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ และระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การผลิตหน่วยความจำในสหรัฐฯ เผชิญความท้าทายเป็นพิเศษ เพราะต่างจากธุรกิจโรงงานรับจ้างผลิตชิปที่สามารถนำต้นทุนการผลิตไปเจรจารวมในราคาตามสัญญาได้ ชิปหน่วยความจำเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเป็นตัวกำหนดผลกำไร นี่จึงเป็นเหตุผลที่แม้แต่ Micron Technology ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ เพียงรายเดียว ก็ยังมีฐานการผลิตหลักในญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์ แทนที่จะอยู่ในประเทศ

แม้เผชิญแรงกดดันเหล่านี้ จีนยังเป็นตลาดและฐานการผลิตสำคัญของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์เกาหลี เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนกำลังเดินหน้าดึงดูดการลงทุนเพิ่ม โดย Zheng Shanjie หัวหน้าคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เข้าพบ Lee Jae-yong ประธานกรรมการบริหารของ Samsung Electronics ที่กรุงปักกิ่งเมื่อไม่นานนี้ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทคว้าโอกาสจากการเปิดเศรษฐกิจของจีนและขยายความร่วมมือด้านการลงทุน Lee ตอบว่าจีนยังเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์ระดับโลกของ Samsung ทั้ง Lee และ Kwak Noh-jung ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SK hynix เข้าร่วมการประชุม China Development Forum ที่กรุงปักกิ่งเป็นปีที่สองติดต่อกัน ส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นต่อเนื่องต่อตลาดแห่งนี้ แม้ต้องเผชิญแรงต้านจากภูมิรัฐศาสตร์

ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้ผลิตเกาหลีต้องเผชิญเกิดจากการที่จีนเป็นทั้งตลาดปลายทางขนาดใหญ่สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัท และเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญ Samsung และ SK hynix ผลิตชิปหน่วยความจำป้อนความต้องการภายในประเทศจีนรวมกันประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ผ่านโรงงานในท้องถิ่น หากโรงงานเหล่านี้หยุดชะงัก ผลกระทบจะส่งต่อไปทั่วห่วงโซ่อุปทานโลก ตั้งแต่การผลิตสมาร์ตโฟนไปจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ และอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งบริษัทเกาหลีและระบบนิเวศเทคโนโลยีของจีน

โฆษณา

ตลาดผู้บริโภคเริ่มได้รับผลกระทบ

ขณะที่บริษัท AI เร่งจัดหาหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง การโยกย้ายกำลังการผลิตทำให้หน่วยความจำทั่วไปขาดแคลนอย่างหนัก Park Joon Deok หัวหน้าฝ่ายการตลาด DRAM ของ SK hynix บอกกับนักวิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและอุปกรณ์พกพากำลังประสบปัญหาในการจัดหาหน่วยความจำ เนื่องจากได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากข้อจำกัดด้านอุปทานและความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเซิร์ฟเวอร์ซึ่งอยู่ในระดับสูง ภาวะขาดแคลนทำให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยราคาแผงชิป DDR5 DRAM ในไตรมาสที่สี่ของปี 2025 เพิ่มขึ้น 314 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า ตามข้อมูลของ TrendForce บริษัทวิจัยตลาด

ผลกระทบกำลังลามไปทั่วตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคทั่วโลก ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจีนอย่าง Xiaomi และ Realme เตือนว่าอาจต้องขึ้นราคาโทรศัพท์มือถือ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ภายในกลางปี 2026 เพื่อชดเชยต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น Francis Wong ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Realme India ระบุว่าการขึ้นราคาครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่สมาร์ตโฟนถือกำเนิด โดยผู้ผลิตอาจลดต้นทุนกล้อง หน่วยประมวลผล หรือแบตเตอรี่ได้ แต่ต้นทุนพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องแบกรับไว้ทั้งหมดหรือผลักภาระไปยังผู้บริโภค บริษัทวิจัย IDC และ Counterpoint คาดการณ์ในขณะนี้ว่าการจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะหดตัวอย่างน้อย 2 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ซึ่งกลับทิศจากประมาณการการเติบโตก่อนหน้า ขณะที่ตลาดพีซีคาดว่าจะหดตัว 4.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026 หลังเติบโต 8.1 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อน

ในย่านอิเล็กทรอนิกส์อากิฮาบาระของกรุงโตเกียว ร้านค้าปลีกเริ่มจำกัดการซื้อฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และโซลิดสเตตไดรฟ์เพื่อป้องกันการกักตุน บางร้านจำกัดให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์หน่วยความจำรวมกันได้ไม่เกินแปดชิ้น และรายงานว่าสินค้าหนึ่งในสามหมดสต็อก ราคาแผงหน่วยความจำ DDR5 ขนาด 32 กิกะไบต์ที่เกมเมอร์นิยมซื้อเพิ่มจากราว 17,000 เยนเป็นกว่า 47,000 เยนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ส่วนรุ่นความจุสูง 128 กิกะไบต์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็นประมาณ 180,000 เยน ภาวะขาดแคลนยังทำให้ตลาดรองสำหรับชิปหน่วยความจำรีไซเคิลที่ถอดจากเซิร์ฟเวอร์ศูนย์ข้อมูลปลดระวางเติบโตอย่างคึกคัก ผู้จำหน่ายต่อรายหนึ่งในแคลิฟอร์เนียระบุว่ายอดขายรายเดือนพุ่งจาก 500,000 ดอลลาร์เป็น 800,000 ดอลลาร์หรือมากกว่า ขณะที่คนกลางในฮ่องกงเร่งจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าจีน

แม้ได้ประโยชน์จากราคาเซมิคอนดักเตอร์ที่สูงขึ้น แต่ Samsung เองก็ไม่พ้นผลกระทบจากภาวะตึงตัว กำไรธุรกิจมือถือของบริษัทลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่สี่ โดย TM Roh ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมเตือนว่าปีข้างหน้าจะเป็นปีที่ท้าทาย และยอมรับว่าราคาชิปที่พุ่งสูงจะกระทบต้นทุนการผลิตอุปกรณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทวางแผนเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ Galaxy ที่รองรับ AI เป็นสองเท่า หรือ 800 ล้านเครื่องในปีนี้ แต่เป้าหมายดังกล่าวต้องเผชิญอุปสรรคจากภาวะขาดแคลนชิ้นส่วนที่ฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัทกำลังพยายามแก้ไข มีรายงานว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทั้ง Microsoft, Google, Amazon และ Meta ได้ขอสั่งซื้อหน่วยความจำจากซัพพลายเออร์โดยไม่กำหนดปริมาณสูงสุด โดยเสนอซื้อเท่าที่จัดหาได้ไม่ว่าราคาเท่าใด ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนอย่าง Alibaba, ByteDance และ Tencent ส่งผู้บริหารไปเจรจากับ Samsung และ SK hynix เพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการจัดสรรสินค้า

โฆษณา

การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของตลาด

วิกฤตปัจจุบันเป็นมากกว่าความไม่สมดุลของอุปทานชั่วคราว แต่ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของมุมมองที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีต่อผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ในช่วงต้นปี 2026 มูลค่าตลาดรวมของ Samsung Electronics และ SK hynix แตะ 1.14 ล้านล้านดอลลาร์ แซงมูลค่ารวม 1.07 ล้านล้านดอลลาร์ของยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตจีนอย่าง Alibaba และ Tencent เป็นครั้งแรก หลักชัยนี้ตอกย้ำว่ากระแสลงทุนใน AI เปลี่ยนจากแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานฮาร์ดแวร์ และยกระดับชิปหน่วยความจำจากชิ้นส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์สำคัญที่จำเป็นต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ตลาดการเงินตระหนักแล้วว่าชิปหน่วยความจำกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ต่อการพัฒนา AI ในระดับที่ก้าวพ้นวัฏจักรอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคแบบเดิม ปัจจุบันหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงเป็นคอขวดที่กำหนดประสิทธิภาพโดยรวมของระบบในการฝึกและอนุมาน AI ทำให้ซัพพลายเออร์อย่าง SK hynix ซึ่งจัดหาชิปให้ Nvidia และ Samsung กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบเทคโนโลยีโลก SK hynix รายงานกำไรจากการดำเนินงานสูงกว่า Samsung เป็นครั้งแรกตลอดทั้งปี 2025 โดยได้แรงหนุนจากผลิตภัณฑ์ HBM และ DDR5 สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่มีอัตรากำไรสูง ขณะที่หุ้น Samsung เพิ่มขึ้น 125 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อน ถือเป็นการปรับขึ้นรายปีมากที่สุดในรอบ 26 ปี

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่ารอบขาขึ้นครั้งใหญ่นี้อาจยืดเยื้อนานกว่าการบูมของเซมิคอนดักเตอร์ครั้งก่อน ๆ ขณะที่ช่วงขาขึ้นก่อนหน้าซึ่งเชื่อมโยงกับรอบการเปลี่ยนสมาร์ตโฟนและพีซีมักกินเวลาหนึ่งถึงสองปี นักวิเคราะห์จาก Citigroup และ KB Securities คาดว่าภาวะขาดแคลนครั้งนี้อาจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงขนาดและกำหนดการสร้างโรงงานใหม่ เช่น เฟส 1 ของ Yongin Cluster ของ SK hynix และโรงงานของ Micron ในนิวยอร์ก ตลอดจนบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะสามารถสร้างรายได้จากการลงทุน AI มหาศาลเพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายฝ่ายทุนได้หรือไม่ การเปลี่ยนจากการฝึก AI ไปสู่การอนุมาน การเกิดขึ้นของแอปพลิเคชัน AI ในโลกจริง เช่น รถยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์ ตลอดจนการพัฒนาบริการ AI แบบเอเจนต์ คาดว่าจะขยายความต้องการหน่วยความจำให้กว้างกว่าการใช้งานที่เน้น HBM ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงที่อาจทำให้กระแสบูมปัจจุบันสะดุด เมื่อไม่นานนี้ Google ประกาศว่าอัลกอริทึม TurboQuant สามารถลดความต้องการหน่วยความจำลงเหลือเพียงหนึ่งในหกของระดับปัจจุบัน ซึ่งอาจกระทบความต้องการในระยะยาว หากมีการนำประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้ไปใช้อย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ หากนักลงทุน AI รายใหญ่ เช่น OpenAI หรือ SoftBank เผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนและชะลอการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ภาวะขาดแคลนในปัจจุบันก็อาจพลิกกลับได้อย่างรวดเร็ว SEMI คาดการณ์ว่ายอดขายอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์จะสูงถึง 156 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 แต่ผู้ผลิตยังระมัดระวังไม่ขยายกำลังการผลิตมากเกินไป หลังเคยได้รับผลกระทบจากภาวะขาลงในปี 2018-2019 ซึ่งการเพิ่มกำลังผลิตอย่างรุกหนักทำให้โรงงานต้องหยุดใช้งาน

ในระยะนี้ ผู้ผลิตเกาหลีต้องรับมือกับความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาสินค้าให้ลูกค้า AI พร้อมบริหารภูมิทัศน์ภูมิรัฐศาสตร์อันซับซ้อนที่เป็นภัยต่อฐานการผลิตในจีน การลงทุนในซีอานและอู๋ซีเป็นสะพานสำคัญในการแก้ปัญหาขาดแคลนเฉพาะหน้า แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงดุลยภาพอันเปราะบางที่บริษัทเหล่านี้ต้องรักษาไว้ ระหว่างการให้บริการตลาดโลกกับการหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ ผู้บริหารในอุตสาหกรรมรายหนึ่งระบุว่า ทุกคนกำลังร้องขออุปทาน และการจัดสรรหน่วยความจำไม่ได้อาจทำให้บริษัทไม่สามารถดำเนินงานได้เลย จึงทำให้โรงงานในจีนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แม้จะมีความเสี่ยง

โฆษณา

สรุปประเด็นสำคัญ

  • Samsung Electronics และ SK hynix เพิ่มการลงทุนในโรงงานผลิตชิปในจีน 67.5 เปอร์เซ็นต์และมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ เพื่อรับมือภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ AI ทั่วโลกรุนแรง ซึ่ง Goldman Sachs ระบุว่าหนักที่สุดในรอบ 15 ปี
  • โรงงานในซีอานและอู๋ซีคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต NAND ของ Samsung และมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของการผลิต DRAM ของ SK hynix ทำให้โรงงานเหล่านี้มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลก แม้มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
  • ขณะนี้มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ กำหนดให้ต้องขออนุมัติเป็นรายปีสำหรับการส่งอุปกรณ์ไปยังจีน หลังยกเลิกสถานะผู้ใช้งานปลายทางที่ผ่านการตรวจสอบในเดือนสิงหาคม 2025 ขณะที่วอชิงตันขู่เรียกเก็บภาษี 100 เปอร์เซ็นต์ เว้นแต่บริษัทเกาหลีจะขยายการผลิตในสหรัฐฯ
  • ราคาชิปหน่วยความจำบางประเภทพุ่งขึ้นกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและพีซีต้องขึ้นราคาหรือลดการจัดส่ง โดยคาดว่าปริมาณสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะลดลง 2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026
  • มูลค่าตลาดรวมของ Samsung และ SK hynix แซง Alibaba และ Tencent แตะ 1.14 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังเปลี่ยนตลาดเทคโนโลยีเอเชียและยกระดับชิปหน่วยความจำให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์
  • นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมคาดว่าภาวะขาดแคลนอาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027 แต่ยังมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของการลงทุน AI หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น อัลกอริทึม TurboQuant ของ Google ที่อาจช่วยลดความต้องการหน่วยความจำ
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ