การสืบสวนลับเปิดโปงการฉีดยาอันตรายถึงชีวิตในโรงพยาบาลปากีสถาน ซึ่งอยู่เบื้องหลังการระบาดของเอชไอวีในเด็ก

ใช้เวลาอ่าน 10 นาที
การสืบสวนลับเปิดโปงการฉีดยาอันตรายถึงชีวิตในโรงพยาบาลปากีสถาน ซึ่งอยู่เบื้องหลังการระบาดของเอชไอวีในเด็ก

โรคระบาดเงียบในปัญจาบตอนใต้

โมฮัมเหม็ด อามิน อายุเพียง 8 ขวบตอนที่เสียชีวิต หลังตรวจพบเชื้อเอชไอวีไม่นาน เขามีไข้รุนแรงจนยืนกรานจะออกไปนอนกลางฝนเพื่อให้ผิวที่ร้อนระอุเย็นลง ซุกห์รา แม่ของเขาเล่าว่า ลูกชายดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกโยนลงในน้ำมันร้อน อัสมา พี่สาววัยเพียง 10 ขวบ คุกเข่าอยู่ข้างหลุมศพของเขาในเมืองเตานซา จังหวัดปัญจาบของปากีสถาน เธอจำได้ว่าน้องชายเคยทะเลาะกับเธอ แต่ก็รักเธอมากเช่นกัน ไม่นานหลังโมฮัมเหม็ด อามินติดเชื้อ แพทย์ก็วินิจฉัยว่าอัสมาติดเชื้อเอชไอวีด้วย

สารบัญ
  1. โรคระบาดเงียบในปัญจาบตอนใต้
  2. หลักฐานแฝงตัวชี้อันตรายยังดำเนินต่อ
  3. รูปแบบการปฏิเสธความรับผิดและเบี่ยงประเด็น
  4. วิกฤตระดับชาติจากการฉีดยาที่ไม่ปลอดภัย
  5. ปัจจัยทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ก่ออันตราย
  6. ชีวิตที่ต้องเผชิญผลกระทบ
  7. สิ่งที่ควรรู้

ครอบครัวเชื่อว่าเด็กทั้งสองติดเชื้อระหว่างเข้ารับการรักษาตามปกติที่โรงพยาบาลเตห์ซิล เฮดควอเตอร์ส ซึ่งคนในพื้นที่เรียกกันว่า THQ เตานซา ทั้งสองเป็นเด็ก 2 ใน 331 คนที่ BBC Eye พบว่าตรวจพบเชื้อเอชไอวีในเตานซาระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2024 ถึงตุลาคม 2025 การระบาดครั้งนี้สร้างความเสียหายไปทั่วชุมชนที่พ่อแม่เคยไว้วางใจให้โรงพยาบาลในพื้นที่รักษาลูก ไม่ใช่ทำให้ติดเชื้อไวรัสที่อยู่กับพวกเขาไปตลอดชีวิต

หลังแพทย์จากคลินิกเอกชนรายหนึ่งเชื่อมโยงการระบาดกับ THQ เตานซาเมื่อปลายปี 2024 ทางการท้องถิ่นให้คำมั่นว่าจะปราบปรามอย่างจริงจัง มีคำสั่งพักงานผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของโรงพยาบาลในเดือนมีนาคม 2025 และแต่งตั้ง ดร.กาซิม บูซดาร์ เข้ามาแทน โดยเขาประกาศว่าจะไม่ยอมรับแนวปฏิบัติที่ไม่ปลอดภัยแม้แต่น้อย บูซดาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าการป้องกันเอชไอวีเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญสูงสุด และเจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกอบรมด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้ออย่างเหมาะสมแล้ว

แต่แปดเดือนหลังคำมั่นเหล่านั้น ทีมสืบสวนของ BBC Eye แฝงตัวเข้าไปใน THQ เตานซาเพื่อตรวจสอบว่าสภาพการณ์ดีขึ้นจริงหรือไม่ ระหว่างการถ่ายทำ 32 ชั่วโมงในช่วงหลายสัปดาห์ปลายปี 2025 ทีมงานบันทึกภาพการฉีดยาที่เป็นอันตราย ซึ่งยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้ทางการยืนยันว่ามีการปฏิรูปแล้ว

โฆษณา

หลักฐานแฝงตัวชี้อันตรายยังดำเนินต่อ

ภาพบันทึกเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์นำกระบอกฉีดยากลับมาใช้ซ้ำกับขวดยาแบบใช้ได้หลายครั้งรวม 10 ครั้ง เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของไวรัสอย่างชัดเจน ใน 4 กรณีนี้ มีการนำยาจากขวดเดียวกันซึ่งอาจปนเปื้อนไปฉีดให้เด็กคนละคน ผู้สืบสวนยังบันทึกภาพเจ้าหน้าที่ฉีดยาให้ผู้ป่วยโดยไม่สวมถุงมือปลอดเชื้อ 66 ครั้ง รวมถึงกรณีหนึ่งที่แพทย์ฉีดยาโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีภาพพยาบาลคุ้ยกล่องทิ้งขยะติดเชื้อโดยไม่สวมถุงมือปลอดเชื้อ ซึ่งละเมิดมาตรการความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน

ที่น่าตกใจที่สุดคือภาพพยาบาลหยิบกระบอกฉีดยาที่ใช้แล้วขึ้นมาจากใต้เคาน์เตอร์ ภายในกระบอกยังมีของเหลวจากผู้ป่วยรายก่อน แทนที่จะทิ้งอุปกรณ์ที่ปนเปื้อน เธอกลับส่งให้เพื่อนร่วมงาน ราวกับเตรียมนำไปใช้กับเด็กอีกคน

การทำความเข้าใจว่าเหตุใดแนวปฏิบัติเหล่านี้จึงอันตรายมาก ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าเอชไอวีแพร่เชื้อในสถานพยาบาลได้อย่างไร เมื่อใช้กระบอกฉีดยากับผู้ป่วยที่มีเชื้อเอชไอวี ไวรัสอาจปนเปื้อนทั้งเข็มและกระบอก แม้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะเปลี่ยนเข็มใหม่ แต่การนำตัวกระบอกกลับมาใช้ซ้ำก็อาจถ่ายทอดไวรัสเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ป่วยรายถัดไปผ่านยาที่ฉีดเข้าไป

ดร.อัลตาฟ อาห์เหม็ด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาคลินิกและหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อชั้นนำของปากีสถาน ได้ตรวจสอบภาพจากการสืบสวนลับและอธิบายกลไกการแพร่เชื้อ เขาเตือนว่า “แม้จะใส่เข็มใหม่แล้ว แต่ส่วนท้ายที่เราเรียกว่าตัวกระบอกฉีดยาก็ยังมีไวรัสอยู่ เชื้อจึงแพร่ต่อไปได้แม้จะใช้เข็มใหม่”

ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นมากเมื่อมีการดูดยาจากขวดแบบใช้ได้หลายครั้งหลังนำกระบอกฉีดยากลับมาใช้ซ้ำ หากขวดปนเปื้อน ผู้ป่วยทุกรายที่ได้รับยาจากขวดนั้นก็เสี่ยงสัมผัสเชื้อ ที่ THQ เตานซา เด็กส่วนใหญ่ได้รับยาฉีดผ่านคานูลา ซึ่งเป็นท่อที่สอดเข้าไปในหลอดเลือดดำโดยตรง วิธีนี้ข้ามแนวป้องกันตามธรรมชาติของผิวหนัง ทำให้ยาที่ปนเปื้อนเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันที

ดร.ฟาติมา เมียร์ ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอากา ข่าน ในการาจี วิเคราะห์ภาพบันทึกและพบจุดอ่อนในวงกว้างของการฝึกอบรมด้านการควบคุมการติดเชื้อทั่วปากีสถาน เธอเตือนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนักแน่น

เราต้องเตือนผู้ฉีดยา: พวกคุณกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแพร่โรค

โฆษณา

รูปแบบการปฏิเสธความรับผิดและเบี่ยงประเด็น

เมื่อเผชิญหน้ากับภาพจากการสืบสวนลับ ดร.กาซิม บูซดาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์คนปัจจุบันของ THQ เตานซา ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าภาพดังกล่าวเป็นของจริง เขาอ้างว่าภาพอาจถ่ายก่อนเข้ารับตำแหน่ง หรือเสนอว่าภาพอาจถูกจัดฉากขึ้น แม้มีหลักฐานภาพที่เห็นหอผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเขาเอง เขายังคงยืนยันว่าโรงพยาบาลปลอดภัยสำหรับเด็ก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะฝากข้อความอะไรถึงพ่อแม่ในพื้นที่ บูซดาร์กล่าวว่า “ผมบอกพวกเขาได้อย่างมั่นใจว่า ควรเข้ารับการรักษาที่ THQ เตานซา”

รัฐบาลปัญจาบก็ต่อต้านการตรวจสอบความรับผิดชอบเช่นกัน ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ทางการท้องถิ่นระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานทางระบาดวิทยาที่ผ่านการรับรองซึ่งยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า THQ เป็นแหล่งที่มาของการระบาด แต่กลับชี้ไปที่สถานพยาบาลเอกชนที่ไม่ได้รับการกำกับดูแลและการถ่ายเลือดที่ไม่ได้ตรวจคัดกรองว่าเป็นปัจจัยร่วม โดยอ้างถึงภารกิจร่วมของยูนิเซฟ องค์การอนามัยโลก และหน่วยงานสาธารณสุขระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม BBC Eye ได้รับสำเนารายงานการตรวจสอบของภารกิจร่วมฉบับเดียวกันที่รั่วไหลออกมา ซึ่งจัดทำในเดือนเมษายน 2025 เอกสารดังกล่าวเผยผลการตรวจที่สอดคล้องกับการสืบสวนของ BBC โดยระบุว่าสภาพในห้องฉุกเฉินเด็กน่ากังวลเป็นพิเศษ รายงานบันทึกว่าไม่มียาสำหรับเด็กที่จำเป็น มีการฉีดยาที่ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นทั่วไป มีการนำสารน้ำทางหลอดเลือดดำกลับมาใช้ซ้ำ คานูลาไม่มีฉลากกำกับ และชุดให้น้ำเกลือที่ใช้แล้วถูกทิ้งค้างไว้บนขาตั้ง การล้างมือถูกละเลย อ่างล้างมืออุดตันและไม่มีเจลฆ่าเชื้อให้ใช้

ดร.ตัยยับ ฟารูก จันดิโอ ผู้อำนวยการคนก่อน ถูกพักงานในเดือนมีนาคม 2025 ขณะยอดผู้ติดเชื้อที่ทางการรายงานอยู่ที่ 106 คน ภายในสามเดือน เขากลับมาทำงานกับเด็กอีกครั้งในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การแพทย์อาวุโสที่ศูนย์สุขภาพชนบทในเขตชานเมืองเตานซา ในการให้สัมภาษณ์กับ BBC Eye จันดิโอยืนยันว่าเขาดำเนินการทันทีหลังได้รับแจ้งว่าพบผู้ติดเชื้อเอชไอวี และยืนกรานว่าโรงพยาบาลไม่ใช่ต้นเหตุของการระบาด

โฆษณา

วิกฤตระดับชาติจากการฉีดยาที่ไม่ปลอดภัย

การระบาดในเตานซาไม่ใช่โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียว แต่เป็นบทล่าสุดของการต่อสู้ที่ปากีสถานเผชิญมาอย่างต่อเนื่องกับการฉีดยาที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนทั่วประเทศอย่างน่าตกใจเป็นประจำ ปากีสถานมีอัตราการฉีดยาเพื่อการรักษาสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีการประเมินว่าแต่ละคนได้รับยาฉีดปีละ 8 ถึง 13 ครั้ง ซึ่งสูงกว่าระดับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำมาก

งานวิจัยที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิและตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Epidemiology and Public Health Research ระบุว่า การฉีดยาเพื่อการรักษาในปากีสถานมากกว่า 70% ใช้วิธีการที่ไม่ปลอดภัย ประเทศนี้มีภาระผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสูงเป็นอันดับสองของโลก โดย 44% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมดใน 60 ประเทศตัวแทนที่องค์การอนามัยโลกศึกษามีสาเหตุมาจากการฉีดยาทางการแพทย์ที่ไม่ปลอดภัย

ในปี 2019 เมืองราโตเดโรในจังหวัดสินธ์เผชิญการระบาดของเอชไอวีในเด็กในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งทำให้เด็กติดเชื้อมากกว่า 1,500 คนภายในปี 2021 ดร.อิมราน อาร์บานี แพทย์ผู้เปิดโปงเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวเป็นคนแรก พบประวัติการเข้าคลินิกซ้ำและการฉีดยาหลายครั้งในประวัติการรักษาของเด็กที่ติดเชื้อ จนถึงตอนนี้ หรือหกปีต่อมา ก็ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นที่นั่น

ระหว่างที่ BBC Eye ถ่ายทำในเตานซา ก็เกิดกลุ่มผู้ติดเชื้ออีกกลุ่มขึ้นในเมืองการาจี ที่โรงพยาบาลกุลซูม ไบ วาลิกา ในย่าน SITE Town เด็กที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐแห่งนี้ตรวจพบเชื้อเอชไอวีในเวลาต่อมา หนึ่งในนั้นคือมิกาชา วัย 2 ขวบ สมาชิกครอบครัวรายงานว่าเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลใช้กระบอกฉีดยาอันเดียวกับเด็กหลายคน โดยเติมยาใส่ซ้ำสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

รัฐมนตรีสาธารณสุขของรัฐบาลกลางยืนยันว่า การระบาด 84 รายในเมืองการาจีเกิดจากการนำกระบอกฉีดยาที่ปนเปื้อนกลับมาใช้ซ้ำในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ดร.มุมตาซ เชค ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของโรงพยาบาล ปฏิเสธความเป็นไปได้ดังกล่าวในตอนแรก โดยระบุว่า “แพทย์ที่มีคุณสมบัติจะไม่มีวันนำกระบอกฉีดยากลับมาใช้ซ้ำ ดังนั้นเราจึงไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลรัฐ”

ในระดับประเทศ ปากีสถานกำลังเผชิญการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายปีรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ มีการยืนยันผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 10,000 รายในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2025 และคาดว่ายอดรวมอาจเกิน 14,000 รายเมื่อสิ้นปี แบบจำลองของโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก และยูนิเซฟ ประเมินว่าผู้คนในปากีสถานอาจติดเชื้อเอชไอวีได้มากถึง 40,000 คนภายในสิ้นปี 2025 แม้ส่วนใหญ่จะไม่เคยได้รับการวินิจฉัย เนื่องจากไม่มีระบบคัดกรองที่เป็นระบบ

โฆษณา

ปัจจัยทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ก่ออันตราย

แรงกดดันเชิงโครงสร้างหลายประการผลักดันให้มีการใช้ยาฉีดมากเกินควรและเป็นอันตรายในระบบสาธารณสุขของปากีสถาน ในทางวัฒนธรรม ทั้งผู้ป่วยและผู้ให้บริการมองว่ายาฉีดมีฤทธิ์แรงและได้ผลดีกว่ายารับประทาน ประชาชนมักขอให้ฉีดยาให้ตนเองและลูก เพราะเชื่อว่าจะบรรเทาอาการได้เร็วกว่า ส่วนผู้ประกอบวิชาชีพเอกชนมีรายได้เพิ่มจากการสั่งยาฉีด จึงมีแรงจูงใจทางการเงินให้ฉีดยาที่ไม่จำเป็น

การขาดแคลนทรัพยากรในโรงพยาบาลของรัฐยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยง ยาและเวชภัณฑ์ถูกจัดสรรผ่านระบบโควตาที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดูแล โดยกำหนดปริมาณให้เพียงพอใช้ตลอดทั้งเดือน เมื่อของขาด การลดต้นทุนด้วยวิธีที่เป็นอันตรายจึงแทบเลี่ยงไม่ได้ ระหว่างการถ่ายทำลับที่ THQ เตานซา ผู้สืบสวนพบว่าอุปกรณ์พื้นฐานมักขาดแคลนในหอผู้ป่วย ผู้ป่วยที่พอซื้อพาราเซตามอลชนิดน้ำได้ถูกบอกให้นำมาเอง พยาบาลคนหนึ่งบ่นว่า “พวกเขาให้เราชี้แจงแม้แต่ยาทุกหยด”

ระบบกำกับดูแลแทบไม่ช่วยคุ้มครองประชาชน การรักษาโดยผู้ไม่มีใบอนุญาตยังแพร่หลาย ผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานได้อย่างเสรีทั้งในเขตเมืองและชนบท แม้รัฐบาลปัญจาบอ้างว่าปิดศูนย์รักษาโดยผู้ไม่มีใบอนุญาต 175 แห่งในเตานซาแล้ว แต่รูปแบบในอดีตชี้ว่าการปิดเหล่านี้เป็นเพียงชั่วคราว หลังการระบาดในราโตเดโรเมื่อปี 2019 ทางการปิดคลินิกที่ไม่ได้รับอนุญาตในช่วงแรก แต่คลินิกเหล่านั้นกลับมาเปิดอีกครั้งภายในไม่กี่เดือนหลังได้รับใบรับรอง

ดร.รอฟิก คานานี ประธานสมาคมโรคติดเชื้อแห่งปากีสถาน อธิบายว่า หน่วยงานกำกับดูแลมีอยู่เพียงในเอกสารและในสำนักงาน ในทางปฏิบัติ หน่วยงานเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพ

โฆษณา

ชีวิตที่ต้องเผชิญผลกระทบ

สำหรับเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดในเตานซา ผลกระทบไม่ได้จบลงที่การวินิจฉัยครั้งแรก อัสมา น้องสาววัย 10 ขวบของโมฮัมเหม็ด อามิน น้ำหนักลดลงและต้องรับยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิตจากเชื้อที่เธอไม่ควรได้รับสัมผัส ความรังเกียจที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวีทำให้เพื่อนบ้านมักห้ามลูกของตนเล่นกับเธอ ส่งผลให้เธอต้องโดดเดี่ยวและเจ็บป่วยไปพร้อมกัน

อัสมาถามแม่ว่า “หนูเป็นอะไรไป” เพราะพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดชีวิตของเธอจึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เธอยืนอยู่ข้างหลุมศพพี่ชายและบอกผู้สื่อข่าวว่าเธอคิดถึงเขา และเชื่อว่าตอนนี้เขาอยู่กับพระเจ้าแล้ว แม้จะป่วย แต่เธอก็ตั้งใจเรียนและฝันอยากเป็นหมอเมื่อโตขึ้น

ภาระค่าใช้จ่ายบีบคั้นครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้ว พ่อแม่ต้องเดินทางไปเมืองที่อยู่ไกลเพื่อรับยารักษาเอชไอวีสำหรับเด็กที่ไม่มีในพื้นที่ โดยเสียเงินหลายพันรูปีต่อเที่ยว พ่อคนหนึ่งจากเตานซาบอกผู้สื่อข่าวท้องถิ่นว่า เขาใช้เงินเก็บทั้งหมดเพื่อช่วยชีวิตลูกชาย “หนี้สินของผมพอกพูนขึ้นหลายเท่า ต้องขายวัวเพื่อจ่ายค่าตรวจเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ และค่าถ่ายเลือด” เขากล่าว ครอบครัวไม่เคยนึกเลยว่าจะต้องเผชิญโศกนาฏกรรมเช่นนี้

วิกฤตในเตานซาสะท้อนการล่มสลายของความรับผิดชอบด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะต่อสมาชิกในสังคมที่เปราะบางที่สุด ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและทางการยังคงปฏิเสธความรับผิดชอบ ครอบครัวต่างต้องเผชิญอนาคตที่เต็มไปด้วยค่ารักษาพยาบาล การถูกกีดกันทางสังคม และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่าลูกของพวกเขากลายเป็นเหยื่อของระบบที่มีไว้เพื่อปกป้องพวกเขาได้อย่างไร

โฆษณา

สิ่งที่ควรรู้

  • เด็ก 331 คนในเตานซา ประเทศปากีสถาน ตรวจพบเชื้อเอชไอวีระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2024 ถึงตุลาคม 2025 โดยพบว่าเข็มที่ปนเปื้อนเป็นแหล่งแพร่เชื้อในมากกว่าครึ่งของกรณี
  • การสืบสวนลับของ BBC Eye บันทึกภาพเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล THQ เตานซา นำกระบอกฉีดยากลับมาใช้กับขวดยาแบบใช้ได้หลายครั้ง และฉีดยาให้ผู้ป่วยโดยไม่สวมถุงมือปลอดเชื้อ แม้ผ่านไปแปดเดือนหลังทางการให้คำมั่นว่าจะปฏิรูป
  • ผู้บริหารโรงพยาบาลปฏิเสธว่าภาพบันทึกเป็นของจริง ขณะที่รัฐบาลปัญจาบอ้างว่าไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าโรงพยาบาลเกี่ยวข้องกับการระบาด แม้รายงานที่รั่วไหลออกมายืนยันว่ามีสภาพไม่ปลอดภัย
  • ปากีสถานมีอัตราการฉีดยาเพื่อการรักษาสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีการฉีดปีละ 8 ถึง 13 ครั้งต่อคน และการฉีดมากกว่า 70% ใช้วิธีที่ไม่ปลอดภัย
  • ปากีสถานมีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่มากกว่า 14,000 รายในปี 2025 ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในปีเดียว โดยยังมีรายงานการระบาดในเมืองการาจีและพบผู้ติดเชื้อซ้ำในจังหวัดสินธ์
  • ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้บังคับใช้กระบอกฉีดยาชนิดใช้ครั้งเดียวที่ทำลายตัวเองเมื่อใช้แล้ว เพิ่มเวลาให้บริการผู้ป่วยนอกในคลินิกของรัฐเพื่อลดการพึ่งพาผู้รักษาเถื่อนในภาคเอกชน และส่งเสริมให้ชุมชนกล้าตั้งคำถามต่อแนวปฏิบัติที่ไม่ปลอดภัย
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ