ร้านหนังสืออิสระในฮ่องกงถูกตำรวจบุกค้นเป็นครั้งที่สามในรอบสี่เดือน จับกุม 5 คนข้อหาจำหน่ายสิ่งพิมพ์ «ปลุกระดม»

ใช้เวลาอ่าน 13 นาที
ร้านหนังสืออิสระในฮ่องกงถูกตำรวจบุกค้นเป็นครั้งที่สามในรอบสี่เดือน จับกุม 5 คนข้อหาจำหน่ายสิ่งพิมพ์ «ปลุกระดม»

ปราบปรามวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ

ตำรวจความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงบุกค้นร้านหนังสืออิสระสองแห่งเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2026 จับกุมผู้ต้องหา 5 คนและยึดหนังสือไปหลายกล่อง นับเป็นปฏิบัติการครั้งที่สามในรอบเพียงสี่เดือนที่มุ่งเป้าไปยังธุรกิจจำหน่ายหนังสือซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันในเมืองแห่งนี้ การบุกค้นพร้อมกันที่ร้าน Have A Nice Stay และ Greenfield Book Store ซึ่งตั้งอยู่ในย่านมงก๊กที่มีประชากรหนาแน่นของเกาลูน ถือเป็นการยกระดับล่าสุดของปฏิบัติการที่องค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า กำลังเปลี่ยนฮ่องกงให้เป็นสถานที่ที่ผู้คนอาจถูกดำเนินคดีอาญาได้ เพียงเพราะหนังสือบนชั้นวาง

สารบัญ
  1. ปราบปรามวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ
  2. ร้านหนังสือใจกลางพายุ
  3. แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  4. จุดยืนของรัฐบาล: ไม่มีบัญชีรายชื่อ ไม่มีความชัดเจน
  5. ปฏิกิริยาจากนานาชาติและความเชื่อมโยงกับไต้หวัน
  6. กลไกของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติปี 2024
  7. อนาคตวัฒนธรรมวรรณกรรมของฮ่องกง
  8. ประเด็นสำคัญ

ผู้ถูกจับกุมทั้ง 5 คนประกอบด้วยชายอายุ 37 และ 57 ปี 2 คน และหญิงอายุระหว่าง 30-59 ปี 3 คน ถูกควบคุมตัวในข้อสงสัยว่าฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติปี 2024 ของฮ่องกง ด้วยการ «กระทำโดยมีเจตนาปลุกระดม» เจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าสิ่งพิมพ์ที่ร้านนำมาจัดแสดงและจำหน่ายยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาล เขตอำนาจศาล ระบบตุลาการ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หากถูกตัดสินว่ามีความผิด พวกเขาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี ทั้งหมดได้รับการประกันตัวในอีกสองวันต่อมา คือวันที่ 17 กรกฎาคม ระหว่างรอการสอบสวนเพิ่มเติม แม้กระบวนการทางกฎหมายยังดำเนินต่อไป

การบุกค้นเกิดขึ้นท่ามกลางการปรากฏตัวของตำรวจอย่างชัดเจน ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพีเห็นเจ้าหน้าที่นำตัวหญิงที่ถูกใส่กุญแจมือออกจากร้าน Have A Nice Stay ขึ้นรถตู้ ขณะที่ภาพวิดีโอจากสื่อออนไลน์ The Collective แสดงเหตุการณ์คล้ายกันที่ร้าน Greenfield Book Store ซึ่งอยู่ใกล้กัน โดยเจ้าหน้าที่สวมเสื้อกั๊กติดคำว่า «Police» ขนกล่องวัสดุที่ยึดได้ออกจากร้านทั้งสองแห่ง ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ศุลกากรพบหนังสือที่ถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหาปลุกระดมในพัสดุจากต่างประเทศที่ส่งมายังฮ่องกง จึงส่งเรื่องต่อให้กรมความมั่นคงแห่งชาติ

โฆษณา

ร้านหนังสือใจกลางพายุ

แม้ตำรวจไม่ได้ระบุชื่อร้านอย่างเป็นทางการ แต่รายงานข่าวและคำบอกเล่าของพยานทำให้ทราบตัวร้านเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ร้าน Have A Nice Stay ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 โดยกลุ่มอดีตผู้สื่อข่าว ซึ่งรวมถึง สุม ว่านวา ผู้สื่อข่าวอาวุโส ร้านแห่งนี้เป็นพื้นที่สำหรับหนังสือเกี่ยวกับประชาธิปไตย อำนาจนิยม และความรู้เท่าทันสื่อ ผู้ก่อตั้งหลายคนเคยทำงานให้กับ Stand News สื่อออนไลน์อิสระที่ตำรวจสั่งปิดในปี 2021 การดำรงอยู่ของร้านเป็นความพยายามรักษาพื้นที่เล็กๆ แห่งเสรีภาพทางปัญญาไว้ในสภาพแวดล้อมที่ถูกจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงเวลาที่บุกค้นยิ่งสร้างความสะเทือนใจเป็นพิเศษ เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น คือวันที่ 14 กรกฎาคม ร้าน Have A Nice Stay ประกาศบนสื่อสังคมออนไลน์ว่าจะปิดกิจการถาวรในวันที่ 30 สิงหาคม โดยอ้างปัญหาทางการเงินและสิ่งที่ร้านเรียกว่า «เส้นแบ่งสีแดงที่ยากจะหยั่งรู้» ว่าเนื้อหาใดอาจถูกมองว่าเป็นปัญหา ในข้อความอำลา ร้านระบุว่าไม่อาจอ่านหนังสือทุกเล่มในสต็อกได้ และไม่มีทางตัดสินได้ว่าหนังสือเล่มใดอาจล้ำเข้าสู่เขตต้องห้าม การบุกค้นของตำรวจจึงเร่งให้ร้านปิดตัวเร็วยิ่งขึ้น ทั้งที่เจ้าของเพิ่งตัดสินใจอย่างไม่เต็มใจไปก่อนแล้ว

ร้าน Greenfield Book Store ซึ่งอยู่ใกล้กันมีลักษณะแตกต่างออกไป ตามหน้าเฟซบุ๊ก ร้านจำหน่ายหนังสือจากฮ่องกงและไต้หวัน ครอบคลุมวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ศิลปะ สังคมวิทยา และการพัฒนาตนเอง การมีร้านที่ดำเนินกิจการมายาวนานกว่าและเป็นที่รู้จักในชุมชนมากกว่า ทำให้ร้านนี้เป็นเป้าหมายร่วมในการปฏิบัติการของตำรวจอย่างเหมาะเจาะ ทั้งสองร้านไม่ได้เข้าร่วมงานมหกรรมหนังสือฮ่องกง ซึ่งเปิดวันที่ 16 กรกฎาคม หนึ่งวันหลังการบุกค้น การตัดสินใจดังกล่าวดูเหมือนเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ

ทางการไม่ได้เปิดเผยชื่อหนังสือที่ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างเป็นทางการ แหล่งข่าวที่ South China Morning Post อ้างถึงระบุว่า หนังสือของปอตเทิล ซิ่ว กา-ชุน อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านผู้ล่วงลับ และ «Stay» บันทึกความทรงจำของเอมิลี หลิว ไหว่หิง อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคประชาธิปไตย ถูกสงสัยว่าส่งเสริมความรู้สึกต่อต้านรัฐบาล ความคลุมเครือว่าอะไรคือหนังสือที่เป็นปัญหาเช่นนี้ กลายเป็นลักษณะเด่นของการปราบปรามในปัจจุบัน

โฆษณา

แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การบุกค้นในเดือนกรกฎาคมไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการจับกุมร้านหนังสืออิสระสองระลอกก่อนหน้าในปี 2026 เพียงปีเดียว ในเดือนมีนาคม พนักงาน 4 คนของ Book Punch ร้านอิสระอีกแห่ง ถูกจับกุมในข้อสงสัยว่าจำหน่ายสิ่งพิมพ์ปลุกระดม รวมถึงชีวประวัติของจิมมี ไล นักธุรกิจสื่อผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่ถูกจำคุก ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปีในคดีความมั่นคงแห่งชาติของเขา ในเดือนมิถุนายน พนักงาน 2 คนของ Hunter Bookstore ถูกจับกุมในข้อกล่าวหาคล้ายกัน ส่วนเลทิเทีย หว่อง เจ้าของร้าน และสามี ยังถูกกล่าวหาว่าได้รับเงินทุนจากองค์กรการเมืองต่างชาติ

รูปแบบดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากอัตลักษณ์ในอดีตของฮ่องกง เมืองนี้เคยมีชื่อเสียงทั่วเอเชียในฐานะแหล่งเสรีภาพด้านการตีพิมพ์และการแสดงออก จนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ข้ามพรมแดนมาซื้อหนังสือที่มีเนื้อหาละเอียดอ่อนทางการเมืองเกินกว่าจะวางขายในตลาดบ้านเกิด ร้านหนังสืออิสระเคยเป็นพื้นที่ที่แนวคิดต่างๆ ไหลเวียนได้อย่างเสรี สืบทอดมายาวนานหลายทศวรรษ และทำให้ฮ่องกงแตกต่างจากสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมเนื้อหาอย่างเข้มงวดอีกฟากของพรมแดน

การบั่นทอนเสรีภาพนี้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในวงกว้าง หลังการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในปี 2019 ปักกิ่งตอบโต้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในปี 2020 ตามด้วยกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับครอบคลุมยิ่งขึ้นของฮ่องกงเองในปี 2024 ซึ่งรู้จักกันในชื่อมาตรา 23 หรือกฎหมายคุ้มครองความมั่นคงแห่งชาติ กฎหมายเหล่านี้กำหนดให้การกระทำต่างๆ เช่น การแบ่งแยกดินแดน การบ่อนทำลาย การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติเป็นความผิด แต่การบังคับใช้ได้ขยายไปไกลกว่าภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เห็นได้ชัด ครอบคลุมทั้งการแสดงออก การตีพิมพ์ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เคยได้รับการคุ้มครอง

เหตุการณ์ลักพาตัวคนขายหนังสือห้ารายที่ร้าน Causeway Bay Books ในปี 2015 ยังคงเป็นเงาทางประวัติศาสตร์ที่ทอดทับเหตุการณ์ปัจจุบัน ช่วงปลายปี 2015 คนขายหนังสือ 5 รายที่เกี่ยวข้องกับร้านดังกล่าว ซึ่งเชี่ยวชาญหนังสือแนวซุบซิบและวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน หายตัวไป หนึ่งในนั้นคือ แลม วิงกี เปิดเผยภายหลังว่าเขาถูกทางการจีนลักพาตัว กักขังเดี่ยวหลายเดือน และบังคับให้สารภาพทางโทรทัศน์ก่อนปล่อยตัว แลมหนีไปไต้หวันในปี 2019 และเสียชีวิตที่นั่นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2026 ขณะอายุ 70 ปี การจากไปของเขาเป็นเครื่องเตือนใจว่าแรงกดดันต่อผู้จำหน่ายหนังสือในฮ่องกงสั่งสมมานานเพียงใด

โฆษณา

จุดยืนของรัฐบาล: ไม่มีบัญชีรายชื่อ ไม่มีความชัดเจน

คริส แทง รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงฮ่องกง กล่าวถึงการบุกค้นในการแถลงข่าววันที่ 16 กรกฎาคม โดยส่งสารที่ยืนยันว่ากฎหมายชัดเจน แต่ปฏิเสธที่จะให้แนวทางปฏิบัติ แทงยืนยันว่าผู้ขายหนังสือมีหน้าที่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้าที่จำหน่ายไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมยกอุปมาเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่สมเหตุสมผล «ถ้าคุณเป็นผู้ขายหนังสือ คุณมีหน้าที่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหนังสือที่ขายจะไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ» เขากล่าว «ก็เหมือนกับตัวอย่างเช่น เวลาคุณขายอาหาร คุณต้องแน่ใจว่าอาหารจะไม่ทำให้ปวดท้อง และไม่ใช่ยาพิษหรือสิ่งผิดกฎหมาย»

เมื่อถูกถามว่าทางการจะจัดทำบัญชีรายชื่อหนังสือต้องห้ามเพื่อช่วยให้ผู้ขายปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ แทงปฏิเสธแนวคิดนี้โดยสิ้นเชิง เขาให้เหตุผลว่าบัญชีดังกล่าว «ไร้ประโยชน์» และ «ไม่เอื้อต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ» โดยอ้างว่าผู้กระทำผิดอาจหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ด้วยการเปลี่ยนถ้อยคำหรือชื่อหนังสือ «กฎหมายชัดเจนมาก ถ้าคุณฝ่าฝืนกฎหมาย คุณก็ข้ามเส้นแบ่งสีแดงแล้ว» เขาประกาศ ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าจุดที่แน่นอนของเส้นแบ่งสีแดงนั้นจะยังคงไม่ถูกนิยามอย่างจงใจ

นักวิชาการด้านกฎหมายและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมองว่า การปฏิเสธที่จะระบุเนื้อหาต้องห้ามสร้างความคลุมเครือโดยเจตนา เพื่อเพิ่มผลในการยับยั้งให้สูงสุด เมื่อไม่รู้ว่าหนังสือเล่มใดอาจนำไปสู่การจับกุม ผู้ขายจึงต้องตรวจสอบหนังสือทุกเล่มอย่างละเอียด ซึ่งเป็นงานที่ร้านขนาดเล็กทำไม่ได้ หรือไม่ก็เซ็นเซอร์ตัวเองล่วงหน้า โดยไม่นำเนื้อหาใดๆ ที่อาจก่อข้อโต้แย้งมาจำหน่าย ผลที่ตามมาคือบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ซึ่งขยายวงเกินกว่าหนังสือต้องห้ามเล่มใดเล่มหนึ่งไปครอบคลุมหมวดหมู่ความคิดเห็นทางการเมือง ประวัติศาสตร์ และสังคมทั้งหมวด

คำยืนยันของแทงที่ว่าทางการไม่ได้มุ่งเป้าไปยังภาคธุรกิจใดโดยเฉพาะฟังดูไม่น่าเชื่อ เมื่อพิจารณาว่าปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายระยะหลังมุ่งไปยังร้านหนังสืออิสระเพียงกลุ่มเดียว คำเตือนในวงกว้างของเขาที่ว่า «หากร้านค้าหรือบุคคลใดทำกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ เราจะดำเนินมาตรการบังคับใช้กฎหมาย» เป็นสัญญาณชัดเจนถึงผู้ประกอบการด้านวัฒนธรรมและธุรกิจทั้งหมดในฮ่องกงเกี่ยวกับขอบเขตของกิจกรรมที่ยอมรับได้

โฆษณา

ปฏิกิริยาจากนานาชาติและความเชื่อมโยงกับไต้หวัน

การบุกค้นเรียกเสียงประณามจากนานาชาติอย่างรวดเร็ว ซาราห์ บรูกส์ รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาคของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ที่ใช้ถ้อยคำหนักแน่น โดยระบุว่าปฏิบัติการนี้แสดงให้เห็น «ความจริงอันน่าหวาดหวั่นของสิ่งที่เมืองนี้กลายเป็น: สถานที่ที่คุณอาจถูกดำเนินคดีอาญาได้ เพียงเพราะมีอะไรอยู่บนชั้นหนังสือ» บรูกส์ย้ำว่าผู้จำหน่ายหนังสือไม่ควรถูกจับกุมจากการทำหน้าที่ตามวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการขาย การจัดพิมพ์ หรือการจัดจำหน่ายหนังสือ และการใช้ข้อหาปลุกระดมเผยให้เห็นว่ากรอบกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงกำลังถูก «ใช้เป็นอาวุธเพื่อปิดปากเสียงเห็นต่างและทำลายพื้นที่แห่งความคิดและการถกเถียงอย่างเสรี»

การโจมตีร้านหนังสืออิสระในฮ่องกงที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้ตอกย้ำความจริงอันน่าหวาดหวั่นของสิ่งที่เมืองนี้กลายเป็น: สถานที่ที่คุณอาจถูกดำเนินคดีอาญาได้ เพียงเพราะมีอะไรอยู่บนชั้นหนังสือ

บรูกส์ระบุว่า ความคลุมเครือเกี่ยวกับเส้นแบ่งสีแดงไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นกลยุทธ์จงใจเพื่อกระพือความกลัวและการเซ็นเซอร์ตัวเอง ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออก แอมเนสตี้เรียกร้องให้ยุติการใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและกฎหมายปลุกระดมเพื่อทำให้การใช้สิทธิอย่างสันติกลายเป็นความผิดทันที

ปฏิกิริยาที่ตรงประเด็นที่สุดอาจมาจากไต้หวัน เกาะประชาธิปไตยที่ปกครองตนเองและจีนอ้างว่าเป็นดินแดนของตน ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ซึ่งปักกิ่งมองว่าเป็น «ผู้แบ่งแยกดินแดน» โพสต์บนเฟซบุ๊กว่า «ร้านหนังสืออิสระทุกแห่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องเสรีภาพทางความคิด» เขาแสดงความห่วงใยและนับถือ «ร้านหนังสือและบุคลากรวัฒนธรรมทุกคนที่ยังคงยืนหยัดในสถานการณ์ยากลำบาก» พร้อมกล่าวว่า «ความคิดและงานเขียนไม่ควรถูกจองจำเพราะแรงกดดันทางการเมือง»

เหลียง เหวินเจี๋ย รัฐมนตรีช่วยว่าการสภากิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน เปิดเผยว่าแรงกดดันดังกล่าวส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองฝั่งช่องแคบแล้ว โดยสำนักพิมพ์ไต้หวันบางแห่งเซ็นเซอร์เนื้อหาที่นำเสนอด้วยตนเองเมื่อเข้าร่วมงานมหกรรมหนังสือฮ่องกง คำเปิดเผยนี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่การแสดงออกในฮ่องกงที่หดแคบลงกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลกวัฒนธรรมที่ใช้ภาษาจีน และอาจทำให้ผู้อ่านในเมืองถูกตัดขาดจากมุมมองที่เป็นข้อถกเถียงซึ่งมีต้นกำเนิดจากที่อื่น

โฆษณา

กลไกของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติปี 2024

การทำความเข้าใจการปราบปรามในปัจจุบันจำเป็นต้องเข้าใจพัฒนาการของกรอบกฎหมายฮ่องกง กฎหมายคุ้มครองความมั่นคงแห่งชาติปี 2024 ต่อยอดจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของปักกิ่งปี 2020 ซึ่งถูกนำมาบังคับใช้กับฮ่องกงโดยตรงหลังการประท้วงปี 2019 กฎหมายปี 2020 กำหนดความผิดกว้างๆ ได้แก่ การแบ่งแยกดินแดน การบ่อนทำลาย การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ ส่วนกฎหมายปี 2024 ได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมและขยายอำนาจของเจ้าหน้าที่ในลักษณะที่ส่งผลต่อการแสดงออกและการตีพิมพ์เป็นพิเศษ

แนวคิดเรื่อง «เจตนาปลุกระดม» ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี มีที่มาจากกฎหมายยุคอาณานิคมที่แทบไม่เคยนำมาใช้ในฮ่องกงยุคใหม่ แต่ได้รับการฟื้นฟูภายใต้กรอบความมั่นคงฉบับใหม่ ตามการตีความในปัจจุบัน ความผิดนี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงการยุยงให้ใช้ความรุนแรงหรือโค่นล้มรัฐบาลโดยตรง แต่ยังรวมถึงการแสดงออกที่ «ปลุกปั่นความเกลียดชัง» ต่อเจ้าหน้าที่หรือสถาบันต่างๆ ด้วย เกณฑ์ที่ยืดหยุ่นเช่นนี้เปิดทางให้พนักงานอัยการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวางในการตัดสินว่าหนังสือเล่มใดล้ำเส้น

กลไกส่งต่อเรื่องจากศุลกากรซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการบุกค้นในเดือนกรกฎาคม เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งของระบบปัจจุบัน หนังสือที่จัดส่งจากต่างประเทศอาจถูกตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถแจ้งให้มีการสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติก่อนที่หนังสือจะถึงชั้นวางในร้านเสียอีก กลไกนี้สร้างจุดคอขวดที่กระทบไม่เพียงการจัดพิมพ์ในท้องถิ่น แต่ยังรวมถึงการนำเข้ามุมมองจากนานาชาติ และทำให้การควบคุมเนื้อหาของฮ่องกงขยายไปครอบคลุมการไหลเวียนของแนวคิดจากทั่วโลก

การปฏิเสธจัดทำบัญชีรายชื่อหนังสือต้องห้าม ซึ่งแทงปกป้องว่าเป็นความจำเป็นในทางปฏิบัติสำหรับการบังคับใช้กฎหมาย กลับหัวกลับหางหลักนิติธรรมแบบดั้งเดิม โดยปกติ ระบบกฎหมายพยายามแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจนว่าการกระทำใดเป็นสิ่งต้องห้าม เพื่อให้ปฏิบัติตามได้ แต่แนวทางของฮ่องกงกลับอาศัยการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง โดยขอบเขตจะปรากฏให้เห็นผ่านการดำเนินคดีเท่านั้น ซึ่งนักวิจารณ์เรียกว่า «การปกครองโดยตัวบทกฎหมาย» แทนที่จะเป็น «การปกครองภายใต้หลักนิติธรรม»

โฆษณา

อนาคตวัฒนธรรมวรรณกรรมของฮ่องกง

แรงกดดันที่สั่งสมกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของฮ่องกงในแบบที่อาจย้อนกลับได้ยาก ร้านหนังสืออิสระซึ่งมีส่วนต่างกำไรบางอยู่แล้วในยุคการอ่านดิจิทัลและการค้าปลีกออนไลน์ กำลังเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจทำให้กิจการอยู่ต่อไม่ได้ และทำให้การเปิดร้านเป็นการเดิมพันที่ต้องคำนวณอย่างรอบคอบ การปิดตัวของ Have A Nice Stay แม้การบุกค้นจะเร่งให้ปิดก่อนกำหนด ก็แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันจากตลาดและการเมืองผสานกันเพื่อกำจัดพื้นที่สำหรับมุมมองทางเลือกอย่างไร

สำหรับนักเขียนและสำนักพิมพ์ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้ต้องเผชิญทางเลือกที่แทบเป็นไปไม่ได้ ผลงานที่วิพากษ์สถานการณ์การเมืองฮ่องกง สำรวจขบวนการประท้วงปี 2019 พูดถึงเอกราชของไต้หวัน หรือวิเคราะห์การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ล้วนตกอยู่ในพื้นที่คลุมเครือทางกฎหมาย ผู้สร้างผลงานบางส่วนย้ายไปต่างประเทศ เข้าร่วมกับชาวฮ่องกงพลัดถิ่นที่เพิ่มจำนวนขึ้นในอังกฤษ ไต้หวัน แคนาดา และที่อื่นๆ ส่วนผู้ที่ยังอยู่ต้องยอมรับข้อจำกัดรุนแรงต่อการแสดงออก หรือเสี่ยงรับผลจากการล้ำเส้นที่ยังคงไม่ถูกกำหนดอย่างจงใจ

ระบบห้องสมุดสาธารณะได้รับผลกระทบไปแล้ว ในปี 2022 รัฐบาลฮ่องกงปฏิเสธที่จะบอกสมาชิกสภานิติบัญญัติว่าหนังสือเล่มใดถูกนำออกจากห้องสมุดสาธารณะภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ เป็นการวางบรรทัดฐานของการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจเซ็นเซอร์ ผู้อ่านที่ต้องการเข้าถึงมุมมองบางอย่างจึงต้องพึ่งพาหนังสือสะสมส่วนตัว เครื่องมือดิจิทัลที่หลีกเลี่ยงการควบคุม หรือร้านหนังสือที่ยังจำหน่ายเนื้อหาท้าทายซึ่งมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ

งานมหกรรมหนังสือฮ่องกง ซึ่งเปิดวันที่ 16 กรกฎาคมโดยไม่มีร้านที่ถูกบุกค้นทั้งสองแห่งเข้าร่วม กลายเป็นดัชนีชี้วัดสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป สำนักพิมพ์รายใหญ่เซ็นเซอร์เนื้อหาที่นำเสนอด้วยตนเอง ขณะที่ประเด็นอ่อนไหวถูกผลักไปอยู่ในช่องทางไม่เป็นทางการหรือใต้ดิน ตลาดหนังสือที่ครั้งหนึ่งคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียกำลังคล้ายคลึงกับตลาดบนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเนื้อหาละเอียดอ่อนทางการเมืองหมุนเวียนผ่านเครือข่ายลักษณะเดียวกับซามิซดัต แทนที่จะซื้อขายกันอย่างเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ

โฆษณา

ประเด็นสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2026 ตำรวจบุกค้นร้านหนังสืออิสระสองแห่งในฮ่องกง ได้แก่ Have A Nice Stay และ Greenfield Book Store จับกุมผู้ต้องหา 5 คนในข้อสงสัยว่าจำหน่ายสิ่งพิมพ์ «ปลุกระดม» ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติปี 2024
  • ปฏิบัติการนี้เป็นการบุกค้นร้านหนังสืออิสระครั้งที่สามในรอบสี่เดือน หลังจับกุมผู้ต้องหาที่ Book Punch ในเดือนมีนาคม และ Hunter Bookstore ในเดือนมิถุนายน
  • Have A Nice Stay ประกาศปิดกิจการเพียงหนึ่งวันก่อนถูกบุกค้น โดยอ้างปัญหาทางการเงินและ «เส้นแบ่งสีแดงที่ยากจะหยั่งรู้» เกี่ยวกับเนื้อหาที่อนุญาต
  • คริส แทง หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ปกป้องการจับกุมและปฏิเสธจัดทำบัญชีรายชื่อหนังสือต้องห้าม โดยเปรียบหน้าที่ของผู้ขายหนังสือกับผู้จำหน่ายอาหาร พร้อมยืนยันว่า «กฎหมายชัดเจนมาก» แต่ยังจงใจไม่ระบุมาตรฐานการบังคับใช้ให้ชัดเจน
  • แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประณามการบุกค้น โดยระบุว่าแสดงให้เห็นกรอบกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงกำลังถูก «ใช้เป็นอาวุธเพื่อปิดปากเสียงเห็นต่างและทำลายพื้นที่แห่งความคิดและการถกเถียงอย่างเสรี»
  • ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน แสดงจุดยืนสนับสนุนร้านหนังสืออิสระในฐานะ «สิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องเสรีภาพทางความคิด» พร้อมเปิดเผยว่าสำนักพิมพ์ไต้หวันเริ่มเซ็นเซอร์ตัวเองก่อนร่วมงานมหกรรมหนังสือฮ่องกงแล้ว
  • ผู้ขายหนังสือทั้ง 5 คนได้รับการประกันตัวหลังถูกควบคุมตัวสองวัน แต่หากถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานมีเจตนาปลุกระดม อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี
  • การปราบปรามนี้ต่อเนื่องจากแรงกดดันต่อผู้ขายหนังสือในฮ่องกง ซึ่งรวมถึงเหตุคนหายที่ร้าน Causeway Bay Books อันอื้อฉาวในปี 2015 โดยแลม วิงกี ผู้ขายหนังสือมานาน เสียชีวิตระหว่างลี้ภัยในไต้หวันเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการบุกค้นครั้งล่าสุด
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ