ผลเลือกประธานชี้ขาด ขณะที่ตำแหน่งอื่นยังไม่ลงตัว
กากัน กุมาร ทาปา ชนะการเลือกตั้งประธานพรรคเนปาลีคองเกรส ด้วยคะแนน 6,584 เสียง ในการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 15 ของพรรค เอาชนะชยัม กฤษณะ คัดกี ซึ่งได้ 375 เสียง ผลดังกล่าวมอบอาณัติอย่างท่วมท้นจากผู้แทนที่มีสิทธิลงคะแนนให้ทาปา ขณะที่การนับคะแนนตำแหน่งผู้บริหารอื่นยังดำเนินต่อที่สำนักงานใหญ่ของพรรคในซาเนปา เมืองลลิตปูร์
สารบัญ
- ผลเลือกประธานชี้ขาด ขณะที่ตำแหน่งอื่นยังไม่ลงตัว
- ตัวเลขเลือกประธานบอกอะไร
- การนับคะแนนย้ายจากกาฐมาณฑุไปซาเนปา
- บันดารีทำคะแนนนำชิงตำแหน่งรองประธานแบบเปิด
- ตำแหน่งรองประธานอื่นเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
- ผู้สมัคร 9 คนชิงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ร่วม 2 ที่นั่ง
- การถอนตัวทำให้ทาปามีภารกิจอีกด้าน
- ขยายทีมผู้บริหาร แต่การแต่งตั้งมีข้อจำกัด
- ประเด็นสำคัญ
การนับคะแนนเลือกประธานเริ่มขึ้นดึกคืนวันศุกร์ที่หอประชุมรัฐสภาแห่งชาติในกรุงกาฐมาณฑุ และเสร็จสิ้นในเช้าวันเสาร์ มาเฮช เกาตัม สมาชิกศูนย์สื่อของการประชุมใหญ่ ยืนยันคะแนนของคัดกี คณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 7,039 คน จากผู้แทนการประชุมใหญ่ 7,317 คน และรายงานบัตรเสีย 54 ใบ
ตัวเลขดังกล่าวยังเหลือส่วนต่างทางบัญชีจำนวนเล็กน้อยที่ยังไม่มีคำชี้แจง คะแนนของผู้สมัครประธานทั้งสองคนรวมกันได้ 6,959 เสียง เมื่อนำไปรวมกับบัตรเสีย 54 ใบ จะได้ 7,013 ใบ ซึ่งน้อยกว่าจำนวนบัตรที่ระบุว่ามีการลงคะแนน 26 ใบ ยังไม่มีรายงานคำอธิบายส่วนต่างนี้
นอกเหนือจากตำแหน่งประธาน ผลการนับคะแนนที่ทยอยออกมาชี้ให้เห็นว่าทีมผู้บริหารประกอบขึ้นจากทั้งการเลือกตั้งที่มีการแข่งขันและการได้รับเลือกโดยไม่มีคู่แข่ง จันทรา กันต์ บันดารี มีคะแนนนำห่างในการชิงตำแหน่งรองประธานแบบเปิด ขณะที่บิชวาปรากาช ชาร์มา และปุษปา ภูซาล ได้รับตำแหน่งรองประธานแยกกันโดยไม่มีคู่แข่งแล้ว
ภารกิจเร่งด่วนของทาปาจึงมีมากกว่าการฉลองชัยชนะ เขาให้คำมั่นว่าจะเปิดทางให้ผู้สมัครที่พ่ายแพ้และผู้นำที่อยู่นอกกระบวนการเลือกตั้งมีส่วนร่วม ขณะที่นักการเมืองหลายคนซึ่งถอนตัวจากการลงสมัครระบุว่าทำตามคำขอของเขา ผลการนับคะแนนที่เหลือและการแต่งตั้งในขั้นต่อไปจะเป็นตัวกำหนดว่าคำมั่นดังกล่าวจะนำไปสู่ตำแหน่งใดในพรรค
ตัวเลขเลือกประธานบอกอะไร
เมื่อเทียบกับจำนวนผู้แทนและผู้มาใช้สิทธิที่รายงาน พบว่าผู้แทนที่มีสิทธิลงคะแนนมาใช้สิทธิประมาณ 96.2 เปอร์เซ็นต์ จำนวนผู้มาใช้สิทธิน้อยกว่าจำนวนผู้แทนที่ลงทะเบียนไว้ 278 คน ทาปามีคะแนนนำคัดกี 6,209 เสียง และได้คะแนนประมาณ 94.6 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนที่ระบุชัดว่าเป็นของผู้สมัครทั้งสองคน
การคำนวณเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวใช้คะแนนผู้สมัคร 6,959 เสียงเป็นฐาน ไม่ใช่บัตรลงคะแนนทั้งหมด 7,039 ใบที่มีรายงานว่าใช้สิทธิแล้ว ความแตกต่างนี้มีความสำคัญเพราะยอดรวมที่เผยแพร่ยังไม่สอดคล้องกันทั้งหมด ส่วนต่างดังกล่าวไม่ทำให้ระยะห่างของชัยชนะที่รายงานเป็นที่กังขา แต่การทำบัญชีผลเลือกตั้งให้ครบถ้วนจำเป็นต้องชี้แจงบัตรที่เหลืออีก 26 ใบ
รายงานยังให้ตัวเลขจำนวนผู้มีสิทธิในการประชุมใหญ่ไม่ตรงกัน รายงานผลเลือกประธานซึ่งอ้างข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่ามีผู้แทน 7,317 คน และผู้มาใช้สิทธิ 7,039 คน ส่วนรายงานการนับคะแนนรองประธานที่เผยแพร่ภายหลังระบุว่า 7,039 คนคือจำนวนผู้แทนทั้งหมด จึงไม่ควรถือว่าตัวเลขเหล่านี้ใช้แทนกันได้โดยไม่มีคำชี้แจง
รายงานหนึ่งระบุว่าชัยชนะของทาปาเป็นการกลับมาดำรงตำแหน่งประธาน ขณะที่ประกาศผลเลือกประธานระบุเพียงว่าเขาได้รับเลือก ไม่มีการให้วันที่หรือรายละเอียดเกี่ยวกับวาระประธานก่อนหน้านี้ ผลที่ยืนยันได้จากยอดคะแนนที่รายงานคือเขาชนะการเลือกตั้งในการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 15
การนับคะแนนย้ายจากกาฐมาณฑุไปซาเนปา
บัตรเลือกประธานถูกนับที่หอประชุมรัฐสภาแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่ลงคะแนน จากนั้นจึงนำหีบบัตรของตำแหน่งอื่นในพรรคไปยังสำนักงานใหญ่ที่ซาเนปา กำหนดเริ่มนับคะแนนตำแหน่งเหล่านั้นในบ่ายวันเสาร์ หลังการประชุมกับผู้สมัครรองประธานและเลขาธิการใหญ่ในเวลา 13.00 น.
รายงานอัปเดตในเวลาต่อมาระบุว่าการนับคะแนนดำเนินไปจนถึงเย็นวันอาทิตย์ โดยมีการตรวจนับบัตรสำหรับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ร่วมแบบเปิด ตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ร่วมฝ่ายหญิง และที่นั่งคณะกรรมการกลางฝ่ายหญิงแบบเปิด ที่จุดนับคะแนน 6 แห่งภายในสำนักงานใหญ่
- อโศก 18: การประชุมใหญ่เริ่มขึ้น ตามรายงานเรื่องการถอนผู้สมัคร
- อโศก 23: ในวันลงคะแนน ทาปากล่าวที่หอประชุมรัฐสภาแห่งชาติถึงการเปิดทางให้ผู้สมัครที่พ่ายแพ้และผู้นำที่อยู่นอกกระบวนการมีส่วนร่วม
- คืนวันศุกร์ถึงเช้าวันเสาร์: การนับคะแนนเลือกประธานเริ่มขึ้นและเสร็จสิ้น
- วันเสาร์: กำหนดเริ่มนับคะแนนตำแหน่งผู้บริหารอื่น หลังการประชุมกับผู้สมัครเวลา 13.00 น. ที่ซาเนปา
- เย็นวันอาทิตย์: เริ่มนับคะแนนการแข่งขันหลายตำแหน่งสำหรับเลขาธิการใหญ่ร่วมและคณะกรรมการกลางฝ่ายหญิงที่จุดนับคะแนน 6 แห่ง
ประกาศผลเลือกประธานระบุวันที่ 10 ตุลาคม ขณะที่รายงานอื่นใช้วันที่ตามปฏิทินเนปาลและอ้างอิงวันในสัปดาห์ ไม่มีการระบุปี จึงไม่อาจจัดเรียงการอ้างอิงวันที่เหล่านี้ให้เป็นลำดับเวลาที่แน่นอนได้ อย่างไรก็ตาม ลำดับเหตุการณ์ที่รายงานแยกให้เห็นว่าการนับคะแนนเลือกประธานเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนการแข่งขันตำแหน่งอื่นยังดำเนินอยู่
บันดารีทำคะแนนนำชิงตำแหน่งรองประธานแบบเปิด
ผู้สมัคร 7 คนลงชิงตำแหน่งรองประธานแบบเปิด 2 ที่นั่ง ในช่วงการนับคะแนนที่รายงานครั้งแรก หลังนับบัตรไป 1,179 ใบ จันทรา กันต์ บันดารีนำอยู่ที่ 623 คะแนน ตามด้วยมาธู อาจารยา 343 คะแนน นำหน้าโควินดา ภัฏฏาไรที่ได้ 291 คะแนน และสุเรนทรา ราช ปันเดย์ที่ได้ 289 คะแนน
ผู้สมัครที่เหลือในช่วงดังกล่าว ได้แก่ ทีปัก คีรี ได้ 242 คะแนน ธันราช คุรุง ได้ 211 คะแนน และจันทรา โมฮัน ยาดัฟ ได้ 126 คะแนน อาจารยานำภัฏฏาไร 52 คะแนน ขณะที่ภัฏฏาไรกับปันเดย์มีคะแนนห่างกันเพียง 2 คะแนน ช่องว่างดังกล่าวทำให้การแข่งขันชิงตำแหน่งที่สองสูสีมากกว่าที่คะแนนนำของบันดารีบ่งชี้
รายงานอัปเดตในเวลาต่อมาหลังนับบัตรไป 6,000 ใบ ระบุว่าบันดารีได้ 3,106 คะแนน และกล่าวว่าเขาได้รับเลือกอย่างแน่นอน คะแนนของเขาคิดเป็นประมาณ 51.8 เปอร์เซ็นต์ของบัตรที่นับแล้วในขณะนั้น เทียบกับประมาณ 52.8 เปอร์เซ็นต์ในการรายงานช่วงก่อนหน้า
ตัวเลขเหล่านี้เป็นรายงานความคืบหน้าการนับคะแนนคนละช่วง ไม่ใช่ผลที่ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับหลังไม่ได้ระบุยอดคะแนนใหม่ของผู้สมัครอีก 6 คน หรือประกาศผลสุดท้ายของทั้งสองที่นั่ง จึงยืนยันได้เพียงว่าบันดารีทำผลงานได้ดี โดยยังไม่ชี้ชัดว่าใครได้ตำแหน่งที่สอง
ตำแหน่งรองประธานอื่นเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
ตำแหน่งรองประธาน 5 ตำแหน่ง มี 2 ตำแหน่งที่ได้ข้อยุติโดยไม่มีการแข่งขัน บิชวาปรากาช ชาร์มาได้เป็นรองประธานอาวุโส ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่ และปุษปา ภูซาลได้ตำแหน่งรองประธานฝ่ายหญิง ทั้งสองคนได้รับการระบุว่าเป็นรองประธานที่กำลังพ้นจากตำแหน่ง
การแข่งขันชิงตำแหน่งรองประธานในโควตากลุ่มที่ครอบคลุมยังสูสีในช่วงแรกของการนับคะแนน บิโนด กุมาร เชาดารีนำอยู่ที่ 347 คะแนน ตามด้วยชีวัน ปารียาร์ 287 คะแนน ฟาร์มุลลาห์ มันซูร์ได้ 164 คะแนน สิตา คุรุง 151 คะแนน และรันจิต การ์น 98 คะแนน รายงานระบุว่าเชาดารีมีคะแนนนำปารียาร์ 60 คะแนน
โควตาแบบเปิด ฝ่ายหญิง อาวุโส และกลุ่มที่ครอบคลุม เป็นช่องทางเข้าสู่ทีมผู้บริหารพรรคที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การแข่งขันเดียวกัน เมื่อนับรวมกัน ตำแหน่งแบบเปิด 2 ตำแหน่งและตำแหน่งแยกอีก 3 ตำแหน่งประกอบเป็นรองประธานทั้ง 5 คนตามโครงสร้างผู้บริหารที่ขยายขึ้น
รายงานความคืบหน้าการนับคะแนนยังไม่ได้ระบุผลสุดท้ายของตำแหน่งในโควตากลุ่มที่ครอบคลุม จึงแยกผลการคัดเลือกชาร์มาและภูซาลโดยไม่มีคู่แข่ง ออกจากคะแนนนำชั่วคราวของเชาดารี และสถานะของบันดารีระหว่างการนับคะแนนชิงตำแหน่งแบบเปิดที่ยังไม่เสร็จสิ้นได้
ผู้สมัคร 9 คนชิงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ร่วม 2 ที่นั่ง
การแข่งขันชิงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ร่วมแบบเปิดเป็นอีกตัวชี้วัดพัฒนาการของทีมผู้บริหารระดับรองจากทาปา มีผู้สมัคร 9 คนชิง 2 ตำแหน่ง หลังนับบัตรไป 584 ใบ รามฮารี คาติวามีคะแนนนำที่ 289 คะแนน ตามด้วยดิลลี ราม ซูเบดี 187 คะแนน และอาจาย บาบู ชิวาโกตี 174 คะแนน
ณ จุดนับคะแนนดังกล่าว คาติวามีนำซูเบดี 102 คะแนน ส่วนซูเบดีกับชิวาโกตีมีคะแนนห่างกันเพียง 13 คะแนน ทำให้ตำแหน่งที่สองยังไม่แน่นอนอย่างมากในช่วงต้นของการนับคะแนน
ยอดคะแนนของผู้สมัครคนอื่นที่รายงาน ได้แก่ เทเวนทรา ราช กันเดล 109 คะแนน บิกัส คอยราลา 105 คะแนน ราชีฟ ธุงกานา 80 คะแนน ราเมช ปราสาด ธามาลา 77 คะแนน อมฤต กุมาร อารยัล 32 คะแนน และบิมัล ราช เชตริ 21 คะแนน รายงานการลงสมัครและการนับคะแนนสะกดนามสกุลของกันเดลแตกต่างกัน แต่ทั้งสองรายงานระบุว่าเป็นผู้สมัครคนเดียวกันในบรรดาผู้สมัคร 9 คน
สำหรับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ร่วมฝ่ายหญิง นานูไมยา บัสโตลาและปติมา เกาตัมแข่งขันกันชิงหนึ่งที่นั่ง โดยไม่มีการเปิดเผยยอดคะแนน ส่วนตำแหน่งคณะกรรมการกลางฝ่ายหญิงแบบเปิด 15 ที่นั่ง มีผู้สมัคร 36 คน คิดเป็นผู้สมัคร 2.4 คนต่อหนึ่งที่นั่ง และมีผู้สมัคร 21 คนที่ไม่ได้รับเลือกในสนามนี้
ผลการนับคะแนนเหล่านี้แยกจากผลเลือกประธานอย่างชัดเจน การที่ทาปาชนะอย่างขาดลอยไม่ได้ยืนยันว่าใครจะชนะตำแหน่งของเพื่อนร่วมพรรค และยอดคะแนนช่วงแรกก็ยังไม่แสดงภาพสุดท้ายของคณะผู้บริหารส่วนกลาง
การถอนตัวทำให้ทาปามีภารกิจอีกด้าน
นักการเมืองคนสำคัญหลายคนถอนตัวหลังสมัครลงแข่งขัน กิโชร สิงห์ ราเธาร์ถอนตัวจากการชิงตำแหน่งประธาน เทวราช ชาลิเซและมิเนนทรา ริชาลถอนตัวจากการแข่งขันชิงตำแหน่งรองประธานแบบเปิด ขณะที่ลักษมี ปารียาร์ถอนตัวจากการชิงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ร่วมฝ่ายดาลิต
ผู้นำคนอื่นประกาศแผนจะลงสมัคร แต่ไม่ได้ยื่นสมัครอย่างเป็นทางการ ในจำนวนนี้มีมิน บิชวากรรมมา ซึ่งพิจารณาลงชิงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่หรือเลขาธิการใหญ่ร่วม กยาเนนทรา บาฮาดูร์ การ์กี ซึ่งเตรียมลงชิงตำแหน่งรองประธาน และอิศวรี เนอูปาเน ซึ่งประกาศตั้งใจลงชิงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ร่วม
ชาลิเซและริชาลระบุว่าถอนตัวตามคำขอของทาปา ปารียาร์ก็ระบุว่าถอนตัวตามคำขอของเขาเช่นกัน ส่วนเนอูปาเนกล่าวต่อสาธารณะว่าจะไม่ลงชิงตำแหน่งหลังได้รับคำขอจากทาปา การตัดสินใจเหล่านี้ทำให้จำนวนผู้สมัครในบางสนามลดลง แต่ยังไม่มีข้อยุติว่าพวกเขาจะได้รับมอบหมายหน้าที่ใดในภายหลัง
ชาลิเซ ซึ่งได้รับการระบุว่าเป็นโฆษกคณะกรรมการชุดที่กำลังพ้นจากตำแหน่งและเป็นผู้สมัครรองประธานที่ถอนตัว กล่าวว่า ทาปาขอให้เขาช่วยสนับสนุนและสัญญาว่าจะจัดหาบทบาทที่เหมาะสมให้ในภายหลัง คำกล่าวของเขาซึ่งแปลจากภาษาเนปาลมีดังนี้:
เขาบอกว่า ‘ตอนนี้ผมกำลังลำบาก ขอให้ช่วยผมก่อน แล้วภายหลังผมจะจัดหาบทบาทที่เหมาะสมให้คุณ’ ผมตอบรับคำขอของประธาน
รายงานอีกฉบับระบุว่า ชาลิเซอาจได้รับสัญญาว่าจะได้ทำหน้าที่เลขาธิการใหญ่ร่วมและโฆษก แต่ชาลิเซกล่าวเองว่ายังไม่มีการกำหนดตำแหน่ง ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะการคาดหวังว่าจะได้รับบทบาทในอนาคตไม่เท่ากับการแต่งตั้งที่ยืนยันแล้ว
ขยายทีมผู้บริหาร แต่การแต่งตั้งมีข้อจำกัด
มีรายงานว่าโครงสร้างผู้บริหารพรรคขยายจากผู้ดำรงตำแหน่ง 14 คนเป็น 25 คน เพิ่มขึ้น 11 ตำแหน่ง หรือประมาณ 78.6 เปอร์เซ็นต์ โครงสร้างที่รายงานประกอบด้วยประธาน รองประธาน 5 คน เลขาธิการใหญ่ 3 คน เลขาธิการใหญ่ร่วม 15 คน และเหรัญญิก 1 คน
ตามข้อบังคับพรรคที่ระบุในรายงาน ประธานมีอำนาจเสนอชื่อเลขาธิการใหญ่ร่วม 4 คนและเหรัญญิก 1 คน ส่วนตำแหน่งผู้บริหารอื่นต้องมาจากการเลือกตั้งในการประชุมใหญ่ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าทาปามีอำนาจเสนอชื่อสมาชิกคณะกรรมการกลาง 61 คน
เรื่องนี้ทำให้เกิดความแตกต่างสำคัญระหว่างการเป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางกับการได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับสูงโดยเฉพาะ การได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมการอาจทำให้ผู้นำคนนั้นเข้าสู่คณะบริหารของพรรค แต่ไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นเป็นรองประธานหรือเลขาธิการใหญ่โดยอัตโนมัติ ยังไม่มีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับแต่งตั้ง
ในวันลงคะแนน ทาปากล่าวถึงการมีส่วนร่วมที่หอประชุมรัฐสภาแห่งชาติ โดยระบุว่าผู้นำที่อยู่นอกกระบวนการและผู้ที่แพ้การเลือกตั้งก็ควรมีบทบาทเช่นกัน คำกล่าวของเขาซึ่งแปลจากภาษาเนปาลมีใจความว่า:
เพื่อนร่วมงานบางคนอาจได้กลับเข้าสู่คณะกรรมการกลาง บางคนอาจได้รับมอบหมายหน้าที่อื่น แต่เราจะพาทุกคนไปด้วยกัน
เขายังกล่าวว่าพรรคจะพยายามแก้ไขความไม่พอใจของผู้นำที่ยังอยู่ในพรรคคองเกรส พร้อมแยกสถานการณ์ดังกล่าวออกจากการตัดสินใจของบุคคลที่จะตั้งพรรคใหม่ คำมั่นของเขาครอบคลุมกลุ่มคนกว้างกว่าผู้สมัครที่ถอนตัว
เรื่องที่ยังต้องตัดสินใจมีอยู่ชัดเจน ได้แก่ ผลสุดท้ายของการเลือกตั้งตำแหน่งผู้บริหารและกรรมการที่ยังแข่งขันกัน การชี้แจงส่วนต่างของบัตรเลือกประธาน และการจัดสรรตำแหน่งที่มาจากการเสนอชื่อ ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาสำหรับการนับคะแนนทั้งหมดให้เสร็จสิ้นหรือประกาศการแต่งตั้งเหล่านั้น
ประเด็นสำคัญ
- กากัน กุมาร ทาปาชนะตำแหน่งประธานด้วยคะแนน 6,584 เสียง เทียบกับชยัม กฤษณะ คัดกีที่ได้ 375 เสียง
- คณะกรรมการการเลือกตั้งรายงานว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 7,039 คน จากผู้แทน 7,317 คน แต่เมื่อรวมคะแนนผู้สมัครกับบัตรเสียแล้วยังมีบัตร 26 ใบที่ไม่มีคำชี้แจง
- จันทรา กันต์ บันดารีได้ 3,106 คะแนน หลังนับบัตร 6,000 ใบในการชิงตำแหน่งรองประธานแบบเปิด แต่ยังไม่มีการเปิดเผยคะแนนสุดท้ายของทั้งสองที่นั่ง
- บิชวาปรากาช ชาร์มาและปุษปา ภูซาลได้รับตำแหน่งรองประธานแยกกันโดยไม่มีคู่แข่ง
- รามฮารี คาติวามีคะแนนนำในการนับช่วงแรกของการชิงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ร่วมแบบเปิด โดยมีดิลลี ราม ซูเบดีและอาจาย บาบู ชิวาโกตีตามมาติด ๆ ในการชิงตำแหน่งที่สอง
- ทาปาให้คำมั่นว่าจะมอบบทบาทให้ผู้สมัครที่พ่ายแพ้และผู้นำที่อยู่นอกกระบวนการเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับแต่งตั้งหรือกำหนดเส้นตาย






