การจับกุมไม่ได้ยับยั้งการโจมตีบ้านของเขา
กลุ่มคนเผาบ้านและคลินิกที่อยู่ติดกันของคัมรัน กิล มาซีห์ ในหมู่บ้านฆาเรียล กาลัน ใกล้กับนารัง มันดี ในเขตชีคูปุระของปากีสถาน หลังเขาถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่เนื้อหาหมิ่นศาสนาทางออนไลน์ กลุ่มสิทธิคริสเตียนระบุว่า ครอบครัวคริสเตียนมากกว่า 35 ครอบครัวหลบหนีท่ามกลางคำขู่โจมตีเพิ่มเติม ตำรวจรายงานว่าไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
สารบัญ
- การจับกุมไม่ได้ยับยั้งการโจมตีบ้านของเขา
- ลำดับเหตุการณ์ความรุนแรง
- สิ่งที่ผู้สอบสวนกล่าวหาเกี่ยวกับวิดีโอ
- ข้อมูลข้อกล่าวหาที่ขัดแย้งกัน
- คดีแยกเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุโจมตี
- ครอบครัวต่างหลบหนี แม้ตำรวจปฏิเสธ
- การคุ้มครองของตำรวจและภัยคุกคามต่อโบสถ์
- HRFP เรียกร้องการคุ้มครองและกระบวนการที่เป็นธรรม
- เหตุโจมตีในหมู่บ้านกับเหตุการณ์ก่อนหน้าในวงกว้าง
- ประเด็นสำคัญ
มาซีห์ วัย 40 ปี เป็นพ่อของลูกสามคนและเปิดคลินิกแพทย์แผนดั้งเดิมควบคู่กับร้านขายยาเล็ก ๆ เขาถูกจับกุมก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้แล้ว รายงานระบุว่าเขาถูกจับกุมหรือย้ายไปยังสถานที่คุ้มครองเมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม การโจมตีเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม องค์กรฮิวแมนไรต์ส โฟกัส ปากีสถาน (HRFP) ระบุว่ามีการร้องเรียนกล่าวหามาซีห์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2026
ตำรวจระบุว่าได้เปิดคดีอาญาแยกกันต่อมาซีห์และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าโจมตีทรัพย์สินของเขา โฆษกตำรวจประจำเขตรายงานว่าผู้ต้องสงสัยโจมตี 5 คนถูกควบคุมตัว ขณะที่เอจาซ อาลัม ออกัสติน สมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐปัญจาบระบุตัวเลขสูงกว่านั้น คือมากกว่า 15 คน ยังไม่มีข้อยุติว่าตัวเลขที่แตกต่างกันนี้เกิดจากอะไร
ประเด็นสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำลายทรัพย์สินของครอบครัวเดียว พยานระบุว่ามีการข่มขู่ครัวเรือนคริสเตียนอื่น ๆ และสมาชิกสภานิติบัญญัติระดับรัฐคนหนึ่งกล่าวว่า ฝูงชนมุ่งหน้าไปยังโบสถ์ท้องถิ่นก่อนตำรวจเข้าขัดขวาง ต่อมาตำรวจระบุว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม แต่ปฏิเสธคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าครอบครัวต่าง ๆ หลบหนีไป
HRFP เรียกร้องให้คุ้มครองมาซีห์ ญาติของเขา และชุมชนโดยรวม พร้อมกับให้สอบสวนข้อกล่าวหาและเหตุรุนแรงแยกจากกัน ข้อกล่าวหาต่อมาซีห์ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในศาล การจับกุมไม่ได้พิสูจน์ว่าเขามีความผิด และข้อกล่าวหาก็ไม่ใช่เหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายที่จะโจมตีครอบครัว ทรัพย์สิน หรือเพื่อนบ้านของเขา
ลำดับเหตุการณ์ความรุนแรง
ลำดับเหตุการณ์ตามคำบอกเล่าของพยานและตำรวจระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่นำตัวมาซีห์ไปแล้ว บางครอบครัวเริ่มออกจากพื้นที่เมื่อข่าวการจับกุมของเขาแพร่กระจาย ส่วนครอบครัวอื่น ๆ หลบหนีระหว่างเกิดเหตุรุนแรง หรือหลังมีคำขู่ว่าฝูงชนจะกลับมาอีกหลังละหมาดวันศุกร์
คำบอกเล่าแตกต่างกันเกี่ยวกับเวลาที่เริ่มโจมตีอย่างแน่ชัด พยานคนหนึ่งระบุว่าเหตุรุนแรงเกิดขึ้นในเช้าวันศุกร์ ขณะที่นักเรียนคนหนึ่งจากหมู่บ้านระบุว่าครอบครัวของเธอออกจากพื้นที่ฉุกเฉินในช่วงเที่ยง ทั้งสองคำบอกเล่าระบุว่าชาวบ้านต้องรีบออกไปเพราะกลัวว่าจะเกิดการโจมตีอีก
- 8 ตุลาคม: มาซีห์ถูกจับกุมและนำตัวไปยังสถานที่คุ้มครอง รายงานระบุว่าเขาถูกจับกุมหรือย้ายตัวเมื่อเวลาประมาณ 21.30 น.
- 9 ตุลาคม: ฝูงชนรวมตัวกันและบุกทำลายบ้านกับคลินิกของเขาก่อนจุดไฟเผา ตำรวจลงบันทึกคดีแยกเกี่ยวกับการโจมตี
- 9 ตุลาคม: กำลังเสริมของตำรวจและผู้แทนระดับรัฐเข้ารับมือ ขณะที่ครอบครัวคริสเตียนหาที่พักพิงในที่อื่น
- วันเสาร์ถัดมา: เอ็มมานูเอล อาธาร์ จูเลียส สมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐปัญจาบกล่าวว่า บางครอบครัวกลับมาแล้ว แม้บางครอบครัวยังคงพักอยู่กับญาติ
พยานที่ระบุตัวด้วยนามสมมติเพื่อความปลอดภัยว่า อาซิฟ กล่าวว่า สมาชิกครอบครัวของมาซีห์ รวมถึงแม่และพี่สาวของเขา อยู่ภายในบ้านตอนที่ฝูงชนเริ่มขว้างปาก้อนหิน เขาระบุว่าพวกเขาหนีออกทางประตูหลัง ก่อนที่อาคารจะถูกจุดไฟ
อาซิฟยังกล่าวถึงคำขู่ว่าฝูงชนจะกลับมาหลังละหมาดวันศุกร์และพุ่งเป้าไปยังครอบครัวคริสเตียนอื่น ๆ หากพวกเขายังอยู่ คำบอกเล่านี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดครัวเรือนอื่นนอกเหนือจากญาติใกล้ชิดของมาซีห์จึงหลบหนี ทั้งที่ไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดใด ๆ
สิ่งที่ผู้สอบสวนกล่าวหาเกี่ยวกับวิดีโอ
ข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับวิดีโอที่ถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตำรวจกล่าวถึงโพสต์ที่แพร่กระจายในพื้นที่ ขณะที่รายงานอื่น ๆ ระบุว่ามีการส่งต่อในกลุ่ม WhatsApp รายงานคำร้องทุกข์ฉบับหนึ่งกล่าวถึงวิดีโอความยาว 8 นาที 17 วินาที ซึ่งถูกแชร์ในบัญชี Facebook ของมาซีห์ โดยกล่าวหาว่ามีต้นทางจากบัญชีชื่อจอห์น ชากี เมื่อหนึ่งวันก่อนหน้า
คำบรรยายเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าใครเป็นผู้จัดทำวิดีโอ ใครเป็นผู้ควบคุมบัญชีที่เกี่ยวข้อง หรือมีการเผยแพร่วิดีโออย่างไรกันแน่ นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าการกล่าวถึง Facebook และ WhatsApp เป็นการแชร์ครั้งเดียวกัน หรือเป็นคนละขั้นตอนของการเผยแพร่
มีการระบุชื่อราอีส อาเหม็ดว่าเป็นผู้ร้องเรียน แต่รายงานต่าง ๆ ให้ข้อมูลบทบาทของเขาไม่ตรงกัน HRFP ระบุว่าเขาเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ขณะที่รายงานอื่นระบุว่าเขาเป็นตำรวจชั้นประทวนที่ได้รับข้อมูลขณะออกตรวจ คำร้องเรียนที่ระบุว่าเป็นของเขากล่าวถึงการเก็บวิดีโอและภาพหน้าจอไว้เป็นหลักฐาน
ในคำร้องเรียนที่มีรายงานเผยแพร่ อาเหม็ดอธิบายวิธีที่เขาระบุว่าใช้เก็บรักษาวิดีโอไว้ดังนี้:
ผมดาวน์โหลดวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือโดยใช้แอปพลิเคชัน แล้วถ่ายโอนไปยัง USB ต่อหน้าพยาน จัดทำหีบห่อปิดผนึก และส่งมอบให้ตำรวจยึดไว้ ภาพหน้าจอก็ถูกนำส่งให้ตำรวจยึดไว้ผ่านทางโทรศัพท์เช่นกัน
คำกล่าวนี้อธิบายกระบวนการเก็บหลักฐานตามที่อ้าง ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับความแท้จริงของวิดีโอหรือความรับผิดชอบของมาซีห์ การตรวจสอบที่มาของเนื้อหา ความครบถ้วนสมบูรณ์ และความเชื่อมโยงกับผู้ถูกกล่าวหายังคงเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวน
ข้อมูลข้อกล่าวหาที่ขัดแย้งกัน
บทบัญญัติกฎหมายที่มีรายงานว่าถูกนำมาใช้กล่าวหามาซีห์แตกต่างกันอย่างมาก HRFP ระบุมาตรา 295-A, 298 และ 298-A แห่งประมวลกฎหมายอาญาปากีสถาน รวมถึงบทบัญญัติที่ระบุว่าเป็นมาตรา 16 ของกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อย และมาตรา 29-D ของกฎหมายโทรเลข อย่างไรก็ตาม HRFP เองระบุว่าต้องตรวจสอบการอ้างอิงมาตราที่แน่ชัดและการนำมาใช้กับเอกสาร FIR และบันทึกทางกฎหมาย
มีการอ้างคำพูดแยกต่างหากของโฆษกตำรวจเขตชีคูปุระว่า มาซีห์ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 295-C บทบัญญัตินี้เกี่ยวข้องกับการกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นศาสดามุฮัมมัด และมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตได้ ไม่ใช่บทบัญญัติเดียวกับมาตรา 295-A ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำโดยเจตนาและมุ่งร้ายเพื่อยั่วยุความรู้สึกทางศาสนา
รายงานอีกฉบับเกี่ยวกับคำร้องเรียนระบุมาตรา 160, 290, 295, 298, 298-A และ 504 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ควบคู่กับกฎหมายโทรเลขและมาตรา 11, 20 และ 26 ของกฎหมายป้องกันอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า PECA
ซาร์ดาร์ ราเมช ซิงห์ อโรรา รัฐมนตรีกิจการชนกลุ่มน้อยแห่งรัฐปัญจาบให้ข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ได้แก่ มาตรา 295, 298, 298-A และ 504-A แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ของกฎหมายโทรเลข และมาตรา 16 ของกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อย
บันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีอาญา หรือ FIR คือเอกสารบันทึกข้อมูลที่ใช้เริ่มการสอบสวนของตำรวจ ไม่ใช่คำพิพากษาว่ามีความผิด ในกรณีนี้ ความแตกต่างระหว่างมาตรา 295, 295-A และ 295-C รวมถึงบทบัญญัติอื่น ๆ ไม่ใช่เพียงความแตกต่างเล็กน้อยในการใช้ถ้อยคำ เพราะส่งผลต่อพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาและโทษที่อาจได้รับ
โฆษกตำรวจกล่าวว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่สามารถเปิดเผย FIR ได้เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัยและความละเอียดอ่อนของคดี จนกว่าจะตรวจสอบเอกสารได้ ควรถือว่าข้อกล่าวหาที่แน่ชัดต่อมาซีห์ยังไม่มีข้อยุติ แทนการนำข้อมูลหลายชุดมารวมเป็นรายการเดียวที่ยืนยันแล้ว
คดีแยกเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุโจมตี
รายงานของตำรวจเกี่ยวกับคดีวางเพลิงระบุว่า เจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุและพบคนประมาณ 30 ถึง 35 คน FIR ที่มีรายงานกล่าวหาว่าฝูงชนทำลายกุญแจคลินิก บุกเข้าไป ทำลายทรัพย์สิน และจุดไฟเผาสถานที่ดังกล่าว มีรายงานว่าหน่วยกู้ภัย 1122 กำลังปฏิบัติการดับเพลิง
คำร้องเรียนระบุว่าผู้ต้องสงสัยถือไม้ กระบอง ก้อนหิน ขวดน้ำมัน และไม้ขีดไฟ รวมทั้งมีบุคคลหนึ่งถูกกล่าวหาว่ายุยงฝูงชน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงผู้ต้องสงสัยที่ยังไม่ทราบชื่อ 20 ถึง 25 คน ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อกล่าวหาที่บันทึกไว้ระหว่างการสอบสวน ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าบุคคลใดมีความผิด
รายงานหลายฉบับระบุมาตรา 436, 427, 147, 149 และ 153-A แห่งประมวลกฎหมายอาญา ควบคู่กับมาตรา 6 และ 7 ของกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย โดยภาพรวม บทบัญญัติเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความเสียหายจากการวางเพลิง การทำลายทรัพย์สิน การจลาจล ความรับผิดภายในกลุ่มที่ชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการสร้างความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ส่วนข้อมูลของอโรราระบุมาตรา 427-A, 436, 147, 149 และ 153 ควบคู่กับบทบัญญัติต่อต้านการก่อการร้าย
จำนวนผู้ถูกจับกุมก็แตกต่างกันเช่นกัน โฆษกตำรวจประจำเขตกล่าวว่าผู้ต้องสงสัยที่ระบุชื่อ 5 คนถูกควบคุมตัว ออกัสติน สมาชิกคริสเตียนของสภานิติบัญญัติรัฐปัญจาบกล่าวว่า ตำรวจจับกุมผู้ประท้วงมากกว่า 15 คนที่จุดไฟเผาทรัพย์สิน ไม่มีข้อมูลยืนยันแยกแยะว่าตัวเลขเหล่านี้ครอบคลุมช่วงเวลาหรือประเภทการควบคุมตัวที่แตกต่างกันหรือไม่
ตำรวจระบุว่าผู้สอบสวนกำลังใช้ภาพวิดีโอ ข้อมูลพิกัดโทรศัพท์มือถือ และคำให้การของพยานเพื่อระบุตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม โดยมีชุดเจ้าหน้าที่ออกตรวจค้น ไม่มีรายงานวันนัดพิจารณาคดี ผลคำตัดสินของศาล หรือสรุปจำนวนผู้ถูกจับกุมขั้นสุดท้าย
ครอบครัวต่างหลบหนี แม้ตำรวจปฏิเสธ
กลุ่มสิทธิคริสเตียนประเมินว่ามีครอบครัวหลบหนีมากกว่า 35 ครอบครัว ชาวบ้านเล่าว่าพวกเขาย้ายไปพักที่บ้านญาติในหมู่บ้านใกล้เคียง จูเลียส สมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐปัญจาบซึ่งเดินทางไปเยี่ยมพื้นที่ ยืนยันเช่นกันว่าครอบครัวคริสเตียนหลายครอบครัวรีบออกจากพื้นที่เพราะหวั่นเกรงอันตรายถึงชีวิต
โฆษกตำรวจประจำเขตปฏิเสธรายงานเรื่องการย้ายถิ่น โดยระบุว่าคณะกรรมการสันติภาพประจำเขตและสมาชิกสภานิติบัญญัติคริสเตียนเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็วและช่วยคลี่คลายความตึงเครียด คำกล่าวนี้ขัดแย้งโดยตรงกับคำบอกเล่าของชาวบ้านและการยืนยันของจูเลียสว่ามีผู้คนออกจากพื้นที่
นักศึกษาวิทยาลัยที่ใช้นามสมมติเพื่อความปลอดภัยว่า โรซี กิล เล่าว่าพ่อของเธอกลับบ้านและบอกให้ทุกคนเก็บของจำเป็นแล้วออกจากพื้นที่ทันที เนื่องจากทุกคนขึ้นรถจักรยานยนต์ของพ่อไม่ไหว ครอบครัวจึงแยกกันเดินทางและนัดพบกันนอกหมู่บ้าน ก่อนจะไปหลบภัยที่บ้านลุงของเธอ
เธอยังเล่าว่าเพื่อนบ้านชาวมุสลิมเสนอที่พักพิงให้ครอบครัว พวกเขาขอบคุณแต่ก็จากไปเพราะกลัวเกินกว่าจะอยู่ต่อ คำบอกเล่าของเธอสะท้อนทั้งความหวาดกลัวที่เกิดจากการโจมตีและความช่วยเหลือที่เพื่อนบ้านแต่ละคนหยิบยื่นให้
ชาวบ้านอีกคนซึ่งเป็นข้าราชการและใช้ชื่อสมมติเพื่อความปลอดภัย กล่าวว่าเขาพาภรรยาและลูก ๆ ไปยังบ้านพ่อแม่ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 15 ถึง 20 นาที แม้จะได้รับแจ้งว่าสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว แต่เขาตั้งใจจะรออีกสองหรือสามวันก่อนกลับไป
จูเลียสกล่าวว่าบางครอบครัวกลับมาในวันเสาร์ แต่ไม่มีตัวเลขที่ได้รับการยืนยันว่ามีกี่ครัวเรือนที่ยังไม่กลับไป พวกเขาได้รับความช่วยเหลืออะไรบ้าง หรือทุกครอบครัวรู้สึกปลอดภัยพอที่จะกลับหรือไม่
การคุ้มครองของตำรวจและภัยคุกคามต่อโบสถ์
จูเลียสกล่าวว่าฝูงชนมุ่งหน้าไปยังโบสถ์ท้องถิ่นหลังโจมตีทรัพย์สินของมาซีห์ แต่ตำรวจเข้าขัดขวางก่อนเกิดเหตุร้ายแรงเพิ่มเติม เขายังระบุว่าเจ้าหน้าที่พามาซีห์ไปยังสถานที่ที่ไม่เปิดเผย และครอบครัวของเขาอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลเพื่อคุ้มครองของตำรวจ
รายงานอื่น ๆ ระบุว่าสมาชิกครอบครัวหลบหนีออกจากบ้านหรือออกจากหมู่บ้าน ยังไม่มีการยืนยันอย่างครบถ้วนว่าพวกเขาออกจากพื้นที่เมื่อใด และต่อมาถูกนำไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองหรือไม่
ฟัลบูส คริสโตเฟอร์ ผู้แทนชนกลุ่มน้อยในสภานิติบัญญัติรัฐปัญจาบและประธานคณะกรรมาธิการประจำด้านสิทธิมนุษยชนและกิจการชนกลุ่มน้อย ได้ติดต่อผู้นำชุมชน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายสงบสติอารมณ์ และขอให้ดำเนินการกับผู้ที่ต้องรับผิดชอบ มีการระบุชื่อบิลาล ซาฟาร์ ชีค ผู้บัญชาการตำรวจประจำเขตว่าเป็นผู้นำกำลังตำรวจไปยังที่เกิดเหตุ
เจ้าหน้าที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจประจำเขตกล่าวว่า มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากไปคุ้มครองชาวคริสเตียนและบ้านเรือนของพวกเขา มีรายงานว่ามาตรการเหล่านี้ป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินของคริสเตียนรายอื่นเสียหาย แต่เกิดขึ้นหลังจากบ้านและแหล่งทำมาหากินของมาซีห์ถูกทำลาย การคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาเพียงคนเดียวไม่ได้ทำให้ชุมชนพ้นจากการถูกตอบโต้ไปด้วย
HRFP เรียกร้องการคุ้มครองและกระบวนการที่เป็นธรรม
นาเวด วอลเตอร์ ประธานฮิวแมนไรต์ส โฟกัส ปากีสถาน เรียกร้องให้รัฐบาล ตำรวจ และฝ่ายปกครองท้องถิ่นคุ้มครองมาซีห์ ครอบครัวของเขา และชาวคริสเตียนคนอื่น ๆ วอลเตอร์ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าข้อกล่าวหาจะทำให้ฝูงชนมีสิทธิลงโทษผู้ใดได้
ไม่มีข้อกล่าวหาใดที่ทำให้ความรุนแรงของฝูงชน การวางเพลิง การข่มขู่ หรือการลงโทษคนทั้งกลุ่มเป็นสิ่งชอบธรรมได้ ทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาหรือมีความเชื่อใด ล้วนมีสิทธิในชีวิต ความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ข้อกล่าวหาหมิ่นศาสนาต้องไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างโจมตีบุคคล ทำลายทรัพย์สิน หรือสร้างความหวาดกลัวให้ชนกลุ่มน้อยทางศาสนา
วอลเตอร์กล่าวว่าการตัดสินความผิดเป็นหน้าที่ของศาล HRFP เรียกร้องให้มาซีห์ได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายและการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงต้องรับผิด ให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่ต้องพลัดถิ่น และดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้เนื้อหาปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดการโจมตีเพิ่มเติม
องค์กรระบุว่าทีมค้นหาข้อเท็จจริงกำลังรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบหลักฐาน และประเมินความต้องการด้านการคุ้มครองเร่งด่วน งานของทีมครอบคลุมผู้ที่เผชิญกับคำขู่ การข่มขู่ และการพลัดถิ่น ไม่ใช่เฉพาะชายที่ถูกกล่าวหาว่าแชร์วิดีโอ
ข้อเรียกร้องเหล่านี้กล่าวถึงหน้าที่สองประการที่แยกจากกัน ได้แก่ การสอบสวนข้อกล่าวหาตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย และการคุ้มครองผู้คนจากความรุนแรงไม่ว่าผลการสอบสวนจะเป็นอย่างไร
เหตุโจมตีในหมู่บ้านกับเหตุการณ์ก่อนหน้าในวงกว้าง
ชาวบ้านระบุว่า ฆาเรียล กาลันเป็นหมู่บ้านที่มีประชากรราว 4,000 ถึง 5,000 คน โดยครัวเรือนมุสลิมและคริสเตียนอาศัยปะปนกัน ไม่ได้แยกเป็นย่าน มีญาติของมาซีห์คนหนึ่งกล่าวว่าชุมชนทั้งสองเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด และเหตุรุนแรงครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่มาก่อน
อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีครั้งนี้คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ข้อกล่าวหาทางศาสนาต่อบุคคลหนึ่งทำให้ชุมชนคริสเตียนโดยรวมตกอยู่ในอันตราย ในเดือนสิงหาคม 2023 กลุ่มม็อบเผาโบสถ์และบ้านเรือนในจารันวาลา เขตไฟซาลาบัด ส่วนในปี 2013 ฝูงชนโจมตีบ้านคริสเตียนในโจเซฟโคโลนี เมืองลาฮอร์ หลังมีการกล่าวหาว่าหมิ่นศาสนา
เหตุการณ์อื่นที่มีรายงานแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ครอบครัวคริสเตียนมากกว่าสองโหลออกจากหมู่บ้านจูแลน ในเขตกุชรันวาลา หลังมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับวิดีโอบนสื่อสังคมออนไลน์ของศิษยาภิบาลที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ โจเซฟ นายยาร์ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนยกความดีความชอบให้ตำรวจและชาวมุสลิมในพื้นที่ที่ร่วมเจรจาจนช่วยป้องกันความรุนแรงได้
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ย่านบัลเดียทาวน์ในนครการาจี อาซิฟ บาสเตียน นักเคลื่อนไหวเล่าว่าฝูงชนรวมตัวกันหลังมีผู้นำซองซึ่งถูกกล่าวหาว่าบรรจุหน้ากระดาษอัลกุรอานที่ถูกเผาและภาพถ่ายของชายคริสเตียนคนหนึ่งกับแม่ของเขาไปส่งที่ร้านค้า มีรายงานว่าครอบครัวคริสเตียนประมาณ 10 ถึง 15 ครอบครัวบนถนนที่ได้รับผลกระทบติดอยู่ภายในบ้าน ก่อนตำรวจและกองกำลังกึ่งทหารเรนเจอร์จะเสริมกำลังและควบคุมสถานการณ์ได้
สำหรับฆาเรียล กาลัน ประเด็นเร่งด่วนที่ยังไม่มีข้อยุติมีอยู่หลายข้อ ได้แก่ ข้อกล่าวหาที่ได้รับการยืนยันต่อมาซีห์ จำนวนและสถานะของผู้ต้องสงสัยโจมตีที่ถูกควบคุมตัว ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และจำนวนครอบครัวที่ยังพลัดถิ่น ไม่มีรายงานวันนัดพิจารณาคดี กำหนดการกลับเข้าที่พัก หรือคำมั่นเรื่องค่าชดเชย การรับรองว่าสถานการณ์สงบแล้วไม่ได้ทำให้คำถามเหล่านี้หมดไป และไม่ได้ยืนยันว่าทุกครัวเรือนที่ถูกคุกคามจะกลับไปได้อย่างปลอดภัย
ประเด็นสำคัญ
- บ้านและคลินิกของคัมรัน กิล มาซีห์ถูกเผาหลังมีการกล่าวหาว่าหมิ่นศาสนา แม้ตำรวจจะจับกุมเขาไปก่อนแล้ว
- กลุ่มสิทธิระบุว่าครอบครัวคริสเตียนมากกว่า 35 ครอบครัวหลบหนี ตำรวจปฏิเสธรายงานเรื่องการย้ายออกจากพื้นที่ ขณะที่ชาวบ้านและสมาชิกสภานิติบัญญัติระดับรัฐยืนยันว่ามีครอบครัวหลบหนี
- ตำรวจรายงานว่าไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ และระบุว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปคุ้มครองชุมชน
- รายงานเกี่ยวกับข้อกล่าวหาต่อมาซีห์และจำนวนผู้ต้องสงสัยโจมตีที่ถูกจับกุมแตกต่างกัน ตั้งแต่ 5 คนไปจนถึงมากกว่า 15 คน
- ตำรวจเปิดคดีแยกเกี่ยวกับเนื้อหาที่ถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ และเหตุโจมตีโดยฝูงชน
- HRFP เรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม คุ้มครองชาวบ้านที่ถูกคุกคาม ช่วยเหลือครอบครัวที่พลัดถิ่น และดำเนินการให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงต้องรับผิด






