ปิดตลาดทำสถิติสูงสุด แต่หุ้นไต้หวันยังไม่ถึงหมุดหมายสำคัญ
ตลาดหุ้นไต้หวันขาดอีกเพียง 31.08 จุดก็จะแตะ 50,000 จุด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2026 ก่อนแรงขายทำกำไรจะชะลอการปรับขึ้น ดัชนีไทเอ็กซ์ยังปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 49,822.55 จุด เพิ่มขึ้น 110.51 จุด หรือ 0.22% ด้วยมูลค่าการซื้อขายราว 975.94 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) หนุนดัชนีราว 80 จุด สะท้อนว่าดัชนีอ้างอิงพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดมากเพียงใด
สารบัญ
- ปิดตลาดทำสถิติสูงสุด แต่หุ้นไต้หวันยังไม่ถึงหมุดหมายสำคัญ
- เส้นทางสู่ 50,000 จุด
- TSMC หนุนดัชนี ขณะที่หุ้นอื่นเคลื่อนไหวต่างทิศทาง
- การเติบโตของกำไรจะรองรับราคาหุ้นที่สูงขึ้นได้หรือไม่
- เรื่องราวการลงทุนใน AI ขยายวงกว้างกว่าชิป
- ราคาน้ำมันเปลี่ยนสมดุลความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
- ดอกเบี้ยสูงทำให้เหตุผลสนับสนุนหุ้นซับซ้อนขึ้น
- เหตุใดธนาคารจึงชอบพันธบัตรที่เหลืออายุ 3-7 ปี
- แรงหนุนดอลลาร์อาจลดลง ขณะที่ทองคำยังมีบทบาท
- บททดสอบถัดไปคือหลักฐานจากบริษัท ไม่ใช่เลขกลม ๆ
- ประเด็นสำคัญ
การปรับตัวลงหลังจากนั้นทำให้คำถามสำคัญที่นักลงทุนเผชิญเด่นชัดขึ้น นั่นคือ การเติบโตของกำไรจะยังรองรับราคาหุ้นได้หรือไม่ ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ดัชนีปิดที่ 49,806.37 จุดในวันที่ 7 ตุลาคม ก่อนลดลง 492.93 จุด มาอยู่ที่ 49,313.44 จุดในวันที่ 8 ตุลาคม ก่อนวันหยุดวันชาติไต้หวัน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีไต้หวันยังร่วงลงอีก 652 จุดในการซื้อขายภาคค่ำ
Standard Chartered มองว่ากำไรภาคธุรกิจยังสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อไต้หวัน แม้ความผันผวนจะเพิ่มขึ้นก็ตาม มุมมองการลงทุนฉบับวันที่ 25 กันยายน 2026 ของธนาคารยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นทั่วโลกและหุ้นไต้หวันมากกว่าดัชนีอ้างอิง โดยชี้ถึงแนวโน้มการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ การให้น้ำหนักมากกว่าดัชนีอ้างอิงหมายถึงการจัดสรรเงินลงทุนให้สินทรัพย์หรือตลาดนั้นมากกว่าสัดส่วนปกติในดัชนี
จุดยืนดังกล่าวไม่ได้เป็นการคาดการณ์ว่าไต้หวันจะทะลุ 50,000 จุดเมื่อใด แต่เป็นการประเมินว่ากำไรอาจช่วยชดเชยแรงกดดันบางส่วนจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะการขึ้นเหนือเลขกลม ๆ เพียงชั่วครู่ โดยเฉพาะในการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า ไม่ได้ยืนยันว่าตลาดเงินสดจะปิดเหนือระดับนั้นและรักษากำไรไว้ได้
เส้นทางสู่ 50,000 จุด
ลำดับเหตุการณ์แสดงทั้งความแข็งแกร่งของการปรับขึ้นและแรงขายที่เกิดขึ้นเมื่อดัชนีเข้าใกล้หมุดหมายสำคัญ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ดัชนีไทเอ็กซ์พุ่งขึ้น 1,236.3 จุด มาอยู่ที่ 49,712.04 จุด ต่อมาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีแตะ 50,265 จุดในการซื้อขายภาคค่ำ ทำให้เกิดความคาดหวังว่าดัชนีตลาดเงินสดจะตามขึ้นไปในไม่ช้า
- 28 สิงหาคม 2026: แนวโน้มตลาดไต้หวันของ Standard Chartered ประเมินโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างนุ่มนวลไว้ที่ 50% และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไต้หวัน
- 25 กันยายน: มุมมองการลงทุนฉบับใหม่ลดโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างนุ่มนวลเหลือ 45% และปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมัน
- 5 ตุลาคม: ดัชนีไทเอ็กซ์เพิ่มขึ้น 1,236.3 จุด และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในภาคค่ำทะลุ 50,000 จุด
- 6 ตุลาคม: ดัชนีตลาดเงินสดขึ้นไปแตะ 49,968.92 จุดระหว่างการซื้อขาย และปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 49,822.55 จุด
- 7 ตุลาคม: Standard Chartered นำเสนอแนวโน้มไตรมาส 4 ขณะที่ดัชนีไทเอ็กซ์ปิดที่ 49,806.37 จุด
- 8 ตุลาคม: ดัชนีอ้างอิงลดลงมาอยู่ที่ 49,313.44 จุด ก่อนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในภาคค่ำจะร่วงลงต่อ
- 15 ตุลาคม: งานประชุมนักลงทุนตามกำหนดการของ TSMC เป็นบททดสอบสำคัญครั้งถัดไปสำหรับความคาดหวังต่อธุรกิจและการขยายกิจการในต่างประเทศ
รายงานที่ว่า OpenAI ทำรายได้ต่ำกว่าคาดมีส่วนทำให้ตลาดระมัดระวังก่อนวันหยุด ต่อมาความกังวลจากข่าวดังกล่าวคลี่คลายลง และดัชนีหุ้นหลักทั้งสี่ของสหรัฐฯ ปรับขึ้นในวันที่ 9 ตุลาคม การฟื้นตัวดังกล่าวช่วยให้บรรยากาศภายนอกตลาดดีขึ้น แต่ยังไม่คลี่คลายคำถามว่าแนวโน้มกำไรของไต้หวันจะรองรับการปรับขึ้นต่อเนื่องอีกระลอกได้หรือไม่
TSMC หนุนดัชนี ขณะที่หุ้นอื่นเคลื่อนไหวต่างทิศทาง
TSMC ปิดตลาดวันที่ 6 ตุลาคมที่ 2,585 ดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้น 0.39% หลังขึ้นไปแตะ 2,590 ดอลลาร์ไต้หวันระหว่างวัน มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 67.03 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน เมื่อบริษัทมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด แรงหนุนราว 80 จุดจาก TSMC จึงคิดเป็นประมาณ 72% ของการเพิ่มขึ้น 110.51 จุดของดัชนีไทเอ็กซ์
เคอร์รี หวง นักวิเคราะห์จาก Concord Securities กล่าวถึงแรงขายเมื่อดัชนีเข้าใกล้หมุดหมาย และบทบาทของ TSMC ที่ช่วยรักษาการปรับขึ้นไว้ว่า:
เมื่อระดับ 50,000 จุดใกล้เข้ามา นักลงทุนบางส่วนขายหุ้นเพื่อล็อกกำไร" หวงกล่าว "โชคดีที่ TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Co.) ยังคงแข็งแกร่ง และปิดบวกได้แม้จะถอยลงจากจุดสูงสุดระหว่างวัน ซึ่งช่วยให้ตลาดโดยรวมทำลายสถิติราคาปิดเดิม
การทำสถิติสูงสุดไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวปรับขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน MediaTek ร่วงลง 4.74% และ United Microelectronics ลดลง 3.28% ขณะที่ Delta Electronics เพิ่มขึ้น 2.24% และ Hon Hai Precision Industry ปรับขึ้น 0.79% กลุ่มการเงินเพิ่มขึ้น 1.29% เทียบกับดัชนีอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.05% ส่วนดัชนี OTC ซึ่งสะท้อนหุ้นบริษัทขนาดเล็กจำนวนมาก ลดลง 0.37%
นักลงทุนสถาบันต่างชาติขายสุทธิหุ้นในกระดานหลักมูลค่า 6.66 พันล้านดอลลาร์ไต้หวันในวันดังกล่าว ขณะเดียวกัน จำนวนหุ้นที่มีราคาสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์ไต้หวันเพิ่มขึ้นเป็น 56 ตัว เท่ากับสถิติในอดีต ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนตลาดที่ราคาหุ้นโดยรวมแข็งแกร่ง แต่การมีส่วนร่วมกระจุกตัว ไม่ได้ปรับขึ้นทั่วทุกกลุ่มอุตสาหกรรมหรือทุกบริษัท
การเติบโตของกำไรจะรองรับราคาหุ้นที่สูงขึ้นได้หรือไม่
หลิว เจียหาว หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง Standard Chartered Taiwan เห็นว่าการประเมินราคาหุ้นที่ปรับขึ้นต้องพิจารณาควบคู่กับกำไร เขายก Nvidia เป็นตัวอย่าง โดยการเติบโตของกำไรสูงกว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้น ทำให้อัตราส่วนราคาต่อกำไรลดจากราว 30 เท่าเมื่อต้นปี มาอยู่ที่ 20-25 เท่า
อัตราส่วนราคาต่อกำไรใช้วัดว่านักลงทุนจ่ายเงินเท่าใดต่อกำไรหนึ่งหน่วย อัตราส่วนนี้ลดลงได้แม้ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้น หากกำไรเติบโตเร็วกว่านั้น ตัวอย่างของหลิวสนับสนุนข้อโต้แย้งของธนาคารที่ว่าการทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่ามูลค่าหุ้นแพงขึ้น แต่ไม่ได้ยืนยันว่าหุ้นบริษัท AI ทุกแห่งมีมูลค่าน่าลงทุนเท่ากัน
Allianz Global Investors Taiwan เสนออีกมุมหนึ่งเกี่ยวกับความคาดหวังด้านกำไรที่อยู่เบื้องหลังการปรับขึ้น โดยคาดการณ์ว่ากำไรรวมของบริษัทไต้หวันจะเติบโต 84.07% ในปี 2026 และเพิ่มอีก 35.56% ในปี 2027 สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทประเมินการเติบโตในปี 2027 ไว้ที่ 45%
หากบรรลุประมาณการตลาดทั้งสองปีโดยใช้เกณฑ์ที่เปรียบเทียบกันได้ กำไรในปี 2027 จะอยู่ที่ประมาณ 2.5 เท่าของระดับปี 2025 การคำนวณนี้นำอัตราเติบโต 84.07% มาคิดรวมกับการเติบโตอีก 35.56% ไม่ใช่เพียงนำเปอร์เซ็นต์มาบวกกัน ตัวเลขเหล่านี้เป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลประกอบการที่รายงานแล้ว และความแตกต่างนี้จะยิ่งสำคัญขึ้นเมื่อบริษัททยอยเปิดเผยรายได้และกำไร
เหลียว เปิ่นหลง ผู้จัดการกองทุน ETF เชิงรุก 00984A ของ Allianz เตือนว่าอุตสาหกรรมเติบโตบางกลุ่มมีราคาหุ้นปรับขึ้นมากและมูลค่าสูงขึ้นแล้ว กัว จินฟู่ ผู้จัดการกองทุน ETF เชิงรุก 00993A ของบริษัท คาดว่านักลงทุนจะต้องการหลักฐานที่ชัดเจนขึ้นว่ารายได้และกำไรต่อหุ้นเติบโตจริง ดังนั้น ความต้องการที่แข็งแกร่งในระดับอุตสาหกรรมจึงเกิดควบคู่กับผลการดำเนินงานของหุ้นรายตัวที่แตกต่างกันมากได้
เรื่องราวการลงทุนใน AI ขยายวงกว้างกว่าชิป
Standard Chartered ประเมินว่าการใช้จ่ายลงทุนด้าน AI ทั่วโลกอาจเติบโตเฉลี่ยทบต้นราว 33% ต่อปีจนถึงปี 2030 แนวโน้มไตรมาส 4 ของธนาคารคาดว่าแรงส่งด้านการลงทุนจะดำเนินต่อไปจนถึงปี 2027 โดยไต้หวันได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมทั้งเซมิคอนดักเตอร์ การสื่อสารด้วยแสง และแผงวงจรพิมพ์
ธนาคารเปรียบเทียบความหลากหลายดังกล่าวกับเกาหลีใต้ ซึ่งพึ่งพาหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงมากกว่า หน่วยความจำประเภทนี้ใช้ถ่ายโอนข้อมูลปริมาณมากได้อย่างรวดเร็วสำหรับหน่วยประมวลผล AI การที่อุตสาหกรรมไต้หวันมีฐานกว้างกว่าทำให้นักลงทุนเข้าถึงวงจรการใช้จ่ายได้หลายทาง แม้ธุรกิจจำนวนมากยังต้องพึ่งพาความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งเป็นปัจจัยร่วมกัน
เซียว ฮุ่ยจง ผู้จัดการกองทุน Taiwan Daba และ Taiwan Technology ของ Allianz ชี้ถึงแผนเพิ่มการใช้จ่ายลงทุนของผู้ให้บริการคลาวด์ในอเมริกาเหนือ ความต้องการหน่วยประมวลผลกราฟิก ชิปสั่งทำเฉพาะ และหน่วยประมวลผลแอปพลิเคชันขั้นสูง ส่งผลให้มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นสำหรับการผลิตและบรรจุภัณฑ์ชิปขั้นสูง
Allianz ระบุว่าทรัพย์สินทางปัญญาด้านการออกแบบชิป ชิปสั่งทำเฉพาะ การบรรจุและทดสอบ แผงวงจร ซับสเตรตชิป ระบบระบายความร้อน โมดูลระบายความร้อนด้วยน้ำ และการสื่อสารด้วยแสง เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังรายงานว่าอุปสงค์และอุปทานของตัวเก็บประจุเซรามิกหลายชั้นและตัวต้านทานชิปบางชนิดตึงตัวขึ้น เนื่องจากเซิร์ฟเวอร์ AI ระบบประมวลผลสมรรถนะสูง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค และการใช้งานในยานยนต์เพิ่มความต้องการชิ้นส่วน
วงจรการใช้จ่ายยังครอบคลุมถึงการจัดหาไฟฟ้า การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า และการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคส่วนต่าง ๆ ธุรกิจบริหารจัดการพลังงานของ Delta Electronics เป็นตัวอย่างหนึ่งของการได้ประโยชน์จากแนวโน้มที่กว้างขึ้นนี้ เฉิน จื้อหลิน นักวิเคราะห์ ยังระบุว่าบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง การทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ และห่วงโซ่อุปทาน CoWoS เป็นประเด็นที่ตลาดจับตาก่อนการประชุมของ TSMC CoWoS คือเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ของ TSMC ที่ใช้รวมหน่วยประมวลผลและหน่วยความจำเข้าด้วยกันในระบบประมวลผลสมรรถนะสูง ความคาดหวังต่อการขยายกำลังการผลิตยังต้องรอการยืนยันผ่านแนวทางที่บริษัทให้และผลประกอบการ
ราคาน้ำมันเปลี่ยนสมดุลความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
แนวโน้มฉบับทางการล่าสุดของ Standard Chartered ประเมินโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างนุ่มนวลไว้ที่ 45% เทียบกับโอกาส 30% ที่เศรษฐกิจจะเติบโตแข็งแกร่งต่อไปโดยไม่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ และ 25% สำหรับสถานการณ์ขาลง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างนุ่มนวลหมายถึงเงินเฟ้อลดลงโดยไม่เกิดภาวะถดถอย ความเสี่ยงขาลงประกอบด้วยโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูง 15% ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตอ่อนแอควบคู่กับเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ และโอกาสเกิดภาวะถดถอย 10%
ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจาก แนวโน้มตลาดไต้หวันของธนาคารเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ซึ่งประเมินโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างนุ่มนวลไว้ที่ 50% โอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตแข็งแกร่งต่อไป 25% และความเสี่ยงขาลง 25% การประเมินความเสี่ยงขาลงก่อนหน้านั้นแบ่งเป็นโอกาสเกิดภาวะถดถอย 15% และภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูง 10% ดังนั้น แนวโน้มฉบับหลังจึงปรับทั้งความน่าจะเป็นของสถานการณ์หลักและองค์ประกอบของความเสี่ยงขาลง
คาดการณ์ราคาน้ำมันก็ปรับสูงขึ้นระหว่างเอกสารทั้งสองฉบับ แนวโน้มฉบับเดือนสิงหาคมคาดว่าราคาน้ำมันล่วงหน้าตลาดนิวยอร์กจะอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในอีกสามเดือน และ 70 ดอลลาร์ในอีก 12 เดือน ส่วนมุมมองการลงทุนฉบับเดือนกันยายนและการบรรยายสรุปเดือนตุลาคมคาดราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate ไว้ที่ 100 ดอลลาร์และ 80 ดอลลาร์ตามลำดับ โดยเพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในทั้งสองช่วงเวลา
ธนาคารระบุว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการหยุดชะงักของอุปทานเป็นภัยคุกคามหลัก แนวโน้มเดือนกันยายนเชื่อมโยงสถานการณ์เศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูงกับความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงและราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลิวเตือนว่าราคาในช่วง 120-150 ดอลลาร์อาจทำให้เกิดแรงกระแทกต่อเงินเฟ้อและการเติบโตที่รุนแรงขึ้น ตัวเลขเหล่านี้เป็นระดับความเสี่ยง ไม่ใช่เป้าหมายราคาน้ำมันหลักของธนาคาร
Standard Chartered ยังเห็นว่าการใช้น้ำมันต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจที่ลดลง และราคาพลังงานที่ปรับตามเงินเฟ้อแล้ว ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันรุนแรงน้อยกว่าวิกฤตพลังงานในอดีตบางครั้ง อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวไม่ได้ขจัดความเสี่ยง เพราะหากราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง การบรรเทาเงินเฟ้ออาจล่าช้าและทำให้ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับสูงต่อไป
ดอกเบี้ยสูงทำให้เหตุผลสนับสนุนหุ้นซับซ้อนขึ้น
มุมมองการลงทุนฉบับเดือนกันยายนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ยอีกสองครั้ง ธนาคารกลางยุโรปขึ้นหนึ่งครั้ง และธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นสามครั้งภายในเดือนมิถุนายน 2027 โดยระบุว่าเดือนกันยายนเป็นเดือนแรกที่ทั้งสามแห่งขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำให้กรอบอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3.75%-4.00% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารกลางยุโรปอยู่ที่ 2.50% และธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 1.25%
แนวโน้มดังกล่าวต่างจากแนวโน้มตลาดไต้หวันฉบับเดือนสิงหาคม ซึ่งคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงดอกเบี้ยตลอดปี 2026 เอกสารฉบับใหม่คาดว่าผลกระทบจากพลังงานและภาษีศุลกากรที่ค่อย ๆ ลดลงจะเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรปลดดอกเบี้ยได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2027 นี่เป็นการคาดการณ์ที่มีเงื่อนไขว่าเงินเฟ้อต้องชะลอลง ไม่ใช่กำหนดการนโยบายที่ประกาศแล้ว
ในการบรรยายสรุปเดือนตุลาคม หลิวอ้างถึงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ 5.2%-5.3% คาดการณ์เงินเฟ้อราว 2.3% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า และผลตอบแทนที่แท้จริงประมาณ 2.95% ซึ่งระบุว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 ผลตอบแทนที่แท้จริงหมายถึงผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อที่คาดไว้
ผลตอบแทนที่สูงขึ้นกดดันหุ้นได้สองทาง คือเพิ่มต้นทุนทางการเงิน และทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรแข่งขันกับกำไรของบริษัทในอนาคตได้มากขึ้น Standard Chartered เชื่อว่าการเติบโตของกำไรจะช่วยรองรับแรงกดดันดังกล่าว แต่แนวโน้มของธนาคารไม่ได้อ้างว่าหุ้น AI จะปลอดจากผลกระทบนี้
เหตุใดธนาคารจึงชอบพันธบัตรที่เหลืออายุ 3-7 ปี
Standard Chartered ชอบพันธบัตรที่เหลืออายุ 3-7 ปี มากกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวมากในสัดส่วนสูง เมื่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ราคาพันธบัตรเดิมมักลดลง โดยทั่วไปพันธบัตรที่จ่ายผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนในระยะเวลานานกว่าจะมีราคาเปลี่ยนแปลงมากกว่าเมื่ออัตราดอกเบี้ยเคลื่อนไหวในระดับเดียวกัน
ธนาคารชอบพันธบัตรรัฐบาลของตลาดเกิดใหม่ที่ออกเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันยังระมัดระวังพันธบัตรรัฐบาลของตลาดพัฒนาแล้ว แนวโน้มเดือนสิงหาคมของธนาคารระบุว่าผลตอบแทนที่น่าดึงดูดเป็นเหตุผลหนึ่งของจุดยืนนี้ ควบคู่กับความเสี่ยงจากคุณภาพเครดิตของผู้ออกตราสารและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
พันธบัตรบริษัททั้งระดับน่าลงทุนและระดับความเสี่ยงสูงกว่าสามารถสร้างรายได้จากดอกเบี้ยได้ แต่แนวโน้มไตรมาส 4 ระบุว่าส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับแคบ ส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตคือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนได้รับจากการรับความเสี่ยงในการชำระหนี้ของผู้กู้ แทนการถือพันธบัตรรัฐบาลอ้างอิง หากส่วนชดเชยมีน้อย ก็เหลือค่าตอบแทนรองรับน้อยลงหากความเสี่ยงดังกล่าวเพิ่มขึ้น
ดังนั้น ข้อเสนอแนะด้านการจัดสรรเงินลงทุนจึงมีความพิถีพิถันมากกว่าการซื้อพันธบัตรเพื่อป้องกันความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว Standard Chartered แนะนำให้คัดกรองผู้ออกตราสาร กระจายการถือครองไปยังผู้กู้หลายราย และเน้นรายได้ดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอ การออกตราสารเป็นดอลลาร์ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงด้านเครดิต และนักลงทุนที่วัดผลตอบแทนเป็นดอลลาร์ไต้หวันยังต้องเผชิญความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
แรงหนุนดอลลาร์อาจลดลง ขณะที่ทองคำยังมีบทบาท
ธนาคารคาดว่าเงินดอลลาร์จะยังได้รับแรงหนุนในระยะแรก ก่อนอ่อนค่าลงเมื่อเงินเฟ้อชะลอและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแคบลง การคาดการณ์ของธนาคารในเดือนกันยายนและตุลาคมระบุดัชนีดอลลาร์ไว้ที่ 100.2 ในอีกสามเดือน และ 98 ในอีก 12 เดือน เทียบกับ 101.5 และ 99 ในแนวโน้มฉบับเดือนสิงหาคม ทิศทางของการประเมินทั้งสองฉบับคล้ายกัน แต่เป้าหมายตัวเลขแตกต่างกัน
สำหรับเงินเยน การบรรยายสรุปเดือนตุลาคมคาดว่าเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐจะแลกได้ 157 เยนในอีกสามเดือน และ 153 เยนในอีก 12 เดือน เอกสารทางการฉบับเดือนกันยายนยังระบุเป้าหมายระยะกลางที่ 153 เยนด้วย ตัวเลขที่ลดลงหมายถึงเงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมของญี่ปุ่นอาจหนุนการแข็งค่าดังกล่าว โดยลดข้อได้เปรียบด้านผลตอบแทนของสินทรัพย์ดอลลาร์
เป้าหมายราคาทองคำสอดคล้องกันในเอกสารทางการและการบรรยายสรุปเดือนตุลาคม โดยคาดไว้ที่ 4,750 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในอีกสามเดือน และ 5,000 ดอลลาร์ในอีก 12 เดือน หลิวชี้ว่าการซื้อทองคำของธนาคารกลาง รวมถึงจีนและโปแลนด์ เป็นปัจจัยหนุน ควบคู่กับโอกาสที่เงินดอลลาร์จะแข็งค่าต่อเนื่องได้อย่างจำกัด ตัวเลขเหล่านี้เป็นการคาดการณ์ราคาในอนาคต ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกัน
บททดสอบถัดไปคือหลักฐานจากบริษัท ไม่ใช่เลขกลม ๆ
งานประชุมนักลงทุนของ TSMC ในวันที่ 15 ตุลาคมเป็นจุดตรวจสอบที่ชัดเจนที่สุดในระยะใกล้ หวงคาดว่านักลงทุนจะจับตาแนวทางการดำเนินธุรกิจและการขยายกิจการในต่างประเทศ หลิว เฉิงอวี่ ประธาน Mega International Investment Services ยังระบุรายได้เดือนกันยายนของ TSMC และการบรรยายสรุปต่อนักลงทุนของ Largan Precision เป็นประเด็นใกล้ตัวที่ควรติดตาม
เสิ่น เจียนหง ผู้จัดการกองทุน ETF เชิงรุกสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กในไต้หวันของ Taishin กล่าวว่า ตลาดจะตรวจสอบว่ากำไรทั้งปีเป็นไปตามคาดหรือไม่ และการเติบโตจะดำเนินต่อไปในไตรมาส 4 หรือไม่ ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นในบางอุตสาหกรรมอาจหนุนการปรับขึ้นอีกระลอก แต่ต้องสะท้อนออกมาเป็นผลประกอบการทางธุรกิจด้วย
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นและกระแสเงินทุน อย่างไรก็ตาม Standard Chartered ให้น้ำหนักกับกำไรภาคธุรกิจมากกว่าผลการเลือกตั้งในฐานะแรงขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของตลาดอย่างต่อเนื่อง แนวทางที่ธนาคารชอบประกอบด้วยการจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นมากกว่าพันธบัตร ทยอยซื้อเป็นระยะ กระจายการลงทุนตามภูมิภาค และถือทองคำกับพันธบัตรอายุปานกลางบางส่วน
ยังไม่มีการระบุวันที่ยืนยันได้ว่าดัชนีไทเอ็กซ์จะทะลุ 50,000 จุดและยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง ประมาณการกำไรสนับสนุนโอกาสที่หุ้นจะปรับขึ้นต่อ ขณะที่แรงขายล่าสุดแสดงให้เห็นว่านักลงทุนต้องการหลักฐานแล้ว ช่วงต่อไปจะขึ้นอยู่กับว่าผลประกอบการและแนวทางของบริษัทเป็นไปตามความคาดหวังหรือไม่ โดยไม่มีแรงกระแทกด้านราคาน้ำมันหรืออัตราดอกเบี้ยที่รุนแรงกว่าเดิม
ประเด็นสำคัญ
- ดัชนีไทเอ็กซ์ขึ้นไปแตะ 49,968.92 จุดระหว่างการซื้อขายวันที่ 6 ตุลาคม และปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 49,822.55 จุด
- TSMC หนุนการเพิ่มขึ้นของดัชนีในวันดังกล่าวราว 72% ขณะที่หุ้นบริษัทขนาดเล็กปรับขึ้นช้ากว่า
- Allianz คาดการณ์ว่ากำไรบริษัทไต้หวันจะเติบโต 84.07% ในปี 2026 และ 35.56% ในปี 2027
- แนวโน้มเดือนกันยายนของ Standard Chartered ประเมินโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างนุ่มนวลไว้ที่ 45% และชอบหุ้นไต้หวัน
- เป้าหมายราคาน้ำมันฉบับใหม่ของธนาคารอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในอีกสามเดือน และ 80 ดอลลาร์ในอีก 12 เดือน ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดือนสิงหาคม
- ธนาคารชอบพันธบัตรที่เหลืออายุ 3-7 ปี และคงเป้าหมายราคาทองคำที่ 4,750 และ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
- งานประชุมนักลงทุนของ TSMC ในวันที่ 15 ตุลาคมเป็นจุดตรวจสอบสำคัญครั้งถัดไปสำหรับความคาดหวังด้านกำไรและการลงทุน






