กลับมาทำเกษตรบนผืนดินที่ยังมีปัญหาดินเค็ม
ในเมืองชยัมน์นาการ์ ใกล้ป่าชายเลนซุนดาร์บันของบังกลาเทศ สำนักงานเกษตรของรัฐระบุว่ามีเกษตรกร 71,000 คน และพื้นที่เพาะปลูกได้ 17,539 เฮกตาร์ การประเมินของสำนักงานระบุอุปสรรคต่อการผลิต 5 ประการ ได้แก่ ความเค็ม การขาดแคลนน้ำชลประทานในฤดูแล้ง น้ำท่วมขังในช่วงมรสุม เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ และการขาดห้องเย็น เกษตรกรที่พยายามฟื้นการผลิตพืชผลหลังจากทำบ่อเลี้ยงกุ้งมานานหลายสิบปี ยังเผชิญแรงกดดันอีกด้าน นั่นคือการต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงก่อนจะมีผลผลิตให้ขาย
สารบัญ
- กลับมาทำเกษตรบนผืนดินที่ยังมีปัญหาดินเค็ม
- เหตุใดเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจึงเปลี่ยนแนวทาง
- ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงการฟื้นตัวอย่างทั่วถึง
- การกู้ยืมเพื่อให้เพาะปลูกได้ต่อไป
- การใช้สารเคมีและคุณภาพดินที่เสื่อมถอย
- ความเสี่ยงต่อสุขภาพต้องอาศัยหลักฐานที่ดีขึ้นและการจัดการที่ปลอดภัยกว่า
- แหล่งรวบรวมเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นเป็นอีกทางเลือก
- น้ำจืดยังคงเป็นทรัพยากรที่จำกัดที่สุด
- การฝึกอบรมเชื่อมโยงเกษตรกรรมกับความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน
- มาตรการของรัฐและช่องว่างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
- ประเด็นสำคัญ
ข้อมูลสำนักงานเกษตรชยัมน์นาการ์ระบุว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวอามันแบบย้ายกล้า ซึ่งเป็นพืชหลักในฤดูมรสุม 16,850 เฮกตาร์ และมีความเข้มข้นในการเพาะปลูก 125% ตัวชี้วัดนี้เปรียบเทียบพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดในฤดูต่อเนื่องกับพื้นที่เพาะปลูกสุทธิ แสดงให้เห็นว่ามีการปลูกซ้ำบางส่วน ไม่ได้หมายความว่าทุกแปลงเก็บเกี่ยวได้หลายครั้ง
สำหรับเกษตรกรที่พยายามฟื้นการปลูกพืชน้ำจืดมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เรื่องง่าย น้ำเค็มจากแม่น้ำที่สูบเข้าบ่อเลี้ยงกุ้งทำให้เพาะปลูกได้ยาก เกษตรกรเล่าว่าต้องใช้ปัจจัยการผลิตทางเคมีในปริมาณมากขึ้นเพื่อรักษาผลผลิต จากนั้นจึงกู้เงินจากผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิต บริษัทเมล็ดพันธุ์ เจ้าหนี้นอกระบบ และสถาบันการเงินรายย่อยเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่าย
มีสัญญาณการฟื้นตัวของเกษตรกรรมทั่วภาคตะวันตกเฉียงใต้ ผลผลิตข้าว ผัก และผลไม้เพิ่มขึ้น ขณะที่เกษตรกรบางส่วนเลิกทำบ่อกุ้งที่ประสบปัญหา อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในระดับเขตไม่ได้หมายความว่าทุกหมู่บ้านฟื้นฟูสภาพดิน ต้นไม้ หรือการเข้าถึงน้ำจืดได้แล้ว ในชยัมน์นาการ์ ความท้าทายสำคัญคือการกลับมาปลูกพืชจะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตเกษตรกรได้หรือไม่ โดยไม่ทำให้หนี้สินและความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งทวีความรุนแรง
เหตุใดเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจึงเปลี่ยนแนวทาง
การเลี้ยงกุ้งเชิงพาณิชย์ขยายตัวตามแนวชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้เมื่อราว 40 ปีก่อน เนื่องจากความเค็มที่เพิ่มขึ้นทำให้ปลูกข้าวยากขึ้น การนำน้ำเค็มเข้าพื้นที่ปิดในช่วงแรกเป็นทางเลือกสร้างรายได้ แต่ในระยะหลัง ความเค็มที่มากเกินไป โรคไวรัส และความเสียหาย ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันกลับมาทำเกษตรกรรม
เชค ซีราจุล อิสลาม เกษตรกรในชยัมน์นาการ์ กลับมาปลูกข้าวหลังจากเลี้ยงกุ้งมาสองทศวรรษ เขาเล่าว่าผลผลิตกุ้งลดลงในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัส และดินเค็มจนปลูกพืชอื่นรอบบ่อไม่ได้ แนวทางใหม่ของเขาคือปลูกข้าวในฤดูมรสุม แล้วปลูกผักหรือผลไม้ในฤดูแล้ง
นิรมล กาเยน เกษตรกรในเมืองดาโกป จังหวัดคุลนา ก็เปลี่ยนจากเลี้ยงกุ้งมาปลูกข้าวและแตงโมหลังขาดทุน เมื่อกล่าวถึงการลงทุนเลี้ยงกุ้งครั้งสุดท้าย เขากล่าวว่า
ครั้งสุดท้ายที่ผมเลี้ยงกุ้ง ผมได้เงินคืนมาเพียงครึ่งเดียวจากเงินลงทุน 705 ดอลลาร์สหรัฐ (60,000 ตากา) ผมขาดทุนเพราะโรคไวรัสระบาดในบ่อกุ้งบ่อยครั้ง
การศึกษาในดาโกปพบว่าการปลูกข้าวและแตงโมให้ผลประโยชน์รวมและรายได้สุทธิสูงกว่าการเลี้ยงกุ้งเพียงอย่างเดียว งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Land Use Policy ปี 2023 ยังพบว่าการกระจายชนิดพืชมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งที่มีการเลี้ยงกุ้ง ผลการศึกษาเหล่านี้สนับสนุนการเปลี่ยนแนวทาง แม้การขาดแคลนน้ำจืดยังคงจำกัดพื้นที่ที่เกษตรกรจะนำกลับมาเพาะปลูกได้
ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงการฟื้นตัวอย่างทั่วถึง
ตัวเลขของกรมส่งเสริมการเกษตรที่อ้างถึงช่วง 5 ปีงบประมาณระหว่างปี 2018 ถึง 2023 แสดงว่าผลผลิตข้าวอามันเพิ่มขึ้น 11% ถึง 14% ในจังหวัดคุลนา บาเกร์ฮัต และซาตคีรา ผลผลิตผักเพิ่มขึ้นราว 50% ส่วนผลผลิตแตงโมเพิ่มขึ้น 6 ถึง 10 เท่าในจังหวัดเหล่านั้น
ผลผลิตผลไม้เพิ่มขึ้น 197% ในคุลนา และ 114% ในซาตคีรา การเพิ่มขึ้นดังกล่าวหมายความว่าผลผลิตแตะระดับประมาณ 2.97 เท่าและ 2.14 เท่าของระดับเดิมตามลำดับ เกษตรกรปลูกพืชเชิงพาณิชย์หลากหลายชนิดมากขึ้น รวมถึงมะม่วง ชมพู่ มะพร้าว ฝรั่ง และกล้วย
ตัวเลขการเลี้ยงกุ้งครอบคลุมกลุ่มจังหวัดที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำไปเปรียบเทียบโดยตรงกับยอดผลผลิตพืชดังกล่าว ในจังหวัดคุลนา ปาตูอาคาลี โภลา บอร์กุนา และโนอาคาลี ผลผลิตกุ้งลดลงมากกว่า 7% จากราว 30,000 ตันในปีงบประมาณ 2018 ถึงปีงบประมาณ 2022 ซึ่งสิ้นสุดในปี 2023 พื้นที่เลี้ยงกุ้งหดตัวเกือบ 5% ส่วนจังหวัดคุลนาเพียงแห่งเดียวมีผลผลิตลดลง 8%
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรท้องถิ่นในชยัมน์นาการ์รายงานว่าต้นมะม่วงหว้า มะนาว มะพร้าว ละมุด และชมพู่มะเหมี่ยวพบเห็นได้น้อยลงในบริเวณที่พวกเขาอาศัยอยู่ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน เพราะผลผลิตผลไม้เชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้งเขตสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับการสูญเสียต้นไม้ที่ปลูกกันมานานในบางหมู่บ้านที่มีดินเค็ม ตัวเลขดังกล่าววัดผลผลิต ไม่ได้วัดว่าทุกสวนหรือพืชท้องถิ่นแต่ละชนิดยังคงอยู่หรือไม่
การกู้ยืมเพื่อให้เพาะปลูกได้ต่อไป
เกษตรกรเล่าถึงวงจรที่สภาพดินยากลำบากทำให้ต้องใช้จ่ายกับปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมากขึ้น ขณะที่เงินสดมีจำกัดในช่วงเพาะปลูกจึงต้องกู้ยืม แหล่งเงินกู้มีหลายทาง รวมถึงธุรกิจที่ขายปัจจัยการผลิตด้วย เงินกู้บางส่วนมีดอกเบี้ยสูง และอาจต้องผ่อนชำระต่อเนื่องตลอดทั้งปี
การกู้ยืมเช่นนี้ทำให้การตัดสินใจปลูกพืชครั้งถัดไปต้องคำนึงถึงภาระจากฤดูกาลก่อน หากผลผลิตไม่ดี เกษตรกรอาจชำระไม่ได้ทั้งต้นทุนการเพาะปลูกและหนี้สิน การกู้เงินจากผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิตยังอาจทำให้ผู้จำหน่ายรายนั้นเป็นแหล่งคำแนะนำที่เข้าถึงง่ายที่สุดว่าเกษตรกรควรซื้ออะไรและใช้ในปริมาณเท่าใด
ประเภทเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรระบุแสดงให้เห็นว่าครัวเรือนจำนวนมากมีพื้นที่รองรับความเสียหายไม่มากนัก สำนักงานระบุเกษตรกรไร้ที่ดิน 15,820 คน เกษตรกรรายย่อยมาก 20,925 คน และเกษตรกรรายย่อย 22,400 คน กลุ่มเหล่านี้รวมกันคิดเป็น 59,145 คนจากเกษตรกรทั้งหมด 71,000 คน หรือราว 83.3%
สำนักงานยังชี้ถึงปัญหาหลังเก็บเกี่ยวด้วยว่า หากไม่มีห้องเย็น เกษตรกรอาจต้องขายผลผลิตที่เน่าเสียง่ายในราคาถูก แทนที่จะเสี่ยงให้ผลผลิตเสียหาย ดังนั้นการผลิตที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ได้ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนโดยอัตโนมัติ เกษตรกรต้องมีน้ำและเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืช แต่ยังต้องมีสินเชื่อที่จ่ายไหวและช่องทางรักษามูลค่าจากการขายไว้ให้ได้มากขึ้นด้วย
การใช้สารเคมีและคุณภาพดินที่เสื่อมถอย
ความกังวลในชยัมน์นาการ์เกิดขึ้นท่ามกลางการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง ตัวเลขที่ระบุว่าเป็นข้อมูลของกรมสิ่งแวดล้อมระบุว่า การนำเข้ายาฆ่าแมลงเพิ่มจาก 3,000 เมตริกตันในปี 1990 เป็นกว่า 45,000 ตันในปี 2021 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 15 เท่า อย่างไรก็ตาม ปริมาณนำเข้าไม่ได้บอกว่ามีการใช้ยาฆ่าแมลงในชยัมน์นาการ์มากเพียงใด หรือผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีความเป็นพิษระดับไหน
งานวิจัยที่ระบุว่าเป็นของสถาบันพัฒนาทรัพยากรดินเมื่อปี 2022 พบว่าพื้นที่เกษตรกรรมราว 80% ของบังกลาเทศกำลังสูญเสียอินทรียวัตถุ อินทรียวัตถุประกอบด้วยซากพืชและสัตว์ที่ย่อยสลายแล้ว ซึ่งช่วยให้ดินกักเก็บน้ำและธาตุอาหารได้ การสูญเสียสิ่งเหล่านี้ทำให้การฟื้นฟูดินให้ผลิตพืชได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกลือและการขาดแคลนน้ำจำกัดการเจริญเติบโตอยู่แล้ว
การศึกษาในนาข้าวของจังหวัดเฌไนดะห์และคุชเทียพบว่าไนโตรเจนและคาร์บอนในดินลดลง หลังใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงร่วมกันเป็นเวลานาน ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลจากพื้นที่วิจัยดังกล่าว ไม่ใช่การตรวจวัดโดยตรงในแปลงของชยัมน์นาการ์ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า การรักษาผลผลิตด้วยการซื้อสารเคมีซ้ำ ๆ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการฟื้นฟูสุขภาพดิน
เกษตรกรยังเล่าว่าพบนก หอยทาก กบ งู และหิ่งห้อยน้อยลง น้ำเค็ม การเปลี่ยนแปลงถิ่นอาศัย และการสัมผัสสารเคมีล้วนเป็นประเด็นที่น่ากังวล แต่คำบอกเล่าของพวกเขาไม่ได้ชี้ชัดว่าแต่ละปัจจัยมีส่วนมากน้อยเพียงใด ความแตกต่างในทางปฏิบัตินี้สำคัญมาก ปุ๋ยช่วยเติมธาตุอาหารได้ แต่ทดแทนการจัดการน้ำจืดหรือกำจัดเกลือที่สะสมอยู่ไม่ได้
ความเสี่ยงต่อสุขภาพต้องอาศัยหลักฐานที่ดีขึ้นและการจัดการที่ปลอดภัยกว่า
เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่งรายงานว่ามีอาการเจ็บป่วยซ้ำ ๆ และกังวลเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ สายตา และโรคหัวใจ มีรายงานว่าสตรีและเด็กมีความเปราะบางเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงงานศึกษาที่เชื่อมโยงการสัมผัสสารเคมีกับมะเร็งและโรคอื่น ๆ แต่หลักฐานที่นำเสนอไม่ได้ระบุสาเหตุของโรคเฉพาะกรณีในชยัมน์นาการ์
จำเป็นต้องแยกการสัมผัสสองประเภทออกจากกัน ได้แก่ การสัมผัสสารเคมีทางการเกษตร และการสัมผัสน้ำเค็มเป็นเวลานาน องค์กร Action Against Hunger ระบุว่าสตรีมีปัญหาสุขภาพจากการทำงานในน้ำเค็ม ซึ่งไม่ใช่การสัมผัสแบบเดียวกับการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง และทั้งสองกรณีไม่ได้พิสูจน์ว่าการกินพืชผลที่ปลูกในดินเค็มเป็นสาเหตุของโรคที่กล่าวถึง
ตัวเลขระดับชาติที่อ้างว่าเป็นข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรบ่งชี้ว่าการใช้สารเคมีอย่างไม่ปลอดภัยแพร่หลาย เกษตรกรราว 77% มีรายงานว่าฉีดพ่นยาฆ่าแมลงมากกว่าสองครั้งต่อฤดูเพาะปลูก และเกือบ 95% ไม่เว้นระยะตามคำแนะนำระหว่างการฉีดพ่นกับการเก็บเกี่ยว ช่วงเวลานี้เปิดโอกาสให้สารตกค้างลดลงก่อนเก็บผลผลิต ระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดผลิตภัณฑ์และพืช
รายงานระบุว่าการสำรวจของสถาบันวิจัยและโรงพยาบาลมะเร็งแห่งชาติที่ถูกอ้างถึงพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในการสำรวจ 64% เป็นเกษตรกร สัดส่วนดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่อาจยืนยันได้ว่ายาฆ่าแมลงเป็นสาเหตุของมะเร็ง หรือใช้วัดความเสี่ยงมะเร็งของเกษตรกรเทียบกับอาชีพอื่น รายงานไม่ได้ระบุขอบเขตการสำรวจและกลุ่มเปรียบเทียบ ข้อสรุปเชิงปฏิบัติที่ชัดเจนที่สุดคือ จำเป็นต้องจัดการสารเคมีอย่างปลอดภัย ให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง และตรวจสอบทางการแพทย์ แทนที่จะเหมารวมว่าอะไรเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย
แหล่งรวบรวมเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นเป็นอีกทางเลือก
ความเค็มทำให้ปลูกพืชพันธุ์ท้องถิ่นดั้งเดิมบางชนิดได้ยากขึ้น ขณะที่เกษตรกรหันไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเอกชนมากขึ้น เกษตรกรที่เคยเก็บและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์กัน ปัจจุบันเล่าว่าต้องซื้อทุกปี พร้อมกับปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ทำให้มีค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
เมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้จากการผสมสายพันธุ์พ่อแม่ที่คัดเลือกไว้ การเก็บเมล็ดพันธุ์จากพืชรุ่นดังกล่าวไปปลูกต่อไม่ได้ทำให้ได้ลักษณะเดิมอย่างสม่ำเสมอ จึงอาจกระตุ้นให้ต้องซื้อซ้ำ อย่างไรก็ตาม การเป็นพันธุ์ลูกผสมไม่ได้หมายความว่าพืชนั้นจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงโดยธรรมชาติ ความจำเป็นในการใช้สารเคมีขึ้นอยู่กับพันธุ์ สภาพแปลง ศัตรูพืช และวิธีเพาะปลูก
ด้วยการสนับสนุนจาก BARCIK องค์กรวิจัยที่ไม่ใช่ภาครัฐ เกษตรกรในชยัมน์นาการ์กำลังอนุรักษ์พันธุ์ท้องถิ่นและทดลองใช้ปุ๋ยธรรมชาติ วิธีจัดการศัตรูพืชแบบอินทรีย์ และกับดักแมลง โยเกศ จันทรา มอนดัล กล่าวว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมเริ่มปลูกพันธุ์ท้องถิ่นด้วยวิธีเหล่านี้ในพื้นที่ขนาดเล็ก
กัลปนา รานี มิสตรี ช่วยจัดตั้งกลุ่มสตรีที่อนุรักษ์และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ โดยแหล่งรวบรวมของเธอมีพันธุ์ท้องถิ่นมากกว่า 400 ชนิด ที่หมู่บ้านกุลตาลี ตุมปา รานี มอนดัล ปลูกข้าวและผักโดยใช้ปัจจัยการผลิตจากธรรมชาติบนที่ดินที่เธอเป็นเจ้าของและเช่า เธอบอกว่ามีผู้ซื้อประจำติดต่อมาขอซื้อผลผลิต ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทางเลือกในท้องถิ่นใช้งานได้จริง แต่ยังไม่มีตัวเลขที่บอกผลผลิตเฉลี่ย ต้นทุนการผลิต หรือศักยภาพในการรองรับเกษตรกรทั้ง 71,000 คน
น้ำจืดยังคงเป็นทรัพยากรที่จำกัดที่สุด
ความเค็มของน้ำผิวดินในภาคตะวันตกเฉียงใต้สูงสุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่พืชฤดูแล้งต้องการน้ำชลประทาน เกษตรกรพึ่งพาน้ำฝนช่วงมรสุมที่กักเก็บไว้ในบ่อและคลองเป็นหลัก บางรายสร้างคันกั้นน้ำชั่วคราวหลังฤดูมรสุม เพื่อแยกคลองออกจากแม่น้ำที่มีน้ำขึ้นลงและป้องกันไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าสู่แหล่งน้ำชลประทาน
ซีราจุล อิสลาม เกษตรกรในชยัมน์นาการ์ที่กลับมาปลูกข้าว เล่าถึงข้อจำกัดของแนวทางนี้ว่า
ที่นี่ยังคงขาดแคลนน้ำอย่างหนักในฤดูร้อน น้ำที่เหลืออยู่น้อยนิดในบ่อและคลองซึ่งรับน้ำฝน เราก็นำมาใช้รดพืชที่กำลังเติบโต แต่บางครั้ง แม้แต่น้ำเท่านั้นก็ยังจัดการได้ยาก
โมฮัมหมัด ชัมซุดดูลา ศาสตราจารย์จาก University College London แนะนำให้ฟื้นฟูหรือขุดลอกแม่น้ำและคลองเพื่อกักเก็บน้ำฝนช่วงมรสุม สำนักงานเกษตรชยัมน์นาการ์ก็ส่งเสริมการขุดบ่อและบ่อขนาดเล็ก ตลอดจนการปลูกพืชที่ทนเค็มและทนแล้ง
วิธีอื่น ๆ มุ่งทำให้น้ำที่กักเก็บไว้ใช้ได้นานขึ้น หรือลดการสัมผัสของพืชกับดินเค็ม วัสดุคลุมดินช่วยชะลอการระเหย ระบบน้ำหยดส่งน้ำปริมาณน้อยไปยังบริเวณราก แปลงยกสูง กระสอบ และภาชนะยกสูงช่วยสร้างพื้นที่ปลูกที่จัดการได้ง่ายขึ้น วิธีเหล่านี้ช่วยแก้ข้อจำกัดเฉพาะด้าน แต่ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ วัสดุปลูกที่เหมาะสม และการดูแลรักษา
การฝึกอบรมเชื่อมโยงเกษตรกรรมกับความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน
Action Against Hunger เริ่มโครงการเกษตรกรรมในซาตคีราเมื่อปี 2021 รายงานโครงการในซาตคีราเชื่อมโยงปัญหาการทำเกษตรกับภาวะหิวโหย และกล่าวถึงการฝึกอบรมเรื่องปุ๋ยหมัก การกระจายชนิดพืช การกักเก็บน้ำฝน การคลุมดิน และโครงสร้างยกสูงสำหรับปลูกพืช
คาเลดา โฮสเซน มูน ผู้เชี่ยวชาญของ Action Against Hunger ประจำพื้นที่ชายฝั่งซาตคีรา อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสภาพดิน รายได้ และโภชนาการว่า
เนื่องจากดินมีความเค็มสูงมาก ผลผลิตพืชจึงต่ำมาก และผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถซื้ออาหารได้ ทำให้หลายคนขาดสารอาหาร โดยเฉพาะเด็กเล็ก
โครงการส่งเสริมการปลูกทานตะวัน กระเจี๊ยบเขียว ผักโขม และพริกในพื้นที่ที่สภาพเอื้ออำนวย แทนการพึ่งพาข้าวเพียงอย่างเดียว โครงการระบุว่าการปลูกพืชหมุนเวียนอาจให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกพืชชนิดเดียว 10% แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นผลที่วัดได้จากทุกฟาร์มที่เข้าร่วมในซาตคีรา การปลูกพืชหมุนเวียนคือการเปลี่ยนชนิดพืชระหว่างฤดูกาล ส่วนการกระจายชนิดพืชคือการปลูกพืชหลายชนิด
เรขา ผู้เข้าร่วมโครงการ ปลูกผักรอบบ้านโดยใช้น้ำฝนที่เก็บไว้ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในครัว และมูลสัตว์ ปัจจุบันเธอยังฝึกอบรมสตรีคนอื่น ๆ ด้วย องค์กรรายงานด้วยว่าทุกครัวเรือนในหมู่บ้านซิมุลบาเรียทำอาชีพหลายอย่าง ทั้งงานเย็บผ้า ปศุสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และธุรกิจขนาดเล็ก รายงานไม่ได้ระบุจำนวนครัวเรือนหรือการเปลี่ยนแปลงของรายได้ที่วัดได้ แต่บรรยายถึงแนวทางลดการพึ่งพาผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว
มาตรการของรัฐและช่องว่างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
เกษตรกรรณรงค์ให้จัดตั้งกระทรวงหรือกรมเฉพาะด้านเกษตรกรรมในพื้นที่ชายฝั่งที่เผชิญภัยพิบัติ โดยระบุว่ารัฐให้ความสำคัญกับความต้องการของพวกเขาน้อยเกินไป กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าได้สนับสนุนพันธุ์พืชที่เหมาะสม ปุ๋ยอินทรีย์ การคลุมดินด้วยพลาสติก ระบบน้ำหยด ปุ๋ยพืชสด และการปลูกพืชในกระสอบและแบบหอสูง สำนักงานท้องถิ่นยังระบุถึงการฝึกอบรมทำสวนผลไม้และการจัดซื้อเครื่องจักรภายใต้มาตรการอุดหนุนของรัฐบาล
การกำกับดูแลยาฆ่าแมลงเป็นอีกส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา พระราชบัญญัติยาฆ่าแมลงปี 2018 กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียน ตรวจสอบ ทดสอบ และยึดผลิตภัณฑ์ โดยศาลเคลื่อนที่มีอำนาจจัดการความผิดบางประเภท รายงานระบุว่าการบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอ และคำแนะนำ ณ จุดขายยังไม่เพียงพอ คำอธิบายโครงการต่าง ๆ ไม่ได้ระบุว่ามีเกษตรกรในชยัมน์นาการ์ได้รับการสนับสนุนกี่คน มีงบประมาณเท่าใด หรือการฝึกอบรมและตรวจสอบเข้าถึงหมู่บ้านที่รายงานปัญหาหรือไม่
พัฒนาการตามช่วงเวลาแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงด้านเกษตรกรรมเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น:
- ปี 1990 ถึง 2021: มีรายงานว่าการนำเข้ายาฆ่าแมลงทั่วประเทศเพิ่มจาก 3,000 เป็นมากกว่า 45,000 เมตริกตัน
- ปี 2018: พระราชบัญญัติยาฆ่าแมลงกำหนดกรอบการกำกับดูแลปัจจุบันตามที่รายงานระบุ
- ปี 2018 ถึง 2023: ตัวเลขภาคเกษตรบันทึกว่าผลผลิตพืชเพิ่มขึ้นและผลผลิตกุ้งลดลงในกลุ่มจังหวัดชายฝั่งคนละกลุ่ม
- ปี 2021: Action Against Hunger เริ่มโครงการเกษตรกรรมในซาตคีรา
- ปี 2023: งานศึกษาในวารสาร Land Use Policy ตรวจสอบการกระจายชนิดพืชและแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายฝั่ง
- ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024: Action Against Hunger รายงานว่าภัยพิบัติใหญ่ 4 ครั้งส่งผลกระทบต่อประชาชน 18.4 ล้านคนทั่วบังกลาเทศ
ยังไม่มีการระบุว่ารัฐจะตัดสินใจจัดตั้งหน่วยงานด้านเกษตรกรรมชายฝั่งเมื่อใด หรือกำหนดกรอบเวลาไว้หรือไม่ ประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติคือมาตรการที่มีอยู่จะเข้าถึงเกษตรกรได้กว้างขวางเพียงใด และการกักเก็บน้ำที่ดีขึ้น การจัดการดิน การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ และการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยจะช่วยให้การกลับมาปลูกพืชมีความยั่งยืนทางการเงินได้หรือไม่
ประเด็นสำคัญ
- สำนักงานเกษตรชยัมน์นาการ์ระบุว่ามีเกษตรกร 71,000 คน และชี้ว่าดินเค็ม การขาดแคลนน้ำชลประทาน และน้ำท่วมขังเป็นอุปสรรคสำคัญ
- เกษตรกรชายฝั่งบางส่วนเลิกเลี้ยงกุ้งหลังเกิดโรคระบาดและขาดทุน
- ผลผลิตพืชเพิ่มขึ้นในหลายจังหวัด แต่การฟื้นตัวระหว่างหมู่บ้านยังไม่เท่าเทียมกัน
- การซื้อปัจจัยการผลิตและการกู้ยืมสร้างแรงกดดันต่อเกษตรกรที่มีเงินสดและที่ดินจำกัด
- BARCIK สนับสนุนการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นและการเพาะปลูกโดยใช้ปัจจัยจากธรรมชาติ
- การกักเก็บน้ำฝน การกระจายชนิดพืช และการจัดการดินเป็นหัวใจของโครงการสนับสนุนที่มีอยู่
- ข้อกังวลด้านสุขภาพควรได้รับการตรวจสอบ แต่สถิติผู้ป่วยที่รายงานไม่ได้พิสูจน์ว่ายาฆ่าแมลงเป็นสาเหตุของมะเร็งในผู้ป่วยรายใดรายหนึ่ง






