ข้อตกลงคลื่นความถี่ทั่วประเทศช่วยให้ Starlink เข้าใกล้ผู้ใช้ภาคพื้นดินมากขึ้น
SpaceX ตกลงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2026 ที่จะซื้อพอร์ตคลื่นความถี่ย่าน 800 MHz ทั่วประเทศของ Grain Management เพิ่มคลื่นความถี่ที่อาจช่วยให้ Starlink Mobile เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ภายในอาคารได้ การซื้อที่เสนอครอบคลุมคลื่นความถี่แบบจับคู่สูงสุด 14 MHz และใบอนุญาตที่ครอบคลุมประชากรราว 100% ของสหรัฐฯ แม้ปริมาณคลื่นความถี่ที่ใช้ได้จะแตกต่างกันไปในแต่ละเคาน์ตี
สารบัญ
- ข้อตกลงคลื่นความถี่ทั่วประเทศช่วยให้ Starlink เข้าใกล้ผู้ใช้ภาคพื้นดินมากขึ้น
- SpaceX กำลังซื้ออะไร
- เหตุใดการครอบคลุมภายในอาคารยังต้องใช้อุปกรณ์ภาคพื้นดิน
- การอนุมัติดาวเทียมเป็นอีกหมุดหมายหนึ่ง
- คลื่นความถี่ EchoStar และกำหนดการติดตั้งระบบ
- พื้นที่ครอบคลุมไม่เท่ากับความจุ
- พันธมิตรกำลังเตรียมรับมือการแข่งขัน
- นักลงทุนตอบรับก่อนบริการเปิดใช้งาน
- ประเด็นที่ยังไม่มีข้อสรุป
- ประเด็นสำคัญ
ทั้งสองบริษัทไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขทางการเงิน รายงานที่อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับธุรกรรมระบุว่าราคาอยู่ที่ประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์เป็นเงินสด ข้อตกลงยังต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) และผ่านเงื่อนไขอื่น ๆ ก่อนปิดการซื้อขาย ดังนั้น SpaceX จึงยังไม่ได้มีเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ให้บริการทั่วประเทศ
การซื้อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังได้รับอนุญาตให้สร้างกลุ่มดาวเทียม Starlink Mobile แยกต่างหากจำนวน 15,000 ดวง และได้รับการยกเว้นข้อกำกับที่ลดการพึ่งพาข้อตกลงคลื่นความถี่กับผู้ให้บริการรายเดิมของ SpaceX เมื่อรวมกันแล้ว ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เปิดทางให้บริษัทขายบริการมือถือภายใต้การควบคุมของตนเองได้ชัดเจนขึ้น แทนที่จะเน้นให้บริการครอบคลุมผ่านดาวเทียมแก่ผู้ให้บริการรายอื่นเป็นหลัก
อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ SpaceX กล่าวว่าการซื้อกิจการครั้งนี้เป็นองค์ประกอบคลื่นความถี่ชิ้นสุดท้ายที่จำเป็นต่อเป้าหมายการให้บริการครอบคลุมของบริษัท ในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันพฤหัสบดี เขาระบุว่า:
นี่คือชิ้นส่วนสำคัญชิ้นสุดท้ายของจิ๊กซอว์คลื่นความถี่ที่ SpaceX ต้องมี เพื่อให้บริการโทรศัพท์ครอบคลุมทั่วอเมริกาได้อย่างสมบูรณ์
นั่นคือเป้าหมาย ไม่ใช่ผลลัพธ์ของบริการที่พิสูจน์แล้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างการได้มาซึ่งคลื่นความถี่ที่เดินทางได้ไกลกว่าและทะลุสิ่งกีดขวางได้ กับการสร้างเครือข่ายที่มีความจุเพียงพอรองรับผู้คนหลายล้านคนพร้อมกัน แผนของ SpaceX ยังต้องอาศัยอุปกรณ์ภาคพื้นดิน การปล่อยดาวเทียม และการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ ซึ่งบริษัทยังไม่ได้ประกาศ
SpaceX กำลังซื้ออะไร
พอร์ตคลื่นความถี่ประกอบด้วยย่าน 817 ถึง 824 MHz จับคู่กับ 862 ถึง 869 MHz คลื่นความถี่แบบจับคู่มีช่องสัญญาณแยกกันสำหรับรับส่งข้อมูลระหว่างโทรศัพท์กับเครือข่าย ตัวเลขสูงสุด 14 MHz หมายถึงความกว้างรวมของช่องสัญญาณเหล่านี้ ไม่ใช่ความเร็วการเชื่อมต่อที่รับประกันได้
คำสั่งของ FCC ที่อนุมัติการซื้อกิจการก่อนหน้านี้ของ Grain ระบุว่าใบอนุญาตครอบคลุมประชากรเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ โดยมีคลื่นความถี่ใช้ได้ตั้งแต่ 4.85 MHz ถึง 14 MHz ขึ้นอยู่กับแต่ละเคาน์ตี ดังนั้นพื้นที่ครอบคลุมจึงกว้างขวาง แต่ปริมาณคลื่นความถี่ไม่เท่ากันทุกพื้นที่และไม่ได้มีมากเป็นพิเศษ
คลื่นความถี่ดังกล่าวมาจาก T-Mobile ซึ่งได้มาจากการซื้อกิจการ Sprint ในปี 2020 และถูกกำหนดให้ขายตามเงื่อนไขควบรวมกิจการของรัฐบาล ใบอนุญาตมีที่มาจาก Nextel เดิม Dish มีสิทธิเลือกซื้อก่อนในราคา 3.59 พันล้านดอลลาร์ แต่ปฏิเสธ และสิทธิดังกล่าวหมดอายุในปี 2024
มีการประกาศการซื้อของ Grain ในช่วงต้นปี 2025 ได้รับอนุมัติจาก FCC ในเดือนกรกฎาคม 2026 และปิดการซื้อขายในเดือนสิงหาคม Grain จ่ายเงินสด 2.9 พันล้านดอลลาร์ และโอนใบอนุญาตคลื่นความถี่ 600 MHz ซึ่งครอบคลุม 10 MHz ใน 212 เคาน์ตี หรือคิดเป็นประชากรราว 15% ของสหรัฐฯ การนำเงินสดที่ Grain จ่ายไปเทียบกับราคาซื้อ 8 พันล้านดอลลาร์ที่มีรายงานโดยตรง จะละเลยมูลค่าคลื่นความถี่ที่ Grain นำมาสมทบด้วย
เดวิด บาร์เดน นักวิเคราะห์จาก New Street Research ประเมินธุรกรรม SpaceX ตามรายงานไว้ที่ประมาณ 1.73 ดอลลาร์ต่อ MHz ต่อประชากรที่ครอบคลุม สูงกว่าเป้าหมาย 1.30 ดอลลาร์ของ Grain ที่มีการคาดการณ์ไว้ ตัวชี้วัดนี้ใช้เปรียบเทียบราคาคลื่นความถี่โดยปรับตามทั้งปริมาณแบนด์วิดท์และจำนวนประชากรในเขตที่ได้รับใบอนุญาต เป็นการคำนวณของนักวิเคราะห์โดยอิงจากราคาที่ทั้งสองบริษัทยังไม่ได้ยืนยัน
เหตุใดการครอบคลุมภายในอาคารยังต้องใช้อุปกรณ์ภาคพื้นดิน
โดยทั่วไป สัญญาณวิทยุความถี่ต่ำเดินทางได้ไกลกว่าและทะลุผนังกับพืชพรรณได้ดีกว่าสัญญาณความถี่สูง SpaceX ระบุว่าใบอนุญาตย่าน 800 MHz จะเป็นชั้นสัญญาณครอบคลุมที่ทำงานร่วมกับคลื่นความถี่ย่าน 2 GHz ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มความจุ บริษัทระบุว่าอุปกรณ์มือถือที่ใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่รองรับย่าน 800 MHz แล้ว
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้ยืนยันว่าดาวเทียม Starlink ที่มีอยู่จะส่งสัญญาณบนคลื่นความถี่เหล่านี้ได้ทันที รายงานหนึ่งระบุโดยเฉพาะว่าดาวเทียมมือถือ V1 ที่ใช้อยู่และ V2 ที่วางแผนไว้ของ SpaceX ได้รับการปรับให้เหมาะกับคลื่นความถี่ 2 GHz ของ EchoStar และยังไม่รองรับย่าน 800 MHz ที่ได้มาในขณะนี้ ดังนั้นควรมองการซื้อครั้งนี้ว่าเป็นการสนับสนุนเครือข่ายดาวเทียมและภาคพื้นดินแบบผสมผสาน มากกว่าการเปิดใช้ความถี่ดาวเทียมใหม่ได้ทันที
เอกสารที่ SpaceX ยื่นต่อ FCC ระบุถึงอุปกรณ์วิทยุที่ส่งสัญญาณไปยังเสาอากาศบนหอคอย หลังคา และโครงสร้างอื่น ๆ มัสก์ยังกล่าวถึงการใช้สถานีฐานขนาดเล็กจำนวนมากและเชื่อมต่อสถานีเหล่านี้ผ่านอุปกรณ์บรอดแบนด์ Starlink ที่ติดตั้งตามบ้านและธุรกิจ รายงานระบุว่าเฟมโตเซลล์ ซึ่งเป็นสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ขนาดเล็กสำหรับให้บริการในพื้นที่ใกล้เคียง อาจมีบทบาทด้วย
แนวทางเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง เซลล์ขนาดเล็กอาจให้บริการเฉพาะอาคารหรือย่านต่าง ๆ ขณะที่การเช่าหอคอยหรือการติดตั้งขนาดใหญ่รูปแบบอื่นช่วยให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น บริการในเมืองที่เชื่อถือได้ยังต้องมีการเชื่อมต่อเพื่อส่งข้อมูลจากจุดติดตั้งวิทยุเข้าสู่เครือข่ายวงกว้าง ผ่านไฟเบอร์หรือการเชื่อมต่อที่เหมาะสมรูปแบบอื่น
ทิม ฟาร์ราร์ จาก TMF Associates กล่าวว่า การซื้อกิจการครั้งนี้ทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น แต่เตือนว่าการรับสัญญาณภายในอาคารในเมืองอย่างเชื่อถือได้จำเป็นต้องมีหอคอยภาคพื้นดิน ประเด็นในทางปฏิบัติไม่ได้มีเพียงว่าสัญญาณไปถึงโทรศัพท์หรือไม่ แต่ยังรวมถึงเครือข่ายจะรองรับการโทรและการรับส่งข้อมูลได้ต่อเนื่องหรือไม่ เมื่อมีลูกค้าจำนวนมากในบริเวณใกล้เคียงเชื่อมต่อพร้อมกัน
การอนุมัติดาวเทียมเป็นอีกหมุดหมายหนึ่ง
FCC อนุญาตให้ SpaceX ปล่อยและดำเนินงานดาวเทียมได้สูงสุด 15,000 ดวง สำหรับระบบมือถือใหม่ที่เสนอในเดือนกันยายน 2025 วงโคจรที่ได้รับอนุมัติอยู่สูงจากโลก 326 ถึง 335 กิโลเมตร การโคจรใกล้ผู้ใช้มากขึ้นอาจลดความหน่วงในการรับส่งสัญญาณ แต่การได้รับอนุญาตไม่ได้หมายความว่ามีการนำดาวเทียมไปใช้งานแล้ว
รายงานระบุวันที่อนุมัติไม่ตรงกัน สองรายงานระบุวันที่ 6 ตุลาคม 2026 ขณะที่อีกรายงานระบุวันที่ 7 ตุลาคม ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าได้รับอนุญาตให้ใช้ดาวเทียม 15,000 ดวง และได้รับการยกเว้นที่เปิดทางให้ SpaceX ให้บริการสื่อสารไร้สายผ่านดาวเทียมได้โดยไม่ต้องทำสัญญาเช่าคลื่นความถี่ตามปกติกับผู้ให้บริการมือถือภาคพื้นดิน
กลุ่มดาวเทียมมือถือใหม่นี้แยกจากระบบบรอดแบนด์ Gen2 ในเดือนมกราคม FCC อนุญาตดาวเทียม Gen2 เพิ่มอีก 7,500 ดวง ทำให้ระบบดังกล่าวมีจำนวนที่ได้รับอนุญาตรวม 15,000 ดวง ดังนั้น การอนุมัติทั้งสองรายการครอบคลุมดาวเทียมรวม 30,000 ดวง สำหรับระบบบรอดแบนด์ Gen2 และระบบมือถือใหม่ โดยยังไม่นับกลุ่มดาวเทียมรุ่นแรกที่ได้รับอนุญาตแยกต่างหาก
ข้อมูลติดตามของโจนาธาน แมคโดเวลล์ นักดาราศาสตร์ ระบุว่าจนถึงต้นเดือนตุลาคมมีการปล่อยดาวเทียม Starlink เกือบ 13,000 ดวง และยังอยู่ในวงโคจรราว 11,150 ดวง ตัวเลขเหล่านี้หมายถึงจำนวนที่ปล่อยและยานที่ยังอยู่ในวงโคจร ไม่ได้หมายความว่ามีดาวเทียม 13,000 ดวงที่ให้บริการมือถือซึ่งเพิ่งได้รับอนุมัติแล้ว
SpaceX ระบุว่าได้ปล่อยดาวเทียมสำหรับบริการมือถือปัจจุบันแล้วประมาณ 650 ดวง บริษัทอ้างว่าดาวเทียม V2 จะให้แบนด์วิดท์มากกว่ารุ่นปัจจุบันกว่า 100 เท่า โดยความเร็วสูงสุดต่อผู้ใช้แตะ 150 Mbps ขณะที่ความเร็วปัจจุบันของ T-Satellite อยู่ที่ประมาณ 4 Mbps ตัวเลขเหล่านี้วัดคนละอย่างกัน แบนด์วิดท์รวมของดาวเทียมหมายถึงความจุที่ผู้ใช้ร่วมกัน ส่วนความเร็วของผู้ใช้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ครอบคลุม ความต้องการ และสภาพการใช้งาน
คลื่นความถี่ EchoStar และกำหนดการติดตั้งระบบ
การซื้อจาก Grain เสริมข้อตกลงอีกฉบับในการซื้อคลื่นความถี่ทั่วประเทศ 65 MHz จาก EchoStar ในราคาประมาณ 17 พันล้านดอลลาร์ ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2025 และได้รับอนุมัติจาก FCC ในเดือนพฤษภาคม 2026 การอนุญาตระบบดาวเทียมมือถือครอบคลุมย่านความถี่ของ EchoStar ห้าย่าน ควบคู่กับคลื่นความถี่ของ T-Mobile ที่ใช้กับบริการปัจจุบัน
ย่านความถี่ของ EchoStar อยู่ที่ 1695 ถึง 1710 MHz, 1915 ถึง 1920 MHz, 1995 ถึง 2000 MHz, 2000 ถึง 2020 MHz และ 2180 ถึง 2200 MHz ส่วนการอนุญาตของ T-Mobile ครอบคลุม 1910 ถึง 1915 MHz และ 1990 ถึง 1995 MHz การอนุมัติเหล่านี้ทำให้ SpaceX เข้าถึงช่วงคลื่นความถี่หลายช่วง ไม่ใช่ช่องสัญญาณต่อเนื่องเพียงช่วงเดียว
SpaceX ทำได้เพียงทดสอบบนคลื่นความถี่ของ EchoStar จนกว่าการซื้อกิจการระยะที่สองจะเสร็จสิ้น ซึ่งกำหนดปิดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2027 การอนุมัติของ FCC กำหนดเงื่อนไขบัญชีเอสโครว์มูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนการพิจารณาคำขอใช้คลื่นความถี่ 2020 ถึง 2025 MHz ในสหรัฐฯ และ 1429 ถึง 2690 MHz นอกสหรัฐฯ ถูกเลื่อนออกไป
ลำดับของหมุดหมายด้านกฎระเบียบและธุรกิจมีความสำคัญ เพราะส่วนต่าง ๆ ของเครือข่ายที่เสนอจะเริ่มใช้งานได้ในเวลาต่างกัน:
- กันยายน 2025: SpaceX ยื่นคำขอสร้างกลุ่มดาวเทียมมือถือใหม่และตกลงซื้อคลื่นความถี่จาก EchoStar
- พฤษภาคม 2026: FCC อนุมัติการโอนคลื่นความถี่ของ EchoStar
- กรกฎาคมและสิงหาคม 2026: Grain ได้รับอนุมัติให้ซื้อ และต่อมาปิดการซื้อใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 800 MHz ของ T-Mobile
- 6 หรือ 7 ตุลาคม 2026: รายงานระบุวันที่อนุมัติดาวเทียมมือถือใหม่ไม่ตรงกัน
- 8 ตุลาคม 2026: SpaceX และ Grain ประกาศธุรกรรมคลื่นความถี่ที่เสนอ
- 30 พฤศจิกายน 2027: กำหนดปิดธุรกรรม EchoStar ระยะที่สอง
ก่อนหน้านี้ SpaceX แจ้งรัฐบาลแคนาดาว่าบริการจากดาวเทียมมือถือรุ่นถัดไปจะเริ่มภายในปลายปี 2027 และจะปล่อยดาวเทียมเพิ่มอีกหลายพันดวงภายในสิ้นปี 2028 KDDI ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของญี่ปุ่นก็วางแผนเริ่มให้บริการนอกพื้นที่ครอบคลุมของเครือข่ายภาคพื้นดินภายในปลายปี 2027 ซึ่งรวมถึงการโทรด้วยเสียงโดยตรง การสตรีม การท่องเว็บ และแอปพลิเคชันที่ต้องใช้ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่กำหนดการของทั้งสองรายไม่ได้ยืนยันวันเปิดให้บริการค้าปลีกมือถือทั่วสหรัฐฯ อย่างเป็นอิสระ
พื้นที่ครอบคลุมไม่เท่ากับความจุ
จอห์น ซอว์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ T-Mobile กล่าวว่า Starlink Mobile จะมีคลื่นความถี่ราว 80 MHz หลังการซื้อกิจการ โดยบางส่วนใช้ได้เฉพาะการส่งสัญญาณไปยังเครือข่าย เขาเปรียบเทียบกับคลื่นความถี่ย่านกลางและต่ำที่ T-Mobile ถือครองเกือบ 400 MHz จากตัวเลขดังกล่าว T-Mobile มีคลื่นความถี่มากกว่าราวห้าเท่า แม้ย่านความถี่และการใช้งานที่ได้รับอนุญาตจะแตกต่างกัน
ซอว์กล่าวว่าอุตสาหกรรมโทรศัพท์ไร้สายของสหรัฐฯ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายกว่า 250 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2018 และใช้เงินประมูลคลื่นความถี่มากกว่า 200 พันล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ข้อโต้แย้งของเขายังครอบคลุมถึงวิศวกรรม การจัดหาพื้นที่ติดตั้ง การสนับสนุนลูกค้า และการจัดจำหน่าย ซึ่ง SpaceX ต้องจัดการทั้งหมดหากจะเป็นผู้ให้บริการค้าปลีก
ในการตอบโต้ข้อตกลง ซอว์แยกความแตกต่างระหว่างการซื้อใบอนุญาตกับการให้บริการว่า:
คุณซื้อคลื่นความถี่ได้ในธุรกรรมเดียว แต่คุณสร้างเครือข่ายไร้สายประสิทธิภาพสูงทั่วประเทศให้เสร็จได้ในชั่วข้ามคืนไม่ได้
วิช นันดัลล์ นักวิเคราะห์ มีความเห็นคล้ายกันว่า การซื้อครั้งนี้ช่วยเพิ่มพื้นที่ครอบคลุมมากกว่าความจุ คลื่นความถี่ที่มีจำกัดอาจช่วยขยายบริการไปยังพื้นที่ชนบทหรือภายในอาคาร แต่เครือข่ายในเมืองที่มีผู้ใช้หนาแน่นต้องมีแบนด์วิดท์และจุดติดตั้งวิทยุเพียงพอเพื่อแบ่งการรับส่งข้อมูลให้ผู้ใช้จำนวนมาก
ประมาณการต้นทุนแตกต่างกันมาก Bernstein Research ประเมินว่าเครือข่ายระดับประเทศที่แข่งขันได้ต้องใช้เงิน 50,000 ล้านถึง 130,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ BNP Paribas ประเมินไว้ที่ 100,000 ล้านดอลลาร์ และต้องมีสถานี 50,000 ถึง 70,000 แห่ง ซึ่งอาจเพิ่มเป็น 120,000 แห่งหากรวมคลื่นความถี่ย่าน C เพิ่มเติม เกรกอรี วิลเลียมส์ นักวิเคราะห์จาก TD Cowen ประเมินว่าการก่อสร้างอาจใช้เวลาหลายปีและมีต้นทุนสูงกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งหมดเป็นการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่งบก่อสร้างที่ SpaceX เปิดเผย
จากตัวอย่างของนันดัลล์ หากต้องการคืนทุน 50,000 ล้านดอลลาร์ภายในสิบปีจากสมาชิก 20 ล้านราย จะต้องเก็บเงินราว 21 ดอลลาร์ต่อสมาชิกต่อเดือน ก่อนรวมต้นทุนดำเนินงาน ต้นทุนทางการเงิน หรือผลตอบแทนจากการลงทุน การคำนวณนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดการซื้อความจุเครือข่ายโทรศัพท์มือถือแบบขายส่งหรือการเช่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วอาจทำได้จริงกว่าการสร้างระบบซ้ำทุกส่วนที่ผู้ให้บริการรายเดิมมีอยู่
พันธมิตรกำลังเตรียมรับมือการแข่งขัน
ปัจจุบัน SpaceX ให้บริการมือถือผ่านดาวเทียมในสหรัฐฯ ผ่าน T-Satellite ของ T-Mobile ซึ่งเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2025 โดยใช้คลื่นความถี่ทั่วประเทศที่เช่าอยู่ 10 MHz ความร่วมมือยังดำเนินต่อไป แม้ T-Mobile จะนำชื่อ Starlink ออกจากเว็บไซต์หลักของ T-Satellite แล้วก็ตาม
AT&T, T-Mobile และ Verizon ยังจัดตั้งกิจการร่วมค้าเพื่อขยายบริการผ่านดาวเทียมไปยังพื้นที่ที่เครือข่ายภาคพื้นดินเข้าไม่ถึง มีการประกาศโครงการนี้ในเดือนพฤษภาคมและเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม วันที่ทั้งสองจึงเป็นที่มาของรายงานที่กล่าวถึงกิจการร่วมค้านี้ว่าเป็นความเคลื่อนไหวในเดือนพฤษภาคมหรือข้อตกลงที่เพิ่งเกิดขึ้น
ผู้ให้บริการระบุว่าข้อตกลงดาวเทียมที่มีอยู่ยังคงมีผล และแต่ละบริษัทยังดำเนินโครงการเชื่อมต่อได้อย่างอิสระ กิจการร่วมค้านี้มุ่งให้รองรับอุปกรณ์ได้อย่างกว้างขวาง ผ่านความร่วมมือกับผู้ให้บริการระบบปฏิบัติการ นักพัฒนาแอป และผู้ผลิตอุปกรณ์ โดยไม่มี Starlink เข้าร่วม
วอลเตอร์ พีซีค และโจ กาโลน นักวิเคราะห์จาก LightShed Partners ตั้งข้อสงสัยว่ากิจการร่วมค้าจะได้รับคลื่นความถี่มากเพียงใด และเตือนว่าการประสานงานที่มุ่งกีดกัน SpaceX อาจก่อให้เกิดข้อกังวลด้านกฎหมายต่อต้านการผูกขาด นี่เป็นคำเตือนจากนักวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อวินิจฉัยว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย
ความสัมพันธ์กับผู้ให้บริการรายอื่นยังอาจส่งผลต่อการเข้าสู่ตลาดของ SpaceX วิลเลียมส์ชี้ว่าการทำข้อตกลงเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายเสมือนสำหรับมือถือ (MVNO) ซึ่ง SpaceX จะขายบริการโดยซื้อสิทธิใช้เครือข่ายแบบขายส่งจากผู้ให้บริการรายอื่น เป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าการก่อสร้างเครือข่ายทั่วประเทศ ข้อตกลงกับ KDDI ยังแสดงให้เห็นว่าการพึ่งพาตนเองมากขึ้นในสหรัฐฯ ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกเป็นพันธมิตรกับบริษัทอื่นในตลาดอื่น
นักลงทุนตอบรับก่อนบริการเปิดใช้งาน
การประกาศดังกล่าวทำให้หุ้นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ร่วงลงอย่างหนัก แม้ตัวเลขจะแตกต่างกันตามช่วงการซื้อขาย รายงานหนึ่งระบุว่าหุ้น T-Mobile ร่วงมากกว่า 11% หลังตลาดปิด ส่วน AT&T และ Verizon ลดลงราว 6.6% อีกรายงานระบุว่าหุ้นทั้งสามบริษัทร่วงราว 6% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ
ตัวเลขช่วงเช้าวันศุกร์ระบุว่าหุ้น T-Mobile ลดลง 18.58 ดอลลาร์ หรือ 11% อยู่ที่ 152.72 ดอลลาร์ และหุ้น AT&T ลดลง 1.83 ดอลลาร์ หรือ 7.4% อยู่ที่ 22.76 ดอลลาร์ รายงานดังกล่าวระบุว่าหุ้น SpaceX เพิ่มขึ้น 2.61 ดอลลาร์ หรือ 1.6% อยู่ที่ 163.18 ดอลลาร์ ขณะที่ข้อมูลช่วงอื่นระบุว่าหุ้น SpaceX เพิ่มขึ้นราว 2% หรือ 2.5% ตัวเลขเหล่านี้มาจากการสังเกตคนละช่วงการซื้อขาย ไม่ใช่ผลปิดตลาดชุดเดียวกัน
หุ้นบริษัทเจ้าของหอคอยปรับขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม รายงานการซื้อขายช่วงต้นฉบับหนึ่งระบุว่าหุ้น Crown Castle เพิ่มขึ้น 12%, American Tower เพิ่มขึ้น 7% และ SBA Communications เพิ่มขึ้น 6% ความแตกต่างนี้สะท้อนความเป็นไปได้สองด้านที่นักลงทุนกำลังประเมินพร้อมกัน ได้แก่ การแข่งขันแย่งลูกค้ามือถือที่เพิ่มขึ้น และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินที่ SpaceX อาจต้องใช้
จอห์น โฮดูลิก นักวิเคราะห์จาก UBS คาดว่าการรองรับของโทรศัพท์มือถือที่มีอยู่จะเป็นประโยชน์ และไม่เห็นว่าจะมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อย่างไรก็ตาม เขาคาดว่าการขยายระบบจะใช้เวลา และจะส่งผลต่อการเงินของอุตสาหกรรมโทรศัพท์ไร้สายในระยะใกล้เพียงเล็กน้อย ไมเคิล โฮเดล นักวิเคราะห์จาก Morningstar เพิ่มระดับความไม่แน่นอนของ T-Mobile โดยให้เหตุผลว่าแม้เพียงความเสี่ยงที่ SpaceX จะเข้าสู่ตลาดก็อาจเปลี่ยนโครงสร้างตลาดปัจจุบันได้
ผลสำรวจของ TD Cowen พบว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ 34% และลูกค้า T-Mobile 30% จะพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ Starlink Mobile ความสนใจดังกล่าวไม่ใช่การคาดการณ์จำนวนสมาชิก โดยเฉพาะก่อนที่จะทราบราคา การให้บริการครอบคลุมพื้นที่ใดบ้าง และประสิทธิภาพจริง
ประเด็นที่ยังไม่มีข้อสรุป
Starlink ทำให้ SpaceX มีฐานลูกค้าเดิมและธุรกิจการเชื่อมต่อที่ทำกำไรได้ ผลประกอบการไตรมาสสองระบุว่ามีสมาชิก 12 ล้านราย ณ วันที่ 30 มิถุนายน ให้บริการใน 205 ประเทศ มีรายได้ 4.29 พันล้านดอลลาร์ และมีรายได้จากการดำเนินงาน 1.66 พันล้านดอลลาร์ Deutsche Bank ประเมินว่าทั่วโลกมีสมาชิก 13.5 ล้านราย ณ สิ้นเดือนกันยายน รวมถึง 4.1 ล้านรายในสหรัฐฯ ตัวเลขเดือนกันยายนเป็นการประเมินของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่การเปิดเผยข้อมูลจากบริษัทในลักษณะเดียวกับจำนวนสมาชิกเดือนมิถุนายน
ลูกค้าเหล่านี้อาจเป็นตลาดสำหรับแพ็กเกจบรอดแบนด์และมือถือ แต่ไม่ได้ยืนยันว่ามีความต้องการสมัครบริการมือถือแยกต่างหาก SpaceX ยังไม่ได้ประกาศราคาขายปลีก วันเปิดให้บริการในสหรัฐฯ ที่แน่นอน ข้อตกลงติดตั้งหอคอย หรือผลทดสอบประสิทธิภาพการให้บริการภายในอาคารทั่วประเทศ
การโอนคลื่นความถี่จาก Grain ยังต้องผ่านการตรวจสอบด้านกฎระเบียบ Rural Wireless Association คัดค้านการขายคลื่นความถี่ของ EchoStar ก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าการกระจุกตัวของคลื่นทำให้ผู้ให้บริการในชนบทเสียเปรียบ ข้อคัดค้านดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมของ Grain จะถูกสกัดกั้น เบรนแดน คาร์ ประธาน FCC แสดงท่าทีสนับสนุนการลงทุนและโอกาสที่ข้อตกลงนี้อาจสร้างให้ผู้บริโภค
การตัดสินใจเรื่องคลื่นความถี่เพิ่มเติมกำลังใกล้เข้ามา FCC วางแผนลงมติวันที่ 29 ตุลาคม เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนเกี่ยวกับการนำคลื่นความถี่อีก 482 MHz มาใช้เพื่อให้บริการผ่านดาวเทียม และปรับปรุงกฎระเบียบ นอกจากนี้ยังพิจารณาประมูลคลื่นความถี่ 25 MHz สำหรับบริการผ่านดาวเทียมและภาคพื้นดิน แต่ข้อเสนอทั้งสองรายการยังไม่ใช่คลื่นความถี่ที่จัดสรรให้ SpaceX แล้ว
การปล่อยดาวเทียมยังนำมาซึ่งข้อกังวลอื่น ๆ สมาคมดาราศาสตร์อเมริกันยกประเด็นผลกระทบต่อการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ขยะในวงโคจร และผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศจากการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเทียม SpaceX ยังต้องปล่อยดาวเทียมตามที่ได้รับอนุญาตและพิสูจน์ว่าบริการเป็นไปตามที่สัญญาไว้ ข้อตกลงช่วยเสริมสถานะของบริษัท แต่การถือครองคลื่นความถี่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ได้ข้อสรุปเรื่องคุณภาพเครือข่าย ต้นทุนการก่อสร้าง หรือความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์
ประเด็นสำคัญ
- SpaceX ตกลงซื้อพอร์ตคลื่นความถี่ย่าน 800 MHz ทั่วประเทศของ Grain Management ซึ่งมีคลื่นความถี่แบบจับคู่สูงสุด 14 MHz
- รายงานระบุราคาซื้อที่ประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์เป็นเงินสด แต่ทั้งสองบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไข และยังต้องได้รับอนุมัติจาก FCC
- คลื่นความถี่เหล่านี้อาจช่วยเพิ่มการครอบคลุมภาคพื้นดินภายในอาคาร แต่ยังจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดิน
- การอนุมัติจาก FCC อีกฉบับอนุญาตดาวเทียมมือถือใหม่ 15,000 ดวง โดยรายงานระบุวันที่อนุมัติไม่ตรงกันระหว่าง 6 กับ 7 ตุลาคม
- ธุรกรรมซื้อคลื่นความถี่ EchoStar ระยะที่สองมีกำหนดปิดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2027
- หุ้นผู้ให้บริการมือถือร่วงลง ขณะที่หุ้นบริษัทเจ้าของหอคอยปรับขึ้น เมื่อนักลงทุนประเมินทั้งการแข่งขันและความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน
- SpaceX ยังไม่ได้ประกาศราคา หรือวันเปิดให้บริการมือถือทั่วสหรัฐฯ อย่างเป็นอิสระที่แน่นอน






