เมืองญี่ปุ่นเสนอจำกัดการใช้สมาร์ตโฟนของประชาชนทุกคนวันละสองชั่วโมง
เมืองโทโยอาเกะในภาคกลางของญี่ปุ่นเสนอข้อบัญญัติที่ขอให้ประชาชนทั้ง 69,000 คนจำกัดการใช้สมาร์ตโฟนในแต่ละวันให้เหลือเพียงสองชั่วโมง นอกเหนือจากการทำงานและการเรียน ข้อเสนอนี้จุดกระแสถกเถียงทั่วประเทศและได้รับความสนใจจากนานาชาติ ร่างข้อบัญญัติที่รัฐบาลเทศบาลโทโยอาเกะในจังหวัดไอจิเสนอ เชื่อกันว่าเป็นฉบับแรกในญี่ปุ่นที่มุ่งกำกับประชากรทั้งเมืองโดยไม่แบ่งตามอายุ แม้มาตรการนี้ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายและไม่มีบทลงโทษ แต่ก็จุดประเด็นถกเถียงอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับการเสพติดดิจิทัล เสรีภาพส่วนบุคคล และบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นในการกำหนดพฤติกรรมการใช้ชีวิต
สารบัญ
- เมืองญี่ปุ่นเสนอจำกัดการใช้สมาร์ตโฟนของประชาชนทุกคนวันละสองชั่วโมง
- ข้อบัญญัติสมาร์ตโฟนของโทโยอาเกะคืออะไร
- ทำไมต้องเป็นตอนนี้ เหตุผลเบื้องหลังข้อเสนอ
- ข้อจำกัดจะมีผลอย่างไร รายละเอียดและข้อยกเว้น
- ปฏิกิริยาจากสาธารณะ เสียงคัดค้านและเสียงสนับสนุน
- โจทย์ดิจิทัลของญี่ปุ่น บริบทและการเปรียบเทียบ
- มุมมองนานาชาติต่อข้อจำกัดเวลาอยู่หน้าจอ
- แนวทางเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่ วิทยาศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรมดิจิทัล
- จากนี้จะเกิดอะไรขึ้น กระบวนการนิติบัญญัติและแนวโน้มในอนาคต
- สรุป
ข้อบัญญัติสมาร์ตโฟนของโทโยอาเกะคืออะไร
ร่างข้อบัญญัติซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาเมือง แนะนำให้ประชาชนทุกคนจำกัดการใช้สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์ลักษณะเดียวกันในเวลาว่างไว้ที่วันละสองชั่วโมง ข้อเสนอนี้ไม่รวมการใช้อุปกรณ์เพื่อทำงาน เรียน หรือทำกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ใช่การพักผ่อน เช่น เรียนออนไลน์หรือฝึกซ้อมเพื่อแข่งขันอีสปอร์ต นอกจากนี้ยังเสนอให้เด็กประถมและเด็กที่อายุน้อยกว่าหยุดใช้อุปกรณ์ภายในเวลา 21.00 น. ส่วนเด็กโตและผู้ใหญ่ควรเก็บโทรศัพท์ภายในเวลา 22.00 น.
นายกเทศมนตรีมาซาฟูมิ โคกิ ผู้ริเริ่มข้อเสนอนี้ ย้ำหลายครั้งว่าข้อบัญญัติมีจุดประสงค์เพื่อเป็นแนวทาง ไม่ใช่ข้อบังคับ โคกิกล่าวในการประชุมสภาเมืองว่า “นี่ไม่ได้หมายความว่าเมืองจะจำกัดสิทธิของประชาชนหรือกำหนดหน้าที่ให้พวกเขา แต่ผมหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นโอกาสให้แต่ละครอบครัวได้คิดและพูดคุยกันเกี่ยวกับเวลาที่ใช้กับสมาร์ตโฟน รวมถึงช่วงเวลาของวันที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้”
เมืองอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นและสำนักงานเด็กและครอบครัว ซึ่งระบุว่าเยาวชนในญี่ปุ่นใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยมากกว่าวันละห้าชั่วโมงในวันธรรมดา เจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าเวลาอยู่หน้าจอที่มากเกินไปเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพและสังคมหลายด้าน รวมถึงการอดนอน การสื่อสารในครอบครัวที่ลดลง และแม้แต่การหนีเรียนของเด็กที่ไม่ยอมออกจากบ้านหากไม่มีโทรศัพท์
ทำไมต้องเป็นตอนนี้ เหตุผลเบื้องหลังข้อเสนอ
รัฐบาลโทโยอาเกะระบุว่าข้อบัญญัตินี้เป็นการตอบสนองต่อความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบทางร่างกายและจิตใจจากการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลมากเกินไป นายกเทศมนตรีโคกิยกกรณีนักเรียนขาดเรียนเพราะไม่สามารถวางโทรศัพท์ได้ รวมถึงผู้ใหญ่ที่ยอมสละเวลานอนหรือเวลาอยู่กับครอบครัวเพื่อเลื่อนดูโซเชียลมีเดียหรือรับชมเนื้อหาสตรีมมิงต่อไปจนดึก
ตามร่างข้อบัญญัติ การใช้สมาร์ตโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นเป็นเวลานานอาจทำให้นอนไม่พอและเกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เมืองยังเตือนว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจลดการสื่อสารระหว่างสมาชิกในครอบครัวและขัดขวางพัฒนาการที่เหมาะสมของเด็ก แม้ผลกระทบด้านลบมักถูกเชื่อมโยงกับเยาวชน แต่เจ้าหน้าที่โทโยอาเกะย้ำว่าผู้ใหญ่ก็ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงจากการเสพติดดิจิทัล
นายกเทศมนตรีโคกิยอมรับในแถลงการณ์ต่อสาธารณะว่า “สมาร์ตโฟนสะดวกและจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเรา ผู้คนเข้าใจผิดไปว่าข้อบัญญัตินี้จะบังคับให้ประชาชนต้องจำกัดการใช้ไว้ที่สองชั่วโมง แต่การจำกัดสองชั่วโมงเป็นเพียงแนวทางเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนทบทวนเวลานอนและเรื่องอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว”
ข้อจำกัดจะมีผลอย่างไร รายละเอียดและข้อยกเว้น
ร่างข้อบัญญัตินี้แยกการใช้อุปกรณ์เพื่อพักผ่อนกับการใช้งานประเภทอื่นอย่างชัดเจน เวลาที่ใช้สมาร์ตโฟนเพื่อทำงาน เรียน ทำงานบ้าน หรือทำธุระจำเป็น จะไม่นับรวมในเพดานวันละสองชั่วโมง ตัวอย่างเช่น การดูวิดีโอสอนทำอาหารระหว่างเตรียมมื้อค่ำหรือเข้าเรียนออนไลน์จะไม่ถูกนับรวมในข้อจำกัดนี้ โดยมุ่งลดเวลาอยู่หน้าจอเพื่อความบันเทิง โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่การใช้อุปกรณ์มีแนวโน้มรบกวนการนอนและการมีปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวมากที่สุด
ไม่มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ใช้เกินเวลาที่แนะนำ เมืองระบุชัดเจนว่าข้อบัญญัตินี้ไม่มีผลผูกพัน และจะไม่มีการบังคับใช้ผ่านค่าปรับหรือมาตรการลงโทษอื่น ๆ เป้าหมายคือจุดประกายการพูดคุยและการทบทวนพฤติกรรมการใช้ดิจิทัลของประชาชนด้วยตนเอง
ข้อบัญญัติยังมีคำแนะนำเฉพาะสำหรับเด็กและวัยรุ่น สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของเวลาอยู่หน้าจอต่อพัฒนาการของเยาวชน โดยแนะนำให้นักเรียนประถมหยุดใช้อุปกรณ์ภายในเวลา 21.00 น. ส่วนนักเรียนมัธยมต้นขึ้นไปควรหยุดใช้ภายในเวลา 22.00 น. แนวทางเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้เยาวชนได้นอนหลับเพียงพอและรักษากิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพ
ปฏิกิริยาจากสาธารณะ เสียงคัดค้านและเสียงสนับสนุน
ข้อเสนอของโทโยอาเกะเผชิญเสียงวิจารณ์จากประชาชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมาก โดยหลายคนมองว่าเป็นการที่รัฐบาลท้องถิ่นก้าวก่ายเกินขอบเขต ในช่วงรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เจ้าหน้าที่เมืองได้รับโทรศัพท์และอีเมลมากกว่า 120 รายการ โดยประมาณ 80% แสดงความเห็นในเชิงลบ ผู้คัดค้านให้เหตุผลว่าการจำกัดไว้ที่สองชั่วโมงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคล
ประชาชนรายหนึ่งเขียนบนโซเชียลมีเดียว่า “สองชั่วโมงยังไม่พอแม้แต่จะอ่านหนังสือหรือดูหนังบนสมาร์ตโฟนของฉัน” อีกรายแสดงความเห็นว่า “ฉันเข้าใจเจตนาของพวกเขา แต่การจำกัดไว้ที่สองชั่วโมงเป็นไปไม่ได้” บางคนตั้งคำถามว่าเมืองมีอำนาจหรือมีวิธีการในทางปฏิบัติที่จะติดตามหรือกำกับการใช้อุปกรณ์ส่วนตัวหรือไม่
แม้เผชิญกระแสคัดค้าน แต่ประชาชนส่วนน้อยก็แสดงการสนับสนุนข้อบัญญัตินี้ โดยอ้างความกังวลเรื่องการเสพติดสมาร์ตโฟนและผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวกับสุขภาพจิต ผู้สนับสนุนให้เหตุผลว่าแม้เป็นเพียงแนวทางที่ไม่มีผลผูกพัน ก็ช่วยสร้างความตระหนักและส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก
นายกเทศมนตรีมาซาฟูมิ โคกิกล่าวถึงข้อถกเถียงนี้ว่า “ผมหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นโอกาสให้แต่ละครอบครัวได้คิดและพูดคุยกันเกี่ยวกับเวลาที่ใช้กับสมาร์ตโฟน รวมถึงช่วงเวลาของวันที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้”
ประเด็นถกเถียงนี้ขยายไปสู่สื่อระดับชาติและนานาชาติ โดยสำนักข่าวอย่าง BBC, The Guardian และ Japan Times นำเสนอเรื่องนี้ พร้อมชี้ให้เห็นคำถามในวงกว้างเกี่ยวกับเทคโนโลยี สุขภาพ และการกำกับดูแลในยุคดิจิทัล
โจทย์ดิจิทัลของญี่ปุ่น บริบทและการเปรียบเทียบ
ข้อเสนอของโทโยอาเกะไม่ใช่ความพยายามครั้งแรกในญี่ปุ่นที่จะจัดการกับความกังวลเรื่องเวลาอยู่หน้าจอที่มากเกินไป แต่มีขอบเขตครอบคลุมเป็นพิเศษ ในปี 2020 จังหวัดคางาวะทางตะวันตกของญี่ปุ่นผ่านข้อบัญญัติในลักษณะเดียวกันที่ไม่มีผลผูกพัน เพื่อจำกัดเวลาเล่นเกมของเด็ก แต่ข้อเสนอของโทโยอาเกะเป็นฉบับแรกที่มุ่งครอบคลุมประชาชนทุกคนโดยไม่แบ่งตามอายุ
เช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง ญี่ปุ่นมีการใช้สมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผลสำรวจของสำนักงานเด็กและครอบครัวระบุว่า เยาวชนญี่ปุ่นใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละมากกว่าห้าชั่วโมงเล็กน้อยในวันธรรมดา การระบาดของโควิด-19 ยิ่งเร่งให้เกิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยการทำงานทางไกล การเรียนออนไลน์ และการพบปะสังสรรค์เสมือนจริงกลายเป็นเรื่องปกติของหลายครัวเรือน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศเตือนถึงความเสี่ยงจากการอยู่หน้าจอมากเกินไป โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น งานวิจัยเชื่อมโยงการใช้อุปกรณ์อย่างหนักกับปัญหาการนอน สมาธิ ภาวะซึมเศร้า และการแยกตัวจากสังคม กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นอ้างถึงความเสี่ยงเหล่านี้ในแนวทางของตนเอง ซึ่งแนะนำให้จำกัดเวลาอยู่หน้าจอเพื่อความบันเทิงและส่งเสริมการพบปะพูดคุยกันต่อหน้า
มุมมองนานาชาติต่อข้อจำกัดเวลาอยู่หน้าจอ
รัฐบาลและองค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกต่างพยายามหาวิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับการเสพติดดิจิทัล โดยไม่ลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคล องค์การอนามัยโลกจัดให้ความผิดปกติจากการเล่นเกมเป็นภาวะสุขภาพจิต และบางประเทศออกกฎจำกัดการเล่นเกมออนไลน์หรือการใช้โซเชียลมีเดียของผู้เยาว์ อย่างไรก็ตาม มาตรการส่วนใหญ่เป็นเพียงคำแนะนำ ไม่ใช่ข้อบังคับ ซึ่งสะท้อนความท้าทายในการบังคับใช้และความสำคัญของการเลือกด้วยตนเอง
แนวทางของโทโยอาเกะที่ใช้ข้อบัญญัติไม่มีผลผูกพันเพื่อส่งเสริมการกำกับตนเอง สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกนี้ เมืองหวังว่าจะรักษาสมดุลระหว่างความกังวลด้านสาธารณสุขกับการเคารพสิทธิในการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ด้วยการวางกรอบการจำกัดเวลาสองชั่วโมงให้เป็นแนวทางแทนที่จะเป็นกฎหมาย
แนวทางเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่ วิทยาศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรมดิจิทัล
นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมระบุว่า แนวทางและการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณะสามารถช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชนสนับสนุน การส่งเสริมให้ครอบครัวพูดคุยถึงกิจวัตรการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและกำหนดขีดจำกัดด้วยตนเอง อาจช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงเวลาอยู่หน้าจอของตนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการกำหนดเวลาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะแก้สาเหตุเบื้องหลังของการเสพติดดิจิทัล ปัจจัยอย่างความเครียด ความเหงา และการขาดกิจกรรมทางเลือกอาจกระตุ้นให้ใช้อุปกรณ์มากเกินไป การแก้ปัญหาที่ได้ผลมักผสานแนวทางเข้ากับการสนับสนุนทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เช่น กิจกรรมกลางแจ้ง งานสังคม และบริการด้านสุขภาพจิต
ในญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งชั่วโมงทำงานที่ยาวนานและแรงกดดันด้านการเรียน สมาร์ตโฟนเป็นได้ทั้งเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและช่องทางหลีกหนีความจริง ความท้าทายของผู้กำหนดนโยบายคือการส่งเสริมความสมดุลโดยไม่หันไปใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดเกินควร
จากนี้จะเกิดอะไรขึ้น กระบวนการนิติบัญญัติและแนวโน้มในอนาคต
สภาเมืองโทโยอาเกะมีกำหนดลงมติร่างข้อบัญญัติในช่วงปลายเดือนกันยายน และหากได้รับความเห็นชอบ มาตรการจะมีผลในเดือนตุลาคม นายกเทศมนตรีโคกิแสดงเจตนารมณ์ว่าจะอธิบายข้อบัญญัติแก่ประชาชนอย่างรอบคอบ และพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมตามการหารือในสภาและข้อเสนอแนะจากสาธารณะ
แม้ข้อบัญญัติจะผ่าน ผลกระทบของมาตรการก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนเป็นหลัก เมืองไม่มีแผนติดตามการใช้อุปกรณ์ของแต่ละคนหรือกำหนดบทลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่หวังเพียงว่าการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับข้อเสนอนี้จะจุดประกายการพูดคุยเรื่องสุขภาวะดิจิทัลและกระตุ้นให้เกิดการปรับพฤติกรรมโดยสมัครใจ
กรณีของโทโยอาเกะกำลังได้รับความสนใจอย่างใกล้ชิดจากเทศบาลอื่น ๆ ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ขณะที่ชุมชนต่าง ๆ กำลังรับมือกับความท้าทายของชีวิตดิจิทัล ไม่ว่าแนวทางจำกัดเวลาสองชั่วโมงนี้จะกลายเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นหรือยังคงเป็นเพียงการทดลองในท้องถิ่น แต่ข้อเสนอนี้ก็ทำให้ประเด็นเวลาอยู่หน้าจอและผลกระทบต่อสุขภาพ การศึกษา และชีวิตครอบครัวกลายเป็นจุดสนใจระดับชาติแล้ว
สรุป
- เมืองโทโยอาเกะ ประเทศญี่ปุ่น เสนอข้อบัญญัติที่ไม่มีผลผูกพัน ขอให้ประชาชนทุกคนจำกัดการใช้สมาร์ตโฟนไว้ที่วันละสองชั่วโมง นอกเหนือจากการทำงานและการเรียน
- มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมการพูดคุยและทบทวนพฤติกรรมการใช้ดิจิทัล ไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้ได้
- ข้อบัญญัติยังแนะนำให้หยุดใช้อุปกรณ์ในช่วงเย็น โดยกำหนดเวลา 21.00 น. สำหรับนักเรียนประถม และ 22.00 น. สำหรับนักเรียนที่โตกว่าและผู้ใหญ่
- เสียงตอบรับจากสาธารณะส่วนใหญ่เป็นไปในทางลบ โดยประชาชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากวิจารณ์ว่าข้อเสนอนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือก้าวก่ายเกินควร
- เจ้าหน้าที่อ้างความกังวลด้านสุขภาพและสังคม เช่น การอดนอน การหนีเรียน และการสื่อสารในครอบครัวที่ลดลง เป็นเหตุผลของแนวทางนี้
- สภาเมืองจะลงมติร่างข้อบัญญัติในช่วงปลายเดือนกันยายน และอาจเริ่มใช้ในเดือนตุลาคมหากได้รับความเห็นชอบ
- ข้อเสนอนี้สะท้อนการถกเถียงในญี่ปุ่นและทั่วโลกเกี่ยวกับการเสพติดดิจิทัล สาธารณสุข และขอบเขตการแทรกแซงของรัฐบาลต่อชีวิตส่วนตัว






