สี จิ้นผิงกวาดล้างนายพลระดับสูงของจีน เขย่ากองทัพครั้งใหญ่แบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ใช้เวลาอ่าน 11 นาที
สี จิ้นผิงกวาดล้างนายพลระดับสูงของจีน เขย่ากองทัพครั้งใหญ่แบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

การร่วงหล่นของนายพลผู้ไม่เคยถูกแตะต้อง

กองทัพจีนตกอยู่ในความปั่นป่วน หลังมีการประกาศอย่างน่าตกตะลึงว่า พลเอกจาง โย่วเสีย นายทหารในเครื่องแบบที่มีตำแหน่งสูงสุดของประเทศ ถูกปลดจากตำแหน่งและอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อหาละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง กระทรวงกลาโหมออกแถลงการณ์สั้น ๆ เมื่อวันเสาร์ ยืนยันว่าจาง ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสของคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง เผชิญข้อกล่าวหาร่วมกับพลเอกหลิว เจิ้นลี่ หัวหน้ากรมเสนาธิการร่วม ในวัย 75 ปี จางเป็นผู้นำทางทหารที่หาได้ยาก โดยรอดพ้นจากการกวาดล้างหลายครั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสองคนและนายทหารระดับสูงอีกหลายสิบคนต้องพ้นตำแหน่งในช่วงสามปีที่ผ่านมา การร่วงจากอำนาจอย่างกะทันหันของเขาถือเป็นการยกระดับครั้งสำคัญของการรณรงค์ปรับโฉมกองทัพโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งเล่นงานนายทหารที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าไม่อาจถูกลงโทษทางการเมืองได้ เพราะมีสายสัมพันธ์เก่าแก่กับชนชั้นนำของพรรคคอมมิวนิสต์

สารบัญ
  1. การร่วงหล่นของนายพลผู้ไม่เคยถูกแตะต้อง
  2. การกวาดล้างผู้นำระดับสูง
  3. สายสัมพันธ์ตระกูลผู้ดีและการทรยศทางการเมือง
  4. ข้อกล่าวหาเรื่องจารกรรมและความเห็นต่างเชิงยุทธศาสตร์
  5. สุญญากาศด้านประสบการณ์การรบ
  6. บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและภาวะชะงักงันของสถาบัน
  7. ผลกระทบต่อไต้หวันและความมั่นคงในภูมิภาค
  8. สรุปประเด็นสำคัญ

ประกาศอย่างเป็นทางการไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำผิดที่ถูกกล่าวหา โดยใช้ถ้อยคำอ้อมค้อมตามแบบแผนสำหรับการทุจริตและการไม่จงรักภักดีทางการเมือง ซึ่งมักปรากฏในการสอบสวนลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม ความร้ายแรงของมาตรการปรากฏชัดเมื่อหนังสือพิมพ์กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนตีพิมพ์บทบรรณาธิการหน้าแรก ระบุว่าจางและหลิวทรยศต่อความไว้วางใจของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อย่างร้ายแรง และเหยียบย่ำอำนาจของคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ถ้อยคำเช่นนี้มักเป็นสัญญาณนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาและโทษจำคุกยาวนานในระบบการเมืองของจีน ซึ่งการสอบสวนลักษณะนี้แทบไม่เคยจบลงด้วยการพ้นผิด การปลดตำแหน่งอย่างรวดเร็วยังสร้างความประหลาดใจแก่ผู้สังเกตการณ์ เพราะจางเพิ่งปรากฏตัวในงานทางการเมื่อหนึ่งเดือนก่อน โดยไม่มีสัญญาณภายนอกว่าจะเกิดปัญหา การร่วงหล่นของบุคคลระดับสูงเช่นนี้บ่งชี้ว่าการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เข้าสู่ระยะใหม่ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

การกวาดล้างผู้นำระดับสูง

การกวาดล้างครั้งนี้ทำให้โครงสร้างผู้นำของคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งเป็นองค์กรทรงอำนาจของพรรคที่มีอำนาจบัญชาการสูงสุดเหนือกำลังพลประจำการสองล้านนายของจีน พังทลายลงโดยพฤตินัย เมื่อคณะกรรมาธิการชุดปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งระหว่างการประชุมสมัชชาพรรคในปี 2022 มีสมาชิกเจ็ดคน รับผิดชอบกำกับดูแลยุทธศาสตร์ทางทหาร การจัดซื้อจัดจ้าง และปฏิบัติการ แต่ขณะนี้เหลือเพียงสองคนที่ยังปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน และพลเอกจาง เซิ่งหมิน ข้าราชการการเมืองสายอาชีพที่เคยดูแลการสอบสวนการทุจริตในกองทัพ การลดจำนวนสมาชิกเช่นนี้ถือเป็นการบั่นทอนสถาบันอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งคณะกรรมาธิการแทบหยุดทำงานหลังการเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของจอมพลหลิน เปียว ในปี 1971

การรวมศูนย์อำนาจไว้ในมือคนเพียงไม่กี่คนมีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง ในช่วงทศวรรษ 1980 เติ้ง เสี่ยวผิงควบคุมประเทศไว้ได้โดยอาศัยตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางเพียงตำแหน่งเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจสูงสุดขององค์กรนี้ภายในโครงสร้างการเมืองจีน การที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันกำกับกองทัพโดยมีสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงอีกเพียงคนเดียว และสมาชิกคนนั้นไม่มีประสบการณ์บัญชาการปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดโครงสร้างการบังคับบัญชาที่ไม่เคยมีมาก่อน บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนระบุชัดว่าการกวาดล้างไม่ได้จำกัดอยู่แค่ข้อหาทุจริต โดยกล่าวหานายพลทั้งสองว่าสร้างปัญหาทางการเมืองที่บั่นทอนภาวะผู้นำเด็ดขาดของพรรคเหนือกองทัพ การวางกรอบเช่นนี้บ่งชี้ว่าการสอบสวนเกี่ยวข้องกับประเด็นความจงรักภักดีและความน่าเชื่อถือทางการเมือง ไม่ใช่เพียงการกระทำผิดทางการเงิน

ไลล์ มอร์ริส นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี กล่าวถึงสถานการณ์นี้ด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมา โดยชี้ถึงเสถียรภาพของกองทัพ

กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนกำลังระส่ำระสาย ขณะนี้กองทัพจีนมีสุญญากาศด้านผู้นำครั้งใหญ่ ความเคลื่อนไหวนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์กองทัพจีน และเป็นการทำลายล้างผู้บังคับบัญชาระดับสูงอย่างสิ้นเชิง

โฆษณา

สายสัมพันธ์ตระกูลผู้ดีและการทรยศทางการเมือง

จาง โย่วเสียเป็นสมาชิกของชนชั้นสูงในพรรคคอมมิวนิสต์ที่เรียกว่า “เจ้าชายแดง” ซึ่งเป็นลูกหลานของวีรบุรุษการปฏิวัติที่ร่วมต่อสู้เคียงข้างเหมา เจ๋อตง เพื่อสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน บิดาของเขาเป็นนายทหารระดับสูงในกองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และทำงานใกล้ชิดกับสี จ้งซวิน บิดาของสี จิ้นผิง ในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างทศวรรษ 1930 และ 1940 สายสัมพันธ์นี้ทำให้สองครอบครัวผูกพันกันข้ามรุ่น โดยจางกับประธานาธิบดีคนปัจจุบันน่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่วัยเด็ก ในการเมืองจีน สายสัมพันธ์เช่นนี้มักเป็นหลักประกันคุ้มครองที่แข็งแกร่ง เพราะสายเลือดนักปฏิวัติมีน้ำหนักอย่างยิ่ง

สีแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจต่อจาง โดยให้เขาดำรงตำแหน่งต่อแม้เลยอายุเกษียณตามปกติที่ 70 ปีไปมาก และต่ออายุวาระรองประธานในปี 2022 ทั้งที่มีอายุมากแล้ว ในเวลานั้น นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าจางเป็นพันธมิตรทางทหารที่สำคัญที่สุดของประธานาธิบดี เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถและให้คำแนะนำจากประสบการณ์การรบจริง การตัดสินใจกวาดล้างเขาในขณะนี้ ทั้งที่สามารถปล่อยให้เกษียณอย่างมีเกียรติในการประชุมสมัชชาพรรคครั้งหน้า ส่งสารอันน่าสะพรึงไปทั่วทั้งกองทัพ โจนาธาน ซิน อดีตนักวิเคราะห์อาวุโสของซีไอเอ ซึ่งเน้นศึกษาการเมืองของชนชั้นนำจีน กล่าวว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ทางการเมือง

การปลดจางหมายความว่าตอนนี้ไม่มีใครในผู้นำที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง นี่แทบจะเป็นเรื่องราวแบบเชกสเปียร์เลยทีเดียว เขาเป็นคนที่มีความสัมพันธ์กับสีมายาวนานหลายทศวรรษ

สารดังกล่าวส่งไปถึงนายทหารทั่วทั้งกองทัพอย่างชัดเจนว่า ประวัติความสัมพันธ์ส่วนตัวและสายสัมพันธ์ในครอบครัวไม่อาจคุ้มครองใครจากการตรวจสอบของประธานาธิบดีได้อีกต่อไป การตระหนักรู้นี้น่าจะสร้างความวิตกอย่างมากในหมู่ผู้บัญชาการระดับสูง ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าตำแหน่งของตนยังมั่นคงหรือไม่ กรณีนี้ยังชวนให้นึกถึงพันธมิตรคนอื่น ๆ ของประธานาธิบดีที่ตกจากอำนาจ เช่น ฉิน กัง อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ และหลิว หยวน บุตรชายของหลิว เส้าฉี อดีตประธานาธิบดี ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วัยเด็กและถูกบีบให้เกษียณ แม้เคยสนับสนุนความพยายามต่อต้านการทุจริตในช่วงแรก

ข้อกล่าวหาเรื่องจารกรรมและความเห็นต่างเชิงยุทธศาสตร์

แม้ทางการในกรุงปักกิ่งยังไม่เปิดเผยหลักฐานต่อสาธารณะเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาเฉพาะเจาะจงต่อจาง แต่รายงานข่าวกรองและแหล่งข่าวทางการทูตระบุถึงแรงจูงใจที่เป็นไปได้หลายประการในการกวาดล้างครั้งนี้ วอลล์สตรีตเจอร์นัลรายงานว่าจางถูกกล่าวหาว่าเปิดเผยข้อมูลลับเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของจีนแก่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ โดยอ้างว่าเกิดขึ้นระหว่างการพบกับเจค ซัลลิแวน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติในปี 2024 ข้อกล่าวหาอื่น ๆ รวมถึงการรับสินบนจำนวนมากเพื่อแลกกับการเลื่อนตำแหน่งนายทหาร โดยเฉพาะในระบบจัดซื้อจัดจ้างทางทหาร ซึ่งเป็นจุดสนใจของการสอบสวนก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่หลายแสนคน

นอกเหนือจากประเด็นการทุจริตหรือจารกรรม นักวิเคราะห์มองว่าการกวาดล้างอาจมีต้นตอจากความเห็นต่างพื้นฐานด้านยุทธศาสตร์ทางทหาร โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นเหนือไต้หวัน ตามบทวิเคราะห์ของฟอรัมแปซิฟิก จางมองว่าเป้าหมายของสี จิ้นผิง ที่ต้องการให้กองทัพพร้อมเต็มที่สำหรับการบุกไต้หวันภายในปี 2027 นั้นไม่สมจริงและอันตราย นายพลรายนี้ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนให้ขยายกรอบเวลาไปถึงปี 2035 เพื่อให้มีเวลาเพิ่มเติมสำหรับการปรับปรุงกองทัพและการฝึกปฏิบัติการร่วม หากเป็นจริง ความเห็นต่างนี้จะถือเป็นการท้าทายสีโดยตรงในประเด็นที่ต้องเชื่อฟังอย่างเด็ดขาด การประเมินของจางมีน้ำหนักเป็นพิเศษ เพราะเขาเป็นทหารผ่านศึกผู้มีประสบการณ์รบ ซึ่งเข้าใจความโหดร้ายของสงครามจากประสบการณ์ตรง ต่างจากผู้บัญชาการปัจจุบันส่วนใหญ่ที่ฝึกมาเพื่อรับมือกับความขัดแย้งในทางทฤษฎีเท่านั้น

โฆษณา

สุญญากาศด้านประสบการณ์การรบ

การปลดจางและหลิวทำให้กองทัพจีนสูญเสียผู้บัญชาการระดับสูงกลุ่มสุดท้ายที่มีประสบการณ์ในสนามรบจริง จางได้รับพระราชทานยศในช่วงสงครามชายแดนกับเวียดนามอันนองเลือดในปี 1979 ซึ่งจีนสูญเสียกำลังพลจำนวนมากระหว่างปฏิบัติการระยะสั้นแต่เข้มข้น ต่อมาเขายังสร้างผลงานโดดเด่นระหว่างการปะทะเพิ่มเติมในปี 1984 แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางยุทธวิธีจนได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ภูมิหลังด้านการรบนี้ทำให้เขาเป็นบุคคลพิเศษในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้ทำสงครามครั้งใหญ่มานานกว่าสี่ทศวรรษ และมีนายทหารที่เติบโตผ่านช่องทางราชการและการเมืองเป็นหลัก

หลิว เจิ้นลี่มีประสบการณ์ปฏิบัติการของตนเองในฐานะอดีตผู้บัญชาการกองกำลังปฏิบัติการพิเศษและผู้นำกองทัพบกกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ในตำแหน่งล่าสุดที่ดูแลกรมเสนาธิการร่วม เขากำกับระบบบัญชาการ การควบคุม การสื่อสาร คอมพิวเตอร์ ข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวน ซึ่งเป็นรากฐานของสงครามสมัยใหม่ การปลดเขาทำให้กองทัพสูญเสียความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่จำเป็นต่อการประสานปฏิบัติการซับซ้อนในหลายมิติ คริสโตเฟอร์ จอห์นสัน อดีตนักวิเคราะห์ของซีไอเอ ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าบริษัทที่ปรึกษาไชนาสตратегีส์กรุ๊ป ระบุว่าประธานาธิบดีดูเหมือนจะสรุปว่าปัญหาในกองทัพหยั่งรากลึกเกินกว่าจะไว้วางใจให้ผู้บังคับบัญชาชุดเดิมแก้ไขกันเองได้

การกวาดล้างทำให้คณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นข้าราชการการเมืองที่สร้างเส้นทางอาชีพด้วยความภักดีต่อประธานาธิบดี มากกว่าผลงานทางทหาร จาง เซิ่งหมิน รองประธานเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบวินัยและงานการเมือง มากกว่าปฏิบัติการรบ การหันมาให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือทางการเมืองเหนือความสามารถทางวิชาชีพอาจบั่นทอนความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในการวางแผนและดำเนินปฏิบัติการทางทหารที่ซับซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปฏิบัติการที่ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วตามสภาพสนามรบที่เปลี่ยนแปลง

บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและภาวะชะงักงันของสถาบัน

การปลดนายทหารระดับสูงอย่างเป็นระบบสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ซึ่งเสี่ยงทำให้การตัดสินใจทางทหารเป็นอัมพาต เมื่อผู้บัญชาการเห็นแม้แต่บุคคลทรงอำนาจและมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นที่สุดต้องตกจากตำแหน่ง พวกเขาก็เรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการริเริ่ม และรอคำอนุมัติอย่างชัดแจ้งจากผู้มีอำนาจสูงสุดแทน อเลสซานโดร อาร์ดูอิโน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจีนจากสถาบันบริการสหราชอาณาจักรด้านกลาโหมและความมั่นคงในกรุงลอนดอน กล่าวว่า การกวาดล้างครั้งนี้ส่งสารชัดเจนเกี่ยวกับลำดับความสำคัญภายในกองทัพ

นี่คือเครื่องเตือนใจโดยตรงจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิงว่า ความจงรักภักดีทางการเมืองมาก่อนความพร้อมรบอย่างชัดเจน การไม่จงรักภักดีทางการเมืองเป็นบาปร้ายแรงในพรรค และสารนั้นชัดเจนว่าไม่มีใครปลอดภัย

บรรยากาศเช่นนี้ก่อให้เกิดความบกพร่องร้ายแรงในสถาบัน นายทหารที่กลัวการสอบสวนจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องที่ภายหลังอาจถูกตีความว่าเป็นความผิดพลาดหรือหลักฐานของการไม่จงรักภักดี การกวาดล้างยังทำลายเครือข่ายและความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการที่จำเป็นต่อการประสานปฏิบัติการซับซ้อนระหว่างเหล่าทัพต่าง ๆ นีล โธมัส นักวิจัยจากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี คาดการณ์ว่าความปั่นป่วนจะดำเนินต่อไปอีกหลายปี ขณะที่ประธานาธิบดีพยายามสร้างโครงสร้างบัญชาการขึ้นใหม่ โดยคัดเลือกนายทหารที่ผ่านมาตรฐานเข้มงวดด้านความจงรักภักดีอย่างเด็ดขาด

โฆษณา

ผลกระทบต่อไต้หวันและความมั่นคงในภูมิภาค

การกวาดล้างส่งผลขัดแย้งกันต่อความเสี่ยงของสงครามเหนือไต้หวัน โดยความเสี่ยงในระยะใกล้ลดลง ขณะที่อันตรายในระยะยาวอาจเพิ่มสูงขึ้น ในอนาคตอันใกล้ ความโกลาหลและสุญญากาศด้านผู้นำทำให้โอกาสเกิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่อเกาะแห่งนี้ลดลง ประธานาธิบดีต้องใช้เวลามากในการสร้างโครงสร้างบัญชาการขึ้นใหม่ และค้นหานายทหารที่มีทั้งความสามารถทางเทคนิคและความน่าเชื่อถือทางการเมืองอย่างเด็ดขาด แรงเสียดทานในองค์กรจากการสอบสวนที่ยังดำเนินอยู่ทำให้การตัดสินใจจัดซื้อจัดจ้างล่าช้าและกระทบกำหนดการฝึก หมิง-ฉือ เสิ่น นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติของไต้หวัน เชื่อว่าจีนยังไม่น่าจะใช้กำลังกับไต้หวันก่อนปี 2027 เพราะผู้นำต้องการเวลาในการปรับโครงสร้างกองทัพและรวบรวมอำนาจควบคุมให้มั่นคง

อย่างไรก็ตาม ภาพยุทธศาสตร์ระยะยาวดูน่ากังวลกว่า การปลดจาง โย่วเสีย ซึ่งมีรายงานว่าเรียกร้องให้ใช้ความระมัดระวังเกี่ยวกับกรอบเวลาไต้หวัน และสามารถประเมินขีดความสามารถทางทหารของสหรัฐฯ ได้อย่างเป็นกลาง ทำให้ประธานาธิบดีสูญเสียหนึ่งในไม่กี่เสียงที่อาจเตือนให้หลีกเลี่ยงการผจญภัยทางทหารอย่างหุนหันพลันแล่น สตีฟ ซัง ผู้อำนวยการสถาบันจีนแห่งมหาวิทยาลัย SOAS ลอนดอน เตือนว่าการกวาดล้างนี้เปลี่ยนแปลงพลวัตการตัดสินใจเกี่ยวกับไต้หวันอย่างมีนัยสำคัญ

การปลดนายพลอย่างจางหมายความว่าจะไม่มีนายพลคนใดกล้าให้คำแนะนำสีไม่ให้เสี่ยงผจญภัยทางทหารเมื่อถึงเวลา และสิ่งนี้เพิ่มความเสี่ยงที่จะประเมินสถานการณ์ผิดพลาด สีจะไม่สั่งบุกเว้นแต่มั่นใจว่าจะชนะ แต่ตอนนี้จะไม่มีนายพลคนไหนกล้าเตือนให้ระมัดระวัง หากสีถามว่ากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนพร้อมแล้วหรือยังที่จะปลดปล่อยไต้หวันเพื่อเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของจีน

สถานการณ์ยังทำให้การจัดการวิกฤตระหว่างประเทศซับซ้อนขึ้น จางรักษาช่องทางสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทหารต่างชาติไว้ค่อนข้างเปิดกว้าง โดยพบกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด การแทนที่เขาด้วยนายทหารที่มีประสบการณ์น้อยกว่าและไม่คุ้นเคยกับเวทีระหว่างประเทศ อาจเพิ่มอันตรายจากการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจระหว่างวิกฤตในอนาคตบริเวณช่องแคบไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ การประกาศยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศฉบับใหม่ของรัฐบาลทรัมป์เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งปรับจุดเน้นไปยังซีกโลกตะวันตก พร้อมระบุว่าจีนเป็นมหาอำนาจที่ต้องยับยั้ง ยังเพิ่มความไม่แน่นอนต่อดุลอำนาจในภูมิภาค

โฆษณา

สรุปประเด็นสำคัญ

  • พลเอกจาง โย่วเสีย นายทหารระดับสูงสุดของจีนและพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถูกกวาดล้างออกจากคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางและอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อหาละเมิดวินัยอย่างร้ายแรง ร่วมกับพลเอกหลิว เจิ้นลี่
  • การสอบสวนทำให้สมาชิกคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางลดจากเจ็ดคนเหลือเพียงสองคน ได้แก่ สี จิ้นผิง และพลเอกจาง เซิ่งหมิน เจ้าหน้าที่ต่อต้านการทุจริตที่มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการทางทหารจำกัด
  • จางถูกกล่าวหาว่าเปิดเผยความลับด้านนิวเคลียร์แก่สหรัฐฯ รับสินบนเพื่อแลกกับการเลื่อนตำแหน่ง และคัดค้านกรอบเวลาอันเร่งรัดของสี จิ้นผิง ที่ต้องการให้กองทัพพร้อมปฏิบัติการเกี่ยวกับไต้หวันภายในปี 2027
  • การปลดครั้งนี้ทำให้ผู้บัญชาการระดับสูงกลุ่มสุดท้ายที่มีประสบการณ์รบจริงจากยุคสงครามเวียดนามหมดไปจากกองทัพ โดยผู้นำกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนที่เหลือถูกครอบงำโดยข้าราชการการเมืองซึ่งก้าวหน้าจากความภักดี มากกว่าผลงานทางทหาร
  • ความเสี่ยงของสงครามเหนือไต้หวันในระยะใกล้น่าจะลดลง เนื่องจากความโกลาหลในผู้นำและความจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างบัญชาการขึ้นใหม่ แต่ความเสี่ยงระยะยาวเพิ่มขึ้นเมื่อสีแวดล้อมตัวเองด้วยนายทหารที่ไม่กล้าตั้งคำถามต่อการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของเขา
  • การกวาดล้างส่งสัญญาณว่าความจงรักภักดีทางการเมืองอย่างเด็ดขาดมีความสำคัญเหนือความสามารถทางทหารในกองทัพจีน ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวที่อาจทำให้การตัดสินใจปฏิบัติการเป็นอัมพาตและเพิ่มความเสี่ยงของการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดในอนาคต
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ