ศาลไทยยกฟ้องนักเขียนชาวออสเตรเลีย หลังมาเลเซียถอนคดีหมิ่นประมาทข้ามพรมแดน

ใช้เวลาอ่าน 9 นาที
ศาลไทยยกฟ้องนักเขียนชาวออสเตรเลีย หลังมาเลเซียถอนคดีหมิ่นประมาทข้ามพรมแดน

การจับกุมที่สนามบินจุดชนวนเสียงประณามจากนานาชาติ

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2025 เมอร์เรย์ ฮันเตอร์ นักข่าวชาวออสเตรเลียกำลังเตรียมขึ้นเครื่องบินไปฮ่องกงที่สนามบินสุวรรณภูมิในกรุงเทพฯ เมื่อตำรวจไทยเข้าจับกุมเขา นักเขียนวัย 66 ปีซึ่งพำนักอยู่ในภาคใต้ของไทยมาหลายปี ถูกควบคุมตัวข้ามคืนและต้องเผชิญกับฝันร้ายทางกฎหมายที่กักตัวเขาไว้ในประเทศนานหลายเดือน เจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา 4 กระทงตามประมวลกฎหมายอาญาไทย มาตรา 328 แต่ละกระทงมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปีและปรับ 200,000 บาท (6,175 ดอลลาร์สหรัฐ) ผู้ร้องทุกข์ไม่ใช่พลเมืองหรือบริษัทไทย แต่เป็นคณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (MCMC) หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของรัฐบาลมาเลเซีย

สารบัญ
  1. การจับกุมที่สนามบินจุดชนวนเสียงประณามจากนานาชาติ
  2. บทความที่จุดชนวนการต่อสู้ทางกฎหมายและการทูต
  3. ทำความเข้าใจการข่มขู่ทางกฎหมายข้ามพรมแดน
  4. ต้นทุนที่ต้องจ่ายในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อ
  5. การไกล่เกลี่ยและข้อยุติที่ยังค้างคาใจ
  6. นัยต่อเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  7. ประเด็นสำคัญ

ฮันเตอร์ได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 20,000 บาท (620 ดอลลาร์สหรัฐ) หลังถูกควบคุมตัว 24 ชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่ยึดหนังสือเดินทางของเขา เท่ากับกักขังเขาไว้ภายในพรมแดนไทย เขาไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศ เปิดบัญชีธนาคาร หรือแม้แต่เข้าพักในโรงแรมได้ การจับกุมครั้งนี้สะท้อนพัฒนาการใหม่ที่น่ากังวลต่อเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือหน่วยงานรัฐใช้ศาลของประเทศเพื่อนบ้านดำเนินคดีกับนักข่าวต่างชาติจากบทความที่เผยแพร่ทางออนไลน์

โฆษณา

บทความที่จุดชนวนการต่อสู้ทางกฎหมายและการทูต

คดีนี้มีต้นตอจากบทความ 4 ชิ้นที่ฮันเตอร์เผยแพร่ในจดหมายข่าว Substack ของเขาระหว่างวันที่ 13 ถึง 29 เมษายน 2024 ในบทความเหล่านี้ เขาวิพากษ์วิจารณ์ MCMC โดยระบุว่าคณะกรรมการดำเนินงานโดยมิชอบ ใช้อำนาจในทางที่ผิด และทำหน้าที่คล้ายตำรวจที่บ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย เขากล่าวหาหน่วยงานดังกล่าวว่าปิดกั้นเว็บไซต์ที่วิพากษ์วิจารณ์และปกป้องผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ อัยการไทยโต้แย้งว่าบทความเหล่านี้ซึ่งเข้าถึงได้ในประเทศไทย อาจทำให้สาธารณชนเชื่อว่า MCMC ดำเนินงานนอกกรอบกฎหมายและขาดความน่าเชื่อถือ

MCMC ปิดกั้น Substack ของฮันเตอร์ในมาเลเซียมาแล้ว 3 ปีก่อนยื่นคำร้องทุกข์ทางอาญา ในเดือนตุลาคม 2024 คณะกรรมการชนะคดีแพ่งฐานหมิ่นประมาทต่อฮันเตอร์ในมาเลเซีย ซึ่งเขาระบุว่าไม่เคยได้รับแจ้งคำตัดสินจนกระทั่งภายหลัง คดีแพ่งดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบทความ 13 ชิ้นที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท เมื่อมีการยื่นคำร้องทุกข์ทางอาญาในไทย จึงนับเป็นกรณีแรกเท่าที่ทราบที่มีการใช้กฎหมายไทยดำเนินคดีกับนักข่าวจากการรายงานข่าวเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐต่างประเทศ

องค์กรสิทธิมนุษยชนระบุอย่างรวดเร็วว่าการดำเนินคดีนี้เป็นการฟ้องปิดปากเพื่อขัดขวางการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (SLAPP) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งปิดเสียงผู้วิจารณ์ด้วยการสร้างภาระค่าใช้จ่ายและความเครียดจากการต่อสู้คดี สหพันธ์นักข่าวระหว่างประเทศ (IFJ) คณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (CPJ) PEN International และฮิวแมนไรท์วอทช์ต่างประณามการดำเนินคดี IFEX ซึ่งเป็นเครือข่ายนานาชาติที่ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก เตือนว่าการที่รัฐบาลมาเลเซียใช้ SLAPP และพร้อมดำเนินการปราบปรามข้ามพรมแดน เป็นสัญญาณของการยกระดับความพยายามปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์นอกเขตแดนของตนอย่างมีนัยสำคัญ

โฆษณา

ทำความเข้าใจการข่มขู่ทางกฎหมายข้ามพรมแดน

คดี SLAPP มักเกิดขึ้นในระบบกฎหมายตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทหรือบุคคลผู้มั่งคั่งยื่นฟ้องคดีที่ไม่มีมูลต่อผู้สื่อข่าว นักกิจกรรม หรือสมาชิกชุมชน เพื่อทำให้หมดตัวและบั่นทอนสภาพจิตใจ แต่คดีของฮันเตอร์เพิ่มมิติใหม่เข้ามา นั่นคือการปราบปรามข้ามชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลใช้ระบบกฎหมาย กองกำลังความมั่นคง หรือกลไกอื่นนอกพรมแดนของตนเพื่อมุ่งเป้าไปยังผู้วิจารณ์ ผู้เห็นต่าง หรือนักข่าว

การที่ไทยให้ความร่วมมือในคดีนี้สร้างความกังวลแก่ผู้สนับสนุนเสรีภาพสื่อ เพราะแสดงให้เห็นว่ากฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาของประเทศหนึ่งสามารถถูกต่างชาตินำมาใช้เป็นอาวุธได้ง่ายเพียงใด ภายใต้กฎหมายไทย การหมิ่นประมาทโดยการเผยแพร่เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุก ต่างจากคดีหมิ่นประมาททางแพ่งซึ่งโดยทั่วไปลงเอยด้วยการชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ข้อหาทางอาญามีโทษจำคุกเป็นเดิมพัน จึงสร้างแรงยับยั้งอย่างรุนแรงต่อการแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า รัฐบาลควรพิจารณายกเลิกการกำหนดให้การหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา และการจำคุกไม่ใช่บทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับความผิดนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ UNESCO ระบุว่า 80% ของประเทศทั่วโลกยังคงกำหนดให้การหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การผสมผสานระหว่างข้อหาหมิ่นประมาททางอาญากับการควบคุมตัวก่อนพิจารณาคดีทำให้ผู้วิจารณ์รัฐบาลอาจถูกจับกุมและคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดี แม้ท้ายที่สุดจะมีการยกฟ้องข้อกล่าวหาก็ตาม

ทนายความของฮันเตอร์ระบุว่าคดีนี้เป็น SLAPP ข้ามชาติ ซึ่งเพิ่มอาวุธอันตรายชนิดใหม่ให้กับเครื่องมือปราบปรามข้ามพรมแดน สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยระบุว่า การดำเนินคดีแสดงให้เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญาไทยเป็นภัยร้ายแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะสำหรับนักข่าวต่างชาติที่พำนักอยู่ในราชอาณาจักร

โฆษณา

ต้นทุนที่ต้องจ่ายในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อ

ตลอด 4 เดือนที่ติดอยู่ในประเทศไทย ฮันเตอร์เผชิญความยากลำบากส่วนตัวอย่างหนัก เขาไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือเดินทาง ส่งผลให้สูญเสียรายได้และมีภาระค่าทนายความเพิ่มขึ้น ผลกระทบทางจิตใจรุนแรงมาก เขาบอกกับ The Diplomat ว่ารู้สึกเหมือนอายุ 77 ปี แทนที่จะเป็น 67 ปี และฝันร้ายว่าถูกขัง ทรมาน และประหารชีวิต ความเครียดจากความเสี่ยงที่จะถูกจำคุก 2 ปี ตามด้วยความเป็นไปได้ที่จะต้องต่อสู้คดีและอุทธรณ์อีกหลายปี เป็นภาระหนักสำหรับเขา

คดีของเขาสะท้อนหลักการที่อัครชัย ไชยมณีกรกาณฑ์ ทนายความฝ่ายจำเลยจากองค์กรทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนไทย อธิบายไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า

กระบวนการนั่นแหละคือบทลงโทษ

แม้ท้ายที่สุดฮันเตอร์จะพ้นข้อกล่าวหา แต่การถูกกักตัวหลายเดือนโดยไม่มีหนังสือเดินทาง ค่าทนายความ และบาดแผลทางจิตใจ ล้วนเป็นการลงโทษจากการรายงานข่าวเชิงวิพากษ์ ผลกระทบที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวนี้คือเป้าหมายของคดี SLAPP ซึ่งมุ่งยับยั้งการวิพากษ์วิจารณ์ในอนาคตด้วยเพียงการขู่ว่าจะดำเนินคดี

ฮันเตอร์ไม่ใช่คนเดียวที่เผชิญแรงกดดันลักษณะนี้จากเจ้าหน้าที่ไทยซึ่งดำเนินการแทนรัฐบาลต่างชาติ ในปี 2025 พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการด้านไทยศึกษาที่มีชื่อเสียง ถูกบีบให้เดินทางออกจากประเทศไทยหลังเผชิญแรงกดดันทางกฎหมายในลักษณะคล้ายกัน นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคม 2025 เจ้าหน้าที่ไทยยังนำผลงานศิลปะเกี่ยวกับฮ่องกง ทิเบต และซินเจียงออกจากนิทรรศการในกรุงเทพฯ ตามคำร้องขอของสถานเอกอัครราชทูตจีน สะท้อนรูปแบบความร่วมมือกับรัฐบาลต่างชาติที่ต้องการปราบปรามผู้เห็นต่าง

ฮันเตอร์อธิบายการตัดสินใจยอมความแทนที่จะสู้คดีจนถึงชั้นพิจารณาคดีเต็มรูปแบบว่า

ผมแทบไม่มีทางเลือกอื่น คดีลักษณะนี้อาจยืดเยื้อไปอีกสองปี และยังมีความเป็นไปได้เสมอที่จะต้องติดคุก

โฆษณา

การไกล่เกลี่ยและข้อยุติที่ยังค้างคาใจ

ความคืบหน้าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026 หลังฮันเตอร์และ MCMC บรรลุข้อตกลงยอมความระหว่างการไกล่เกลี่ยนาน 12 ชั่วโมงที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงที่เป็นความลับ ฮันเตอร์ออกแถลงการณ์ขอโทษ MCMC ต่อสาธารณะและถอนบทความที่เป็นประเด็น ซึ่งมีข้อกล่าวหาตั้งแต่การใช้อำนาจในทางที่ผิดไปจนถึงผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับประธานคณะกรรมการ ในทางกลับกัน MCMC ถอนคำร้องทุกข์ทางอาญาอย่างเป็นทางการ และศาลยกคดีโดยไม่มีการสั่งให้ฮันเตอร์รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหรือบทลงโทษใดๆ

MCMC ยังถอนคดีแพ่งฐานหมิ่นประมาทอีกคดีในมาเลเซีย ซึ่งเกี่ยวข้องกับบทความ 13 ชิ้น โดยยุติคดีผ่านคำสั่งยินยอมลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ จดหมายข่าว Substack ของฮันเตอร์ถูกปลดบล็อกในมาเลเซีย และเขาได้รับหนังสือเดินทางคืน ทำให้กลับมาเดินทางได้อย่างอิสระอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ฮันเตอร์แสดงความไม่พอใจต่อข้อยุตินี้ โดยระบุว่ารู้สึกว่าตนได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมภายใต้กฎหมาย และภัยคุกคามโดยทั่วไปจากการฟ้องร้องลักษณะนี้ยังคงอยู่

ข้อตกลงกำหนดให้ฮันเตอร์ปฏิบัติตามเงื่อนไขเฉพาะเพื่อป้องกันไม่ให้มีการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ เมื่อถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เขาระบุว่าสถานการณ์ยังคงตึงเครียด โดยประเด็นบางอย่างที่ทนายความของ MCMC หยิบยกขึ้นมาอาจส่งผลต่อการคงสถานะการปลดบล็อกเว็บไซต์ของเขาไว้ แม้จะยังมีข้อกังวลเหล่านี้ การถอนข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการก็ถือเป็นการสิ้นสุดความเสี่ยงทางกฎหมายเฉพาะหน้าของเขา

หลังคดีคลี่คลาย ฮันเตอร์ประกาศว่าจะอยู่ในประเทศไทยต่อไป และกำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับคดี SLAPP และการหมิ่นประมาททางอาญา เขากลายเป็นผู้สนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่กฎหมายเหล่านี้มีต่อทั้งนักข่าวและประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวที่อาจโพสต์รีวิวเชิงลบทางออนไลน์

นัยต่อเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คดีฮันเตอร์ทำให้เสียงเรียกร้องให้ตรากฎหมายต่อต้าน SLAPP ในประเทศไทยและทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังขึ้น ในเดือนธันวาคม 2025 ฮันเตอร์เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาไทย ซึ่งกำลังพิจารณาแนวทางเพิ่มความคุ้มครองจากคดี SLAPP คณะกรรมาธิการกังวลเป็นพิเศษถึงลักษณะข้ามชาติของคดีฮันเตอร์ และความเป็นไปได้ที่กลุ่มต่างชาติจะใช้ระบบกฎหมายไทยกลั่นแกล้งผู้วิจารณ์ จนทำให้ศาลซึ่งมีทรัพยากรจำกัดต้องรับภาระคดีจำนวนมาก

ในการไต่สวน ทนายความและนักกิจกรรมเสนอแนวทางหลายประการเพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดในลักษณะนี้ ข้อเสนอรวมถึงการกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีวางเงินประกันเพื่อครอบคลุมค่าทนายความและรายได้ที่สูญเสีย หากพบว่าคดีไม่มีมูล และการจัดตั้งผู้ตรวจการด้านการต่อต้าน SLAPP เพื่อระบุและคัดกรองคดีที่อาจเป็น SLAPP ก่อนเข้าสู่ศาล นักกิจกรรมเสนอโดยเฉพาะให้ยกเลิกส่วนที่เป็นความผิดทางอาญาในกฎหมายหมิ่นประมาท ซึ่งจะทำให้ไทยปลอดภัยขึ้นสำหรับนักข่าวต่างชาติและป้องกันการจับกุมจากข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา

คดีนี้ยังทำให้เกิดความกังวลถึงความเปราะบางของประชาชนทั่วไปในโลกดิจิทัลที่เชื่อมโยงถึงกัน ฮันเตอร์ตั้งข้อสังเกตว่า ภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่โพสต์รีวิวเชิงลบเกี่ยวกับรีสอร์ตแห่งหนึ่งในบาหลีบน TripAdvisor อาจถูกตั้งข้อหาทางอาญาในฟิลิปปินส์ได้ในทางทฤษฎี หากมีผู้ดาวน์โหลดรีวิวนั้นไว้ที่นั่นในอีก 3 ปีต่อมา เขายกกรณีนวน ตวน หญิงชาวกัมพูชาที่ทำงานเป็นแม่บ้านในมาเลเซีย ซึ่งถูกเนรเทศและจำคุกจากการวิจารณ์ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บน Facebook เป็นอีกตัวอย่างของการใช้มาตรการทางกฎหมายข้ามพรมแดนมุ่งเป้าไปยังประชาชนทั่วไป

บทบาทของไทยในคดีนี้ถูกวิจารณ์เป็นพิเศษ เนื่องจากไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปัจจุบัน ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่าไทยเพิกเฉยต่อข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกจากการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสากล (UPR) ปี 2021 โดยประเทศสมาชิก UN อื่นๆ นับตั้งแต่รัฐประหารโดยกองทัพในปี 2014 รัฐบาลไทยหลายชุดได้ดำเนินคดีกับผู้คนเกือบ 2,000 คนจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

การแก้ไขพระราชบัญญัติการสื่อสารและมัลติมีเดียของมาเลเซียในเดือนธันวาคม 2024 เพิ่มอำนาจให้ MCMC ถอดเนื้อหาออนไลน์ได้โดยมีการกำกับดูแลอย่างจำกัด ท่ามกลางความกังวลที่กว้างขึ้นเรื่องการเซ็นเซอร์และการสอดส่องที่เพิ่มขึ้น คดีของฮันเตอร์แสดงให้เห็นว่า MCMC พร้อมที่จะดำเนินการกับผู้วิจารณ์นอกพรมแดนมาเลเซีย โดยใช้เขตอำนาจศาลของประเทศที่เป็นมิตรเพื่อบังคับใช้ระบอบการเซ็นเซอร์ของตนในระดับนานาชาติ

โฆษณา

ประเด็นสำคัญ

  • เมอร์เรย์ ฮันเตอร์ นักข่าวชาวออสเตรเลีย ถูกจับกุมที่สนามบินสุวรรณภูมิในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2025 และถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาททางอาญาตามคำร้องของคณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย
  • ข้อกล่าวหามีต้นตอจากบทความ 4 ชิ้นบน Substack ที่วิจารณ์ MCMC ซึ่งฮันเตอร์เผยแพร่ในเดือนเมษายน 2024 หากถูกตัดสินว่ามีความผิดทุกกระทง เขาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 8 ปี
  • หลังการไกล่เกลี่ยเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026 MCMC ถอนคำร้องทุกข์ทางอาญาและคดีแพ่งอีกคดีในมาเลเซีย ฮันเตอร์ขอโทษและถอนบทความประมาณ 10 ชิ้น แลกกับการได้รับหนังสือเดินทางคืนและการปลดบล็อก Substack
  • กลุ่มสิทธิมนุษยชนประณามคดีนี้ว่าเป็น SLAPP ข้ามชาติที่มุ่งปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และเป็นกรณีแรกเท่าที่ทราบที่ไทยดำเนินคดีกับนักข่าวจากการรายงานข่าวเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐต่างประเทศ
  • ทนายความฝ่ายจำเลยของฮันเตอร์ระบุว่าคดีนี้เป็นตัวอย่างของหลักการที่ว่ากระบวนการคือบทลงโทษ โดยชี้ให้เห็นต้นทุนทางการเงินและจิตใจจากการข่มขู่ทางกฎหมาย แม้ท้ายที่สุดข้อกล่าวหาจะถูกยกก็ตาม
  • คดีนี้จุดกระแสเรียกร้องให้มีกฎหมายต่อต้าน SLAPP ในไทย รวมถึงข้อเสนอให้มีระบบคัดกรองคดีและยกเลิกความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท เพื่อป้องกันการใช้ระบบกฎหมายในทางที่ผิดเพื่อปราบปรามข้ามชาติในอนาคต
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ