กล้องทุกระยะ 50 เมตรเป็นต้นแบบข้อเสนอด้านการตำรวจของมาเลเซีย
มาเลเซียกำลังพิจารณาขยายการใช้กล้องวงจรปิดจดจำใบหน้าในพื้นที่เสี่ยงเกิดอาชญากรรมและแหล่งท่องเที่ยว หลังรองนายกรัฐมนตรีอาหมัด ซาฮิด ฮามิดี หารือเรื่องเทคโนโลยีด้านการตำรวจของจีนกับหวัง เสี่ยวหง มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026 ซาฮิดกล่าวว่า กล้องที่ติดตั้งห่างกันประมาณ 50 เมตรในพื้นที่เสี่ยงสูงของจีน ช่วยให้เจ้าหน้าที่ระบุตัวและจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ในเวลาราว 3 นาที 30 วินาที
สารบัญ
- กล้องทุกระยะ 50 เมตรเป็นต้นแบบข้อเสนอด้านการตำรวจของมาเลเซีย
- แนวทางเฝ้าระวังของจีนเป็นอย่างไร
- ตัวเลขเวลาในการจับกุมและคำกล่าวเรื่องอาชญากรรมหมายถึงอะไร
- มาเลเซียมีประสบการณ์ในประเทศอยู่แล้ว
- กล้อง 10,000 ตัวในกัวลาลัมเปอร์เป็นตัวอย่างขนาดใหญ่กว่า
- เครือข่ายทำได้มากกว่าจดจำใบหน้า
- งบประมาณจะกำหนดจุดเริ่มต้นของการขยายระบบ
- การสอบสวนคดียาเสพติดเป็นรากฐานของความร่วมมือในวงกว้าง
- ความร่วมมือด้านการฉ้อโกงไซเบอร์ขยายไปไกลกว่ากล้องตามท้องถนน
- ประเด็นสำคัญ
ข้อเสนอนี้จะต่อยอดจากระบบเฝ้าระวังที่ใช้งานอยู่แล้วในมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์เปิดใช้ระบบจดจำใบหน้ากับกล้องวงจรปิด 10,000 ตัว หลังลงทุนไป 500 ล้านริงกิตมาเลเซียตั้งแต่ปี 2020 ซาฮิดยังยกตัวอย่างโครงการนำร่องด้านการตำรวจที่อิสกันดาร์ปูเตรี รัฐยะโฮร์ และการใช้ระบบลักษณะเดียวกันเพื่อแก้ปัญหาการฉกกระเป๋าในย่านบูกิตบินตัง กรุงกัวลาลัมเปอร์
งบประมาณจะเป็นปัจจัยกำหนดการขยายระบบในอนาคต ซาฮิดกล่าวว่า มาเลเซียอาจให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีอาชญากรรมเกิดขึ้นบ่อยและมีนักท่องเที่ยวหนาแน่น แทนการติดตั้งเทคโนโลยีนี้ในทุกกองบังคับการตำรวจประจำเขต เขามีแผนแบ่งปันประสบการณ์จากจีนให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
ซาฮิดซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาชนบทและภูมิภาคของมาเลเซียด้วย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวมาเลเซียหลังการประชุม ระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม การหารือครอบคลุมมากกว่าเรื่องกล้อง โดยรวมถึงการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การสอบสวนคดียาเสพติด และความร่วมมือเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและไซเบอร์
การหารือครั้งนี้จึงเชื่อมโยงแนวทางด้านการตำรวจสองแบบเข้าด้วยกัน ได้แก่ การใช้กล้องและซอฟต์แวร์เฝ้าติดตามถนนบางแห่ง และการช่วยให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายติดตามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามพรมแดน แนวทางแรกมุ่งตรวจจับความเคลื่อนไหวในพื้นที่ ส่วนแนวทางที่สองอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่สืบสวนในหลายประเทศ
แนวทางเฝ้าระวังของจีนเป็นอย่างไร
ซาฮิดอธิบายแนวทางของจีนว่าเป็น "การไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวทุกแห่ง" หมายถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยเฝ้าติดตามพื้นที่ โดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ประจำทุกจุด กล้องให้ภาพต่อเนื่อง ขณะที่ซอฟต์แวร์ช่วยเจ้าหน้าที่ระบุตัวบุคคลหรือความเคลื่อนไหวที่อาจต้องตรวจสอบ
กล้องวงจรปิดความละเอียดสูงบันทึกภาพวิดีโอที่มีรายละเอียด ซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าวิเคราะห์ลักษณะบนใบหน้าและเปรียบเทียบกับภาพในฐานข้อมูล สำหรับผู้อ่านที่คุ้นเคยกับกล้องรักษาความปลอดภัยทั่วไป ข้อแตกต่างหลักคือระบบนี้ช่วยค้นหาบุคคลได้ แทนที่จะปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูภาพบันทึกทุกชุดด้วยตนเอง
ซาฮิดกล่าวถึงบทเรียนที่ตั้งใจนำกลับไปใช้ในมาเลเซียว่า:
นี่คือบทเรียนที่ผมได้รับและจะนำไปแบ่งปันกับเพื่อนร่วมคณะรัฐมนตรี ว่าเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันอาชญากรรมและคุ้มครองประเทศจากภัยคุกคามภายนอกได้อย่างไร
ระยะห่างระหว่างกล้องประมาณ 50 เมตรตามที่เขากล่าว ช่วยให้เห็นภาพความครอบคลุมของพื้นที่ในจีนที่กำลังหารือกัน กล้องที่ติดตั้งถี่ทำให้มีภาพต่อเนื่องขณะที่บุคคลเคลื่อนผ่านพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังต้องตอบสนองต่อการแจ้งเตือน ค้นหาผู้ต้องสงสัย และเข้าจับกุม
ตัวเลขเวลาในการจับกุมและคำกล่าวเรื่องอาชญากรรมหมายถึงอะไร
ซาฮิดระบุว่า ระบบของจีนใช้เวลาราว 3 นาที 30 วินาทีในการระบุตัวและจับกุมผู้ต้องสงสัย และยังกล่าวว่าใช้เวลาไม่ถึง 4 นาทีหลังเกิดเหตุ ทั้งสองคำอธิบายชี้ถึงประโยชน์ที่กล่าวอ้างอย่างเดียวกัน คือการลดช่วงเวลาระหว่างเกิดเหตุและการตอบสนองของตำรวจ
ซาฮิดยังกล่าวว่าระบบนี้ช่วยลดอัตราอาชญากรรมให้ต่ำกว่าตัวเลขสองหลัก และอาจต่ำกว่าร้อยละ 1 ด้วย จุดร้อยละใช้วัดความแตกต่างระหว่างอัตราร้อยละสองค่า เช่น การลดจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 4 เท่ากับลดลง 1 จุดร้อยละ การทำความเข้าใจอัตราอาชญากรรมยังต้องทราบจำนวนคดี ตัวหารที่ใช้ เช่น จำนวนประชากรหรือเกณฑ์อื่น และช่วงเวลาที่นำมาเปรียบเทียบ
ยังไม่มีการประกาศงบประมาณ กำหนดการเริ่มใช้ หรือรายชื่อพื้นที่สำหรับการขยายระบบในมาเลเซีย และซาฮิดไม่ได้ระบุวันที่จะหารือในคณะรัฐมนตรี คำกล่าวของเขายังไม่ได้ระบุตัวเลขตั้งต้นที่ใช้คำนวณอัตราอาชญากรรม ช่วงเวลาที่ใช้วัดการจับกุม หรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับฐานข้อมูลใบหน้า การเก็บภาพ และการเข้าถึงข้อมูล
มาเลเซียมีประสบการณ์ในประเทศอยู่แล้ว
อิสกันดาร์ปูเตรีเป็นพื้นที่ดำเนินโครงการนำร่องด้านการตำรวจสมัยใหม่ในช่วงที่ซาฮิดดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เขากล่าวว่าโครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยลดอัตราอาชญากรรมในพื้นที่ จึงเป็นตัวอย่างที่สามารถนำมาอ้างอิงเมื่อหารือเรื่องการขยายการใช้เทคโนโลยี
บูกิตบินตัง ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวและแหล่งชอปปิงสำคัญในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ซาฮิดกล่าวว่าระบบลักษณะเดียวกันช่วยลดการฉกกระเป๋าในพื้นที่ ข้อเสนอของเขาจัดให้ย่านท่องเที่ยวเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการลงทุนในอนาคตควบคู่กับจุดเสี่ยงเกิดอาชญากรรม
พื้นที่เหล่านี้เชื่อมโยงข้อเสนอกับปัญหาใกล้ตัว นั่นคือความรวดเร็วในการตอบสนองของตำรวจเมื่อมีผู้ถูกปล้นในที่สาธารณะที่พลุกพล่าน ระบบที่ช่วยระบุตัวผู้ต้องสงสัยและติดตามเส้นทางผ่านถนนใกล้เคียง อาจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ที่เข้าระงับเหตุมากกว่าภาพบันทึกเพียงจุดเดียวซึ่งถูกเปิดดูภายหลัง
คำกล่าวของซาฮิดยังสะท้อนว่าการตัดสินใจของมาเลเซียเป็นเรื่องของการขยายแนวทางที่ใช้อยู่แล้วให้ครอบคลุมเพียงใด ประเทศมีประสบการณ์จากโครงการในบางพื้นที่ ขณะที่ปัจจุบันเมืองหลวงมีเครือข่ายกล้องแบบบูรณาการขนาดใหญ่กว่ามาก
กล้อง 10,000 ตัวในกัวลาลัมเปอร์เป็นตัวอย่างขนาดใหญ่กว่า
หน่วยงานกรุงกัวลาลัมเปอร์ลงทุน 500 ล้านริงกิต หรือรายงานว่าเทียบเท่า 125.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2020 เพื่อติดตั้งและดูแลเครือข่ายเฝ้าระวังอัจฉริยะของเมือง ระบบจดจำใบหน้าเปิดใช้งานกับกล้องทั้ง 10,000 ตัว ครอบคลุมถนนสายหลัก ทางแยก พื้นที่สาธารณะ และย่านการค้า
ฟาดิล มาร์ซุส ผู้บัญชาการตำรวจกรุงกัวลาลัมเปอร์กล่าวว่า ระบบนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับผู้ต้องสงสัยได้สูงสุดร้อยละ 50 และสนับสนุนการสอบสวน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคลี่คลายคดีด้วย การตรวจจับผู้ต้องสงสัยหมายถึงการค้นหาหรือระบุตัวบุคคลที่ตำรวจตามหา ส่วนการคลี่คลายคดีครอบคลุมงานในวงกว้างที่จำเป็นต่อการสอบสวนให้เสร็จสิ้น
เมื่อนำเงินลงทุนทั้งหมดหารด้วยกล้อง 10,000 ตัว จะเท่ากับ 50,000 ริงกิตต่อกล้องหนึ่งตัว ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ของค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและดำเนินงานตั้งแต่ปี 2020 โดยรวมซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเครือข่ายด้วย จึงช่วยอธิบายว่าการขยายพื้นที่ครอบคลุมต้องใช้งบมากกว่าการซื้อกล้องเพียงอย่างเดียว
ฟัดลุน มัก อูจุด นายกเทศมนตรีกรุงกัวลาลัมเปอร์กล่าวว่า แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์เข้ามาแทนที่ภาพจากกล้องเฝ้าระวังที่ก่อนหน้านี้ทำงานแยกจากกัน การรวมภาพเหล่านั้นช่วยลดช่องว่างของข้อมูล และทำให้หน่วยงานมีภาพรวมร่วมกันเมื่อตัดสินใจว่าจะตอบสนองอย่างไร
เครือข่ายทำได้มากกว่าจดจำใบหน้า
กล้องของกรุงกัวลาลัมเปอร์ส่งภาพเข้าสู่แพลตฟอร์มแบบบูรณาการ ซึ่งรวมระบบจดจำใบหน้า การกำหนดขอบเขตพื้นที่เสมือน การวิเคราะห์พฤติกรรม และการแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น การกำหนดขอบเขตพื้นที่เสมือนหมายถึงการตั้งแนวเขตดิจิทัลรอบสถานที่แห่งหนึ่ง เพื่อให้ความเคลื่อนไหวในบริเวณนั้นเรียกการแจ้งเตือนได้ ส่วนการวิเคราะห์พฤติกรรมใช้ซอฟต์แวร์แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบการเคลื่อนไหวหรือรูปแบบบางอย่าง
ศาลาว่าการกรุงกัวลาลัมเปอร์และตำรวจแห่งชาติมาเลเซียแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบนี้ ฮันนาห์ โหย่ว รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกิจการดินแดนสหพันธ์กล่าวว่า แพลตฟอร์มช่วยให้ปรับกลยุทธ์การเฝ้าระวังได้โดยใช้ข้อมูลปัจจุบันและข้อเสนอแนะจากทีมบังคับใช้กฎหมาย
แหล่งท่องเที่ยวสำคัญยังใช้ระบบประกาศสาธารณะอัตโนมัติหลายภาษา ทุก 10 นาที เพื่อป้องปรามพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อน นี่เป็นอีกส่วนหนึ่งของแนวทางที่ซาฮิดกล่าวถึง นั่นคือหน่วยงานสามารถสื่อสารกับผู้คนในพื้นที่ได้โดยไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำทุกจุด
เครือข่ายเดียวกันยังสนับสนุนการติดตามสภาพการจราจรติดขัด เหตุฉุกเฉิน และความเสี่ยงน้ำท่วม ประสบการณ์ของกรุงกัวลาลัมเปอร์จึงรวมภารกิจของเทศบาลหลายด้านไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ควบคู่ไปกับงานตำรวจซึ่งเป็นหัวใจของข้อเสนอขยายระบบของซาฮิด
งบประมาณจะกำหนดจุดเริ่มต้นของการขยายระบบ
ซาฮิดระบุว่าข้อจำกัดด้านงบประมาณเป็นอุปสรรคต่อการใช้ระบบทั่วประเทศ เขาเสนอให้มุ่งจัดสรรทรัพยากรไปยังพื้นที่ที่เกิดอาชญากรรมบ่อยและแหล่งท่องเที่ยว แทนที่จะติดตั้งให้ครอบคลุมทุกกองบังคับการตำรวจประจำเขต
ซาฮิดกล่าวถึงผลของการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมต่อขอบเขตของโครงการว่า:
ในอนาคต หากเรามีทรัพยากรทางการเงินมากขึ้น เราอาจขยายการใช้เทคโนโลยีด้านการตำรวจสมัยใหม่ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีอัตราอาชญากรรมสูง แทนการติดตั้งทั่วทุกกองบังคับการตำรวจประจำเขต
การใช้จ่ายของกรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นข้อมูลอ้างอิงที่มีประโยชน์สำหรับการตัดสินใจดังกล่าว เงินลงทุน 500 ล้านริงกิตสะสมมาตั้งแต่ปี 2020 และครอบคลุมทั้งการติดตั้งและการดำเนินงาน การขยายขีดความสามารถลักษณะเดียวกันไปยังพื้นที่อื่นต้องเชื่อมต่อกล้อง บำรุงรักษาอุปกรณ์ ใช้งานซอฟต์แวร์ และทำให้ตำรวจสามารถดำเนินการตามข้อมูลที่ได้รับ
พัฒนาการต่าง ๆ เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา:
- ตั้งแต่ปี 2020: หน่วยงานกรุงกัวลาลัมเปอร์ลงทุน 500 ล้านริงกิตในการติดตั้งและดำเนินงานระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ
- สิงหาคม 2025: ปฏิบัติการ Black Ash และ Blackwood ยึดเฟนทานิลซิเตรตกว่า 1.03 ตัน โดยได้รับการสนับสนุนด้านข่าวกรองจากจีน
- 12 ตุลาคม 2026: ซาฮิดเริ่มการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ
- 14 ตุลาคม 2026: ซาฮิดพบหวัง เสี่ยวหง ที่กรุงปักกิ่ง และกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการขยายระบบเฝ้าระวังกับการเพิ่มความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย
การสอบสวนคดียาเสพติดเป็นรากฐานของความร่วมมือในวงกว้าง
มาเลเซียและจีนตกลงเพิ่มการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง เสริมขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย และขยายความร่วมมือเพื่อต่อต้านเครือข่ายอาชญากรรมข้ามพรมแดน ซาฮิดยกตัวอย่างการยึดยาเสพติดครั้งก่อนเพื่อแสดงให้เห็นผลของความร่วมมือดังกล่าว
ซาฮิดระบุว่า ปฏิบัติการ Black Ash และ Blackwood นำไปสู่การยึดเฟนทานิลซิเตรตกว่า 1.03 ตันในเดือนสิงหาคม 2025 เขากล่าวว่าการแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างตำรวจมาเลเซียกับคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดแห่งชาติจีนมีส่วนช่วยในปฏิบัติการนี้
ซาฮิดกล่าวถึงคุณค่าของการประสานงานด้านการบังคับใช้กฎหมายว่า:
ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการแบ่งปันข่าวกรอง ประสานปฏิบัติการ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทำงานร่วมกัน เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจะถูกทลายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
มาเลเซียยังเสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกรมสอบสวนคดียาเสพติดของตำรวจแห่งชาติมาเลเซียกับหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดของจีน ซาฮิดกล่าวว่าข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับในเชิงบวก และจะเป็นพื้นฐานสำหรับประสานการสอบสวน แลกเปลี่ยนข่าวกรอง และจัดการฝึกร่วมกัน
คณะทำงานจะทำให้ภารกิจเหล่านี้มีโครงสร้างองค์กรที่ดำเนินงานเป็นประจำ ข้อเสนอนี้เชื่อมโยงการยึดยาเสพติดครั้งก่อนเข้ากับแผนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง แทนการจำกัดการติดต่อไว้เฉพาะการสอบสวนแต่ละครั้ง
ความร่วมมือด้านการฉ้อโกงไซเบอร์ขยายไปไกลกว่ากล้องตามท้องถนน
มาเลเซียและจีนยังตกลงเพิ่มความร่วมมือเชิงปฏิบัติการเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและไซเบอร์ แผนงานประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูล การประสานการสอบสวน และการพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเพื่อรับมือกลุ่มอาชญากรรมที่มีวิธีการซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
การฉ้อโกงทางโทรคมนาคมเป็นการหลอกลวงผ่านช่องทางอย่างโทรศัพท์และข้อความ ส่วนการฉ้อโกงไซเบอร์ใช้บริการและระบบดิจิทัลเพื่อหลอกเอาทรัพย์จากผู้เสียหาย การสอบสวนคดีเหล่านี้อาจต้องอาศัยหน่วยงานในหลายประเทศเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย การสื่อสาร และกิจกรรมทางอาชญากรรม
ซาฮิดกล่าวว่าการเข้าร่วมพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและไซเบอร์จะเปิดโอกาสเพิ่มเติมให้มาเลเซียร่วมบังคับใช้กฎหมายกับจีนและประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่าจะสำรวจความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ การฝึกอบรมทางเทคนิค และทักษะเฉพาะทางต่อไป เพื่อให้ทันกับวิธีการก่ออาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
การหารือที่กรุงปักกิ่งทำให้ข้อเสนอกล้องวงจรปิดเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่กว้างขึ้น กล้องช่วยให้ตำรวจติดตามเหตุการณ์บนถนนหรือในพื้นที่สาธารณะ ขณะที่การแลกเปลี่ยนข่าวกรองและการสอบสวนร่วมกันช่วยให้หน่วยงานติดตามเครือข่ายที่ก่อเหตุข้ามพรมแดนได้
ซาฮิดกล่าวว่าการคุ้มครองชาวมาเลเซีย การต่อต้านกลุ่มอาชญากรรม และการปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของรัฐบาล เขากล่าวว่าจะผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงให้เข้มแข็งขึ้น โดยไม่กระทบต่ออธิปไตยของมาเลเซีย
ประเด็นสำคัญ
- มาเลเซียกำลังพิจารณาขยายการใช้กล้องวงจรปิดจดจำใบหน้าในพื้นที่เสี่ยงเกิดอาชญากรรมและแหล่งท่องเที่ยว หลังการพบกันระหว่างซาฮิดกับหวัง เสี่ยวหง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026
- ซาฮิดกล่าวถึงกล้องของจีนที่ติดตั้งห่างกันประมาณ 50 เมตร และการระบุตัวกับจับกุมผู้ต้องสงสัยในเวลาราว 3 นาที 30 วินาที
- กรุงกัวลาลัมเปอร์ใช้ระบบจดจำใบหน้ากับกล้อง 10,000 ตัวแล้ว หลังลงทุน 500 ล้านริงกิตตั้งแต่ปี 2020
- ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้ควรขยายระบบแบบเจาะจงพื้นที่ โดยซาฮิดจะนำประสบการณ์จากจีนไปแบ่งปันกับคณะรัฐมนตรี
- มาเลเซียเสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการปราบปรามยาเสพติด และตกลงกับจีนเพิ่มความร่วมมือเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและไซเบอร์
- ซาฮิดยกตัวอย่างการยึดเฟนทานิลซิเตรกว่า 1.03 ตันในเดือนสิงหาคม 2025 ว่าเป็นผลจากความร่วมมือด้านข่าวกรอง






