ปิดตลาดทำสถิติใหม่ ก่อนการประชุมอัตราดอกเบี้ยสำคัญสองครั้ง
เงินเปโซฟิลิปปินส์ปิดตลาดที่ 63.06 เปโซต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 โดยทะลุระดับ 63 เปโซเป็นครั้งแรก หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นทำให้ตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะทรงตัวในระดับสูงหรือปรับขึ้นอีก ระหว่างวันค่าเงินแตะ 63.15 เปโซ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย
สารบัญ
- ปิดตลาดทำสถิติใหม่ ก่อนการประชุมอัตราดอกเบี้ยสำคัญสองครั้ง
- เงินเปโซทะลุระดับ 63 เปโซได้อย่างไร
- เหตุใดเงินเฟ้อสหรัฐฯ จึงดึงเงินทุนเข้าสู่ดอลลาร์
- ตัวเลขทุนสำรองบอกอะไร
- สิ่งที่ BSP ทำได้ก่อนและหลังวันที่ 22 ตุลาคม
- โรงงานต้องรับมือกับต้นทุนจัดซื้อที่แพงขึ้น
- ผู้ส่งออกมีโอกาส แต่ก็มีเงื่อนไขตามมา
- เงินลงทุนที่ไหลเข้าลดลงเพิ่มความกังวลในประเทศ
- ทำเนียบประธานาธิบดีชี้ถึงความขัดแย้งและภัยแล้ง
- ปัจจัยที่อาจช่วยผ่อนคลายแรงกดดัน
- ประเด็นสำคัญ
ข้อมูลจากสมาคมธนาคารแห่งฟิลิปปินส์แสดงให้เห็นว่า ค่าเงินลดลง 19 เซ็นตาโวจากระดับปิดตลาด 62.87 เปโซเมื่อวันพุธ วันพฤหัสบดีเป็นวันที่สามติดต่อกันที่เงินเปโซอ่อนค่า และเป็นครั้งที่ 27 ของปีที่ปิดตลาดทำสถิติอ่อนค่าต่ำสุดครั้งใหม่ แซงหน้าระดับปิดที่ 62.90 เปโซเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดซื้อขาย ผู้ผลิตต้องเผชิญต้นทุนวัสดุและเชื้อเพลิงนำเข้าที่สูงขึ้นเมื่อคิดเป็นเงินเปโซ ครัวเรือนเสี่ยงได้รับผลกระทบจากราคาที่อาจปรับขึ้นอีก ขณะที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) กำลังเข้าใกล้การประชุมนโยบายวันที่ 22 ตุลาคม โดยเงินเฟ้อในประเทศอยู่ที่ 7.2%
ตาราง ทุนสำรองระหว่างประเทศเบื้องต้นของธนาคารกลางเผยให้เห็นอีกประเด็นที่น่ากังวล โดยทุนสำรองลดลงเหลือ 99.9966 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน จาก 104.8459 พันล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ทำให้กันชนทางการเงินมีขนาดเล็กลง แม้ BSP ระบุว่าทุนสำรองยังครอบคลุมการนำเข้าและการชำระเงินที่เกี่ยวข้องได้ 6.3 เดือน
การตัดสินใจครั้งถัดไปจะมีขึ้นในช่วงเวลาใกล้กัน คณะกรรมการนโยบายการเงินของ BSP ประชุมวันที่ 22 ตุลาคม ตามด้วยการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 27–28 ตุลาคม ตลาดกำลังประเมินว่านโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของฟิลิปปินส์จะช่วยพยุงเงินเปโซได้หรือไม่ ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงหนุนค่าเงินดอลลาร์
เงินเปโซทะลุระดับ 63 เปโซได้อย่างไร
การซื้อขายวันพฤหัสบดีเริ่มต้นด้วยการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เงินเปโซเปิดตลาดที่ 62.83 เปโซต่อดอลลาร์ และแข็งค่าขึ้นไปที่ 62.75 เปโซ ก่อนจะกลับทิศทาง การอ่อนค่าลงต่อมาจนแตะ 63.15 เปโซ ทำลายสถิติระหว่างวันที่ 62.925 เปโซ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน
มูลค่าการซื้อขายเงินดอลลาร์อยู่ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 941 ล้านดอลลาร์เมื่อวันพุธ หรือราว 59.4% อัตราแลกเปลี่ยนสูงสุดและต่ำสุดของวันห่างกัน 40 เซ็นตาโว สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว
ลำดับเหตุการณ์ช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นบริบทของสถิติครั้งล่าสุด:
- 15 กันยายน: เงินเปโซแตะระดับต่ำสุดระหว่างวันที่ 62.925 เปโซต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติเดิม
- 8 ตุลาคม: ค่าเงินปิดตลาดที่ 62.90 เปโซ ทำสถิติใหม่
- 14 ตุลาคม: เงินเปโซปิดที่ 62.87 เปโซ
- 15 ตุลาคม: เงินเปโซแตะ 63.15 เปโซ และปิดที่ 63.06 เปโซ
- 22 ตุลาคม: กำหนดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ BSP เพื่อทบทวนอัตราดอกเบี้ย
- 27–28 ตุลาคม: กำหนดประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ
ขณะนี้เงินดอลลาร์มีราคาสูงกว่าตอนที่เงินเปโซปิดตลาดที่ 58.79 เปโซเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 อยู่ 4.27 เปโซ สำหรับธุรกิจที่ซื้อเงิน 1,000 ดอลลาร์ จะต้องจ่าย 63,060 เปโซ แทนที่จะเป็น 58,790 เปโซ หรือเพิ่มขึ้น 4,270 เปโซก่อนรวมค่าธรรมเนียมธุรกรรม หากคำนวณเป็นการลดลงของมูลค่าเงินเปโซเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ค่าเงินอ่อนลงราว 6.77%
เหตุใดเงินเฟ้อสหรัฐฯ จึงดึงเงินทุนเข้าสู่ดอลลาร์
ราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 3.7% ในเดือนกันยายน เงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพื่อช่วยติดตามแรงกดดันด้านราคาโดยรวม อยู่ที่ 2.6% ตัวเลขเงินเฟ้อรายปีทั้งสองรายการสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้
เงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดต้นทุนการกู้ยืม ผู้ค้ากลับมาคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายเดือนตุลาคมด้วย อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นอาจทำให้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์น่าสนใจมากขึ้น เพราะนักลงทุนได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นจากการถือครองสินทรัพย์เหล่านั้น
รูเบน คาร์โล โอ. อาซุนซิออน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารยูเนียนแห่งฟิลิปปินส์ เชื่อมโยงการอ่อนค่าของเงินเปโซกับการเปลี่ยนแปลงของการคาดการณ์ดังกล่าว
การที่เงินเปโซอ่อนค่าทะลุ 63 เปโซต่อดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของดอลลาร์หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด ซึ่งยิ่งตอกย้ำการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น
อาซุนซิออนยังกล่าวถึงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ว่าเป็นปัจจัยหนุนความต้องการเงินดอลลาร์ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คือผลตอบแทนจากการลงทุนในหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อผลตอบแทนเหล่านี้สูงขึ้น นักลงทุนก็มีเหตุผลเพิ่มขึ้นที่จะเลือกลงทุนในดอลลาร์แทนสกุลเงินอย่างเปโซ
โจนาธาน แอล. ราเวลาส ที่ปรึกษาอาวุโสของ Reyes Tacandong & Co. กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ย ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และทุนสำรองของฟิลิปปินส์ที่ลดลงเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เงินเปโซเปราะบางต่อสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ
ตัวเลขทุนสำรองบอกอะไร
ทุนสำรองของ BSP ในเดือนกันยายนอยู่ที่ 99.9966 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าเดือนสิงหาคมที่ 104.8459 พันล้านดอลลาร์ราว 4.85 พันล้านดอลลาร์ หรือปรับลดลง 4.62% ในรอบเดือน เมื่อเทียบกับ 109.0595 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน 2025 ทุนสำรองลดลงราว 9.06 พันล้านดอลลาร์ หรือ 8.3%
ทุนสำรองระหว่างประเทศขั้นต้นคือสินทรัพย์ต่างประเทศที่ธนาคารกลางถือครอง ซึ่งรวมถึงการลงทุนในต่างประเทศ ทองคำ และเงินฝากสกุลต่างประเทศ ทุนสำรองช่วยให้ประเทศชำระเงินระหว่างประเทศได้ และทำให้ BSP มีทรัพยากรไว้รับมือกับความผันผวนของการซื้อขายเงินตราที่รุนแรง
ยอดรวมในเดือนกันยายนต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 ซึ่งมีการบันทึกไว้ที่ 98.116 พันล้านดอลลาร์ ตารางทางการแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในต่างประเทศลดลงเหลือ 76.4673 พันล้านดอลลาร์ จาก 79.7848 พันล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ส่วนทองคำที่คำนวณตามมูลค่าเป็นดอลลาร์ลดลงเหลือ 17.8222 พันล้านดอลลาร์ จาก 19.1088 พันล้านดอลลาร์
รายละเอียดทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่แยกย่อยมากขึ้นแสดงให้เห็นว่า สินทรัพย์สำรองอื่นลดลง 35.37% เหลือราว 9.998 พันล้านดอลลาร์ หลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 0.62% เป็น 64.44 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินตราและเงินฝากในรายละเอียดชุดดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นราว 3.08 พันล้านดอลลาร์ หมวดหมู่เหล่านี้ใช้วิธีแสดงข้อมูลต่างจากตารางทุนสำรองหลัก ซึ่งระบุยอดเงินตราต่างประเทศและเงินฝากรวม 1.0528 พันล้านดอลลาร์
อาซุนซิออนระบุว่า การลดลงของทุนสำรองมีสาเหตุตามที่ BSP ชี้แจง ได้แก่ การดำเนินงานด้านเงินตราต่างประเทศ มูลค่าทองคำและสินทรัพย์ที่กำหนดราคาเป็นเงินตราต่างประเทศซึ่งลดลง และการถอนเงินฝากสกุลต่างประเทศของรัฐบาลเพื่อนำไปชำระหนี้ภายนอก แต่ละปัจจัยส่งผลต่อยอดทุนสำรองผ่านช่องทางที่แตกต่างกัน
BSP ระบุว่า ทุนสำรองในเดือนกันยายนสามารถครอบคลุมการนำเข้าสินค้าและการชำระค่าบริการกับรายได้ปฐมภูมิได้ 6.3 เดือน นอกจากนี้ยังครอบคลุมหนี้ภายนอกที่ครบกำหนดชำระภายในปีที่เกี่ยวข้องได้ราว 3.2 เท่า ตัวชี้วัดหนี้ดังกล่าวรวมภาระการกู้ยืมระยะสั้นและการชำระหนี้ที่ครบกำหนดจากเงินกู้ระยะยาว
ราเวลาสกล่าวถึงการประเมินสถานะทุนสำรองของเขาอย่างระมัดระวัง
การลดลงของทุนสำรองระหว่างประเทศขั้นต้นเป็นเรื่องที่ควรติดตาม แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นสัญญาณอันตราย
สิ่งที่ BSP ทำได้ก่อนและหลังวันที่ 22 ตุลาคม
BSP ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักรวม 75 เบสิสพอยต์นับตั้งแต่เดือนเมษายน ผ่านการปรับขึ้นสามครั้ง ครั้งละหนึ่งในสี่จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนกลับแบบข้ามคืนอยู่ที่ 5% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืนอยู่ที่ 4.5% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ข้ามคืนอยู่ที่ 5.5%
หนึ่งเบสิสพอยต์เท่ากับหนึ่งในร้อยของจุดเปอร์เซ็นต์ การปรับขึ้นอีก 25 เบสิสพอยต์ ซึ่งตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนการประชุมวันที่ 22 ตุลาคม จะทำให้อัตราดอกเบี้ยหลักอยู่ที่ 5.25% อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นสามารถช่วยพยุงค่าเงินและชะลอการขึ้นของราคา แต่ก็ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของครัวเรือนและธุรกิจสูงขึ้นด้วย
ธนาคารกลางอยู่ในช่วงงดแสดงความเห็นก่อนการประชุม ทำให้ผู้ค้าต้องรอท่าทีด้านนโยบายต่อความเคลื่อนไหวล่าสุดของอัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อเดือนกันยายนที่ 7.2% เพิ่มความเร่งด่วนให้กับการตัดสินใจ เพราะเงินเปโซที่อ่อนค่าลงอาจทำให้สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้นในประเทศ
เอลี เอ็ม. เรมอนา จูเนียร์ ผู้ว่าการ BSP กล่าวว่า ธนาคารกลางไม่ได้ปกป้องอัตราแลกเปลี่ยนระดับใดระดับหนึ่งด้วยการใช้ทุนสำรองจนหมด แนวทางที่ธนาคารระบุไว้คือเข้าแทรกแซงเพื่อบรรเทาความผันผวนรุนแรงของค่าเงิน
ไมเคิล แอล. ริคาฟอร์ต หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Rizal Commercial Banking Corp. กล่าวว่า การซื้อขายบ่งชี้ว่าอาจมีการเข้าแทรกแซงบริเวณ 63.10 ถึง 63.15 เปโซต่อดอลลาร์ BSP ยังไม่ได้ยืนยันว่ามีการเข้าแทรกแซงในช่วงการซื้อขายดังกล่าว การขายเงินดอลลาร์จากทุนสำรองสามารถตอบสนองความต้องการบางส่วนในตลาดและชะลอการอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วของเงินเปโซได้ แต่ก็ทำให้กันชนทุนสำรองลดลงด้วย
โรงงานต้องรับมือกับต้นทุนจัดซื้อที่แพงขึ้น
ผู้ผลิตในฟิลิปปินส์ที่ซื้อวัสดุ เครื่องจักร ชิ้นส่วน และเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ต้องใช้เงินเปโซมากขึ้นเพื่อชำระใบแจ้งหนี้สกุลดอลลาร์ในจำนวนเท่าเดิม ส่งผลกดดันอัตรากำไร และท้ายที่สุดอาจทำให้ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายสูงขึ้น
เอลิซาเบธ เอช. ลี ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ อธิบายถึงความเสี่ยงที่โรงงานในประเทศต้องเผชิญ
โรงงานส่วนใหญ่พึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และเชื้อเพลิงนำเข้า ดังนั้นเงินเปโซที่อ่อนค่าจึงเพิ่มต้นทุนการผลิตและสร้างแรงกดดันต่อราคาในระยะยาว
บริษัทที่เตรียมรับมือกับความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นในช่วงคริสต์มาสต้องตัดสินใจว่าจะรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเอง ปรับราคา หรือเปลี่ยนแผนการผลิตและจัดซื้อ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดเยื้อมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเหล่านี้ เพราะธุรกิจสั่งซื้อวัสดุและจัดทำงบประมาณเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าการซื้อขายเพียงวันเดียว
จอห์น เปาโล อาร์. ริเวรา นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Philippine Institute for Development Studies ระบุว่า ต้นทุนนำเข้า เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของครัวเรือนเป็นประเด็นหลักที่น่ากังวล หากสินค้าจำเป็นมีราคาแพงขึ้น รายได้ของครอบครัวก็จะซื้อสินค้าได้น้อยลง แม้รายได้ในรูปเงินเปโซจะเท่าเดิม
น้ำมันอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยบรรเทาแรงกดดันได้ ริคาฟอร์ตกล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ลดลงมาอยู่ที่ราว 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก 106 ดอลลาร์ หรือลดลงประมาณ 2.8% ราคาน้ำมันในรูปดอลลาร์ที่ต่ำลงอาจช่วยลดภาระค่านำเข้าได้บางส่วน ขณะที่เงินเปโซที่อ่อนค่าดันต้นทุนในสกุลเงินท้องถิ่นไปในทิศทางตรงกันข้าม
ผู้ส่งออกมีโอกาส แต่ก็มีเงื่อนไขตามมา
ผู้ส่งออกของฟิลิปปินส์อาจได้รับเงินเปโซมากขึ้นจากรายได้เป็นดอลลาร์ที่ได้จากต่างประเทศ การอ่อนค่าของเงินยังอาจเปิดโอกาสให้เสนอราคาสินค้าเป็นดอลลาร์ได้แข่งขันมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสัญญาและต้นทุนของแต่ละบริษัท
การคำนวณของโรงงานที่นำเข้าปัจจัยการผลิตจำนวนมากมีความซับซ้อนกว่า รายได้เปโซที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออกอาจถูกหักล้างบางส่วนด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นสำหรับวัสดุและเครื่องจักรจากต่างประเทศ ดังนั้นประโยชน์ที่ได้รับจึงแตกต่างกันไปในแต่ละธุรกิจ ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ส่งออกทุกรายเท่าเทียมกัน
ลีกล่าวว่า การขนส่งและโลจิสติกส์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าผู้ผลิตจะเปลี่ยนความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ท่าเรือต้องขนส่งสินค้าได้อย่างน่าเชื่อถือ และห่วงโซ่อุปทานต้องรองรับการผลิตได้ทัน
เธอเรียกร้องให้แก้ปัญหาความแออัด และกล่าวถึงความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมว่า
เงินเปโซที่อ่อนค่าก่อให้เกิดทั้งแรงกดดันและโอกาส สิ่งสำคัญคือการทำให้ท่าเรือและห่วงโซ่อุปทานรองรับการเคลื่อนย้ายสินค้าได้ทันตามที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ เร่งแก้ปัญหาความแออัดโดยเร็ว แล้วผู้ผลิตฟิลิปปินส์ก็จะมีโอกาสแข่งขันและรักษาการเติบโตต่อไปได้
ดังนั้นประเด็นเร่งด่วนสำหรับผู้ส่งออกจึงมีทั้งด้านการเงินและการขนส่ง ได้แก่ เงินเปโซที่ได้รับต่อเงินดอลลาร์แต่ละดอลลาร์ ค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุนำเข้า และความสามารถในการส่งมอบคำสั่งซื้อได้ตรงเวลา
เงินลงทุนที่ไหลเข้าลดลงเพิ่มความกังวลในประเทศ
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศก็อ่อนตัวลงเช่นกัน ข้อมูล BSP แสดงให้เห็นว่าเงินทุนไหลเข้าสุทธิในเดือนกรกฎาคม 2026 อยู่ที่ 689 ล้านดอลลาร์ ลดลง 44.1% จาก 1.23 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า แม้จะสูงกว่า 447 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน
ในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม เงินทุนไหลเข้าสุทธิรวม 4.07 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับ 5.35 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปี 2025 ลดลง 23.9% การลงทุนผ่านตราสารหนี้ลดลง 30.6% เหลือ 2.43 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรที่นำกลับไปลงทุนลดลง 14.1% เหลือ 968 ล้านดอลลาร์
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศครอบคลุมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ถือหุ้นอย่างน้อย 10% ในกิจการของฟิลิปปินส์ ซึ่งรวมถึงเงินลงทุนในหุ้น กำไรที่เก็บไว้ในธุรกิจ และการกู้ยืมบางประเภท ตัวเลขเหล่านี้ติดตามเงินที่ลงทุนจริงหลังหักเงินถอนออกแล้ว ไม่ใช่คำมั่นการลงทุนที่หน่วยงานรัฐอนุมัติ
ริเวราระบุว่า ความกังวลเกี่ยวกับเงินลงทุนไหลเข้าเป็นหนึ่งในแรงกดดันภายในประเทศที่มีต่อเงินเปโซ หากมีเงินดอลลาร์ไหลเข้ามามากขึ้น ก็จะช่วยรองรับความต้องการของผู้นำเข้าและผู้ที่ชำระเงินไปต่างประเทศ
ริคาฟอร์ตระบุแหล่งเงินตราต่างประเทศที่ยังคงมีอยู่หลายทาง ได้แก่ เงินส่งกลับจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ รายได้จากธุรกิจเอาต์ซอร์ส กระบวนการทางธุรกิจ การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ ความแข็งแกร่งของแหล่งเงินเหล่านี้จะช่วยกำหนดสมดุลระหว่างเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจกับเงินที่ต้องใช้สำหรับนำเข้าและชำระหนี้
ทำเนียบประธานาธิบดีชี้ถึงความขัดแย้งและภัยแล้ง
ทำเนียบมาลากันยังเชื่อมโยงการอ่อนค่าของเงินเปโซกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยแคลร์ คาสโตร โฆษกสำนักข่าวทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่า วิกฤตดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ ความขัดแย้งอาจทำให้การจัดหาพลังงานหยุดชะงัก และเพิ่มความต้องการเงินดอลลาร์ในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอน
คาสโตรยังกล่าวถึงภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อบางพื้นที่แล้ว และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอแย้งว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองและข้อมูลเท็จอาจทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลและความพยายามดึงดูดนักลงทุน นั่นคือประเด็นที่ทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวถึง ส่วนคำอธิบายของตลาดมุ่งเน้นไปที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน ความต้องการเงินดอลลาร์ เงินเฟ้อ และทุนสำรอง
คาสโตรระบุว่าการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ BSP ทำให้ธนาคารกลางเป็นผู้รับผิดชอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน ขณะที่ผู้ผลิตเรียกร้องให้ปรับปรุงท่าเรือและห่วงโซ่อุปทาน และรัฐบาลพยายามดึงดูดการลงทุน
ปัจจัยที่อาจช่วยผ่อนคลายแรงกดดัน
อาซุนซิออนกล่าวว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอลง ธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยสูงน้อยลง หรือการสนับสนุนนโยบายที่หนักแน่นขึ้นจาก BSP อาจช่วยลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ เงินดอลลาร์ที่ไหลเข้าเพิ่มขึ้นและความต้องการนำเข้าที่ลดลงก็จะช่วยปรับสมดุลในตลาดเงินตราเช่นกัน
ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นผู้นำเข้าสุทธิ หมายความว่าประเทศซื้อสินค้าจากต่างประเทศมากกว่าที่ขายไปยังต่างประเทศ จึงมีความต้องการเงินตราต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีภาระค่านำเข้าพลังงานและสินค้าอื่น ๆ สูง
การประชุม BSP วันที่ 22 ตุลาคมจะเป็นการตัดสินใจด้านนโยบายภายในประเทศตามกำหนดครั้งถัดไป จากนั้นการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 27–28 ตุลาคมจะช่วยกำหนดภาวะอัตราดอกเบี้ยที่หนุนค่าเงินดอลลาร์ จนกว่าจะมีการตัดสินใจเหล่านั้น ธุรกิจยังต้องรับมือกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ครัวเรือนกำลังเผชิญเงินเฟ้อในระดับสูงอยู่แล้ว
สำหรับผู้ผลิต บททดสอบที่เป็นรูปธรรมคือจะรับภาระต้นทุนได้โดยไม่ต้องขึ้นราคามากเกินไปหรือไม่ สำหรับผู้ส่งออกคือรายได้เปโซที่เพิ่มขึ้นจะสูงกว่าต้นทุนปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้นหรือไม่ ส่วน BSP ต้องหาทางควบคุมเงินเฟ้อและความผันผวนของค่าเงินที่มากเกินไป พร้อมบริหารต้นทุนการกู้ยืมและการใช้ทุนสำรอง
ประเด็นสำคัญ
- เงินเปโซปิดตลาดที่ 63.06 เปโซต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ทำสถิติใหม่ หลังแตะ 63.15 เปโซ
- ค่าเงินทำสถิติปิดตลาดอ่อนค่าต่ำสุดครั้งใหม่เป็นครั้งที่ 27 ในปี 2026
- เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาดหนุนการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับสูงต่อไปหรือปรับขึ้นอีก
- ทุนสำรองของฟิลิปปินส์ในเดือนกันยายนลดลงเหลือ 99.9966 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าปีก่อน 8.3%
- BSP ระบุว่าทุนสำรองครอบคลุมการนำเข้าและการชำระเงินที่เกี่ยวข้องได้ 6.3 เดือน
- ผู้ผลิตเผชิญต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกอาจได้ประโยชน์จากรายรับในรูปเงินเปโซที่เพิ่มขึ้น
- BSP ประชุมวันที่ 22 ตุลาคม ตามด้วยธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 27–28 ตุลาคม






