การขาดทุนของธนาคารเอกชนฉุดมูลค่าตลาดหายไปกว่า 5 แสนล้านรูปี
หุ้นอินเดียปิดการฟื้นตัวในวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2026 หลังแรงขายหุ้นธนาคารเอกชนรายใหญ่ 3 แห่ง ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงและเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกต่อเนื่อง ฉุดตลาดปรับตัวลง ดัชนี Sensex ปิดที่ 73,852.90 จุด ลดลง 876.37 จุด หรือ 1.17% ขณะที่ Nifty 50 ลดลง 257.20 จุด หรือ 1.11% ปิดที่ 22,888.95 จุด
สารบัญ
- การขาดทุนของธนาคารเอกชนฉุดมูลค่าตลาดหายไปกว่า 5 แสนล้านรูปี
- จากฟื้นตัวสู่การปรับฐานอีกครั้ง
- เหตุใดกำไรธนาคารที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ช่วยพยุงราคาหุ้น
- ธนาคารรัฐเป็นกลุ่มหุ้นไม่กี่กลุ่มที่ยังปรับขึ้น
- ราคาน้ำมันยังสูง แม้จะปรับลดลง
- ยอดขายสุทธิของต่างชาติสูงกว่ายอดทั้งปีก่อนแล้ว
- หุ้นเทคโนโลยีเผชิญความไม่แน่นอนอีกชั้น
- เงินรูปีฟื้นตัวในช่วงต้นวัน ก่อนแรงส่งจะอ่อนลง
- สิ่งที่นักลงทุนจะจับตาหลังวันหยุด
- ประเด็นสำคัญ
มูลค่าตลาดรวมของบริษัทที่จดทะเบียนใน BSE ลดลงจาก 4,72,62,167 โครรรูปีเมื่อวันศุกร์ เหลือ 4,67,46,191 โครรรูปีในวันจันทร์ ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นการลดลง 5,15,976 โครรรูปี หรือราว 5.16 แสนล้านรูปี มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดคือมูลค่าหุ้นจดทะเบียนตามราคาปัจจุบัน ดังนั้นราคาหุ้นที่ลดลงจึงทำให้มูลค่าการลงทุนของผู้ถือหุ้นหดตัว
อภินาฟ ติวารี นักวิเคราะห์วิจัยของ Bonanza ระบุว่า HDFC Bank, ICICI Bank และ Axis Bank รวมกันมีส่วนทำให้ Sensex ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง ส่วนหุ้นธนาคารรัฐเคลื่อนไหวสวนทาง โดยปรับขึ้นราว 2.5% หลังนักลงทุนตอบรับผลประกอบการรายไตรมาสและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ราว 108-109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และการถอนเงินลงทุนในหุ้นอินเดียของต่างชาติ 49,457.17 โครรรูปีในเดือนตุลาคม เพิ่มแรงกดดันให้ตลาด แรงขายลามไปถึงหุ้นบริษัทขนาดเล็กและหุ้นเทคโนโลยี ปิดฉากการปรับขึ้นของดัชนีทั้งสองในช่วงสองวันทำการก่อนหน้า
ตัวเลขปิดตลาดหลักระบุว่า Sensex อยู่ที่ 73,852.90 จุด ขณะที่รายงานอีกฉบับระบุตัวเลขปิดที่ 73,780 จุด ทั้งสองตัวเลขสะท้อนการลดลงราว 876 จุด ส่วนการคำนวณมูลค่าตลาดที่หายไปจากยอดรวมวันศุกร์และวันจันทร์ก็สูงกว่าตัวเลขประเมินเบื้องต้นที่เกือบ 4.70 แสนล้านรูปี
จากฟื้นตัวสู่การปรับฐานอีกครั้ง
ตลาดปรับตัวลงในวันจันทร์ หลังนักลงทุนตอบรับเชิงบวกต่อผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยี เงินรูปีที่แข็งค่าขึ้น และราคาน้ำมันดิบที่ผ่อนคลายลงในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า Nifty ปรับขึ้น 2.8% ตลอดสัปดาห์ก่อน รวมถึงเพิ่มขึ้นกว่า 2% ในช่วงวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ทำให้นักลงทุนบางส่วนพร้อมขายทำกำไรเมื่อสถานการณ์เริ่มอ่อนแรง
การกลับทิศเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังการพุ่งขึ้นของตลาดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่ง Sensex เพิ่มขึ้น 1,109.10 จุด สู่ 73,033.78 จุด และ Nifty ขยับขึ้นสู่ 22,721.95 จุด หุ้นเทคโนโลยีและความหวังว่าทางการจะทบทวนภาษีการลงทุนช่วยหนุนการปรับขึ้นครั้งนั้น แม้ตลาดขาดทุนล่าสุด แต่ระดับปิดวันจันทร์ยังสูงกว่าตัวเลขปิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม
ความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าปัจจัยหนุนการฟื้นตัวเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเพียงใด:
- 13 ตุลาคม: Sensex เพิ่มขึ้น 1,109.10 จุด หลังหุ้นเทคโนโลยีปรับขึ้นและนักลงทุนตอบรับการหารือเรื่องความกังวลด้านภาษี
- 16 ตุลาคม: นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นอินเดียเบื้องต้น 1,166 โครรรูปี ช่วยให้แรงขายที่ดำเนินต่อเนื่องชะงักลงชั่วคราว
- 19 ตุลาคม ช่วงบ่าย: Sensex ลดลงเกิน 1,000 จุด ขณะที่ Nifty ร่วงราว 300 จุด
- 19 ตุลาคม ช่วงปิดตลาด: ดัชนีทั้งสองฟื้นตัวจากการขาดทุนบางส่วน แต่ยังปิดลดลงมากกว่า 1%
- 20 ตุลาคม: ตลาดหุ้นอินเดียมีกำหนดปิดทำการเนื่องในวันหยุดตลาด
หุ้นใน Sensex ซึ่งมีทั้งหมด 30 ตัว ปิดบวกเพียง 5 ตัว ส่วนดัชนีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กก็ลดลงราว 1% สะท้อนว่าแรงถอยตัวของตลาดขยายวงกว้างกว่าหุ้นธนาคารที่เป็นต้นเหตุหลักของการลดลงของดัชนี
เหตุใดกำไรธนาคารที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ช่วยพยุงราคาหุ้น
หุ้น Axis Bank ลดลงราว 5% ระหว่างวัน และปิดลบ 3.85% กำไรสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 39.4% จากปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรเฉพาะกิจการเพิ่มขึ้นราว 38% เป็น 7,003 โครรรูปีในไตรมาสเดือนกันยายนของปีงบการเงินที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2027 ผลประกอบการเฉพาะกิจการครอบคลุมตัวธนาคารเอง ส่วนผลประกอบการรวมยังรวมบริษัทในเครือด้วย
นักลงทุนให้ความสำคัญกับผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดและความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจพื้นฐาน บริษัทอาจรายงานกำไรเพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นยังปรับลงได้ หากผู้ซื้อคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีกว่าหรือแนวโน้มที่สดใสกว่า
หุ้น HDFC Bank ลดลงเกือบ 3% แม้รายงานกำไรรายไตรมาส 19,510 โครรรูปี เพิ่มขึ้นราว 4.6% จาก 18,641 โครรรูปีเมื่อปีก่อน นักลงทุนยังต้องการความชัดเจนเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง รวมถึงผู้ที่จะมาแทนไคซาด ภารุชา รองกรรมการผู้จัดการ
นักลงทุนประเมินผลประกอบการของธนาคารจากหลายด้าน ได้แก่ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ต้นทุนดำเนินงาน รายได้จากการลงทุนทางการเงิน และคุณภาพสินทรัพย์ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิวัดส่วนต่างระหว่างรายได้ที่ธนาคารได้รับจากการปล่อยกู้และการลงทุน กับต้นทุนเงินทุนที่ต้องจ่าย ส่วนคุณภาพสินทรัพย์เกี่ยวข้องกับการที่ผู้กู้ชำระคืนเงินกู้หรือไม่
HDFC Bank, ICICI Bank และ Axis Bank มีน้ำหนักสูงใน Sensex หมายความว่าความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้งสามมีผลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นที่มีขนาดเล็กกว่า การที่หุ้นทั้งสามมีส่วนทำให้ดัชนีลดลงรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่ง ช่วยอธิบายการร่วงลงอย่างหนักของดัชนี
ธนาคารรัฐเป็นกลุ่มหุ้นไม่กี่กลุ่มที่ยังปรับขึ้น
หุ้นธนาคารรัฐต้านแรงขายได้ โดยดัชนีหมวดธุรกิจหลักของ NSE ปรับขึ้นราว 2.5% ขณะที่ดัชนีธนาคารเอกชนลดลงราว 1.8% ส่วนต่างระหว่างทั้งสองกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 4.3 จุดเปอร์เซ็นต์ ถือเป็นความแตกต่างอย่างมากภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน
หุ้น Union Bank of India เพิ่มขึ้นราว 5% โดยได้แรงหนุนจากกำไรรายไตรมาสที่เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนหน้า หุ้น Punjab National Bank ปรับขึ้น ขณะที่แรงซื้อหุ้น State Bank of India และ Bank of Baroda ก็ช่วยหนุนกลุ่มนี้เช่นกัน หุ้น SBI เพิ่มขึ้น 1.12% ใน Sensex
Karur Vysya Bank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชน ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงว่านักลงทุนตอบสนองต่อผลการดำเนินงานของธนาคารแต่ละแห่ง การถอยตัวของหุ้นธนาคารกระจุกอยู่ในธนาคารเอกชนขนาดใหญ่บางแห่ง ไม่ได้เกิดขึ้นเท่าๆ กันกับธนาคารทุกแห่ง
วิกรม กาสัต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจด้านบริการให้คำปรึกษาและซื้อขายของ PL Capital อธิบายปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงขายในวันดังกล่าวว่า:
"ความอ่อนแอของธนาคารเอกชน ผลประกอบการที่น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับความคาดหวัง และบรรยากาศระมัดระวังในตลาดโลก ทำให้แรงขายทำกำไรรุนแรงขึ้น ขณะที่ธนาคารรัฐยังคงมีความยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น" กาสัตกล่าว
ราคาน้ำมันยังสูง แม้จะปรับลดลง
น้ำมันดิบเบรนต์ซื้อขายที่ราว 108-109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระหว่างวัน ขณะที่การประเมินอีกชุดระบุว่าราคายังสูงกว่า 107 ดอลลาร์ หลังลดลงมากกว่า 2% ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตของสหรัฐฯ อยู่ใกล้ 100 ดอลลาร์ การลดลงรายวันช่วยบรรเทาแรงกดดันได้บ้าง แต่ราคาน้ำมันยังสูงพอที่จะถ่วงแนวโน้มเศรษฐกิจอินเดีย
ความกังวลมุ่งไปที่อุปทานและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งพลังงานทั่วโลก รายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านเพิ่มความกังวลว่าจะเกิดการหยุดชะงัก การที่สหรัฐฯ ผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย รวมถึงข้อจำกัดด้านพลังงาน ช่วยให้ราคาผ่อนคลายลงจากความคาดหวังว่าจะมีอุปทานเพิ่มขึ้น
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะใช้เวลาสูงสุด 60 วันประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตร การประเมินดังกล่าวเป็นอีกความเคลื่อนไหวด้านนโยบายที่ตลาดพลังงานต้องติดตาม ควบคู่กับสถานการณ์รอบช่องแคบฮอร์มุซ
อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 80% ของความต้องการ เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ผู้นำเข้าต้องใช้เงินดอลลาร์เพิ่มเพื่อซื้อเชื้อเพลิงในปริมาณเท่าเดิม ซึ่งอาจทำให้มูลค่านำเข้าสูงขึ้นและกดดันเงินรูปี ขณะที่ต้นทุนการขนส่งและการผลิตที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจและครัวเรือน
บริษัทที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต้องเลือกระหว่างรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเองกับปรับขึ้นราคา การรับภาระเองทำให้อัตรากำไรลดลง ส่วนการผลักภาระไปยังผู้บริโภคอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ปัจจัยเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดราคาน้ำมันที่ลดลงเล็กน้อยในแต่ละวันจึงช่วยให้นักลงทุนหุ้นคลายกังวลได้ไม่มาก
ยอดขายสุทธิของต่างชาติสูงกว่ายอดทั้งปีก่อนแล้ว
นักลงทุนพอร์ตโฟลิโอต่างชาติถอนเงินลงทุนจากหุ้นอินเดีย 49,457.17 โครรรูปีในเดือนตุลาคม ตามข้อมูลของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ณ วันที่ 19 ตุลาคม หลังถอนเงิน 35,861 โครรรูปีในเดือนกันยายน ยอดเดือนตุลาคมสูงกว่ายอดถอนตลอดเดือนกันยายนแล้วราว 38%
ปฏิทินของ Central Depository Services Ltd แสดงให้เห็นการพลิกกลับอย่างชัดเจนจากช่วงที่เงินทุนไหลเข้า นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้น 20,200 โครรรูปีในเดือนกรกฎาคม และ 29,631 โครรรูปีในเดือนสิงหาคม รวมเป็น 49,831 โครรรูปี ส่วนยอดถอนในเดือนกันยายนและตุลาคมรวมกันอยู่ที่ราว 85,318 โครรรูปี
ข้อมูลเดือนตุลาคมระบุยอดถอนสุทธิรวมจากสินทรัพย์ทุกประเภท 41,249.46 โครรรูปี ซึ่งเป็นคนละตัวเลขกับยอดถอนจากหุ้น ข้อมูลดังกล่าวรวบรวมจากรายงานที่ผู้ร่วมฝากทรัพย์สินและผู้ดูแลทรัพย์สินที่ได้รับมอบหมายส่งให้ SEBI และศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ โดยครอบคลุมธุรกรรมจนถึงวันซื้อขายก่อนหน้าหรือหลายวันก่อนหน้า
ยอดถอนสุทธิสะสมของต่างชาติจากหุ้นในปี 2026 อยู่ที่ 3,09,760.16 โครรรูปี หรือราว 3.10 ล้านล้านรูปี เทียบกับ 1.66 ล้านล้านรูปีตลอดปี 2025 ตามระบบเลขที่ใช้กันทั่วไปในอินเดีย คิดเป็นราว 3.10 แสนล้านรูปีและ 1.66 แสนล้านรูปีตามลำดับ ยอดขายในปีนี้สูงกว่าราว 87% โดยยังเหลือเวลาอีกกว่าสองเดือน ยอดสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีในสินทรัพย์ทุกประเภทอยู่ที่ถอนออก 2,47,042.06 โครรรูปี
การซื้อสุทธิเบื้องต้น 1,166 โครรรูปีเมื่อวันศุกร์ช่วยให้แรงขายหยุดพักชั่วคราว อย่างไรก็ตาม สถาบันต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิใน 9 จาก 11 วันทำการแรกของเดือนตุลาคม การขายครอบคลุมหุ้นบริการทางการเงินและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ขณะที่ยังมีการซื้อหุ้นบริการผู้บริโภคบางส่วน เช่น แพลตฟอร์มดิจิทัล ความบันเทิง ร้านอาหาร และการดูแลสุขภาพ
นักกลยุทธ์การลงทุนระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นและดอลลาร์ที่แข็งค่าเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดัน พันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นในสหรัฐฯ อาจดึงเงินทุนออกจากหุ้นในตลาดเกิดใหม่ วี เค วิชัยกุมาร นักกลยุทธ์ของ Geojit Investments เชื่อมโยงการปรับตัวดีขึ้นชั่วคราวเมื่อวันศุกร์กับเงินรูปีที่แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ลดจากระดับสูงกว่า 5.3% เหลือ 5.08%
หุ้นเทคโนโลยีเผชิญความไม่แน่นอนอีกชั้น
หุ้น Infosys ลดลง 2.72% และมีส่วนฉุด Sensex ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีอินเดียปรับลงตามความอ่อนแอของตลาดสหรัฐฯ ดัชนี Nasdaq ลดลง 2.19% ส่วน S&P 500 ลดลง 1.22% นักลงทุนกำลังประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี ภาระค่าใช้จ่ายลงทุน และผลกำไรที่คาดหวังจากปัญญาประดิษฐ์
ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวคละกัน ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นลดลง 0.64% ส่วน Kospi ของเกาหลีใต้มีรายงานว่าปิดบวก 1.73% แม้รายงานตลาดก่อนหน้านี้ระบุว่าดัชนีลดลงมากกว่า 3% ภาพตลาดในภูมิภาคที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันทำให้หุ้นอินเดียต้องรับมือทั้งความกังวลเรื่องผลประกอบการในประเทศและสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ยังไม่แน่นอน
อาธานาซิออส วัมวาคิดิส รองผู้อำนวยการฝ่ายตลาดเงินและตลาดทุนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ระบุว่า ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปรับฐานของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น และภัยคุกคามด้านความมั่นคงไซเบอร์ เป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินโลก
วัมวาคิดิสกล่าวว่า อินเดียอาจได้รับผลกระทบทางอ้อม หากนักลงทุนลดการลงทุนในตลาดเกิดใหม่เพื่อตอบสนองต่อการปรับลงของตลาด AI เขายังชี้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดการหยุดชะงักในซอฟต์แวร์ บริการเทคโนโลยี งานปฏิบัติการหลังบ้าน และโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่อินเดียสร้างฐานไว้มาก
ในความเห็นของเขา ผลประกอบการที่แข็งแกร่งช่วยรองรับมูลค่าหุ้นในปัจจุบัน ขณะที่ผลประกอบการที่อ่อนแออาจจุดชนวนแรงขาย เขากล่าวว่า บางครั้งตลาดตอบสนองต่อความกังวลเรื่องผลกระทบจาก AI มากเกินไป และ IMF ยังไม่พบผลกระทบที่สอดคล้องกันในข้อมูลเศรษฐกิจจริง สำหรับบริษัทเทคโนโลยีอินเดีย ประเด็นสำคัญในทางปฏิบัติยังอยู่ที่การใช้จ่ายของลูกค้า สัญญา และงานที่ลูกค้าเลือกจะทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ
เงินรูปีฟื้นตัวในช่วงต้นวัน ก่อนแรงส่งจะอ่อนลง
เงินรูปีแข็งค่าขึ้นระหว่างการซื้อขายช่วงต้น แตะราว 94.80 รูปีต่อดอลลาร์ ก่อนจะลดช่วงบวกลงมาก ตัวเลขปิดตลาดเบื้องต้นระบุว่าอยู่ที่ 94.92 รูปี อ่อนค่าลง 3 ไปซาในวันนั้น ขณะที่รายงานปิดตลาดอีกฉบับระบุว่าเงินรูปีแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และปรับขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 7
รายงานทั้งสองฉบับระบุว่าเงินรูปีเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 95 รูปีต่อดอลลาร์ หลังฟื้นตัวจากระดับใกล้ 97 รูปีเมื่อต้นเดือนตุลาคม ราจีฟ ชาราน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Brickwork Ratings อ้างข้อมูลธนาคารกลางอินเดียว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดลง 8.6 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 726 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 9 ตุลาคม
ธนาคารกลางสามารถขายดอลลาร์จากทุนสำรองเพื่อพยุงเงินรูปีเมื่อความต้องการเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น ยอดทุนสำรองยังเปลี่ยนแปลงได้ตามมูลค่าของสกุลเงินและสินทรัพย์อื่นๆ ที่เปลี่ยนไป สำหรับผู้นำเข้า ประเด็นเร่งด่วนคือการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเมื่อน้ำมันแพง เงินรูปีที่อ่อนค่าจะยิ่งทำให้ต้นทุนในสกุลรูปีสูงขึ้น
สิ่งที่นักลงทุนจะจับตาหลังวันหยุด
ผลประกอบการไตรมาสเดือนกันยายน ราคาน้ำมัน และกระแสเงินทุนต่างชาติ จะยังเป็นปัจจัยชี้ขาดเมื่อกลับมาเปิดซื้อขายหลังวันหยุดวันอังคาร ยังไม่มีการระบุวันที่ชัดเจนว่าจะมีความคืบหน้าเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหาร HDFC Bank ที่นักลงทุนกำลังจับตาเมื่อใด
ศาสตราจารย์อภินาฟ ตรีปาฐี ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจอาวุโส ระบุว่าผลประกอบการของบริษัทต่อไปนี้น่าจะเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการซื้อขายระยะถัดไป:
"นักลงทุนจะติดตามผลประกอบการรายไตรมาสที่กำลังจะประกาศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูสัญญาณความแข็งแกร่งของกำไรบริษัทและอุปสงค์ผู้บริโภค หุ้นธนาคารจะยังเป็นจุดสนใจ ขณะที่ตลาดประเมินส่วนต่างกำไร คุณภาพสินทรัพย์ และความเห็นของผู้บริหาร" เขากล่าว
การคาดการณ์ทางเทคนิคระบุว่าแรงขาย Nifty อาจเริ่มกดดันบริเวณ 23,200-23,300 จุด และมีแนวรับที่อาจเกิดแรงซื้อในช่วง 22,550-22,750 จุด ตามการคาดการณ์ชุดหนึ่ง ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินจากรูปแบบการซื้อขาย โดยระบุบริเวณที่แรงซื้อหรือแรงขายอาจเพิ่มขึ้น ราคาปิดวันจันทร์ที่ 22,888.95 จุด ทำให้ดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับ 23,000 จุดที่ตลาดติดตามกันอย่างใกล้ชิด
เสถียรภาพของธนาคารเอกชนจะช่วยขจัดแรงกดดันสำคัญแหล่งหนึ่ง ขณะที่การฟื้นตัวในวงกว้างยังต้องอาศัยหุ้นมากกว่าจำนวนไม่กี่ตัวที่มีขนาดใหญ่ ความคืบหน้าด้านอุปทานน้ำมันและตัวเลขกระแสเงินทุนต่างชาติรอบถัดไปจะช่วยให้นักลงทุนประเมินได้ว่าการกลับมาซื้อสุทธิของต่างชาติในช่วงสั้นๆ เมื่อวันศุกร์จะดำเนินต่อไปได้หรือไม่
ประเด็นสำคัญ
- Sensex ลดลง 876.37 จุด สู่ 73,852.90 จุด และ Nifty ลดลง 257.20 จุด สู่ 22,888.95 จุด เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม
- มูลค่าตลาดหุ้นที่จดทะเบียนใน BSE ลดลง 5,15,976 โครรรูปี เมื่อคำนวณจากยอดรวมวันศุกร์และวันจันทร์
- HDFC Bank, ICICI Bank และ Axis Bank มีส่วนทำให้ Sensex ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง
- หุ้นธนาคารรัฐเพิ่มขึ้นราว 2.5% โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการรายไตรมาส
- น้ำมันดิบเบรนต์ที่ราคา 108-109 ดอลลาร์ และยอดถอนเงินลงทุนในหุ้นอินเดียของต่างชาติ 49,457.17 โครรรูปีในเดือนตุลาคม กดดันบรรยากาศตลาด
- ตลาดหุ้นอินเดียมีกำหนดปิดทำการในวันที่ 20 ตุลาคม






