เรือหมายเลข 3102 รุกล้ำน่านน้ำจำกัดการเข้าถึงใกล้ปราตัส
สำนักงานยามฝั่งไต้หวันระบุว่า ในปีนี้ได้ปฏิบัติการ 12 ครั้งเพื่อขับไล่เรือยามฝั่งจีน 15 ลำบริเวณหมู่เกาะปราตัส ขณะที่เกิดการเผชิญหน้าอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2026 เหตุการณ์ล่าสุดเกี่ยวข้องกับเรือยามฝั่งจีนหมายเลข 3102 ซึ่งไต้หวันระบุว่าแล่นเข้ามาโดยปิดระบบระบุเอกลักษณ์อัตโนมัติ ก่อนเข้าสู่น่านน้ำจำกัดการเข้าถึงทางตะวันออกเฉียงเหนือของปราตัส
สารบัญ
- เรือหมายเลข 3102 รุกล้ำน่านน้ำจำกัดการเข้าถึงใกล้ปราตัส
- โต้ตอบทางวิทยุเรื่องผู้มีอำนาจ
- การปิดระบบ AIS ส่งผลอย่างไร
- การเผชิญหน้าซ้ำบริเวณอะทอลล์
- พัฒนาการของเหตุการณ์
- เหตุใดการลาดตระเวนทางตะวันออกของไต้หวันจึงสร้างความกังวล
- ความกังวลเรื่องการปิดล้อมและการลาดตระเวนของอากาศยาน 27 ลำ
- แพ็กเกจอาวุธมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์ยังรออนุมัติ
- ประเด็นสำคัญ
หน่วยบัญชาการตงซาของสำนักงานฯ ตรวจพบเรือจีนทางตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่เกาะเมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. และส่งเรือตรวจการณ์ไทจงเข้าสกัด เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. เรือหมายเลข 3102 เข้าสู่เขตจำกัดการเข้าถึง ตามข้อมูลของหน่วยยามฝั่ง เรือไทจงแล่นประกบ ติดตามความเคลื่อนไหว และกระจายเสียงสั่งให้เรือจีนออกจากพื้นที่ซ้ำหลายครั้งทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ
การเผชิญหน้าครั้งนี้ยังกลายเป็นข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยผ่านการสื่อสารทางวิทยุด้วย หน่วยยามฝั่งไต้หวันระบุว่า ลูกเรือจีนปฏิเสธการมีอยู่ของสาธารณรัฐจีน ซึ่งเป็นชื่อทางการของไต้หวัน ขณะที่ลูกเรือไต้หวันยืนยันว่าไต้หวันเป็นประเทศเอกราชและมีอธิปไตย
เมื่อหน่วยยามฝั่งเผยแพร่รายงาน เหตุการณ์ยังไม่มีข้อยุติ และไม่ได้ระบุว่าเรือหมายเลข 3102 ออกจากพื้นที่เมื่อใด
ปราตัส หรือที่เรียกอีกชื่อว่าตงซา อยู่ภายใต้การควบคุมของไต้หวันในทะเลจีนใต้ การเผชิญหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่เจ้าหน้าที่ในไทเปเตือนเรื่องการลาดตระเวนเป็นประจำของเรือยามฝั่งจีนทางตะวันออกของเกาะหลักไต้หวัน ทั้งสองพื้นที่อยู่ห่างกันในทางภูมิศาสตร์ แต่เจ้าหน้าที่ไต้หวันระบุว่ามีข้อกังวลร่วมกัน คือปักกิ่งใช้การลาดตระเวนที่อ้างว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อยืนยันอำนาจเหนือผืนน้ำที่ไทเประบุว่าจีนไม่มีสิทธิควบคุม
โต้ตอบทางวิทยุเรื่องผู้มีอำนาจ
ภารกิจของเรือไทจงคือทักท้วงการปรากฏตัวของเรือจีน พร้อมติดตามความเคลื่อนไหว หน่วยยามฝั่งไต้หวันระบุว่าเรือจีนเรียกเรือไทจงด้วยถ้อยคำที่สื่อว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน รวมถึงคำว่า "เรือไทจง ไต้หวันของจีน"
สำนักงานยามฝั่งไต้หวันระบุว่าเรือจีนกล่าวถ้อยคำต่อไปนี้ระหว่างการสื่อสาร:
สาธารณรัฐจีนที่เรียกกันนั้นไม่มีอยู่จริง
สำนักงานฯ ระบุว่าเรือไทจงตอบโต้ด้วยการยืนยันอธิปไตยของไต้หวัน โดยอ้างคำพูดของเรือไต้หวันดังนี้:
สาธารณรัฐจีน ไต้หวัน เป็นประเทศเอกราชและมีอธิปไตย
คำตอบของฝ่ายไต้หวันยังระบุด้วยว่าสาธารณรัฐจีนและสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของกันและกัน ลูกเรือสั่งให้เรือจีนหันกลับและออกจากพื้นที่ โดยกล่าวว่าการเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตส่งผลกระทบต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยทางทะเล
ข้อความเหล่านี้สะท้อนว่าเหตุการณ์เกี่ยวข้องมากกว่าการเดินเรือ ลูกเรือแต่ละฝ่ายต่างยืนยันว่ารัฐบาลใดมีอำนาจในพื้นที่ หน่วยยามฝั่งไต้หวันระบุว่าปักกิ่งใช้กิจกรรมที่อ้างว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างภาพว่าจีนมีอำนาจตามเขตอำนาจศาล ซึ่งหมายถึงอำนาจในการใช้และบังคับใช้กฎหมาย
การปิดระบบ AIS ส่งผลอย่างไร
หน่วยยามฝั่งไต้หวันระบุว่าเรือหมายเลข 3102 ปฏิบัติการโดยปิดระบบระบุเอกลักษณ์อัตโนมัติ หรือ AIS โดยปกติ AIS จะส่งข้อมูล เช่น ชื่อและตำแหน่งของเรือ เพื่อช่วยให้เรือลำอื่นและหน่วยงานบนฝั่งติดตามการจราจรทางทะเลได้
การปิดสัญญาณทำให้ติดตามเรือผ่านระบบ AIS ได้ยากขึ้น หน่วยยามฝั่งไต้หวันเรียกวิธีเข้ามาครั้งนี้ว่าเป็นกลยุทธ์ "เรือมืด" ที่มีจุดประสงค์เพื่อปกปิดความเคลื่อนไหวของเรือ
อย่างไรก็ตาม หน่วยบัญชาการตงซาตรวจพบเรือหมายเลข 3102 เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. หรือราวสามชั่วโมงก่อนมีรายงานว่าเรือเข้าสู่น่านน้ำจำกัดการเข้าถึง สำนักงานฯ ไม่ได้ระบุวิธีตรวจพบไว้ในรายงาน การตอบสนองคือส่งเรือไทจงเข้าไปก่อนที่เรือจีนจะถึงเขตจำกัดการเข้าถึง
ลำดับเหตุการณ์แสดงให้เห็นภารกิจที่ลูกเรือตรวจการณ์ไต้หวันต้องรับมือในทางปฏิบัติ ได้แก่ ระบุเรือที่กำลังเข้ามา ประเมินเส้นทาง วางตำแหน่งเรือเพื่อเตรียมตอบสนอง และเฝ้าติดตามพร้อมส่งคำเตือน ในกรณีนี้ คำเตือนมาพร้อมกับถ้อยแถลงที่ขัดแย้งกันเรื่องอธิปไตย
การเผชิญหน้าซ้ำบริเวณอะทอลล์
เหตุเผชิญหน้าเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรือยามฝั่งจีนสองลำ หมายเลข 3301 และ 3303 หน่วยยามฝั่งไต้หวันระบุว่าตรวจพบเรือดังกล่าวทางตะวันตกเฉียงใต้ของปราตัสครั้งแรกเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ของวันศุกร์ และเรือเข้าสู่น่านน้ำจำกัดการเข้าถึงเมื่อเวลา 15.34 น.
เรือตรวจการณ์ไต้หวันฉีจินและเรือตรวจการณ์หมายเลข PP-10032 เข้าตอบสนอง โดยแล่นขนาบเรือจีนลำหนึ่งและกระจายเสียงเตือนเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษให้เดินทางออกจากพื้นที่ หน่วยยามฝั่งระบุว่าเหตุเผชิญหน้าครั้งนั้นยังดำเนินต่อไปในช่วงที่เผยแพร่แถลงการณ์ในเย็นวันเดียวกัน
ในช่วงก่อนหน้านั้น หน่วยยามฝั่งนับปฏิบัติการขับไล่ได้ 11 ครั้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผชิญหน้าเรือยามฝั่งจีน 14 ลำ ตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมเพิ่มเป็น 12 ปฏิบัติการ และขับไล่เรือ 15 ลำ ตัวเลขดังกล่าวนับการส่งเรือออกปฏิบัติการซ้ำ โดยบางครั้งมีเรือจีนมากกว่าหนึ่งลำเข้าร่วม
ปฏิบัติการเมื่อวันที่ 12 เมษายนเกี่ยวข้องกับเรือกลุ่มใหญ่กว่า โดยหน่วยยามฝั่งไต้หวันคุ้มกันเรือจีน 16 ลำออกจากน่านน้ำใกล้ปราตัส ในจำนวนนี้มีเรือยามฝั่ง เรือวิจัย และเรือประมง เรือทั้งหมดออกไปโดยไม่มีเหตุการณ์ ตัวเลขกลุ่มเรือผสมนี้ครอบคลุมเรือหลายประเภทกว่าตัวเลขเดือนตุลาคม ซึ่งนับเฉพาะกิจกรรมของเรือยามฝั่งจีน
หน่วยยามฝั่งไต้หวันระบุว่า ปฏิบัติการของจีนในช่วงหลังบริเวณไต้หวันมีทั้งเรือยามฝั่ง เรือวิจัย และเรือประมงในหลายพื้นที่ ข้อกังวลคือเรือประเภทต่าง ๆ อาจสนับสนุนความพยายามร่วมกันในการสร้างการปรากฏตัวของจีนอย่างต่อเนื่อง
พัฒนาการของเหตุการณ์
เหตุการณ์ที่มีรายงานเกิดขึ้นตลอดหลายเดือน มีทั้งการเผชิญหน้าเฉพาะครั้งและรูปแบบการลาดตระเวนที่ต่อเนื่องมากขึ้น:
- 12 เมษายน: หน่วยยามฝั่งไต้หวันคุ้มกันเรือจีน 16 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือยามฝั่ง เรือวิจัย และเรือประมง ออกจากน่านน้ำใกล้ปราตัส
- ตั้งแต่เดือนมิถุนายน: จีนลาดตระเวนด้วยเรือยามฝั่งเป็นประจำทางตะวันออกของเกาะหลักไต้หวัน
- วันศุกร์ก่อนการเผชิญหน้าเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม: เรือยามฝั่งจีนหมายเลข 3301 และ 3303 เข้าสู่น่านน้ำจำกัดการเข้าถึงรอบปราตัสเมื่อเวลา 15.34 น. ส่งผลให้เรือฉีจินและ PP-10032 เข้าตอบสนอง
- 20 ตุลาคม เวลาประมาณ 05.00 น.: ไต้หวันตรวจพบเรือหมายเลข 3102 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของปราตัส โดยปิดระบบ AIS
- 20 ตุลาคม เวลาประมาณ 08.00 น.: เรือหมายเลข 3102 เข้าสู่น่านน้ำจำกัดการเข้าถึงทางตะวันออกเฉียงเหนือของปราตัส ตามข้อมูลของหน่วยยามฝั่งไต้หวัน
- 20 ตุลาคม: เจ้าหน้าที่หารือเรื่องการลาดตระเวนของจีนทางตะวันออกของไต้หวันในการประชุมที่ไทเป ต่อมากระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานการลาดตระเวนทางทหารของจีนที่มีอากาศยาน 27 ลำ
ลำดับเหตุการณ์ทำให้เห็นว่าการเผชิญหน้าล่าสุดเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบเหตุการณ์ทางทะเลที่เกิดซ้ำ พร้อมแสดงให้เห็นถึงเรือและพื้นที่หลายประเภทที่เกี่ยวข้อง
เหตุใดการลาดตระเวนทางตะวันออกของไต้หวันจึงสร้างความกังวล
แรนดัล ชไรเวอร์ ประธานคณะกรรมาธิการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ-จีนของรัฐสภาสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมที่ไทเปเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมว่า การปรากฏตัวอย่างต่อเนื่องของเรือยามฝั่งจีนทางตะวันออกของไต้หวันเป็นหนึ่งในพัฒนาการล่าสุดที่น่ากังวลที่สุดเท่าที่เขาสังเกตเห็น
ชไรเวอร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า เรือที่ดูเหมือนปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายพลเรือนยังอาจเป็นเครื่องมือสนับสนุนข้ออ้างอธิปไตยของปักกิ่ง เขาอธิบายวัตถุประสงค์ทางการเมืองเบื้องหลังการปรากฏตัวดังกล่าวว่า:
นี่คือส่วนขยายของสงครามทางกฎหมาย ตลอดจนสงครามการเมืองและสงครามข้อมูลข่าวสาร หากพวกเขายังคงทำให้บทบาทการบังคับใช้กฎหมายนี้เกิดขึ้นจริง ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ไร้เสถียรภาพอย่างมาก
คำเตือนของเขากล่าวถึงการใช้การลาดตระเวนตามปกติและถ้อยคำด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อทำให้อำนาจของจีนดูเหมือนเป็นที่ยอมรับแล้ว กิจกรรมที่เกิดซ้ำอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อโต้แย้งทางการเมืองว่าใครเป็นผู้ปกครองพื้นที่ แม้เรือที่เกี่ยวข้องจะเป็นเรือยามฝั่ง ไม่ใช่เรือของกองทัพเรือก็ตาม
โจเซฟ อู๋ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวในงานเดียวกันว่า จีนไม่มีข้ออ้างทางกฎหมายเหนือผืนน้ำทางตะวันออกของไต้หวัน
กระทรวงการต่างประเทศจีนมีจุดยืนตรงกันข้าม โดยยืนยันว่าผืนน้ำดังกล่าวเป็นของจีน กระทรวงฯ อธิบายกิจกรรมของจีนในพื้นที่ว่า:
ดังนั้น จีนจึงดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ได้อย่างชอบธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย และปราศจากข้อครหา
ปักกิ่งถือว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตน และปฏิเสธข้ออ้างอธิปไตยของไต้หวัน รวมถึงเหนือทะเลโดยรอบ ส่วนไทเปปฏิเสธข้ออ้างเหนือดินแดนของปักกิ่ง ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันนี้ส่งผลต่อทั้งการโต้ตอบทางวิทยุใกล้ปราตัสและข้อพิพาทเรื่องการลาดตระเวนทางตะวันออกของไต้หวัน
ความกังวลเรื่องการปิดล้อมและการลาดตระเวนของอากาศยาน 27 ลำ
เจ้าหน้าที่ไต้หวันระบุว่าเชื่อว่าจีนอาจกำลังฝึกซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปิดล้อมทางทะเลที่อาจเกิดขึ้น โดยใช้ทรัพยากรทางทหาร กึ่งทหาร และพลเรือนร่วมกัน การปิดล้อมมีเป้าหมายจำกัดการเดินเรือเข้าและออกจากไต้หวัน ซึ่งจะกดดันการเคลื่อนย้ายผู้คน เสบียง และสินค้า
ประเภทของเรือที่แตกต่างกันมีความสำคัญต่อการประเมินดังกล่าว กองกำลังทหาร เรือยามฝั่ง และเรือพลเรือนอาจปฏิบัติการในพื้นที่ทับซ้อนกัน ทำให้ไต้หวันต้องติดตามกิจกรรมหลายประเภทพร้อมกัน หน่วยยามฝั่งไต้หวันเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายพลเรือนภายใต้สภากิจการมหาสมุทรและสภาบริหารแห่งไต้หวัน แต่สามารถระดมเข้าร่วมกองกำลังติดอาวุธได้ในยามฉุกเฉิน
ต่อมากระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานว่า จีนส่งอากาศยานทางทหาร 27 ลำ รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6 ที่สามารถติดอาวุธนิวเคลียร์ได้ เข้าร่วม "การลาดตระเวนเตรียมพร้อมรบร่วม" ใกล้เกาะ กิจกรรมทางอากาศดังกล่าวเพิ่มมิติทางทหารให้กับวันที่เต็มไปด้วยการเผชิญหน้าทางทะเลและคำเตือนเรื่องการลาดตระเวนของจีน
สำหรับทางการไต้หวัน ภารกิจเร่งด่วนคือเฝ้าระวังและตอบสนองอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ บริเวณปราตัสหมายถึงการคงกำลังลาดตระเวนและทักท้วงการเข้ามาในน่านน้ำจำกัดการเข้าถึง ส่วนบริเวณเกาะหลัก เจ้าหน้าที่ยังจับตาความเชื่อมโยงระหว่างการส่งเรือยามฝั่งกับกิจกรรมทางทหาร
แพ็กเกจอาวุธมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์ยังรออนุมัติ
แรงกดดันทางทะเลเกิดขึ้นพร้อมกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแพ็กเกจอาวุธมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่เสนอขายให้ไต้หวัน ณ เวลาที่มีการหารือเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังไม่ได้อนุมัติแพ็กเกจดังกล่าว ต่อมาในเดือนธันวาคม เขาอนุมัติการขายอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์ให้ไต้หวัน
แพ็กเกจที่เสนอนี้มีมูลค่าสูงกว่ารายการที่อนุมัติในเดือนธันวาคม 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 27 เปอร์เซ็นต์ สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้สนับสนุนระหว่างประเทศและผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญที่สุดของไต้หวัน แม้ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ
หลังพบกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม ทรัมป์กล่าวว่าการขายอาวุธให้ไต้หวันเป็น "แต้มต่อในการเจรจาที่ดีมาก" อย่างไรก็ตาม ชไรเวอร์กล่าวว่าทรัมป์มีผลงานที่ดีในการอนุมัติการขายอาวุธและจัดการฝึกทางทหารให้ไต้หวัน
ชไรเวอร์คาดว่าอาจมีความคืบหน้าเรื่องแพ็กเกจใหม่ในปีถัดไป หลังการพบกันระหว่างทรัมป์กับสีที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมในการประชุมสุดยอดเอเปคที่จีนและการประชุม G20 ที่รัฐฟลอริดา นั่นเป็นเพียงการคาดการณ์ของเขา ยังไม่มีการประกาศวันอนุมัติ
เขาเสนอว่าแพ็กเกจอาจแบ่งเป็นส่วน ๆ หรือจัดการผ่านช่องทางการขายที่แตกต่างกัน การขายเชิงพาณิชย์โดยตรงคือการซื้อจากบริษัทสหรัฐฯ ภายใต้การอนุญาตของรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนการขายทางทหารแก่ต่างประเทศดำเนินการผ่านรัฐบาลสหรัฐฯ
การตัดสินใจที่ยังค้างอยู่ทำให้มีกระบวนการสองด้านดำเนินไปพร้อมกัน ได้แก่ หน่วยยามฝั่งไต้หวันกำลังตอบสนองต่อเรือที่ปฏิบัติการอยู่ใกล้เกาะ ขณะที่เจ้าหน้าที่รอการตัดสินใจเรื่องอาวุธเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการป้องกันประเทศ
ประเด็นสำคัญ
- ไต้หวันระบุว่าเรือยามฝั่งจีนหมายเลข 3102 เข้าสู่น่านน้ำจำกัดการเข้าถึงทางตะวันออกเฉียงเหนือของปราตัสเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2026 หลังแล่นเข้ามาโดยปิดระบบ AIS
- เรือไทจงติดตามเรือจีนและส่งคำเตือนเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ การเผชิญหน้ายังดำเนินอยู่เมื่อไต้หวันเผยแพร่รายงาน
- หน่วยยามฝั่งไต้หวันรายงานว่ามีปฏิบัติการ 12 ครั้งเพื่อขับไล่เรือยามฝั่งจีน 15 ลำบริเวณปราตัสในปีนี้
- การลาดตระเวนเป็นประจำของเรือยามฝั่งจีนทางตะวันออกของไต้หวันตั้งแต่เดือนมิถุนายนทำให้เจ้าหน้าที่ไต้หวันและแรนดัล ชไรเวอร์ ประธานคณะกรรมาธิการสหรัฐฯ ออกมาเตือน
- จีนระบุว่ากิจกรรมทางทะเลของตนชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ไต้หวันปฏิเสธอำนาจที่ปักกิ่งอ้าง
- ในวันเดียวกัน ไต้หวันรายงานการลาดตระเวนทางทหารของจีนที่มีอากาศยาน 27 ลำ รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6
- แพ็กเกจอาวุธสหรัฐฯ มูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์ที่เสนอขายยังไม่ได้รับอนุมัติ โดยชไรเวอร์คาดว่าอาจมีความคืบหน้าในปีถัดไป






