ทิ้งน้ำครั้งแรกมุ่งดับไฟใกล้บ้านเรือน
เครื่องบินทิ้งน้ำ C-130 ของออสเตรเลียปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟใกล้เมืองซามารินดา ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกของอินโดนีเซียครบ 3 เที่ยวบิน ภายในเวลา 15.00 น. ตามเวลาในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2026 ขณะที่ทางการให้ความสำคัญกับจุดความร้อน 2 แห่งใกล้พื้นที่อยู่อาศัย การส่งกำลังครั้งนี้นำเครื่องบิน 2 ลำและผู้เชี่ยวชาญชาวออสเตรเลีย 20 คน เข้าร่วมปฏิบัติการรับมือไฟป่าที่ลุกลามในหลายเกาะของอินโดนีเซีย
สารบัญ
- ทิ้งน้ำครั้งแรกมุ่งดับไฟใกล้บ้านเรือน
- เหตุใดจึงส่งเครื่องบินไปกาลิมันตันตะวันออก
- เครื่องบินทิ้งน้ำและเครื่องบินนำทางทำงานร่วมกันอย่างไร
- หมอกควันก่อวิกฤตด้านสุขภาพนอกเหนือจากไฟป่า
- เฮลิคอปเตอร์ตกมีผู้เสียชีวิต เพิ่มความเร่งด่วนในการรับมือ
- จากความช่วยเหลือเดือนกันยายนสู่ปฏิบัติการเดือนพฤศจิกายน
- ภารกิจก่อนหน้าของญี่ปุ่นทำอะไรบ้าง
- ความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติเกิดขึ้นทั้งสองทิศทาง
- การปกป้องชุมชนเป็นภารกิจเร่งด่วน
- ประเด็นสำคัญ
ปฏิบัติการมีกำหนดตั้งแต่วันที่ 6-12 พฤศจิกายน โดยเริ่มขึ้นหนึ่งวันหลังสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประกาศให้ความช่วยเหลือ ภายหลังการประเมินทางเทคนิคร่วมกันที่นำโดยสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย หรือ BNPB เครื่องบินทิ้งน้ำบรรทุกน้ำได้สูงสุดเที่ยวละ 15,000 ลิตร โดยมีเครื่องบิน Cessna Citation ทำหน้าที่เป็นเครื่องบินนำทาง
เบอร์ตัน ปันจาอิตัน รักษาการหัวหน้าศูนย์ข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารด้านภัยพิบัติของ BNPB กล่าวว่า ลูกเรือเลือกเป้าหมายแรกในการประชุมชี้แจงช่วงเช้า ภารกิจเร่งด่วนคือการลดอันตรายต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดไฟ
การส่งกำลังของออสเตรเลียเกิดขึ้นในช่วงที่มีการระบุว่าเป็นฤดูไฟป่ารุนแรงที่สุดของอินโดนีเซียในรอบ 11 ปี ไฟส่งผลกระทบต่อเกาะสุมาตรา บอร์เนียว และปาปัว ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 400,000 รายใน 7 จังหวัด ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน
เหตุใดจึงส่งเครื่องบินไปกาลิมันตันตะวันออก
BNPB และทีมเทคนิคของออสเตรเลียเลือกจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก หลังประเมินพื้นที่ที่เครื่องบินเพิ่มเติมจะเข้าช่วยได้ พลโท คริสโตเมอี เซียนตูรี หัวหน้า BNPB กล่าวว่า จังหวัดนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนในการรับการสนับสนุนด้านการจัดการไฟ รองจากกาลิมันตันกลางเท่านั้น
ประกาศการส่งกำลังของสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ยืนยันการส่งเครื่องบินเข้าปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนงานในกาลิมันตันตะวันออก ชุดความช่วยเหลือประกอบด้วยเครื่องบินทิ้งน้ำขนาดใหญ่ C-130 ของหน่วยดับเพลิงชนบทนิวเซาท์เวลส์ เครื่องบินนำทาง Cessna Citation และทีมงาน 20 คน ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการดับไฟทางอากาศ
เซโน อาจี รองผู้ว่าการกาลิมันตันตะวันออก เปิดภารกิจแรกจากฐานทัพอากาศดอมเบอร์ในเมืองบาลิกปาปันเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน เครื่องบินมุ่งหน้าไปยังมักโครมัน ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งของเมืองซามารินดา ส่วนพื้นที่เป้าหมายเร่งด่วนอื่น ๆ ได้แก่ อังกานา ซันตันอูลูในเขตกูไตการ์ตาเนการา และเขตปาเซอร์
เซโนกล่าวว่า ปฏิบัติการทางอากาศจะมุ่งไปยังจุดเกิดไฟที่เข้าถึงได้ยากทางบก โดยประเมินพื้นที่ไฟที่กำลังหารือกันอยู่ไว้ที่ 40-50 เฮกตาร์ ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนของจังหวัดจึงมีสองด้าน คือเข้าถึงพื้นที่ที่เดินทางทางบกลำบาก และปกป้องชุมชนใกล้จุดความร้อนที่ยังปะทุอยู่
เซโนกล่าวว่า เขตคาปัวส์ในกาลิมันตันกลางอาจได้รับความช่วยเหลือ หากสามารถควบคุมไฟในกาลิมันตันตะวันออกได้แล้ว โดยกาลิมันตันตะวันออกยังเป็นพื้นที่สำคัญอันดับแรก การโยกย้ายกำลังจึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าว
เครื่องบินทิ้งน้ำและเครื่องบินนำทางทำงานร่วมกันอย่างไร
C-130 บรรทุกน้ำ ส่วน Cessna Citation ทำหน้าที่เป็นเครื่องบินนำหรือเครื่องบินนำทาง เที่ยวบินปฏิบัติการหนึ่งเที่ยวเรียกว่า sortie แต่ละเที่ยวสามารถทิ้งน้ำได้สูงสุด 15,000 ลิตร ทำให้สามารถระดมน้ำปริมาณมากไปยังพื้นที่ไฟที่เลือกไว้ได้
ปันจาอิตันกล่าวว่า เครื่องบินทิ้งน้ำต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการเติมน้ำมันหลังเสร็จแต่ละเที่ยวบิน ก่อนกลับไปปฏิบัติการต่อ เวลาบิน การบรรทุกน้ำ และการทำงานเหนือพื้นที่ไฟ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจประจำวัน ดังนั้นช่วงเวลาเติมน้ำมันจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของตารางปฏิบัติการ
ทีมออสเตรเลียประกอบด้วยนักบินและลูกเรือสนับสนุน โดยมีเจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉินอยู่ในกำลังพลที่ส่งมาด้วย BNPB ประสานงานกับทีมออสเตรเลียและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อกำหนดจุดหมายให้เครื่องบินมุ่งไปยังจุดเกิดไฟที่มีความสำคัญเร่งด่วน
มีแผนปฏิบัติการสูงสุดวันละ 6 เที่ยวบิน หากบรรทุกน้ำเต็มความจุเที่ยวละ 15,000 ลิตร เที่ยวบิน 6 เที่ยวจะส่งน้ำได้ 90,000 ลิตร สถานเอกอัครราชทูตระบุว่าเครื่องบินทิ้งน้ำมีขีดความสามารถรายวันมากกว่า 100,000 ลิตรเล็กน้อย ซึ่งเป็นตัวเลขสูงกว่าปริมาณจากแผนบิน 6 เที่ยว
ปริมาณน้ำที่ส่งได้จริงในแต่ละวันขึ้นอยู่กับจำนวนเที่ยวบินที่ปฏิบัติการสำเร็จและปริมาณน้ำที่บรรทุกในแต่ละเที่ยว ทางการรายงานว่ามีปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟ 3 เที่ยวบินภายในช่วงบ่ายวันที่ 6 พฤศจิกายน แต่ไม่ได้ระบุปริมาณน้ำที่ทิ้งทั้งหมดหรือพื้นที่ที่ควบคุมไฟได้แล้ว
หมอกควันก่อวิกฤตด้านสุขภาพนอกเหนือจากไฟป่า
กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียรายงานผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 400,000 รายใน 7 จังหวัด ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน โรคเหล่านี้ส่งผลต่อระบบหายใจ ซึ่งรวมถึงจมูก ลำคอ และปอด การสัมผัสควันอาจทำให้ทางเดินหายใจระคายเคืองและหายใจลำบากขึ้น
ไฟป่าลุกไหม้มานานหลายเดือน ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กว้างใหญ่ในเกาะสุมาตรา บอร์เนียว และปาปัว หมอกควันยังข้ามพรมแดนประเทศ ทำให้ผลกระทบขยายวงออกไปไกลกว่าชุมชนใกล้จุดเกิดไฟ และสร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับประเทศเพื่อนบ้าน
นูซันตารา แอตลาส โครงการติดตามการตัดไม้ทำลายป่า ประเมินว่ามีพื้นที่ถูกไฟไหม้มากกว่า 1.9 ล้านเฮกตาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 หรือมากกว่า 19,000 ตารางกิโลเมตร เมื่อคำนวณจากพื้นที่ 100 เฮกตาร์เท่ากับ 1 ตารางกิโลเมตร
ตัวเลขระดับประเทศแสดงให้เห็นว่า ภารกิจของออสเตรเลียเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรับมือในวงกว้าง เครื่องบินที่ปฏิบัติการใกล้ซามารินดามุ่งจัดการไฟเฉพาะจุด ขณะที่บริการสาธารณสุขและหน่วยงานจัดการภัยพิบัติต้องรับมือผลกระทบจากควันในหลายจังหวัด
เฮลิคอปเตอร์ตกมีผู้เสียชีวิต เพิ่มความเร่งด่วนในการรับมือ
เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟตกในกาลิมันตันกลางเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 3 คนและบาดเจ็บอีกหลายคน ตามข้อมูลของหน่วยงานหนึ่งในกระทรวงสิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคมระบุว่ามีลูกเรือ 8 คนอยู่บนเครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ตกขณะกำลังบรรทุกน้ำ
อุบัติเหตุเกิดขึ้นสองวันก่อนเครื่องบินทิ้งน้ำของออสเตรเลียเริ่มปฏิบัติการ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตในภารกิจฉุกเฉินที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเหนือพื้นที่ไฟที่ยังลุกไหม้ และต้องบินซ้ำหลายเที่ยวเพื่อไปรับหรือบรรทุกน้ำ
เซียนตูรีกล่าวว่า การรับมือของอินโดนีเซียประกอบด้วยการทิ้งน้ำดับไฟ การทำฝนหลวง และความช่วยเหลือจากนานาชาติ การทำฝนหลวงคือการโปรยอนุภาคขนาดเล็กเข้าไปในเมฆที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นให้เกิดฝน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ขณะที่การทิ้งน้ำดับไฟเป็นการส่งน้ำตรงไปยังพื้นที่เป้าหมาย
หน่วยปฏิบัติการภาคพื้นดินยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือควบคู่ไปกับเครื่องบิน BNPB ยังติดตามจุดความร้อนและดำเนินงานป้องกันไม่ให้ไฟปะทุซ้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในพื้นที่พรุ ซึ่งไฟอาจลุกไหม้ต่อเนื่องในอินทรียวัตถุใต้พื้นผิว
จากความช่วยเหลือเดือนกันยายนสู่ปฏิบัติการเดือนพฤศจิกายน
ภารกิจของออสเตรเลียเกิดขึ้นต่อจากการส่งกำลังของญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ และปฏิบัติการต่อเนื่องของอินโดนีเซียที่ดำเนินมาหลายสัปดาห์ ลำดับเหตุการณ์นี้สะท้อนว่าความช่วยเหลือระหว่างประเทศถูกจัดเป็นภารกิจแยกกัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ในประเทศยังคงปฏิบัติงานต่อไป
- 16-29 กันยายน: ญี่ปุ่นปฏิบัติภารกิจดับไฟทางอากาศในกาลิมันตัน โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ CH-47 ชินุก 3 ลำ
- 13 ตุลาคม: BNPB ชี้แจงว่าภารกิจของญี่ปุ่นสิ้นสุดลงตามข้อตกลง และปฏิบัติการของอินโดนีเซียยังดำเนินต่อไป
- 2 พฤศจิกายน: ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขระบุว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 400,000 รายใน 7 จังหวัด
- 4 พฤศจิกายน: เฮลิคอปเตอร์ดับไฟตกขณะบรรทุกน้ำในกาลิมันตันกลาง
- 5 พฤศจิกายน: สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประกาศส่งเครื่องบินและทีมผู้เชี่ยวชาญ หลังการประเมินทางเทคนิคร่วมกัน
- 6 พฤศจิกายน: ออสเตรเลียเริ่มปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟ โดยเสร็จสิ้น 3 เที่ยวบินภายในเวลา 15.00 น. ตามเวลาในกรุงจาการ์ตา
- 12 พฤศจิกายน: กำหนดสิ้นสุดปฏิบัติการของออสเตรเลีย
ตารางปฏิบัติการในเดือนพฤศจิกายนกำหนดให้ทีมออสเตรเลียปฏิบัติงานเป็นเวลา 7 วัน ความช่วยเหลือที่อาจส่งต่อไปยังคาปัวส์ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าในการควบคุมไฟจุดสำคัญในกาลิมันตันตะวันออกก่อน
ภารกิจก่อนหน้าของญี่ปุ่นทำอะไรบ้าง
ญี่ปุ่นส่งกำลังพลกองกำลังป้องกันตนเองประมาณ 350 นายและเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำไปยังกาลิมันตันตะวันตกในเดือนกันยายน BNPB ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ชินุกทั้ง 3 ลำปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟมากกว่า 40 เที่ยว และทิ้งน้ำประมาณ 220 ตัน ระหว่างภารกิจวันที่ 16-29 กันยายน
ปันจาอิตันชี้แจงเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมว่า ภารกิจสิ้นสุดลงตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลทั้งสอง อินโดนีเซียแสดงความขอบคุณต่อความช่วยเหลือ และระบุว่าหน่วยงานของประเทศสามารถดำเนินการรับมือต่อไปได้
หลังญี่ปุ่นถอนกำลัง อินโดนีเซียยังคงใช้หน่วยปฏิบัติการภาคพื้นดิน การสนับสนุนทางอากาศ การติดตามจุดความร้อน และมาตรการป้องกัน ปันจาอิตันยังเตือนว่าพื้นที่พรุอาจเกิดไฟไหม้ซ้ำ จึงต้องเฝ้าระวังและควบคุมไฟอย่างต่อเนื่อง
การมาถึงของออสเตรเลียในครั้งนี้เพิ่มช่วงเวลาความช่วยเหลือทางอากาศจากต่างประเทศอีกระลอก โดยมุ่งเน้นที่กาลิมันตันตะวันออก การส่งกำลังทั้งสองครั้งเกิดขึ้นคนละจังหวัดและคนละช่วงของสถานการณ์ฉุกเฉินที่ยังดำเนินอยู่
ความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติเกิดขึ้นทั้งสองทิศทาง
ร็อด เบรเซียร์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำอินโดนีเซีย เชื่อมโยงการส่งกำลังครั้งนี้กับความช่วยเหลือที่อินโดนีเซียมอบให้ออสเตรเลียระหว่างเหตุไฟป่ารุนแรงในปี 2020 อินโดนีเซียส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานจัดการภัยพิบัติและกองทัพผ่านปฏิบัติการ Bushfire Assist
เบรเซียร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำกรุงจาการ์ตา กล่าวถึงประวัติดังกล่าวขณะประกาศความช่วยเหลือครั้งใหม่ว่า:
ออสเตรเลียและอินโดนีเซียเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและเป็นมิตรที่ยั่งยืน อินโดนีเซียยืนเคียงข้างชาวออสเตรเลียในช่วงไฟป่ารุนแรงปี 2020 และเราจดจำความช่วยเหลือนั้นด้วยความซาบซึ้งอย่างยิ่ง ดังที่ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวไว้ เพื่อนบ้านที่ดีจะช่วยเหลือกันในยามยาก
การส่งกำลังครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการหารือระหว่างดูดุง อับดุลระห์มัน รัฐมนตรีประสานงานด้านการเมืองและความมั่นคงของอินโดนีเซีย กับโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีมหาดไทยของออสเตรเลีย จากนั้นทีมเทคนิคได้ประเมินพื้นที่ที่เครื่องบินควรเข้าปฏิบัติการ
ทิม สเตเปิลตัน ที่ปรึกษารัฐมนตรีด้านมนุษยธรรมและการพัฒนามนุษย์ของสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ระบุว่า ออสเตรเลียเคยช่วยดับไฟป่าในสุมาตราเมื่อปี 2015 ภารกิจเดือนพฤศจิกายนนี้ต่อยอดประวัติการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง
เซียนตูรี หัวหน้า BNPB กล่าวว่า การส่งกำลังครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ด้านการจัดการภัยพิบัติที่มีมาอย่างต่อเนื่อง:
ออสเตรเลียและอินโดนีเซียเป็นหุ้นส่วนด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติมายาวนาน ซึ่งเห็นได้จากการส่งกำลังครั้งนี้ เราหวังว่าจะได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดต่อไปในอนาคต
การปกป้องชุมชนเป็นภารกิจเร่งด่วน
การทิ้งน้ำครั้งแรกของออสเตรเลียในซามารินดามุ่งเป้าไปยังจุดความร้อน 2 แห่งใกล้พื้นที่อยู่อาศัย สำหรับชุมชนในพื้นที่ เป้าหมายเร่งด่วนที่สุดคือหยุดไฟไม่ให้ลุกลามถึงบ้านเรือนและคุกคามความปลอดภัยของประชาชน
มักโครมัน อังกานา ซันตันอูลู และปาเซอร์ เป็นพื้นที่เป้าหมายที่กำหนดไว้ชัดเจน การประสานงานของ BNPB กับลูกเรือออสเตรเลียและหน่วยงานท้องถิ่นจะเป็นแนวทางจัดสรรเที่ยวบินตลอดสัปดาห์ที่กำหนดไว้
แผนปฏิบัติการสูงสุดวันละ 6 เที่ยวบินเปิดโอกาสให้โจมตีไฟในพื้นที่เป้าหมายซ้ำได้หลายครั้ง หน่วยภาคพื้นดิน การติดตาม และงานป้องกันยังดำเนินควบคู่ไปกับการใช้เครื่องบิน รวมถึงการค้นหาพื้นที่ที่ยังมีความร้อนหรือเสี่ยงเกิดไฟขึ้นอีก
วันที่ 12 พฤศจิกายนเป็นกำหนดสิ้นสุดปฏิบัติการของออสเตรเลีย ก่อนถึงวันดังกล่าว สถานการณ์ไฟในกาลิมันตันตะวันออกจะเป็นตัวกำหนดว่าควรให้เครื่องบินมุ่งปฏิบัติงานที่ใด และจะโยกความช่วยเหลือไปยังคาปัวส์ได้หรือไม่
ประเด็นสำคัญ
- เครื่องบินออสเตรเลียเริ่มภารกิจดับไฟใกล้ซามารินดาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน โดยปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟครบ 3 เที่ยวภายในเวลา 15.00 น. ตามเวลาในกรุงจาการ์ตา
- การส่งกำลังประกอบด้วยเครื่องบินทิ้งน้ำ C-130 เครื่องบินนำทาง Cessna Citation และผู้เชี่ยวชาญ 20 คนจากหน่วยดับเพลิงชนบทนิวเซาท์เวลส์
- จุดความร้อน 2 แห่งใกล้พื้นที่อยู่อาศัยได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยกำหนดปฏิบัติการไปจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน
- เครื่องบินทิ้งน้ำบรรทุกน้ำได้สูงสุดเที่ยวละ 15,000 ลิตร และมีแผนปฏิบัติการสูงสุดวันละ 6 เที่ยว
- ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขระบุว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 400,000 รายใน 7 จังหวัด ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน
- อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในกาลิมันตันกลางเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 3 คน ตามข้อมูลของหน่วยงานหนึ่งในกระทรวงสิ่งแวดล้อม
- ญี่ปุ่นเสร็จสิ้นภารกิจดับไฟแยกต่างหากในเดือนกันยายน ขณะที่อินโดนีเซียยังดำเนินปฏิบัติการภาคพื้นดิน การสนับสนุนทางอากาศ และการติดตามไฟต่อไป






