แรงงานเวียดนามในญี่ปุ่นติดอยู่ระหว่างความต้องการแรงงานกับการกวาดล้างที่เข้มข้นขึ้น

ใช้เวลาอ่าน 10 นาที
แรงงานเวียดนามในญี่ปุ่นติดอยู่ระหว่างความต้องการแรงงานกับการกวาดล้างที่เข้มข้นขึ้น

แรงงานที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน

ตลอดหนึ่งทศวรรษ มินห์ แรงงานชาวเวียดนาม ทำงานหนักอย่างการพ่นทรายบนเรือและเชื่อมเหล็ก เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว แต่ขณะนี้หลังอยู่เกินกำหนดวีซ่า เขากลับตกเป็นเป้าของแผนกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมายที่รัฐบาลประกาศไว้ มินห์เป็นนามสมมติที่ใช้เพื่อปกปิดตัวตน เขาเดินทางมาญี่ปุ่นในปี 2015 ภายใต้โครงการฝึกงานด้านเทคนิค (TITP) โครงการนี้มีเป้าหมายอย่างเป็นทางการเพื่อช่วยให้แรงงานต่างชาติเรียนรู้ทักษะและนำกลับไปใช้ในประเทศกำลังพัฒนา นักวิจารณ์โต้แย้งว่า ในทางปฏิบัติ โครงการนี้เป็นช่องทางจัดหาแรงงานราคาถูก และทำให้แรงงานเสี่ยงต่อการเป็นหนี้และถูกเอารัดเอาเปรียบ มินห์ซึ่งเคยเป็นผู้ฝึกงานและปัจจุบันอาศัยอยู่ใกล้กรุงโตเกียว รู้สึกว่าคนทั่วไปมักมองข้ามบริบทที่กว้างกว่านี้เกี่ยวกับสถานการณ์ของแรงงานเหล่านี้

สารบัญ
  1. แรงงานที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน
  2. ความจำเป็นจากโครงสร้างประชากร
  3. ภาระหนี้สินอันหนักอึ้ง
  4. การเอารัดเอาเปรียบและความล้มเหลวเชิงระบบ
  5. ผลกระทบทางจิตใจ
  6. สถิติอาชญากรรมกับการรับรู้ของสาธารณชน
  7. กระแสการเมืองและการเปลี่ยนนโยบาย
  8. เสียงจากชุมชน
  9. เส้นทางสู่การปฏิรูป
  10. ประเด็นสำคัญ
คนญี่ปุ่นจำนวนมากมองแค่เปลือกนอกว่า ชาวต่างชาติก่ออาชญากรรม พวกเขาไม่ได้คิดถึงต้นตอว่าอะไรทำให้ชาวต่างชาติเหล่านี้มาถึงจุดนั้น และเพราะเหตุใด

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการ พร้อมเตรียมชุดมาตรการที่มีรายงานว่าจะรวมถึงการควบคุมวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จำนวนแรงงานต่างชาติแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากวิกฤตประชากรที่ทำให้แรงงานต่างชาติมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศ

ความจำเป็นจากโครงสร้างประชากร

ญี่ปุ่นเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงจากการหดตัวของประชากร ตามข้อมูลของกระทรวงแรงงานญี่ปุ่น ประชากรแตะจุดสูงสุดที่ 128.06 ล้านคนในปี 2010 และลดลงอย่างต่อเนื่อง การคาดการณ์ชี้ว่าจำนวนประชากรจะลดเหลือเพียง 95.15 ล้านคนในปี 2050 การลดลงนี้มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุอย่างมาก สัดส่วนประชากรวัยทำงานแตะจุดสูงสุดที่ 69.5% ในปี 1990 และคาดว่าจะลดเหลือเพียง 51.8% ในปี 2050 ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 40% ของประชากรทั้งหมด

การขาดแคลนแรงงานทั่วประเทศส่งผลกระทบแม้แต่ศูนย์กลางเมืองใหญ่อย่างโตเกียว การย้ายถิ่นของคนหนุ่มสาวจากชนบทเข้าสู่เมืองอย่างต่อเนื่องยิ่งเร่งให้ประชากรหดตัว และทำให้การจัดหาแรงงานให้เพียงพอเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้ การรับแรงงานต่างชาติจึงกลายเป็นทางออกที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการประคับประคองเศรษฐกิจญี่ปุ่น ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ แสดงให้เห็นว่าจำนวนแรงงานต่างชาติเพิ่มจาก 787,000 คนในปี 2014 เป็น 2.302 ล้านคนในปี 2024 ในจำนวนนี้ แรงงานเวียดนามเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดราว 25% ตามด้วยแรงงานจากจีนและฟิลิปปินส์

แม้จะกังวลต่ออิทธิพลของจีน ญี่ปุ่นก็เปิดรับแรงงานเวียดนามอย่างมียุทธศาสตร์ เวียดนามกลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์นี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมญี่ปุ่นยังคงรับแรงงานจำนวนมากจากประเทศที่เพิ่งยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน แม้จะยังมีข้อถกเถียงเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างต่อเนื่อง

โฆษณา

ภาระหนี้สินอันหนักอึ้ง

แม้ญี่ปุ่นจะเปิดรับแรงงาน แต่ชาวเวียดนามต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึง หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดคือค่านายหน้าที่สูงลิ่วซึ่งบริษัทจัดหางานในเวียดนามเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อกำหนดของรัฐบาลญี่ปุ่น แต่กลับสร้างภาระทางการเงินหนักหน่วงให้แรงงานก่อนออกจากประเทศบ้านเกิด ผลสำรวจปี 2022 ของสำนักงานบริการตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นพบว่า ผู้ฝึกงานด้านเทคนิคชาวเวียดนามจ่ายค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 656,014 เยน ซึ่งสูงกว่าที่แรงงานกัมพูชาหรือจีนจ่ายอย่างมาก

รายงานปี 2023 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศให้ภาพที่น่าหนักใจกว่า โดยพบว่าค่าธรรมเนียมเฉลี่ยเทียบเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำในเวียดนาม 26 เดือน ฮารุกิ คอนโด นักวิจัยนโยบายแรงงานจาก POSSE องค์กรไม่แสวงหากำไร ระบุว่าหนี้เหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้เงินดอกเบี้ยสูง เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพแล้ว แรงงานจำนวนมากประสบปัญหาในการชำระหนี้ เมื่อสัญญาจ้างใกล้หมดอายุ บางคนรู้สึกว่าจำเป็นต้องหนีออกจากสถานที่ทำงานตามสัญญา ไปหลบซ่อนและทำงานผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากภาระหนี้ คอนโดอธิบายสถานการณ์นี้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของทาสยุคใหม่และการค้ามนุษย์

ประสบการณ์ของมินห์สะท้อนความจริงนี้ เขาตั้งใจทำงานเพื่อใช้หนี้ 7,500 ดอลลาร์ และส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว แต่เมื่อครบสามปี โอกาสทำงานในบ้านเกิดมีน้อย การหางานเชื่อมโลหะในฐานะแรงงานไม่มีเอกสารกลับง่ายกว่ามาก

การเอารัดเอาเปรียบและความล้มเหลวเชิงระบบ

ภายใต้กฎของโครงการฝึกงานด้านเทคนิค ผู้ฝึกงานแทบจะถูกผูกติดกับนายจ้าง และไม่สามารถเปลี่ยนงานได้แม้ไม่พอใจ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นรายงานว่าปีที่แล้วมีผู้ฝึกงานราว 6,500 คนหายไปจากสถานที่ทำงาน ผู้หลบหนีมักเข้าไปหางานในชุมชนบนเฟซบุ๊กที่เรียกกันว่า "โบโดย" ซึ่งเป็นคำภาษาพูดหมายถึง "ทหาร"

จิโฮะ โยชิมิสึ หัวหน้าองค์กรไม่แสวงหากำไร Japan Vietnam Tomoiki Association ซึ่งตั้งอยู่ในโตเกียว ให้ความช่วยเหลือชาวเวียดนามที่กำลังเดือดร้อน เธอระบุว่าแม้นายจ้างจำนวนมากจะเอาใจใส่ลูกจ้าง แต่ข้อร้องเรียนที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ ค่าแรงต่ำ ที่พักอาศัยต่ำกว่ามาตรฐาน และการคุกคามทางเพศ

ผู้ฝึกงานด้านเทคนิคบางคนติดอยู่ในสภาพที่จำเป็นต้องหนี คนที่หางานนอกระบบได้ก็ยังพออยู่รอด แต่คนที่หาไม่ได้อาจถูกผลักให้ไปก่ออาชญากรรม เช่น ค้ายาเสพติด

โยชิมิสึยังชี้ถึงปัญหาที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับวีซ่า "วิศวกร/ผู้เชี่ยวชาญด้านมนุษยศาสตร์/บริการระหว่างประเทศ" วีซ่าประเภทนี้มีไว้สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพที่มีทักษะ แต่กลับถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์มากขึ้น บริษัทบางแห่งที่เผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนักฉวยประโยชน์จากช่องโหว่ในระบบ ลูกค้ารายหนึ่งขององค์กรเดินทางมาญี่ปุ่นในฐานะแรงงานทักษะ หลังจ่ายค่านายหน้ามากกว่า 7,000 ดอลลาร์ แต่กลับถูกส่งไปทำความสะอาดร้านอาหารและโรงแรม ซึ่งตามกฎหมายควรเป็นงานที่ให้ผู้ฝึกงานด้านเทคนิคทำได้เท่านั้น

โฆษณา

ผลกระทบทางจิตใจ

ความเครียดจากสภาพการทำงานเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง งานศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตเวชศาสตร์ชั้นนำพบว่า แรงงานเวียดนามที่เข้าร่วมการสำรวจ 37% อยู่ในกลุ่มผู้มีความทุกข์ทางใจตามแบบประเมินความทุกข์ทางจิตใจเคสส์เลอร์ (K10) งานศึกษาระบุว่า โอกาสพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่นที่น้อยลง คะแนนด้านสวัสดิการที่ต่ำลง และภาระงานหนัก เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทุกข์ทางใจอย่างมีนัยสำคัญ

ที่น่าประหลาดใจคือ กลุ่มผู้ถือวีซ่า "วิศวกร/ผู้เชี่ยวชาญด้านมนุษยศาสตร์/บริการระหว่างประเทศ" ซึ่งถือว่ามีสภาพการทำงานดีกว่า กลับมีระดับความทุกข์ทางใจสูงที่สุด งานศึกษาชี้ว่า นอกเหนือจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่น่าพอใจแล้ว สถานการณ์ที่แตกต่างกันตามสถานะการพำนักอาจก่อให้เกิดความเครียดได้หลายรูปแบบ แง่มุมที่ยากลำบากของวัฒนธรรมเฉพาะตัวของญี่ปุ่นดูเหมือนจะเป็นปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่นมากกว่า

ปัญหาสุขภาพจิตของแรงงานเหล่านี้กลายเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง แรงงานข้ามชาติต้องเผชิญปัจจัยความเครียดหลายด้านอยู่เป็นประจำ เช่น การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ อุปสรรคทางภาษา อคติ การเลือกปฏิบัติ การคุกคาม การทำงานล่วงเวลามากเกินไป ค่าแรงต่ำ และการเอารัดเอาเปรียบ ปรากฏการณ์ "คาโรชิ" หรือการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไปในญี่ปุ่น รวมถึงกรณีแรงงานข้ามชาติฆ่าตัวตาย ได้รับความสนใจจากสื่อมากขึ้น

สถิติอาชญากรรมกับการรับรู้ของสาธารณชน

แม้แรงงานต่างชาติจะจำเป็นต่อเศรษฐกิจ แต่ทัศนคติของสาธารณชนกลับเปลี่ยนไป ระดับการย้ายถิ่นฐานในญี่ปุ่นยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจร่ำรวยอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อประชากรสูงวัยขึ้นและค่าจ้างที่แท้จริงลดลง ความไม่พอใจต่อแรงงานต่างชาติก็เพิ่มสูงขึ้น โยชิมิสึสังเกตว่า ผู้คนมักระบายความโกรธจากปัญหาการเงินของตนเองใส่ชาวต่างชาติ

ข้อมูลตำรวจระบุว่า ในบรรดาชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมในปี 2024 เมื่อไม่นับผู้พำนักถาวร ชาวเวียดนามมีจำนวนสูงที่สุด คิดเป็นกว่า 30% ตัวเลขนี้ส่วนหนึ่งอธิบายได้จากจำนวนชาวเวียดนามในประเทศที่เพิ่มขึ้นถึงเก้าเท่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ปัจจุบันพวกเขาคิดเป็นหนึ่งในสี่ของแรงงานต่างชาติ 2.3 ล้านคนในญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนอาชญากรรมที่ก่อโดยผู้ที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับต่ำ ในบรรดาผู้ถูกจับกุมราว 190,000 คนในปี 2024 ในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มีชาวต่างชาติเพียง 5.5% แม้สถิติชี้ว่าญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งในประเทศที่เคารพกฎหมายมากที่สุดในโลก แต่การรับรู้ของสาธารณชนก็ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กระแสความรู้สึกนี้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่ เช่น การจับกุมผู้ฝึกงานชาวเวียดนามในเดือนกรกฎาคมในข้อหาปล้นทรัพย์และฆาตกรรมหญิงชาวญี่ปุ่น

โฆษณา

กระแสการเมืองและการเปลี่ยนนโยบาย

ประเด็นแรงงานต่างชาติกลายเป็นหัวข้อร้อนแรงในเวทีการเมือง ในการเลือกตั้งสภาที่ปรึกษาแห่งชาติเดือนกรกฎาคม 2025 ประเด็นที่ว่าญี่ปุ่นควรรับแรงงานต่างชาติเพิ่มต่อไปหรือจำกัดจำนวน กลายเป็นเรื่องสำคัญ พรรคอนุรักษนิยมซันเซโตะได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการเสนอแนวนโยบาย "ญี่ปุ่นต้องมาก่อน" และรณรงค์คัดค้านการ "รับชาวต่างชาติมากเกินไป" เพื่อตอบโต้ พรรคเสรีประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้ประกาศคำมั่นเรื่อง "ชาวต่างชาติผิดกฎหมายต้องเป็นศูนย์" พร้อมเรียกร้องให้ตรวจคัดกรองเข้มงวดขึ้น

นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะยอมรับว่าปัญหาขาดแคลนแรงงานกำลังรุนแรงขึ้น รัฐบาลของเขาอนุมัติแนวทางสำหรับแผนปรับปรุงใหม่เพื่อสนับสนุนการพัฒนาแรงงานต่างชาติให้เป็นแรงงานทักษะ โดยคาดว่าจะเริ่มในปี 2027 โครงการใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่โครงการผู้ฝึกงานต่างชาติในปัจจุบัน รัฐบาลวางแผนเปลี่ยน TITP เป็นระบบใหม่ที่เรียกว่าโครงการ "การจ้างงานเพื่อพัฒนาทักษะ" ซึ่งเปิดให้เปลี่ยนงานได้ยืดหยุ่นขึ้น แต่กำหนดคุณสมบัติด้านภาษาญี่ปุ่นเข้มงวดกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นกำลังเผชิญความท้าทายในการดึงดูดแรงงานทักษะจากการแข่งขันระดับโลก เงินเยนที่อ่อนค่าทำให้เงินที่ส่งกลับบ้านมีมูลค่าลดลง ขณะที่การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากตลาดแรงงานอย่างเกาหลีใต้และไต้หวันทำให้ญี่ปุ่นดึงดูดใจน้อยลง โจทาโร คาโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายถิ่นฐานระบุว่า โครงการของญี่ปุ่นพึ่งพาผู้สมัครชาวเวียดนามที่มีแรงจูงใจและคุณวุฒิการศึกษาน้อยกว่าในอดีตมากขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงจากชุมชน

ท่ามกลางการถกเถียงเชิงนโยบายและตัวเลขสถิติ เรื่องราวของผู้คนที่ฝ่าฟันและต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ทิช ทาม ตรี แม่ชีชาวเวียดนาม ซึ่งวัดของเธอทางตอนเหนือของโตเกียวเป็นที่พักพิงให้เพื่อนร่วมชาติที่กำลังเดือดร้อน เน้นย้ำถึงคุณูปการของแรงงานเหล่านี้

ผู้ฝึกงานด้านเทคนิคมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมญี่ปุ่น ฉันเจ็บปวดที่เห็นว่าพาดหัวข่าวแย่ ๆ เพียงข่าวเดียวสามารถทำให้คนญี่ปุ่นมีอคติต่อพวกเขาได้ง่ายดาย

เธอยอมรับว่าผู้ฝึกงานบางคนตัดสินใจผิดพลาดและเป็นหนี้จากการพนันหรือการลงทุนที่ไม่รอบคอบ แต่ยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ขยันขันแข็ง เธอมองว่าชุมชนต้องร่วมกันปรับภาพลักษณ์ของพวกเขาให้เป็นเรื่องปกติ

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องทำความดีให้มากที่สุด เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเราเป็นที่ยอมรับ และเรียกความไว้วางใจจากคนญี่ปุ่นกลับคืนมา

ภาคธุรกิจก็เห็นถึงบทบาทสำคัญของแรงงานเหล่านี้เช่นกัน แรงงานข้ามชาติช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งแต่โรงงานก่อสร้างไปจนถึงโรงพยาบาล บริษัทอย่างโคงาเน เซกิ ในจังหวัดไซตามะพึ่งพาวิศวกรชาวเวียดนามอย่างมากในการผลิตชิ้นส่วนความแม่นยำสูง หากไม่มีพวกเขา อุตสาหกรรมหลายแห่งอาจหยุดชะงักทันที

โฆษณา

เส้นทางสู่การปฏิรูป

รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพยายามจัดการความขัดแย้งเหล่านี้ผ่านการปฏิรูป องค์กร "ศูนย์บัญชาการกลาง" แห่งใหม่ในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีเป้าหมายเพื่อบริหารนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้พำนักชาวต่างชาติอย่างรอบด้าน และสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบียบ การปฏิรูปในปี 2027 มุ่งเปลี่ยนสถานะของแรงงานต่างชาติจากผู้ฝึกงานให้เป็นลูกจ้าง ซึ่งในทางทฤษฎีจะทำให้พวกเขาได้รับสิทธิและความคุ้มครองมากขึ้น

ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อคุ้มครองแรงงานเหล่านี้ สมาคม Japan Vietnam Tomoiki Association เน้นย้ำว่าระบบวีซ่าปัจจุบันของประเทศจำเป็นต้องมีหลักประกันความช่วยเหลือ สมาคมชี้ว่า วีซ่าประเภทแรงงานทักษะไม่ได้กำหนดให้ต้องมีความสามารถทางภาษาสูง ทำให้แรงงานบางคนพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ และเสี่ยงต่อการถูกบริษัทที่ฉวยประโยชน์จากการขาดแคลนความช่วยเหลือเอารัดเอาเปรียบ

ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังรับมือกับจำนวนแรงงานที่ลดลง ประเทศจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างความจำเป็นทางเศรษฐกิจกับความเป็นปึกแผ่นของสังคม ความท้าทายอยู่ที่การสร้างระบบที่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของแรงงานอย่างมินห์ พร้อมกับรับประกันความปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองของชุมชนที่พวกเขาทำงานรับใช้

ประเด็นสำคัญ

  • แรงงานเวียดนามเป็นกลุ่มแรงงานต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น คิดเป็นประมาณ 25% ของแรงงานต่างชาติ 2.3 ล้านคน
  • แรงงานจำนวนมากเดินทางมาพร้อมหนี้สินก้อนใหญ่ โดยจ่ายค่านายหน้าเฉลี่ย 656,014 เยน ซึ่งอาจนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบและการบังคับใช้แรงงาน
  • โครงการฝึกงานด้านเทคนิค (TITP) ถูกวิจารณ์ว่าผูกแรงงานไว้กับนายจ้างและห้ามเปลี่ยนงาน จนนำไปสู่อัตราการหลบหนีจากสถานที่ทำงานที่สูง
  • โฆษณา

  • นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิให้คำมั่นว่าจะกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย สะท้อนความไม่พอใจของสาธารณชนที่เพิ่มขึ้น แม้สถิติอาชญากรรมจะแสดงว่าการมีส่วนเกี่ยวข้องของชาวต่างชาติอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
  • รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนแทนที่ TITP ด้วยระบบใหม่ที่เรียกว่า "การจ้างงานเพื่อพัฒนาทักษะ" ในปี 2027 เพื่อให้เปลี่ยนงานได้คล่องตัวขึ้นและเพิ่มความคุ้มครอง
  • แรงงานเวียดนามมีความทุกข์ทางใจในระดับสูง โดย 37% รายงานว่ามีความเครียดอย่างมีนัยสำคัญจากสภาพการทำงาน อุปสรรคทางวัฒนธรรม และการแยกตัวจากสังคม
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ