90 ครอบครัวย้ายไปอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าคันกั้นน้ำ
โครงการควบคุมน้ำท่วมของฟิลิปปินส์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนผ่านสัญญา 2 ฉบับ มูลค่ารวม 157 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ ทำให้ 90 ครอบครัวต้องย้ายจากเกาะปูโลไปยังบ่อปลาเก่า โดยถนนสายหลักของชุมชนอยู่ต่ำกว่าคันกั้นน้ำราว 1.9 เมตร ฮิวแมนไรต์วอตช์ระบุในผลการศึกษาที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2026 สี่ปีหลังการย้ายถิ่นฐาน ชาวบ้านเล่าว่าต้องเผชิญน้ำท่วมตลอดทั้งปี เดินทางไปทำงานและเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ยาก อีกทั้งญาติบางส่วนก็ย้ายออกไป ทั้งที่หวังจะรักษาชุมชนให้ยังอยู่ร่วมกัน
สารบัญ
- 90 ครอบครัวย้ายไปอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าคันกั้นน้ำ
- เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงต้องการรื้อเกาะปูโล
- มีการจัดประชุม แต่ชาวบ้านระบุว่าไม่มีทางเลือก
- คำเตือนเรื่องเกาะขาดการประเมินร่วมกัน
- การได้รับค่าชดเชยเต็มจำนวนขึ้นอยู่กับการรื้อบ้าน
- พื้นที่ปลายทางน้ำท่วม แม้มีคำมั่นว่าจะถมให้สูงขึ้น
- น้ำท่วมกระทบการทำงานและความสัมพันธ์ในครอบครัว
- กระบวนการขาดการกำกับดูแลด้านที่อยู่อาศัย
- รอการสอบสวนและโครงการพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอีกโครงการ
- ประเด็นสำคัญ
ครอบครัวเหล่านี้ย้ายจากแม่น้ำปัมปังกาไปยังบารังไกกันเดลาเรีย ในเขตมาคาเบเบ จังหวัดปัมปังกา เมื่อปี 2022 ผลการศึกษาการย้ายถิ่นฐานในปัมปังกาของฮิวแมนไรต์วอตช์กล่าวหาว่ามีข้อบกพร่องด้านการปรึกษาหารือ การเข้าถึงข้อมูล และการเลือกพื้นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม กระทรวงการตั้งถิ่นฐานและการพัฒนาเมืองแสดงความกังวลเกี่ยวกับทำเลดังกล่าว ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระบุว่าจะสอบสวน
ผลการศึกษานี้อ้างอิงการสัมภาษณ์ชาวบ้าน 35 คน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น 9 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2026 ประกอบกับภาพถ่ายดาวเทียมและการวัดระยะจากภาพถ่าย ฮิวแมนไรต์วอตช์ยังเผยแพร่วิดีโอเกี่ยวกับบ้านที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งบันทึกสภาพความเป็นอยู่ของชุมชน
เลียน บวน นักวิจัยประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของฮิวแมนไรต์วอตช์ กล่าวว่า การย้ายถิ่นฐานบั่นทอนความปลอดภัยที่ควรจะมอบให้แก่ชาวบ้าน:
เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ในปัมปังกาทำให้ความปลอดภัยและการทำมาหากินของชาวเกาะปูโลตกอยู่ในความเสี่ยง ด้วยการย้ายพวกเขาไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมน้ำท่วมที่มีข้อบกพร่อง
ข้อพิพาทนี้เกี่ยวข้องทั้งกับการตัดสินใจรื้อเกาะและสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง วิศวกรโยธาระบุว่าการรื้อเกาะจะเพิ่มความจุของแม่น้ำและช่วยปกป้องชุมชน ส่วนชาวบ้านกล่าวว่าพื้นที่ปลายทางทำให้พวกเขาต้องเผชิญน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทางเลือกอย่างมีความหมายว่าจะไปอยู่อาศัยที่ใด
เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงต้องการรื้อเกาะปูโล
โทมัส เอดิสัน โอลาเลีย และอัลวิน ดิแอซ วิศวกรจากกระทรวงโยธาธิการและทางหลวง (DPWH) บอกกับฮิวแมนไรต์วอตช์ว่า อาเน็ตต์ บัลกัน นายกเทศมนตรีเมืองมาคาเบเบผู้ล่วงลับ เป็นผู้ร้องขอให้ขุดลอกแม่น้ำและย้ายชุมชน การขุดลอกคือการนำดิน ตะกอน และวัสดุอื่น ๆ ออก เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้น้ำไหลผ่าน วิศวกรกล่าวว่าการรื้อเกาะปูโลจะช่วยป้องกันน้ำท่วมและเพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งชาวเกาะและชุมชนอื่น ๆ ริมแม่น้ำ
กระทรวงฯ มอบสัญญา 2 ฉบับในปี 2019 และ 2020 มูลค่ารวม 157 ล้านเปโซ หรือประมาณ 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรื้อเกาะภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยประจำปี กิจกรรมขุดลอกและย้ายชุมชนดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 ถึง 2023
จดหมายระหว่างนายกเทศมนตรีคนก่อน กระทรวงฯ และชาวบ้านระบุว่าชุมชนนี้ประกอบด้วยครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการที่อาศัยอยู่ในเขตอันตราย วิศวกรกล่าวว่าบัลกันต้องการให้ดำเนินการตามนโยบายปี 2017 ที่กำหนดให้รัฐบาลท้องถิ่นรื้อสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายออกจากพื้นที่อันตราย ซึ่งรวมถึงริมฝั่งแม่น้ำ ชายฝั่ง และทางน้ำที่การอยู่อาศัยเป็นภัยต่อชาวบ้านหรือชุมชนโดยรวม
ข้อเสนอนี้มีที่มายาวนานกว่านั้น ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นให้ทุนแก่โครงการพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำปัมปังกา ระยะที่ 1 ซึ่งวางแผนย้าย 1,851 ครัวเรือน แต่โครงการไม่เคยแล้วเสร็จ ชาวเกาะปูโลคัดค้านการย้ายถิ่นฐานและยังคงอยู่ที่เดิม โอลาเลียและดิแอซกล่าวว่าการรื้อเกาะเคยถูกเสนอไว้แล้วในแผนก่อนหน้านั้น
มีการจัดประชุม แต่ชาวบ้านระบุว่าไม่มีทางเลือก
เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มประชุมกับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบในปี 2018 โดยบางครั้งใช้ภาษาคาปัมปางัน ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่ฮิวแมนไรต์วอตช์สัมภาษณ์กล่าวว่า ข้อกังวลของพวกเขาไม่ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างมีความหมาย ไม่มีใครรู้สึกว่าตนมีทางเลือกว่าจะย้ายหรือไม่
ประเด็นสำคัญคือ การจัดประชุมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าชาวบ้านได้รับข้อมูลที่เข้าใจได้ สามารถเสนอทางเลือกอื่น หรือได้รับการพิจารณาข้อคัดค้าน เจ้าหน้าที่ DPWH ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ของตนไม่ได้จัดการปรึกษาหารืออย่างละเอียด โดยอธิบายว่าบทบาทของตนมีเพียงการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค
ชาวบ้านกล่าวว่าพวกเขาเพิ่งทราบเรื่องพื้นที่ย้ายถิ่นฐานที่เสนอในปี 2021 และตั้งข้อสงสัยทันทีว่าพื้นที่ดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ พวกเขาระบุว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้เสนอทางเลือกอื่น หลายครอบครัวยอมตกลงในท้ายที่สุด เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าปลายทางจะช่วยให้ชุมชนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดยังอยู่ร่วมกันได้
แมรี เกรซ ลิกิด ชาวบ้านวัย 38 ปี เล่าถึงแรงกดดันในช่วงการย้าย:
เราไม่มีทางเลือก จู่ ๆ ก็มีคนมาวัดบ้านและที่ดินของเรา เราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอม เพราะถ้าไม่ยอมก็จะถูกทิ้งไว้ที่นั่น
ข้อตกลงรื้อถอนที่แจกจ่ายในปี 2021 เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่ภาษาที่ชาวบ้านถนัด บางคนกล่าวว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทนายความหรือที่ปรึกษาคนอื่นเพื่อทำความเข้าใจเอกสาร ฮิวแมนไรต์วอตช์เห็นว่า การมีข้อมูลจำกัดประกอบกับความเชื่อของชาวบ้านว่าการตัดสินใจได้ข้อยุติไปแล้ว ทำให้กระบวนการปรึกษาหารือไม่เป็นไปอย่างมีความหมาย
คำเตือนเรื่องเกาะขาดการประเมินร่วมกัน
ชาวบ้านกล่าวว่าพวกเขาได้รับคำอธิบายเรื่องการย้ายออกจากเกาะที่แตกต่างกัน เอกสารของรัฐระบุว่าเกาะกีดขวางการไหลของแม่น้ำ สมาชิกชุมชนยังจำได้ว่าเคยได้รับคำบอกเล่าว่าเกาะมีรูปทรงคล้ายกรวย ถูกกัดเซาะจากด้านล่าง และอาจพังถล่มได้
โอลาเลียและดิแอซกล่าวว่า คำเตือนเรื่องการกัดเซาะใต้เกาะไม่ได้มาจากสำนักงานของพวกเขา วิศวกรเทศบาลมาคาเบเบคนปัจจุบันระบุว่า รัฐบาลท้องถิ่นไม่มีศักยภาพจัดทำการประเมินดังกล่าว ชาวบ้านจำไม่ได้ว่าเคยหารือกับเจ้าหน้าที่เรื่องการประเมินความเสี่ยง หรือพิจารณามาตรการที่อาจทำให้พวกเขาอยู่ต่อได้
การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของฮิวแมนไรต์วอตช์พบว่า พื้นที่ผิวของเกาะลดจาก 25 เฮกตาร์ในปี 1984 เหลือ 23.7 เฮกตาร์ในปี 2020 ลดลง 1.3 เฮกตาร์ หรือ 5.2 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 36 ปี ตัวเลขนี้แสดงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ผิวที่มองเห็นได้ แต่เพียงลำพังไม่อาจยืนยันสภาพใต้เกาะหรือชี้ขาดได้ว่าเกาะมีโอกาสพังถล่มหรือไม่
ดังนั้น ช่องว่างด้านข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่เฉพาะเจาะจงกว่าความเห็นไม่ตรงกันว่าภาวะน้ำท่วมเป็นอันตรายหรือไม่ ชาวบ้านระบุว่าไม่ได้รับข้อมูลที่เข้าถึงได้ เพื่อใช้เปรียบเทียบความเสี่ยงระหว่างการอยู่ต่อกับการย้ายไปยังพื้นที่ที่เสนอ
การได้รับค่าชดเชยเต็มจำนวนขึ้นอยู่กับการรื้อบ้าน
กระบวนการจ่ายค่าชดเชยกำหนดให้ชาวบ้านต้องสละบ้านเดิมก่อน จึงจะได้รับเงินประเมินเต็มจำนวน หลังลงนามในเอกสารรื้อถอน ครอบครัวสามารถรับเงิน 70 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าประเมินได้ด้วยการเดินทางไปขึ้นเช็คที่เมโทรมะนิลา ส่วนที่เหลืออีก 30 เปอร์เซ็นต์จะได้รับเมื่อส่งภาพถ่ายและวิดีโอที่พิสูจน์ว่ารื้อถอนบ้านแล้ว
ฮิวแมนไรต์วอตช์ระบุว่าชาวบ้านถูกคาดหวังให้รื้อบ้านทันทีหลังได้รับเงินงวดแรก หลายคนรายงานว่ารู้สึกถูกเร่งรัด เพราะมีข่าวลือว่าเงินที่จัดสรรไว้อาจหมด ผลการศึกษาระบุว่าข่าวกังวลดังกล่าวแพร่กระจายโดยไม่มีข้อมูลที่เพียงพอจากทางการ แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเงินทุนกำลังจะหมดลงจริง
เอสเมรัลดา ตูบิก ครูศูนย์ดูแลเด็กวัย 46 ปี เล่าว่ารูปแบบการจ่ายเงินยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเรื่องที่อยู่อาศัยและรายได้:
เราตื่นตระหนก อย่างแรกคือต้องรื้อบ้านทั้งที่ยังได้เงินไม่ครบ แล้วก็ยังต้องคิดถึงการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เราไม่รู้ว่าจะหาเลี้ยงชีพจากไหน จู่ ๆ ก็ไม่รู้ด้วยว่าจะไปอยู่ที่ไหน
มีเพียงไม่กี่ครอบครัวที่เป็นเจ้าของที่ดินใต้บ้านของตน หลายครอบครัวเป็นผู้เช่าทำกิน โดยออกแรงงาน ส่วนเจ้าของที่ดินเป็นผู้ลงทุน และทั้งสองฝ่ายแบ่งผลผลิตกัน ชาวบ้านจ่ายภาษีที่ดินท้องถิ่นในฐานะผู้ใช้ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย ไม่ได้จ่ายค่าเช่า ฮิวแมนไรต์วอตช์ตั้งข้อสังเกตว่า พระราชบัญญัติสิทธิในทางผ่านของฟิลิปปินส์ยังคงกำหนดให้ชดเชยสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของผู้ไม่มีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายเหนือที่ดิน
ชาวบ้านกล่าวว่าไม่ได้รับค่าชดเชยอื่น รวมถึงค่าชดเชยพืชผลด้วย คนหนึ่งเผาต้นไม้ทำถ่านเพื่อหารายได้ก่อนย้าย กรอบนโยบายการตั้งถิ่นฐานใหม่แห่งชาติยังเรียกร้องให้มีช่องทางเพื่อให้ได้สิทธิครอบครองที่มั่นคงในพื้นที่ปลายทาง เช่น สัญญาเช่าหรือสิทธิใช้ทรัพย์สินรูปแบบอื่นที่ได้รับการรับรอง ผลการศึกษาไม่ได้ยืนยันว่าทุกครอบครัวที่ย้ายได้รับสิทธิดังกล่าวหรือไม่
พื้นที่ปลายทางน้ำท่วม แม้มีคำมั่นว่าจะถมให้สูงขึ้น
ชาวบ้านกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรับปากว่าจะถมบ่อปลาเก่าให้สูงเท่าถนนบนคันกั้นน้ำที่อยู่ติดกัน คันกั้นน้ำเป็นแนวสูงที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันน้ำหลากจากแม่น้ำไม่ให้ไหลถึงบ้านใกล้เคียง ส่วนถนนบนสันคันกั้นน้ำเป็นเส้นทางหลักของชุมชนที่มุ่งหน้าเข้าเมือง
ฮิวแมนไรต์วอตช์ระบุว่า งานถมดินไม่เคยทำให้พื้นที่ย้ายถิ่นฐานสูงถึงระดับดังกล่าว วิศวกรที่เกี่ยวข้องกับโครงการกล่าวว่าแบบคันกั้นน้ำไม่เอื้อให้ถมพื้นที่ขึ้นไปสูงเท่ากัน จึงยังมีข้อขัดแย้งสำคัญที่หาข้อยุติไม่ได้ ระหว่างสิ่งที่ชาวบ้านบอกว่าได้รับคำมั่นกับสิ่งที่วิศวกรระบุว่าแบบโครงการอนุญาตให้ทำได้
ฮิวแมนไรต์วอตช์ใช้โฟโตแกรมเมทรี ซึ่งเป็นวิธีวัดระยะจากภาพถ่าย เพื่อประเมินว่าถนนสายหลักของพื้นที่อยู่ต่ำกว่าถนนบนคันกั้นน้ำราว 1.9 เมตร ระหว่างลงพื้นที่ในวันที่มีฝนตกปรอย ๆ องค์กรวัดระดับน้ำบนถนนสายดังกล่าวได้ 20 เซนติเมตร
องค์กรยังระบุว่า ระหว่างการลงพื้นที่วันที่ 12 ถึง 14 กรกฎาคม น้ำขึ้นสูงถึงระดับเข่าถึงต้นขาในช่วงน้ำขึ้น ข้อสังเกตเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้สภาพที่ต่างกัน จึงไม่ควรตีความว่าเป็นระดับน้ำท่วมเดียวกันในทุกกรณี นักวิจัยพบเห็นเด็ก ๆ ลุยน้ำ และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถออกจากบ้านซึ่งถูกน้ำท่วมได้ ชาวบ้านกล่าวว่าพวกเขาต้องลุยน้ำเป็นประจำเพื่อไปให้ถึงถนน
น้ำท่วมกระทบการทำงานและความสัมพันธ์ในครอบครัว
การย้ายมีเป้าหมายเพื่อรักษาชุมชนที่หลายครอบครัวเป็นญาติกัน แต่ฮิวแมนไรต์วอตช์ระบุว่า น้ำท่วมต่อเนื่องทำให้ญาติบางส่วนย้ายออก เพราะส่งผลต่อชีวิตประจำวันและการทำมาหากิน
การเดินทางเข้าถึงพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่อยู่อาศัย บ้านอาจยังตั้งอยู่ได้ แต่หากน้ำท่วมระหว่างประตูกับถนน ชาวบ้านก็อาจเดินทางไปทำงานหรือใช้บริการต่าง ๆ ไม่ได้ เรื่องเล่าของผู้สูงอายุที่ต้องอยู่แต่ในบ้าน และครอบครัวที่ต้องลุยน้ำไปยังคันกั้นน้ำ แสดงให้เห็นว่า การประเมินพื้นที่ปลายทางต้องพิจารณามากกว่าตัวอาคารบ้านเรือน
ฮิวแมนไรต์วอตช์ระบุว่า ปัมปังกาบนเกาะลูซอนประสบอุทกภัยรุนแรงที่สุดในประเทศ โดยพายุ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และความจุเขื่อนที่จำกัดยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ มาคาเบเบตั้งอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำปัมปังกา ซึ่งเป็นที่ลุ่มชื้นแฉะทอดผ่านบางส่วนของจังหวัดปัมปังกา บูลากัน และบาตาอัน
องค์กรอ้างตัวเลขประชาชน 6.6 ล้านคนที่พลัดถิ่นจากน้ำท่วมและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นในฟิลิปปินส์ระหว่างปี 2015 ถึง 2025 ตัวเลขระดับประเทศนี้ทำให้เห็นว่าการย้ายชุมชนปูโลเป็นส่วนหนึ่งของความท้าทายที่ใหญ่กว่ามาก แต่ไม่ได้ชี้ขาดว่าพื้นที่ปลายทางแห่งนี้ปลอดภัยหรือไม่ ข้อค้นพบสำคัญคือ การย้ายผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยงแห่งหนึ่งต้องไม่ทำให้พวกเขาไปเผชิญความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้ในอีกพื้นที่หนึ่ง
กระบวนการขาดการกำกับดูแลด้านที่อยู่อาศัย
โดยปกติ กระทรวงการตั้งถิ่นฐานและการพัฒนาเมืองและการเคหะแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการวางแผนย้ายถิ่นฐาน ประเมินความเป็นไปได้ของพื้นที่ปลายทาง และจัดหาเงินทุนสำหรับบ้านใหม่ ฮิวแมนไรต์วอตช์พบว่าหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านที่อยู่อาศัยและสิทธิมนุษยชนไม่ได้เข้าร่วมโครงการปูโล
แนวทางของกระทรวงมหาดไทยยังกำหนดให้คณะกรรมการประธานาธิบดีว่าด้วยคนจนในเขตเมืองติดตามดูแลเมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการได้รับผลกระทบ ควบคู่กับการกำกับดูแลโดยคณะกรรมการท้องถิ่นที่มีหลายหน่วยงานเข้าร่วมหรือคณะกรรมการด้านที่อยู่อาศัยในท้องถิ่น ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีหน้าที่กำกับดูแลเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอและการปฏิบัติต่อประชาชนอย่างมีมนุษยธรรม
เฟอร์ดินานด์ ซัมบราโน เจ้าหน้าที่พัฒนาโครงการประจำสำนักงานการตั้งถิ่นฐานของท้องถิ่น อธิบายถึงมาตรการคุ้มครองที่ขาดหายไปว่า:
ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล
กระทรวงการตั้งถิ่นฐานฯ แจ้งฮิวแมนไรต์วอตช์ว่า ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ตามที่มีรายงานทำให้เกิดความกังวลว่าเหมาะกับการเป็นที่อยู่อาศัยถาวรหรือไม่ โดยยังต้องรอการประเมินเพิ่มเติมในพื้นที่ นี่เป็นคำเตือน ไม่ใช่ข้อสรุปทางเทคนิคที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว
ฮิวแมนไรต์วอตช์ระบุว่าการย้ายถิ่นฐานนี้ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลตามแนวทางของสหประชาชาติว่าด้วยการคุ้มครองประชาชนจากภัยพิบัติและความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการย้ายถิ่นฐานที่มีการวางแผน แนวทางดังกล่าวถือว่าการย้ายถิ่นฐานเป็นมาตรการสุดท้ายเพื่อคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ เรียกร้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย และมุ่งรักษาความสามัคคีในสังคมกับความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
พันธกรณีของฟิลิปปินส์ภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงการคุ้มครองสิทธิที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยและการทำมาหากิน ฮิวแมนไรต์วอตช์ให้เหตุผลว่าหน้าที่เหล่านี้ยังครอบคลุมถึงการคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่คาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล ผลการศึกษานี้เป็นการประเมินขององค์กร ไม่ใช่คำพิพากษาของศาล
รอการสอบสวนและโครงการพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอีกโครงการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระบุว่าจะดำเนินการสอบสวน และกล่าวว่าการส่งเรื่องให้พิจารณาก่อนหน้านี้อาจช่วยให้มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม ผลการศึกษาที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมไม่ได้ระบุกรอบเวลาการสอบสวน การประเมินพื้นที่ที่เสร็จสิ้นแล้ว หรือแนวทางเยียวยาที่ตกลงร่วมกัน
ฮิวแมนไรต์วอตช์ส่งจดหมายขอคำชี้แจงเมื่อวันที่ 21 กันยายน กระทรวงการตั้งถิ่นฐานฯ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนตอบกลับ ส่วน DPWH สำนักงานเทศบาลมาคาเบเบ และคณะกรรมการประธานาธิบดีว่าด้วยคนจนในเขตเมืองไม่ได้ตอบจดหมายดังกล่าว แม้วิศวกรโยธาจะให้ข้อมูลระหว่างการวิจัย
เลโอนาร์โด ฟลอเรส นายกเทศมนตรีคนปัจจุบันซึ่งเป็นน้องชายของบัลกัน ส่งต่อคำถามไปยังโจเมล ครูซ เจ้าหน้าที่ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารเทศบาลระหว่างดำเนินโครงการ ครูซกล่าวว่าแฟ้มเอกสารที่รัฐบาลชุดก่อนส่งมอบไม่มีเอกสารเกี่ยวกับโครงการนี้ อย่างไรก็ตาม คำกล่าวดังกล่าวไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีบันทึกอยู่ที่อื่น
ลำดับเหตุการณ์และการดำเนินงานที่ยังไม่ได้ข้อยุติมีดังนี้:
- 2018: เจ้าหน้าที่เริ่มประชุมกับครอบครัวบนเกาะปูโล
- 2019 และ 2020: DPWH มอบสัญญารื้อเกาะ 2 ฉบับ มูลค่ารวม 157 ล้านเปโซ
- 2021: ชาวบ้านทราบเรื่องพื้นที่ปลายทางและได้รับข้อตกลงรื้อถอน
- 2022: 90 ครอบครัวย้ายถิ่นฐาน โดยการขุดลอกดำเนินต่อถึงปี 2023
- กรกฎาคมและสิงหาคม 2026: ฮิวแมนไรต์วอตช์สัมภาษณ์และลงพื้นที่เก็บข้อมูล
- 12 ตุลาคม 2026: เผยแพร่ผลการศึกษา พร้อมคำมั่นว่าจะสอบสวนประเด็นสิทธิ
โครงการพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำปัมปังกา ระยะที่ 2 ที่เสนอไว้ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ โดยมาคาเบเบอยู่ในพื้นที่โครงการ ฮิวแมนไรต์วอตช์ระบุว่าโครงการนี้อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ย้ายถิ่นฐาน แต่ผลการศึกษาไม่ได้ยืนยันว่าจะมีการก่อสร้างอะไรในพื้นที่ หรือจะต้องย้ายชุมชนอีกครั้งหรือไม่
กรณีนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางการใช้จ่ายระดับประเทศจำนวนมาก ฮิวแมนไรต์วอตช์ระบุว่ามีการใช้เงิน 1.93 ล้านล้านเปโซเพื่อควบคุมน้ำท่วมตั้งแต่ปี 2011 รวมถึง 545,000 ล้านเปโซระหว่างเดือนกรกฎาคม 2022 ถึงพฤษภาคม 2025 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 28.2 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวมที่อ้างถึง แม้เจ้าหน้าที่อย่างน้อย 45 คนถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับโครงการควบคุมน้ำท่วมอื่น ๆ แต่วิศวกรที่ให้สัมภาษณ์ไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และฮิวแมนไรต์วอตช์ไม่ได้สอบสวนการทุจริตในโครงการปูโล
องค์กรเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ร่วมกับชาวบ้านพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ดีกว่า และเรียกร้องให้ผู้ให้ทุนด้านสภาพภูมิอากาศกดดันให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ขณะนี้ยังไม่มีการตกลงแนวทางแก้ไข
ประเด็นสำคัญ
- 90 ครอบครัวจากเกาะปูโลย้ายไปยังบ่อปลาเก่าในมาคาเบเบเมื่อปี 2022
- ฮิวแมนไรต์วอตช์ระบุว่ากระบวนการขาดการปรึกษาหารืออย่างมีความหมาย ข้อมูลที่เพียงพอ และพื้นที่ปลายทางที่เหมาะสม
- ถนนสายหลักอยู่ต่ำกว่าถนนบนคันกั้นน้ำราว 1.9 เมตร โดยชาวบ้านรายงานว่าน้ำท่วมตลอดทั้งปี
- ครอบครัวได้รับค่าชดเชย 70 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าประเมินก่อนรื้อบ้าน และได้รับส่วนที่เหลือ 30 เปอร์เซ็นต์หลังพิสูจน์ว่ารื้อบ้านแล้ว
- กระทรวงการตั้งถิ่นฐานฯ แสดงความกังวลเรื่องความเหมาะสมของพื้นที่ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้คำมั่นว่าจะสอบสวน
- ยังไม่มีแนวทางเยียวยาที่ตกลงร่วมกันหรือกำหนดเส้นตายการสอบสวน ขณะที่โครงการพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอีกโครงการยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้






