น้ำไม่ไหล ขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลเติบโต
การลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลในบาตัมมีมูลค่าเกิน 6.7 พันล้านดอลลาร์ภายในกลางปี 2026 แต่ชาวบ้านที่อาศัยใกล้สวนดิจิทัลเรือธงของเกาะกล่าวว่า พวกเขาขาดน้ำประปาที่เชื่อถือได้ติดต่อกันนานสามเดือน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ผู้ประท้วงถือขวดเปล่า แกลลอน และเครื่องใช้ในครัวเรือน ปิดทางเข้าสวนดิจิทัลนงซา เรียกร้องให้ทางการฟื้นฟูการจ่ายน้ำก่อนอนุมัติการขยายภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม
สารบัญ
- น้ำไม่ไหล ขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลเติบโต
- การซื้อน้ำทำให้ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น
- ระบบอ่างเก็บน้ำที่ตึงตัวอยู่แล้ว
- คำชี้แจงของทางการเรื่องแหล่งน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม
- ความต้องการน้ำในอนาคตอาจเพิ่มขึ้นมากเพียงใด
- แผนผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลมีกำลังการผลิตและกำหนดเวลาต่างกัน
- การวางแผนไฟฟ้าต้องรองรับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ข้อจำกัดของสิงคโปร์ช่วยผลักดันการลงทุนให้ย้ายพื้นที่
- ระบบหล่อเย็นและกฎระเบียบมีผลต่อภาระการใช้น้ำ
- การฟื้นฟูระบบยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีกำหนดคืนบริการที่ชัดเจน
- ประเด็นสำคัญ
ข้อพิพาทนี้เผยให้เห็นช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานด้านการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะบนเกาะอินโดนีเซียที่มีประชากรราว 1.3 ล้านคน และพึ่งพาน้ำฝนที่กักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำ บีพี บาตัม หน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลการพัฒนาเกาะ ปฏิเสธว่ามีการผันน้ำประปาครัวเรือนไปให้ศูนย์ข้อมูล ชาวบ้านสงสัยว่าเป็นเพราะสถานประกอบการเหล่านี้ เนื่องจากการขาดแคลนน้ำรุนแรงขึ้นพร้อมกับการขยายงานก่อสร้าง
ทั้งข้อสงสัยและคำปฏิเสธยังไม่อาจยืนยันได้ว่าสถานประกอบการที่เปิดดำเนินงานมีส่วนเพิ่มแรงกดดันต่อระบบน้ำของบาตัมมากเพียงใด ปริมาณการใช้น้ำจริงยังไม่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ประมาณการที่ระบุว่าเป็นของบีพี บาตัมคาดการณ์ว่า สถานประกอบการ 9 แห่งในนงซาจะมีความต้องการน้ำในอนาคตราว 29 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2032
เดวี ซูซันตี ชาวบ้านหมู่บ้านบาเกา เซอริป ซึ่งเข้าร่วมการประท้วง กล่าวถึงการขาดแคลนน้ำใช้ในครัวเรือนว่า:
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ไม่มีน้ำไหลจากก๊อกแม้แต่หยดเดียว ก่อนศูนย์ข้อมูลจะเข้ามา น้ำประปาของเราใช้ได้สม่ำเสมอ
รายงานต่าง ๆ ให้ข้อมูลไม่ตรงกันเกี่ยวกับขนาดและสถานที่ชุมนุม หลายฉบับระบุว่ามีผู้เข้าร่วมหรือไปรวมตัวภายในบริเวณราว 300 คน ขณะที่บางฉบับระบุว่ามีผู้ประท้วงหลายสิบคนปิดกั้นประตูทางเข้า แต่รายงานเห็นตรงกันว่า ชาวบ้านมุ่งเป้าไปที่สวนดิจิทัลนงซาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม หลังบริการน้ำประปาขัดข้องมาหลายเดือน
การซื้อน้ำทำให้ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น
ปัญหาขาดแคลนน้ำสร้างผลกระทบมากกว่าแค่ความไม่สะดวก ชาวบ้านเล่าว่าต้องรอรถบรรทุกน้ำข้ามคืน เกิดข้อพิพาทเรื่องน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด และต้องนำเงินที่ตั้งใจไว้ซื้ออาหารมาใช้ซื้อน้ำ เจ้าหน้าที่เขตนงซาประเมินว่า มีผู้ได้รับผลกระทบ 700 ถึง 800 คนในหลายชุมชนของซัมเบา ส่วนผู้ให้บริการน้ำ พีที แอร์ บาตัม ฮีลีร์ ระบุว่ามีบ้านเรือนลูกค้าได้รับผลกระทบราว 160 หลัง
ซูซันตีกล่าวว่า น้ำสองถังมีราคา 125,000 รูเปียห์และใช้ได้เพียงวันเดียว จูเนียร์ดี อาดินดา ชาวบ้านอีกรายกล่าวว่า น้ำ 1,000 ลิตรมีราคา 125,000 ถึง 130,000 รูเปียห์ ซึ่งเพียงพอสำหรับหนึ่งหรือสองวัน คำบอกเล่าเหล่านี้กล่าวถึงปริมาณน้ำที่ต่างกัน จึงไม่ควรนำมาใช้เป็นราคาเฉลี่ยต่อลิตรเดียวกัน
ชาวบ้านยังรายงานว่าได้รับใบเรียกเก็บเงินรายเดือน 150,000 ถึง 200,000 รูเปียห์ แม้บริการน้ำจะขัดข้อง ผู้จัดการฝ่ายบริการของแอร์ บาตัม ฮีลีร์กล่าวว่า ค่าบริการรายเดือนคงที่ไม่ควรเกิน 33,000 รูเปียห์ และขอให้ลูกค้าที่ถูกเรียกเก็บสูงกว่านี้แจ้งบริษัท อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างยอดที่ชาวบ้านถูกเรียกเก็บกับค่าบริการคงที่ที่ผู้ให้บริการระบุยังไม่มีคำชี้แจง
ผู้ให้บริการกล่าวว่าได้ส่งรถบรรทุกน้ำ 8 คันออกไปแล้ว เพื่อตอบข้อร้องเรียนเรื่องน้ำสกปรก ผู้จัดการฝ่ายบริการระบุว่าปัญหาเกิดจากถังน้ำขึ้นสนิม และรถคันดังกล่าวจะไม่กลับมาอีก คำบอกเล่าของชาวบ้านถึงน้ำที่ขุ่นหรือมีกลิ่นเหมือนโคลนตอกย้ำว่า การกระจายน้ำฉุกเฉินต้องจัดหาน้ำที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่เพียงนับจำนวนเที่ยวส่งน้ำ
ซูซันตีอธิบายว่าการไปตักน้ำส่งผลต่อครอบครัวของเธออย่างไร:
สามีฉันต้องอดนอนรอน้ำทั้งคืน แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นก็ต้องไปทำงานทันที
ระบบอ่างเก็บน้ำที่ตึงตัวอยู่แล้ว
บาตัมไม่มีแม่น้ำสายใหญ่หรือแหล่งน้ำจืดธรรมชาติที่เชื่อถือได้ให้พึ่งพา รายงานส่วนใหญ่ระบุว่ามีอ่างเก็บน้ำหลัก 6 แห่ง ได้แก่ เซอี ฮาราปัน นงซา เซอี ลาดี ดูรียังกัง เทมเบซี และมูกา กูนิง ส่วนรายงานอื่นระบุว่ามี 7 แห่ง ไม่มีคำอธิบายว่าความแตกต่างในการนับจำนวนอ่างเก็บน้ำเกิดจากอะไร แต่ทุกรายงานระบุว่าระบบพึ่งพาน้ำฝนอย่างมาก
อาคาร์ บูมี อินโดนีเซียประเมินว่าระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำนงซาลดลงวันละราว 4 เซนติเมตร โดยลดลงสะสม 4.5 เมตรภายในต้นเดือนตุลาคม แบบจำลองขององค์กรระบุว่า หากไม่มีฝนจะมีน้ำใช้ได้ราว 34 วัน ส่วนข้อมูลอีกชุดจากแอร์ บาตัม ฮีลีร์ระบุว่าระดับน้ำลดลงวันละราว 2 เซนติเมตรตั้งแต่เดือนมิถุนายน อัตราที่รายงานทั้งสองชุดแตกต่างกัน จึงไม่ใช่แนวโน้มเดียวที่ผ่านการยืนยันแล้ว
ตัวเลขการผลิตน้ำก็แตกต่างกัน ผู้ให้บริการระบุว่าปริมาณการผลิตลดลงจากราว 80 เหลือ 30 ลิตรต่อวินาที เดนนี ตนดาโน รองหัวหน้าบีพี บาตัมให้ตัวเลขว่าลดจากราว 90 เหลือ 25 ลิตรต่อวินาที ทั้งสองชุดข้อมูลชี้ว่าปริมาณน้ำลดลงอย่างรุนแรง แต่ไม่ได้ยืนยันว่ามีค่าตั้งต้นหรือช่วงเวลาการวัดเดียวกัน
ข้อมูลปริมาณฝนของรัฐบาลท้องถิ่นระบุว่า นงซามีฝนตกสะสม 925.50 มิลลิเมตรตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2026 เทียบกับปริมาณปกติตลอดทั้งปีที่ 1,800 ถึง 2,500 มิลลิเมตร เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบข้อมูล 7 เดือนกับข้อมูลตลอดทั้งปี ตัวเลขเหล่านี้เพียงอย่างเดียวยังใช้ยืนยันปริมาณฝนที่ขาดไปทั้งปีไม่ได้
เจ้าหน้าที่ระบุว่าวิกฤตนี้เกิดจากภัยแล้งที่ยืดเยื้อและปรากฏการณ์เอลนีโญ รายงานก่อนหน้านี้ยังระบุถึงประสิทธิภาพพื้นที่รับน้ำที่ลดลง ความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น และจุดอ่อนด้านการกระจายน้ำ บีพี บาตัมเคยระบุพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 18 แห่ง โดยบางพื้นที่สูงได้รับน้ำเพียงวันละ 2 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าระบบเปราะบางมาก่อนการประท้วงครั้งล่าสุด
คำชี้แจงของทางการเรื่องแหล่งน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม
เดนนี ตนดาโน รองหัวหน้าบีพี บาตัมผู้รับผิดชอบด้านปฏิบัติการธุรกิจ กล่าวว่า น้ำสำหรับระบบหล่อเย็นของศูนย์ข้อมูลในนงซามาจากนิคมอุตสาหกรรมกาบิล ซึ่งมีระบบบำบัดและพื้นที่กักเก็บน้ำฝนของตนเอง เขาปฏิเสธว่าสถานประกอบการเหล่านี้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำนงซาหรือดูรียังกัง รวมถึงข้อกล่าวอ้างที่ว่ามีการจัดสรรน้ำจากดูรียังกังให้ศูนย์ข้อมูล 160 ลิตรต่อวินาที
เขายังกล่าวด้วยว่าสถานประกอบการไม่ได้เปิดดำเนินงานทุกแห่ง และอิเควเตอร์ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง รายงานอื่นระบุว่ามีศูนย์ข้อมูลเปิดดำเนินงาน 2 แห่ง ขณะที่ตัวเลขของบีพี บาตัมที่อ้างถึงในเดือนกันยายน 2026 ระบุว่ามี 1 แห่ง วันที่และนิยามที่ใช้แตกต่างกัน จึงไม่ควรถือว่าทุกโครงการที่ประกาศไว้กำลังใช้น้ำตามปริมาณที่คาดการณ์ไว้เต็มจำนวนแล้ว
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม บูดี ซาเตรีย ธรรมะ ปูร์บา ผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายของเทลคอม อินโดนีเซียกล่าวว่า นิวตราดีซี เอ็นเซรา บาตัมใกล้ก่อสร้างเสร็จ และได้คาดการณ์ความต้องการน้ำกับไฟฟ้าไว้แล้ว รายงานก่อนหน้านี้คาดว่าอาคารหลังแรกจะเปิดในช่วงต้นปี 2026 แต่คำกล่าวภายหลังไม่ได้ยืนยันว่าโครงการเปิดได้ตามกำหนดเดิมหรือไม่
อากุส ฮาซัน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนอร์เวย์ ชี้ให้เห็นช่องว่างด้านข้อมูลที่อยู่เบื้องหลังข้อพิพาทนี้:
ข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลในอินโดนีเซียยังมีน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทมองว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับทางธุรกิจ
แหล่งน้ำที่เป็นอิสระอาจช่วยลดการแข่งขันโดยตรงกับเครือข่ายกระจายน้ำให้ครัวเรือน แต่การมีแหล่งน้ำดังกล่าวไม่ได้ช่วยระบุปริมาณการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม หรือชี้ว่าแหล่งน้ำในพื้นที่จะรองรับความต้องการทั้งหมดตามแผนได้หรือไม่
ความต้องการน้ำในอนาคตอาจเพิ่มขึ้นมากเพียงใด
ประมาณการของบีพี บาตัมที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดระบุว่า ศูนย์ข้อมูล 9 แห่งในนงซาที่เปิดดำเนินงานในปี 2032 จะใช้น้ำวันละ 29 ล้านลิตร รายงานบางฉบับระบุว่าคิดเป็น 8.4% ของปริมาณน้ำทั้งหมดในบาตัม ส่วนรายงานก่อนหน้านี้ใช้สัดส่วนเดียวกันกับความต้องการน้ำของนงซาที่รวมกับโครงการแยกต่างหากในกาบิล ซึ่งคาดว่าจะใช้น้ำได้สูงสุดวันละ 3 ล้านลิตร
รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า อ่างเก็บน้ำในบาตัมจ่ายน้ำได้วันละประมาณ 382 ล้านลิตร เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวมาคำนวณ น้ำ 29 ล้านลิตรหารด้วย 382 ล้านลิตรคิดเป็นราว 7.6% หากรวมความต้องการของกาบิลอีก 3 ล้านลิตร จะเท่ากับ 32 ล้านลิตร หรือประมาณ 8.4% ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะสัดส่วนขึ้นอยู่กับว่าจะนับรวมโครงการใดบ้าง และใช้ปริมาณน้ำตั้งต้นเท่าใด
โครงการนิวตราดีซี เอ็นเซรา มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์ในกาบิลมีกำลังการผลิตตามแผน 56 เมกะวัตต์ ความต้องการน้ำที่คาดการณ์ไว้สูงสุดวันละ 3 ล้านลิตรจะเท่ากับราว 41% ของปริมาณน้ำปัจจุบันที่นิคมอุตสาหกรรมระบุว่ามีอยู่วันละ 7.4 ล้านลิตร ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่การวัดปริมาณการใช้น้ำในปัจจุบัน
โครงการอีกแห่งที่วางแผนไว้ในนงซา คือ โกลเดน ดิจิทัล เกตเวย์ มีกำลังการผลิตที่ระบุไว้ 5.2 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะต้องใช้น้ำวันละราว 881,000 ลิตรภายในปี 2032 ตัวเลขของแต่ละโครงการแสดงให้เห็นว่าควรประเมินความต้องการแยกเป็นรายสถานประกอบการ แทนที่จะอนุมานจากกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
โดนัล ปังกีฮูตัน จากสภาระบบนิเวศศูนย์ข้อมูลอินโดนีเซียให้ตัวเลขแยกต่างหาก โดยประเมินความต้องการน้ำปัจจุบันของศูนย์ข้อมูลไว้ที่ 600 ถึง 700 ลิตรต่อวินาที หากคิดเป็นการใช้ต่อเนื่องเต็มวัน จะเท่ากับประมาณ 51.8 ถึง 60.5 ล้านลิตร ขอบเขตของตัวเลขประมาณการนี้ไม่ชัดเจน จึงไม่อาจนำไปเทียบตรง ๆ กับประมาณการของนงซา หรือถือเป็นปริมาณการใช้น้ำจริงในปัจจุบันที่ผ่านการยืนยันแล้ว
แผนผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลมีกำลังการผลิตและกำหนดเวลาต่างกัน
หลังเกิดการประท้วงในเดือนสิงหาคมและกันยายน ทางการสั่งให้ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลสร้างโรงกลั่นน้ำทะเล แทนการพึ่งพาอ่างเก็บน้ำจืด ระบบรีเวิร์สออสโมซิสสำหรับน้ำทะเล หรือ SWRO ใช้แรงดันดันน้ำทะเลผ่านเยื่อกรองเพื่อแยกเกลือ ผลิตน้ำที่เหมาะสำหรับนำไปบำบัดเพิ่มเติมและใช้งาน
เดนนีกล่าวถึงระบบที่มีกำลังการผลิต 1,200 ลิตรต่อวินาที ซึ่งคาดว่าจะพร้อมภายในราวหนึ่งปี รายงานอีกฉบับเกี่ยวกับคำกล่าวของเขาระบุว่า 1,200 ลิตรต่อวินาทีคือความต้องการน้ำในระยะแรก และจะจัดหาอย่างเป็นอิสระภายใน 8 ถึง 12 เดือน ความแตกต่างระหว่างกำลังการผลิตของโรงงานกับความต้องการของผู้ใช้น้ำยังไม่มีข้อสรุป
รายงานอีกฉบับที่อ้างข้อมูลจากบีพี บาตัมระบุว่า มีแผนสร้างโรงงาน SWRO ที่นงซาและกาบิล โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตในระยะแรก 750 ลิตรต่อวินาทีในช่วง 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า ก่อนเพิ่มเป็นราว 1,000 ลิตรต่อวินาที มูฮัมหมัด อิฟติทาห์ สุไลมาน ซูร์ยานาการา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการย้ายถิ่นฐาน สนับสนุนแนวทางดังกล่าวเพื่อปกป้องน้ำในอ่างเก็บน้ำสำหรับครัวเรือน
ข้อมูลเหล่านี้อาจหมายถึงโรงงานหรือระยะการก่อสร้างที่ต่างกัน แต่ยังไม่ระบุกำหนดส่งมอบที่เป็นข้อยุติร่วมกัน หากผลิตต่อเนื่อง 750 ลิตรต่อวินาทีจะได้น้ำวันละ 64.8 ล้านลิตร ส่วน 1,200 ลิตรต่อวินาทีจะได้น้ำวันละ 103.7 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่คำนวณได้ไม่ได้หมายความว่ามีกำลังการผลิตดังกล่าวพร้อมใช้อยู่แล้ว หรือจัดสรรให้นงซาทั้งหมด
บีพี บาตัมยังกล่าวถึงแผนสร้างโรงบำบัดน้ำที่จะจ่ายน้ำวันละ 30 ล้านลิตรให้เขตเศรษฐกิจพิเศษนงซา การบำบัดน้ำจืดกับการกลั่นน้ำทะเลเป็นคนละกระบวนการ จึงไม่ควรนำกำลังการผลิตที่ประกาศไว้ไปบวกกันโดยอัตโนมัติราวกับเป็นแหล่งน้ำใหม่ที่แยกจากกัน
การวางแผนไฟฟ้าต้องรองรับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
น้ำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในแถลงการณ์ด้านพลังงานเมื่อเดือนกันยายน บีพี บาตัมรวบรวมข้อมูลสถานประกอบการที่มีอยู่ ข้อผูกพันด้านการลงทุน และโครงการที่วางแผนไว้ รวมเป็นกำลังการผลิตเทคโนโลยีสารสนเทศ 1.47 กิกะวัตต์ ตัวเลขดังกล่าวเป็นโครงการพัฒนาที่รวมหลายสถานะ ไม่ใช่ปริมาณไฟฟ้าที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน
ฟารี เจมี ฟรานซิส รองหัวหน้าฝ่ายการลงทุน นำเสนอตัวเลขดังกล่าวในการชี้แจงเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2026 เรื่องกฤษฎีกากระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่เลขที่ 354.K/TL.04/MEM.L/2026 ว่าด้วยอัตราค่าไฟฟ้าของ พีแอลเอ็น บาตัม บีพี บาตัมกล่าวว่าควรเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคก่อนการลงทุน และระบุประเด็นสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ อัตราค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้ พลังงานที่เชื่อถือได้ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงด้านน้ำ และการประสานแผนการลงทุนกับขีดความสามารถของสาธารณูปโภค
แถลงการณ์คาดการณ์ว่า ศูนย์ข้อมูลอาจคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในบาตัมภายในปี 2029 พีแอลเอ็น บาตัมคาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มจาก 841 เมกะวัตต์ในปี 2026 เป็น 2,540 เมกะวัตต์ในปี 2035 หรือราว 3 เท่าของตัวเลขตั้งต้น โดยมีแผนรองรับกำลังการผลิต 3,691 เมกะวัตต์
ประมาณการอย่างเป็นทางการอื่น ๆ ที่มีการอ้างในรายงานระบุว่า ความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลจะสูงกว่า 1,100 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 ตัวเลขนี้เทียบกับโครงการที่มีกำลังการผลิตรวม 1.47 กิกะวัตต์โดยตรงไม่ได้ เพราะกำลังการผลิตเทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึงอุปกรณ์ประมวลผล ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าของสถานประกอบการยังรวมระบบหล่อเย็นและระบบสนับสนุนอื่น ๆ ด้วย
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศประเมินว่า ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้ไฟฟ้า 415 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2024 หรือราว 1.5% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 945 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2030 ตัวเลขเหล่านี้ช่วยอธิบายแรงกดดันให้ขยายกำลังการผลิต แต่ไม่ได้ชี้ว่าระบบไฟฟ้าหรืออ่างเก็บน้ำของบาตัมรองรับได้มากเพียงใด
ข้อจำกัดของสิงคโปร์ช่วยผลักดันการลงทุนให้ย้ายพื้นที่
บาตัมดึงดูดนักลงทุนด้วยต้นทุนดำเนินงานที่ต่ำกว่า ความใกล้ชิดกับสิงคโปร์ และการเข้าถึงเส้นทางสายเคเบิลใต้น้ำหลัก สิงคโปร์ระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในปี 2019 เนื่องจากข้อจำกัดด้านที่ดินและพลังงาน ก่อนเปิดรับการพัฒนาอีกครั้งในปี 2022 พร้อมเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพที่เข้มงวดขึ้น โดยจัดสรรกำลังการผลิตใหม่ในระยะแรกไว้ 60 เมกะวัตต์
โครงการที่ประกาศในบาตัมมีขนาดใหญ่กว่ามาก เดย์วันลงนามข้อตกลงกับรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคของอินโดนีเซียในเดือนเมษายน เพื่อพัฒนาโครงการขนาดราว 450 เมกะวัตต์ ในเดือนมิถุนายน เดย์วัน เอ็นวิเดีย และเฟอร์มัส เทคโนโลยีส์ประกาศโครงการศูนย์ AI ขนาด 360 เมกะวัตต์ ไม่ควรนำกำลังการผลิตที่ประกาศไว้ทั้งสองโครงการมาบวกกัน หากไม่มีหลักฐานว่าเป็นโครงการแยกจากกันและไม่มีส่วนทับซ้อน
โครงการอื่น ๆ ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลพื้นที่ 13,000 ตารางเมตรในนงซา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเกา แคปิตอลและซินาร์ พรีเมียรา บีพี บาตัมยังสนับสนุนแผนพัฒนา AI มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์บนพื้นที่ 30 เฮกตาร์ในเดือนพฤษภาคม 2026
จำนวนโครงการที่รายงานแตกต่างกัน รายงานฉบับหนึ่งระบุว่าบาตัมอนุมัติสถานประกอบการ 10 แห่ง โดย 6 แห่งอยู่ในนงซา ขณะที่อีกฉบับระบุว่ามีโครงการในแผนราว 18 แห่ง เฉพาะนงซามีรายงานว่ากำลังวางแผนสร้างสถานประกอบการ 9 แห่ง อย่างน้อย 10 แห่ง หรือ 9 แห่งและคาดว่าจะเพิ่มอีก 4 แห่ง โครงการที่ได้รับอนุมัติ เปิดดำเนินงาน และอยู่ระหว่างเสนอเป็นคนละประเภทกัน และยังไม่มีตัวเลขรวมชุดเดียวที่ชี้แจงความแตกต่างเหล่านี้ได้
รัฐยะโฮร์ที่อยู่ใกล้เคียงก็ดึงดูดการลงทุนจำนวนมาก ขณะเดียวกันเผชิญข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการก่อสร้างและแรงกดดันต่อทรัพยากร กระบวนการอนุมัติของรัฐกำหนดให้ประเมินทางเทคนิคถึงความต้องการน้ำ ไฟฟ้า และระบบหล่อเย็น ก่อนเสนอให้คณะกรรมการประสานงานพิจารณา แนวทางด้านความยั่งยืนที่มาเลเซียเสนอจะไม่อนุญาตให้สร้างสถานประกอบการใหม่ในพื้นที่ที่มีดัชนีความตึงตัวด้านน้ำตั้งแต่ 0.8 ขึ้นไป ซึ่งเป็นตัวชี้วัดแรงกดดันรุนแรงต่อปริมาณน้ำที่มีอยู่
ระบบหล่อเย็นและกฎระเบียบมีผลต่อภาระการใช้น้ำ
เซิร์ฟเวอร์ปล่อยความร้อน และรูปแบบการหล่อเย็นเป็นตัวกำหนดว่าสถานประกอบการต้องใช้น้ำมากเพียงใด ระบบหล่อเย็นแบบระเหยสูญเสียน้ำระหว่างการระบายความร้อน ระบบที่หมุนเวียนน้ำซ้ำช่วยลดการใช้น้ำได้ แม้ความต้องการพลังงาน สภาพภูมิอากาศ และเงื่อนไขการดำเนินงานยังมีส่วนสำคัญ การหล่อเย็นโดยใช้น้ำทะเลโดยตรง ซึ่งกูเกิลใช้ที่ศูนย์ฮามินาในฟินแลนด์ เป็นกระบวนการที่ต่างจากการกลั่นน้ำทะเลก่อนนำมาใช้
การดึงน้ำหมายถึงการนำน้ำออกจากแหล่งน้ำ ส่วนการใช้น้ำหมายถึงส่วนที่ไม่ได้ส่งกลับคืน รวมถึงน้ำที่ระเหยไป การเปิดเผยข้อมูลจึงต้องแยกความแตกต่างระหว่างสองคำนี้ ตัวเลขจากประเทศอื่น เช่น การประมาณว่าสหรัฐฯ ใช้น้ำโดยตรงจากศูนย์ข้อมูล 66,000 ล้านลิตรในปี 2023 เป็นเพียงข้อมูลประกอบ ไม่ใช่หลักฐานการใช้น้ำในบาตัม
กฎหมายทรัพยากรน้ำอินโดนีเซียฉบับที่ 17 ปี 2019 ให้ความสำคัญกับความต้องการพื้นฐานของประชาชน การออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจภายใต้กฎระเบียบรัฐบาลฉบับที่ 28/2025 และระเบียบกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลฉบับที่ 15/2025 ดำเนินควบคู่กับกฎแยกต่างหากว่าด้วยการจัดการน้ำภายใต้กฎระเบียบรัฐบาลฉบับที่ 30/2024 และกฎการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กฎระเบียบรัฐบาลฉบับที่ 22/2021
เฮนดรา ซูร์ยากูซูมา ประธานสมาคม IDPRO เรียกร้องให้จัดทำแผนระดับชาติที่ครอบคลุมพื้นที่เหมาะสม การจัดหาพลังงานเพิ่มเติม ความต้องการของครัวเรือน ประสิทธิภาพที่วัดผลได้ ความโปร่งใส และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ วาห์ยู เอกา เซตยาวัน นักรณรงค์ของวาลฮีเรียกร้องให้ระงับการพัฒนาและมีมาตรการคุ้มครองเฉพาะ ข้อเสนอด้านประสิทธิภาพประกอบด้วยการเปิดเผยแหล่งน้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งกำหนดให้ค่า PUE ต่ำกว่า 1.3 อัตราส่วนนี้เปรียบเทียบไฟฟ้าทั้งหมดที่สถานประกอบการใช้กับไฟฟ้าที่อุปกรณ์ประมวลผลใช้
ในปูร์วาการ์ตา ผู้ว่าการจังหวัดชวาตะวันตก เดดี มูลยาดี สั่งระงับโครงการขนาด 640 เมกะวัตต์ที่บีดีเอ็กซ์วางแผนไว้เป็นการชั่วคราว เนื่องจากขาดใบอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อมและอาคาร รายงานให้ตัวเลขคาดการณ์การใช้น้ำต่างกัน โดยระบุว่าระยะแรกจะใช้น้ำวันละราว 6 ล้านลิตร หรือ 384 ลิตรต่อวินาที ซึ่งเท่ากับวันละประมาณ 33.2 ล้านลิตร ตัวเลขเหล่านี้อาจหมายถึงคนละระยะของโครงการ แต่ยังไม่มีการยืนยันความแตกต่างดังกล่าว
การฟื้นฟูระบบยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีกำหนดคืนบริการที่ชัดเจน
บีพี บาตัมกำลังเชื่อมระบบน้ำประปาจากดูรียังกังเข้ากับเครือข่ายจ่ายน้ำของนงซา และเชื่อมอ่างเก็บน้ำสวนพฤกษศาสตร์นงซาเข้ากับอ่างเก็บน้ำนงซา รถบรรทุกน้ำยังเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือระหว่างดำเนินงานดังกล่าว ข้อเสนอก่อนหน้านี้รวมถึงการทำฝนเทียมหากการขาดแคลนยังดำเนินต่อไป
อัมซาการ์ อัคมัด นายกเทศมนตรีและหัวหน้าบีพี บาตัมเสนอแผนงานที่กว้างขึ้น ได้แก่ เปลี่ยนท่อที่ระบุว่ามีอายุ 30 ถึง 50 ปี ประเมินแหล่งน้ำดิบเพิ่มเติม รวมถึงท่อส่งน้ำใต้น้ำจากเขตปกครองลิงกา และติดตั้งระบบ SCADA ซึ่งช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานติดตามสภาพเครือข่ายจากระยะไกลและตรวจพบปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้มีการประเมินค่าซ่อมแซมไว้สูงถึง 1.4 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 85 ล้านดอลลาร์
ลำดับเหตุการณ์แสดงให้เห็นทั้งการดำเนินการเร่งด่วนและข้อผูกพันที่ยังไม่เสร็จสิ้น:
- ธันวาคม 2024: ชาวบ้านเตลุก มาตา อิกันประท้วงบริการน้ำประปาที่ติด ๆ ดับ ๆ โดยมีรายงานว่าการจ่ายน้ำดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
- สิงหาคมและกันยายน 2026: มีการประท้วงเพิ่มเติม ก่อนทางการสั่งให้ผู้พัฒนาโครงการจัดหาน้ำจากการกลั่นน้ำทะเล
- 5 ตุลาคม: ชาวบ้านซัมเบาปิดทางเข้าสวนดิจิทัลนงซา
- 9 ตุลาคม: ชาวบ้านราว 500 คนร่วมพิธีสวดขอฝนที่อ่างเก็บน้ำนงซา
- 10 และ 11 ตุลาคม: ฝนกลับมาตกในบางพื้นที่ของบาตัม แต่ไม่มีการยืนยันว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำฟื้นตัวแล้ว
- 13 ตุลาคม: เมอุตยา ฮาฟิด รัฐมนตรีกล่าวว่าการประสานงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ยังคงดำเนินอยู่
รายงานเหล่านี้ยังไม่มีการประกาศวันที่แน่นอนว่าจะฟื้นฟูบริการน้ำประปาให้ครัวเรือนได้ครบถ้วนเมื่อใด รวมถึงผลสรุปสุดท้ายของรัฐบาลหรือนโยบายศูนย์ข้อมูลระดับชาติที่เสร็จสมบูรณ์ ฝนและการส่งน้ำชั่วคราวยังไม่คลี่คลายประเด็นสำคัญว่า ครัวเรือนจะได้รับน้ำอย่างเชื่อถือได้หรือไม่เมื่อความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
ประเด็นสำคัญ
- ชาวบ้านประท้วงที่สวนดิจิทัลนงซาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม หลังประสบปัญหาน้ำประปาขัดข้องเป็นเวลานาน
- บีพี บาตัมระบุว่าปัญหาเกิดจากภัยแล้ง และปฏิเสธว่ามีการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำสำหรับครัวเรือนไปให้ศูนย์ข้อมูล
- ปริมาณการใช้น้ำจริงของสถานประกอบการที่เปิดดำเนินงานยังไม่ชัดเจน
- ศูนย์ข้อมูล 9 แห่งที่วางแผนไว้ในนงซาอาจต้องใช้น้ำวันละ 29 ล้านลิตรภายในปี 2032
- ข้อเสนอโครงการกลั่นน้ำทะเลมีกำลังการผลิตและกำหนดส่งมอบแตกต่างกัน
- โครงการพัฒนาขนาด 1.47 กิกะวัตต์ของบีพี บาตัมรวมทั้งกำลังการผลิตที่เปิดดำเนินงานแล้ว ข้อผูกพัน และโครงการที่วางแผนไว้
- กำลังดำเนินงานเชื่อมต่อท่อ ส่งน้ำด้วยรถบรรทุก และวางแผนพัฒนาเครือข่ายในวงกว้าง แต่ยังไม่มีกำหนดฟื้นฟูบริการที่แน่นอน






