หุ้นโซลร่วงหนักจนตลาดทั้งสองแห่งต้องพักการซื้อขาย
ตลาดหุ้นหลักสองแห่งของเกาหลีใต้ร่วงลงมากกว่า 8% ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2026 จนมีการใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว ขณะที่นักลงทุนเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความกังวลที่กลับมาอีกครั้งเกี่ยวกับเงินเฟ้อสหรัฐฯ และต้นทุนการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการปัญญาประดิษฐ์
สารบัญ
- หุ้นโซลร่วงหนักจนตลาดทั้งสองแห่งต้องพักการซื้อขาย
- ตลาดทรุดลงตลอดวันซื้อขายอย่างไร
- มาตรการคุ้มครองการซื้อขายทำงานอย่างไร
- เหตุใดเงินเฟ้อสหรัฐฯ จึงกระทบหุ้นเกาหลี
- ความต้องการ AI ปะทะต้นทุนการขยายธุรกิจ
- ผู้ผลิตชิปเกาหลีเผชิญแรงกดดันสองด้าน
- แรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีลามทั่วเอเชีย
- ดอลลาร์แข็งค่าเพิ่มแรงกดดันอีกทาง
- อัตราดอกเบี้ย พันธบัตร และบททดสอบถัดไปของตลาด
- ประเด็นสำคัญ
ดัชนี KOSPI ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิง ลดลง 481.69 จุด หรือ 8.02% มาอยู่ที่ 5,527.12 จุด ณ เวลา 12:52 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่วน KOSDAQ ซึ่งมีบริษัทเทคโนโลยีอยู่เป็นจำนวนมาก ลดลง 66.07 จุด หรือ 8.02% เช่นกัน มาอยู่ที่ 757.81 จุด ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราวในตลาด KOSDAQ เมื่อเวลา 12:23 น. และระงับการซื้อขายหุ้นทั้งหมดในตลาด KOSPI เป็นเวลา 20 นาที เมื่อเวลา 12:38 น.
หุ้น Samsung Electronics ร่วง 9.7% และ SK hynix ลดลง 11.35% ขณะที่แรงขายทวีความรุนแรง นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นเกาหลีใต้ เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดที่กำลังมุ่งสู่การปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่ 7 ราคาปิดและมูลค่ารวมของการขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติยังไม่มีการเปิดเผย
ชนวนโดยตรงมาจากสหรัฐฯ ซึ่งราคาผู้บริโภคในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาด นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงต้นทุนการกู้ยืมไว้ในระดับสูง หรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง บริษัทเทคโนโลยียังเผชิญความกังวลอีกประการว่า การใช้จ่ายมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI จะสร้างรายได้เพียงพอให้คุ้มกับต้นทุนหรือไม่
แรงกระทบลุกลามไปไกลเกินกว่าโซล ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นลดลง 4.8% ขณะที่ดัชนีหุ้นเอเชียแปซิฟิกนอกญี่ปุ่นในวงกว้างของ MSCI ร่วง 3.3% การปรับตัวลงของเกาหลีใต้มีสัดส่วนมากกว่าสองเท่าของดัชนีภูมิภาคดังกล่าว สะท้อนว่าแรงขายกระทบภาคเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนักเพียงใด
ตลาดทรุดลงตลอดวันซื้อขายอย่างไร
ดัชนี KOSPI เปิดตลาดลดลง 5.59% ที่ 5,673.01 จุด และปรับตัวลงต่อเนื่อง หุ้น Samsung Electronics เริ่มซื้อขายโดยลดลง 6.68% ขณะที่ SK hynix เปิดตลาดลดลง 8.10% ผู้ผลิตชิปทั้งสองรายกำลังมุ่งสู่การปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่ 7
ตลาดหลักทรัพย์จำกัดคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติบางประเภทก่อนจะใช้มาตรการพักการซื้อขายในวงกว้าง ลำดับเหตุการณ์แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันเพิ่มขึ้นรวดเร็วเพียงใด:
- 9:07 น.: ใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ฝั่งขาย (sell sidecar) ในตลาด KOSPI ระงับคำสั่งขายแบบโปรแกรมเป็นเวลา 5 นาที
- 9:12 น.: ตามด้วยมาตรการ sell sidecar ในตลาด KOSDAQ
- 10:08 น.: ดัชนี KOSPI อยู่ที่ 5,580.44 จุด ลดลง 7.13%
- 11:16 น.: ดัชนี KOSPI ลดลง 7.20% อยู่ที่ 5,576.46 จุด ขณะที่ KOSDAQ ลดลง 7.11% อยู่ที่ 765.27 จุด
- 12:23 น.: ใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราวในตลาด KOSDAQ
- 12:38 น.: ตลาดหลักทรัพย์ระงับการซื้อขายหุ้นทั้งหมดในตลาด KOSPI เป็นเวลา 20 นาที
ตลาดทั้งสองแห่งใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราวในวันเดียวกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม หรือราว 11 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น วันพฤหัสบดียังเป็นครั้งแรกนับจากวันดังกล่าวที่ตลาดทั้งสองแห่งใช้มาตรการ sell sidecar พร้อมกัน
มาตรการคุ้มครองการซื้อขายทำงานอย่างไร
มาตรการ sidecar และเซอร์กิตเบรกเกอร์จะระงับการซื้อขายคนละส่วน มาตรการ sidecar ในตลาด KOSPI ถูกใช้หลังสัญญาซื้อขายล่วงหน้า KOSPI 200 ซึ่งอ้างอิงระดับที่คาดการณ์ของดัชนีหุ้นสำคัญ ร่วงลงมากกว่า 5% มาตรการนี้จำกัดการขายแบบโปรแกรมชั่วคราว ซึ่งเป็นการส่งคำสั่งซื้อขายโดยระบบคอมพิวเตอร์ตามกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
เซอร์กิตเบรกเกอร์มีผลในวงกว้างกว่า โดยพักการซื้อขายหุ้นทั่วทั้งตลาดที่ได้รับผลกระทบ มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีเวลาประเมินข้อมูลระหว่างที่ตลาดเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงผิดปกติ การระงับการซื้อขายในตลาด KOSPI เมื่อวันพฤหัสบดีใช้เวลา 20 นาที
แรงขายขยายวงกว้างก่อนจะระงับการซื้อขายทั้งหมดแล้ว ในช่วงซื้อขายภาคเช้า หุ้น 844 จากทั้งหมด 912 ตัวในตลาด KOSPI ปรับตัวลง หรือคิดเป็น 92.5% ขณะที่มีเพียง 61 ตัวที่ปรับขึ้น นักลงทุนเทขายหุ้นทั่วทั้งตลาด แม้บริษัทเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดจะเป็นจุดสนใจหลัก
ดัชนี KOSPI ปรับตัวลงมาตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม วันพฤหัสบดียังเป็นวันที่สามติดต่อกันที่ดัชนีซื้อขายต่ำกว่า 6,000 จุดระหว่างวัน หลังจากหลุดระดับดังกล่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม
เหตุใดเงินเฟ้อสหรัฐฯ จึงกระทบหุ้นเกาหลี
ตัวเลขราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินที่ปรับขึ้นมีส่วนผลักดัน ขณะที่แรงกดดันด้านราคายังลามไปยังสินค้าและบริการนอกภาคพลังงานด้วย
เฟดใช้อัตราดอกเบี้ยเพื่อส่งผลต่อการกู้ยืมและการใช้จ่าย อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้เงินกู้มีต้นทุนแพงขึ้นและอาจชะลอการขึ้นของราคา อีกทั้งยังเพิ่มต้นทุนให้บริษัทที่ต้องกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจ รวมถึงผู้ประกอบการที่สร้างศูนย์ข้อมูลและซื้ออุปกรณ์ AI จำนวนมาก
ตลาดวอลล์สตรีทเผชิญความกังวลเหล่านี้ไปแล้วก่อนตลาดเอเชียเปิด ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.1% และ Nasdaq Composite ร่วง 1.9% ทำให้ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สาม ดัชนี Philadelphia Semiconductor ลดลงเป็นวันที่หกติดต่อกัน ซึ่งเป็นช่วงขาลงยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025
ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้อยู่ในห่วงโซ่การลงทุนระดับโลกดังกล่าว นักลงทุนประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทเหล่านี้ใหม่ เมื่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนเงินทุนทำให้ผลตอบแทนของโครงการที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของพวกเขามีความไม่แน่นอน
ความต้องการ AI ปะทะต้นทุนการขยายธุรกิจ
CoreWeave ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานประมวลผลสำหรับ AI กลายเป็นจุดสนใจด้านความกังวลเรื่องเงินทุน หุ้นของบริษัทลดลงสูงสุด 17% ในวันพุธ ส่วนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2032 ซื้อขายต่ำกว่า 78 เซนต์ต่อมูลค่าหน้าตั๋ว 1 ดอลลาร์ เทียบกับราคาเสนอขายครั้งแรกเมื่อ 4 เดือนก่อน
หุ้นกู้คือเงินกู้ที่นักลงทุนให้แก่บริษัท ราคาต่ำกว่า 78 เซนต์หมายความว่านักลงทุนยอมขายสิทธิเรียกร้องดังกล่าวในราคาต่ำกว่า 78% ของมูลค่าหน้าตั๋ว ลดลงมากกว่า 22% จากระดับราคาเดิม ราคาหุ้นกู้ที่ลดลงอาจทำให้ผู้กู้ออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนใหม่ได้ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น
ชารู ชานานา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Saxo Bank ในสิงคโปร์ ระบุว่า ตลาดกำลังกังวลกับการเปลี่ยนแปลงวิธีที่นักลงทุนประเมินการเติบโตในภาวะที่เงินทุนมีต้นทุนสูง
"แรงเทขายในเอเชียดูจะไม่ใช่การเสื่อมถอยอย่างฉับพลันของปัจจัยพื้นฐานด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการประเมินต้นทุนเงินทุนใหม่" ชานานากล่าว
ชานานาอธิบายว่าเหตุใดความต้องการที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นอีกต่อไป
นักลงทุนตั้งคำถามมากขึ้นว่าควรจ่ายเท่าใดเพื่อแลกกับการเติบโตนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ผันผวน และอาจปรับขึ้นอีกครั้ง
ตัวเลขประมาณการของ Gartner ที่ถูกอ้างถึงในการพูดคุยของตลาดระบุว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ และจะเพิ่มขึ้นอีกราว 6 ล้านล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2027 ถึง 2030 จำนวนเงินในช่วงหลังเฉลี่ยปีละ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบกับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงเม็ดเงินมหาศาลที่ธุรกิจต้องใช้เพื่อรักษาระดับการลงทุน
การเติบโตของรายได้ Anthropic ที่ชะลอลง แม้ผลประกอบการไตรมาสสามที่นำเสนอต่อนักลงทุนจะแข็งแกร่ง ก็ยิ่งเพิ่มความกังวล ซอ ซังยอง จาก Mirae Asset Securities ชี้ว่านักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นว่า การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานจะเปลี่ยนเป็นกำไรจริงหรือไม่ และบริษัทจะจัดหาเงินทุนต่อไปได้หรือไม่ นักวิเคราะห์ของ JPMorgan ยังระบุว่าความเสี่ยงด้านเงินทุนและจังหวะเวลาการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดเป็นประเด็นสำคัญสำหรับหุ้น AI
ผู้ผลิตชิปเกาหลีเผชิญแรงกดดันสองด้าน
Samsung Electronics และ SK hynix เผชิญทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน AI และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากจีน ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT กำลังขยายกำลังการผลิตและพัฒนาการออกแบบ DRAM ความหนาแน่นสูงที่สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น
DRAM เป็นหน่วยความจำชนิดหนึ่งที่เก็บข้อมูลไว้ชั่วคราวระหว่างที่คอมพิวเตอร์ทำงาน การผลิตที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งอาจทำให้อุปทานสูงขึ้นและการแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรง สำหรับผู้ผลิตหน่วยความจำของเกาหลี ความกังวลนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนกำลังตั้งคำถามอยู่แล้วว่าลูกค้าจะสามารถใช้จ่ายกับกำลังประมวลผลใหม่ได้มากเพียงใด
แรงขาดทุนลามไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องด้วย ในช่วงซื้อขายภาคเช้า หุ้น SK Square ร่วง 11.38% และ Samsung Electro-Mechanics ลดลง 15.21% การเคลื่อนไหวเหล่านี้ประกอบกับหุ้นจำนวนมากที่ปรับตัวลง แสดงให้เห็นว่านักลงทุนลดการถือครองหุ้นอย่างกว้างขวางเพียงใด
ฮ็อก ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Broadcom เคยเตือนด้วยว่านักลงทุน AI บางรายกำลังเสี่ยงโชคอย่างแท้จริง คำเตือนของเขายิ่งทำให้มีการตรวจสอบมูลค่าหุ้นและช่องว่างระหว่างการใช้จ่ายกับโครงสร้างพื้นฐานในวันนี้ กับรายได้ที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต
แรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีลามทั่วเอเชีย
หุ้น Kioxia ผู้ผลิตหน่วยความจำอีกรายของญี่ปุ่น ร่วงลงมากกว่า 11% ขณะที่ SoftBank Group ซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ใน AI ลดลง 9.4% ตลาดหุ้นไต้หวันร่วงมากกว่า 3% และหุ้น Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ลดลงราว 3% มาอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือน
ตลาดฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ก็อ่อนตัวลงเช่นกัน ดัชนี Hang Seng ลดลง 1.1% ดัชนี CSI 300 ของจีนร่วง 1.4% และ Shanghai Composite ลดลง 1.5% ในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายตัว MiniMax ร่วง 8.7% Z.AI ลดลง 9.1% Semiconductor Manufacturing International Corp. ลดลง 4.5% Baidu ร่วง 4.4% และ Alibaba ลดลง 3.1%
อินโดนีเซียและสิงคโปร์ต่างลดลงราว 1% หุ้น DBS Group และ OCBC ของสิงคโปร์ก็ปรับลงราว 1% ส่งผลให้หุ้นของนครรัฐแห่งนี้แตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน หุ้นในมาเลเซียและฟิลิปปินส์อ่อนตัวลงเล็กน้อย
ผลประกอบการไตรมาสสามของ TSMC ซึ่งมีกำหนดประกาศในช่วงปลายวันพฤหัสบดี กลายเป็นบททดสอบแนวโน้มของอุตสาหกรรมในทันที บริษัทคาดว่าจะรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6 โดยนักลงทุนจับตาการคาดการณ์แนวโน้มของบริษัท เพื่อประเมินว่าความต้องการชิป AI จะสามารถหนุนการเติบโตต่อไปได้หรือไม่
ดอลลาร์แข็งค่าเพิ่มแรงกดดันอีกทาง
เงินวอนเกาหลีใต้อ่อนค่าลง 0.8% มาอยู่ที่ 1,352.84 วอนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์ เงินเปโซฟิลิปปินส์แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 63.09 เปโซต่อดอลลาร์ ขณะที่เงินดอลลาร์ไต้หวันลดลงมาอยู่ที่ 32.320 ดอลลาร์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม
ค่าเงินท้องถิ่นที่อ่อนลงทำให้การซื้อสินค้าที่กำหนดราคาเป็นดอลลาร์มีต้นทุนสูงขึ้น และยังเพิ่มต้นทุนในสกุลเงินท้องถิ่นของการชำระหนี้สกุลดอลลาร์ สำหรับบริษัทที่เผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นอยู่แล้ว นั่นหมายถึงภาระเงินสดที่เพิ่มขึ้นอีก
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเปรียบเทียบค่าเงินกับตะกร้าสกุลเงินหลัก ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือนหลังประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ ก่อนจะคืนกำไรส่วนใหญ่ในการซื้อขายช่วงต้นของตลาดเอเชีย ดัชนี MSCI วัดค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ลดลง 0.4% เป็นผลประกอบการรายวันที่แย่ที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์
เงินหยวนของจีนเคลื่อนไหวสวนทางกับแนวโน้มโดยรวม โดยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 6.6923 หยวนต่อดอลลาร์ ส่วนเงินดอลลาร์ออสเตรเลียลดลง 0.2% มาอยู่ที่ 0.6956 ดอลลาร์ หลังการจ้างงานในเดือนกันยายนลดลงอย่างไม่คาดคิด 39,300 ตำแหน่ง เทียบกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 20,000 ตำแหน่ง
อัตราดอกเบี้ย พันธบัตร และบททดสอบถัดไปของตลาด
นักลงทุนเพิ่มเดิมพันว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง แม้การคาดการณ์จะเปลี่ยนแปลงระหว่างการซื้อขาย การประเมินจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าครั้งหนึ่งระบุว่า โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในการประชุมวันที่ 27 และ 28 ตุลาคมอยู่ที่ 31.6% เพิ่มจาก 22.1% ในวันก่อนหน้า ขณะที่การประเมิน FedWatch ของ CME ในเวลาต่อมาระบุว่ามีโอกาส 75% ที่อัตราดอกเบี้ยจะคงเดิม
กรอบอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอยู่ที่ 3.75% ถึง 4.00% หลังการปรับขึ้นในเดือนกันยายน ตัวเลขราคาผู้ผลิตและยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดประกาศในช่วงปลายวันพฤหัสบดี เป็นข้อมูลชุดถัดไปที่ตลาดจะใช้ประเมินแรงกดดันเงินเฟ้อและการใช้จ่ายของผู้บริโภค นอกจากนี้ เควิน วอร์ช ประธานเฟดมีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงเทพฯ ในวันศุกร์ร่วมกับคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
พันธบัตรรัฐบาลมีแรงซื้อเข้ามาระหว่างที่หุ้นปรับตัวลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีลดลง 7.8 จุดเบสิกพอยต์ หรือ 0.078 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 5.110% ราคาพันธบัตรจะปรับขึ้นเมื่ออัตราผลตอบแทนลดลง นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากการขาดทุนในหุ้น พร้อมพิจารณาว่าการเติบโตที่อ่อนแอลงอาจช่วยจำกัดการขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในท้ายที่สุดหรือไม่
มาร์ก แมทธิวส์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยประจำเอเชียของ Bank Julius Baer ในสิงคโปร์ มองแนวโน้มเทคโนโลยีในแง่บวกกว่า
"ผมไม่กังวล เพราะหุ้นไม่ได้มีราคาแพง ไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และความต้องการยังสูงกว่าอุปทานมากในแทบทุกส่วนของเรื่องราว AI" แมทธิวส์กล่าว
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันโดยตรงในวันพฤหัสบดีอยู่ที่เรื่องเงินทุน ได้แก่ ต้นทุนการกู้ยืม ความสามารถในการจัดหาเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ และกำไรที่จำเป็นต่อการรองรับการใช้จ่ายดังกล่าว ผลประกอบการของ TSMC และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชุดถัดไปจะเป็นตัวเลขใหม่ให้นักลงทุนประเมินก่อนการประชุมเฟดในเดือนตุลาคม
ประเด็นสำคัญ
- ดัชนี KOSPI และ KOSDAQ ต่างลดลง 8.02% ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี จนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราวในตลาดทั้งสองแห่ง
- หุ้น Samsung Electronics ลดลง 9.7% และ SK hynix ร่วง 11.35% ขณะที่แรงขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทวีความรุนแรง
- เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาดเพิ่มความกังวลเรื่องต้นทุนการกู้ยืมและผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI
- ราคาหุ้นและหุ้นกู้ของ CoreWeave ที่ลดลงทำให้ความเสี่ยงด้านเงินทุนสำหรับ AI กลายเป็นประเด็นสำคัญ
- เงินวอนอ่อนค่าลง 0.8% ขณะที่ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นลดลง 4.8% และดัชนี MSCI ระดับภูมิภาคร่วง 3.3%
- ผลประกอบการของ TSMC ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการประชุมเฟดวันที่ 27 และ 28 ตุลาคม คือบททดสอบสำคัญตามกำหนดการที่กำลังจะมาถึง






