ทาคะอิจิเปิดทางสู่การถกเถียงครั้งใหญ่เรื่องกองทัพเรือ
ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาบรรจุการศึกษาเรื่องระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ไว้ในเอกสารด้านความมั่นคง 3 ฉบับ ซึ่งมีกำหนดปรับปรุงภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคะอิจิเรียกร้องให้เพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวังทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก ข้อเสนอนี้จะเริ่มตรวจสอบเทคโนโลยีที่อาจมีต้นทุนราว 1 ล้านล้านเยนต่อเรือดำน้ำ 1 ลำ และใช้เวลามากกว่าทศวรรษกว่าจะนำมาใช้งาน
สารบัญ
- ทาคะอิจิเปิดทางสู่การถกเถียงครั้งใหญ่เรื่องกองทัพเรือ
- การหารือพัฒนาไปสู่การศึกษาอย่างเป็นทางการได้อย่างไร
- เรือลาดตระเวนหรือแท่นยิงขีปนาวุธโจมตี?
- ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์จะเปลี่ยนอะไรใต้น้ำ
- กำลังศึกษาระบบยิงขีปนาวุธอยู่แล้ว
- ราคาอาจสูงถึงหลายล้านล้านเยน
- หาลูกเรือและผู้เชี่ยวชาญเครื่องปฏิกรณ์ให้เพียงพอ
- กฎหมายนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเป็นอีกประเด็นที่ต้องตัดสินใจ
- ประเทศพันธมิตรเป็นตัวอย่าง แต่ไม่ใช่ทางลัดในการจัดหา
- ระบบพลังงานแบบอื่นยังเป็นทางเลือก
- ประเด็นสำคัญ
ทาคะอิจิกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพุธว่า กิจกรรมทางทหารที่เพิ่มขึ้นของประเทศเพื่อนบ้านทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ในประเด็นความเป็นไปได้ที่จะให้กองกำลังป้องกันตนเองมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ เธอกล่าวว่า
เราจะพิจารณา (ความเป็นไปได้นี้) อย่างจริงจัง ในแนวทางที่เป็นรูปธรรมและสมจริง
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การเสริมสร้างการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยชี้ถึงข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการรวบรวมข่าวกรองและเฝ้าระวังในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อต้นเดือน เธอเคยกล่าวต่อรัฐสภาว่ายังไม่มีการตัดสินใจว่าจะใช้ระบบขับเคลื่อนแบบใดกับเรือดำน้ำญี่ปุ่นในอนาคต
ข้อเสนอหลักภายในรัฐบาลคืออนุมัติให้ศึกษาวิจัย แทนที่จะให้คำมั่นว่าจะจัดซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ แนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือเรียกร้องให้ศึกษาระบบพลังงานยุคใหม่ ซึ่งรวมถึงพลังงานนิวเคลียร์อย่างชัดเจน สำหรับเรือดำน้ำที่ติดตั้งระบบยิงแนวดิ่งและบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล
ญี่ปุ่นจึงต้องตัดสินใจหลายเรื่องพร้อมกัน ได้แก่ เรือดำน้ำในอนาคตควรทำภารกิจใด ภารกิจเหล่านั้นต้องใช้พลังงานมากเพียงใด ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่หรือไม่ และจะหาเงินทุนกับบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมได้เพียงพอหรือไม่ ยังไม่มีการประกาศตัดสินใจจัดซื้อหรือกำหนดเวลาส่งมอบ การหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลอาจเริ่มได้เร็วที่สุดในเดือนพฤศจิกายน ก่อนการปรับปรุงเอกสารตามแผนภายในสิ้นปี
การหารือพัฒนาไปสู่การศึกษาอย่างเป็นทางการได้อย่างไร
การถกเถียงนี้พัฒนาจากข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมรรถนะเรือดำน้ำ ไปสู่การหารือทางการเมืองเรื่องระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ ถ้อยคำที่ใช้มีความสำคัญมาตลอด เพราะการเสนอให้ศึกษาระบบพลังงานรูปแบบใหม่เปิดทางเลือกไว้มากกว่าการเสนอให้ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์โดยตรง
ในการแถลงข่าวของกระทรวงกลาโหมเมื่อ เดือนกันยายน 2025 เก็น นากาทานิ รัฐมนตรีกลาโหมในขณะนั้นยืนยันว่า คณะผู้เชี่ยวชาญได้ส่งรายงานเมื่อวันที่ 19 กันยายน เมื่อถูกถามเรื่องระบบขับเคลื่อนยุคใหม่สำหรับเรือดำน้ำที่ติดตั้งระบบยิงแนวดิ่ง เขากล่าวว่ายังไม่มีการตัดสินใจและยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
นากาทานิกล่าวในเวลานั้นด้วยว่า กระทรวงไม่มีแผนเร่งปรับปรุงโครงการเสริมสร้างศักยภาพด้านกลาโหม หรือย่นระยะเวลาการวางแผน การหารือในปัจจุบันก้าวไปไกลกว่านั้น โดยพิจารณาให้ระบุคำมั่นว่าจะศึกษาวิจัยอย่างชัดเจนในเอกสารด้านความมั่นคงฉบับปรับปรุง
- 19 กันยายน 2025: คณะผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงกลาโหมส่งข้อเสนอแนะ ซึ่งครอบคลุมขีดความสามารถและทางเลือกระบบขับเคลื่อนของเรือดำน้ำในอนาคต
- 26 กันยายน 2025: นากาทานิกล่าวว่ายังไม่มีการตัดสินใจหรือศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนยุคใหม่
- มิถุนายน 2026: พรรคเสรีประชาธิปไตยเสนอให้ศึกษาระบบพลังงานยุคใหม่ ขณะที่พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นสนับสนุนให้นำเรือดำน้ำนิวเคลียร์มาใช้โดยเร็ว
- 6 กรกฎาคม 2026: สำนักงานจัดซื้อ เทคโนโลยี และโลจิสติกส์ของญี่ปุ่นทำสัญญาศึกษาการออกแบบเรือดำน้ำในอนาคตที่ติดตั้งระบบยิงแนวดิ่ง
- ตุลาคม 2026: ทาคะอิจิให้คำมั่นว่าจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ขณะที่รัฐบาลชั่งน้ำหนักถ้อยคำที่จะใช้ในเอกสารด้านความมั่นคงซึ่งมีกำหนดปรับปรุงภายในสิ้นปี
เรือลาดตระเวนหรือแท่นยิงขีปนาวุธโจมตี?
รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่เห็นพ้องกันว่าเรือดำน้ำนิวเคลียร์ควรมีภารกิจหลักใด การหารือมุ่งไปที่สองภารกิจ ได้แก่ การค้นหาและติดตามเรือลำอื่นทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก และการบรรทุกขีปนาวุธที่สามารถโจมตีเป้าหมายระยะไกล
สำหรับภารกิจลาดตระเวน ประเด็นสำคัญคือกิจกรรมทางเรือของจีนที่ขยายตัวในแปซิฟิกตะวันตก เจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองคนหนึ่งชี้ว่า เรือดำน้ำแบบทั่วไปทำการค้นหาในพื้นที่ห่างไกลอย่างน่านน้ำรอบเกาะกวมได้ยาก การเดินทางไปที่นั่นใช้พลังงานแบตเตอรี่ ซึ่งเรือดำน้ำยังต้องสำรองไว้สำหรับปฏิบัติภารกิจและเดินทางกลับ
ส่วนภารกิจโจมตี ผู้สนับสนุนต้องการให้เรือดำน้ำบรรทุกขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้ของญี่ปุ่น นั่นหมายถึงความสามารถในการโจมตีสถานที่ทางทหารของฝ่ายตรงข้ามเพื่อตอบโต้การโจมตี ตามนโยบายการป้องกันประเทศของญี่ปุ่น เรือดำน้ำที่ซ่อนตัวได้ ยิงขีปนาวุธ และเคลื่อนออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว จะเพิ่มทางเลือกให้ผู้บัญชาการควบคู่ไปกับอาวุธที่ติดตั้งบนเรือผิวน้ำ
มาซาชิ มุราโนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมญี่ปุ่นจากสถาบันฮัดสัน กล่าวถึงความไม่แน่ชัดภายในหน่วยงานด้านกลาโหมว่า ผู้สนับสนุนต้องการให้เรือดำน้ำปฏิบัติการได้ดีขึ้นเป็นหลัก หรือมุ่งเสริมขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้ การเลือกภารกิจมีความสำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดอาวุธ ขนาดตัวเรือ ระบบขับเคลื่อน และจำนวนลูกเรือที่ต้องใช้
ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์จะเปลี่ยนอะไรใต้น้ำ
เรือดำน้ำชั้นไทเกอิของญี่ปุ่นในปัจจุบันใช้เครื่องยนต์ดีเซลและแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ขณะอยู่ใต้น้ำจะใช้พลังงานไฟฟ้าที่เก็บไว้ เมื่อต้องชาร์จแบตเตอรี่ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล เรือจะต้องเข้าใกล้ผิวน้ำและยกท่อรับอากาศขึ้นมา เพื่อดูดอากาศเข้าและระบายไอเสีย ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ถูกตรวจจับ
เรือดำน้ำนิวเคลียร์ใช้เครื่องปฏิกรณ์จ่ายพลังงานโดยไม่ต้องดูดอากาศจากเหนือผิวน้ำ จึงสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานหลายเดือน และเดินทางไกลด้วยความเร็วสูงต่อเนื่องได้ อย่างไรก็ดี เสบียงอาหาร ความทนทานของลูกเรือ การบำรุงรักษา และข้อกำหนดของภารกิจยังเป็นปัจจัยกำหนดระยะเวลาปฏิบัติการ
ตัวเลขเปรียบเทียบที่ใช้ในการถกเถียงระบุว่า เรือดำน้ำนิวเคลียร์ทำความเร็วได้มากกว่า 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบกับเรือดำน้ำแบบทั่วไปที่ทำได้ราว 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สมรรถนะจริงแตกต่างกันตามการออกแบบและสภาพการปฏิบัติการ จุดเด่นในการใช้งานคือการรักษาความเร็วระยะไกลได้โดยไม่ทำให้แบตเตอรี่หมดอย่างรวดเร็ว
พลเรือเอกอากิระ ไซโตะ เสนาธิการกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล กล่าวถึงประโยชน์ที่อาจได้รับว่าเป็น:
การยกระดับขีดความสามารถอย่างก้าวกระโดด
ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกลาโหม ยังให้เหตุผลว่าการปฏิบัติการใต้น้ำได้นานขึ้นและการทำความเร็วได้มากขึ้นอาจช่วยคุ้มครองลูกเรือระหว่างปฏิบัติภารกิจ เขายอมรับข้อเสียด้วย ทั้งค่าใช้จ่าย ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตัวเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเสียงใต้น้ำที่อาจดังขึ้น ความสามารถในการหลีกเลี่ยงการตรวจจับขึ้นอยู่กับการออกแบบและวิธีปฏิบัติการของเรือ ตลอดจนแหล่งพลังงานที่ใช้
กำลังศึกษาระบบยิงขีปนาวุธอยู่แล้ว
ญี่ปุ่นกำลังจัดสรรงบประมาณศึกษาวิจัยเรือดำน้ำในอนาคตที่ติดตั้งระบบยิงแนวดิ่ง หรือ VLS ระบบดังกล่าวบรรจุขีปนาวุธไว้ในท่อแนวตั้งเฉพาะภายในตัวเรือ ทำให้มีพื้นที่สำหรับอาวุธมากกว่าการพึ่งพาท่อตอร์ปิโดเพียงอย่างเดียว
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 สำนักงานจัดซื้อ เทคโนโลยี และโลจิสติกส์ มอบสัญญามูลค่า 3.9 พันล้านเยนให้บริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสทรีส์ ศึกษาการออกแบบแบบบูรณาการของเรือดำน้ำในอนาคตที่ติดตั้งระบบ VLS โดยกำหนดให้ดำเนินงานต่อเนื่องไปจนถึงปีงบประมาณ 2029
บริษัทคาวาซากิ เฮฟวี่ อินดัสทรีส์นำเสนอแนวคิดเรือดำน้ำติดตั้งระบบ VLS ในปี 2023 โดยวางระบบยิงไว้ระหว่างหอบังคับการ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ยื่นขึ้นเหนือท้องเรือ กับหัวเรือ อาวุธที่มีการหารือว่าจะนำมาใช้กับเรือดำน้ำในอนาคตรวมถึงขีปนาวุธ Type 12 รุ่นหนึ่งของญี่ปุ่น และขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กของสหรัฐฯ
เจฟฟรีย์ ฮอร์นุง ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมญี่ปุ่นจากสถาบัน RAND อธิบายข้อดีของท่อยิงเฉพาะว่า:
VLS จะทำให้เรือดำน้ำรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นยิงอาวุธที่มีขนาดใหญ่กว่า จำนวนมากกว่า และมีพิสัยไกลกว่าในปัจจุบันได้ จึงกลายเป็นแท่นยิงโจมตีที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขึ้น
ช่องเก็บอาวุธขนาดใหญ่อาจทำให้ตัวเรือต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น ขณะที่โซนาร์ขั้นสูงและโดรนใต้น้ำอาจเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้า นักออกแบบต้องสร้างสมดุลระหว่างความต้องการเหล่านี้กับความเร็ว ระยะเวลาปฏิบัติการ และการเดินเรืออย่างเงียบเชียบ งานศึกษาการออกแบบที่ได้รับงบประมาณเปิดทางให้ญี่ปุ่นตรวจสอบข้อแลกเปลี่ยนเหล่านี้ได้ในระหว่างที่การถกเถียงเรื่องระบบขับเคลื่อนยังดำเนินต่อไป
ราคาอาจสูงถึงหลายล้านล้านเยน
มีการประเมินว่าการสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์หนึ่งลำจะมีต้นทุนราว 1 ล้านล้านเยน การรักษาความพร้อมปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องอาจต้องมีเรืออย่างน้อย 3 ลำ เพื่อสลับช่วงซ่อมบำรุงและฝึกอบรมลูกเรือ หากคิดตามราคาประเมินดังกล่าว เรือ 3 ลำจะมีต้นทุนก่อสร้างราว 3 ล้านล้านเยน โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการและสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุน
เรือดำน้ำแบบทั่วไปลำล่าสุดของญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่เป็นประโยชน์ บริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสทรีส์ปล่อยเรือโชเกอิ ซึ่งเป็นเรือชั้นไทเกอิลำที่ 7 ลงน้ำที่อู่ต่อเรือโกเบเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม มีต้นทุนก่อสร้างราว 80.5 พันล้านเยน และกำหนดส่งมอบในเดือนมีนาคม 2028
ราคาเรือดำน้ำนิวเคลียร์ที่ประเมินไว้ 1 ล้านล้านเยนนั้น สูงกว่าต้นทุนก่อสร้างเรือโชเกอิประมาณ 12.4 เท่า แม้เรือทั้งสองแบบมีขีดความสามารถแตกต่างกัน แต่ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นขนาดของทางเลือกด้านงบประมาณ ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ยังต้องมีมาตรการดูแลความปลอดภัยของเครื่องปฏิกรณ์ การบำรุงรักษา การฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ และการปฏิบัติการต่อเนื่องหลายปี
เรือโชเกอิมีความยาว 84 เมตร กว้าง 9.1 เมตร และมีระวางขับน้ำมาตรฐานราว 3,000 ตัน ใช้เครื่องยนต์ดีเซล Kawasaki 12V 25/31 และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่นำมาใช้กับเรือชั้นไทเกอิ การปล่อยเรือลงน้ำแสดงให้เห็นว่าการสร้างกองเรือแบบทั่วไปยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ญี่ปุ่นพิจารณาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน
หาลูกเรือและผู้เชี่ยวชาญเครื่องปฏิกรณ์ให้เพียงพอ
กองกำลังป้องกันตนเองกำลังเผชิญการขาดแคลนกำลังพลอยู่แล้ว และตำแหน่งประจำเรือดำน้ำก็เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่หาคนมาปฏิบัติงานได้ยาก ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์จะเพิ่มความต้องการบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้านเครื่องปฏิกรณ์ นอกเหนือจากลูกเรือที่จำเป็นต่อการเดินเรือ บำรุงรักษา และปฏิบัติการรบ
เรือดำน้ำนิวเคลียร์ชั้นเวอร์จิเนียใช้ลูกเรือราว 140 คน เทียบกับเรือดำน้ำชั้นไทเกอิของญี่ปุ่นที่มีลูกเรือประมาณ 70 คน หรือมากเป็นสองเท่าต่อเรือหนึ่งลำในการเปรียบเทียบนี้ เรือดำน้ำนิวเคลียร์แบบใหม่ของญี่ปุ่นอาจต้องใช้ลูกเรือจำนวนต่างออกไป แต่การจัดกำลังพลก็ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวางแผน
ญี่ปุ่นจะต้องสรรหาผู้เชี่ยวชาญ จัดทำหลักสูตรฝึกอบรม และรักษาบุคลากรที่มีประสบการณ์ไว้ตลอดอายุการใช้งานของเรือ ลูกเรือและหน่วยงานสนับสนุนบนฝั่งจะต้องมีทักษะสำหรับเดินเครื่องและบำรุงรักษาเครื่องปฏิกรณ์ทางเรืออย่างปลอดภัย
มุราโนะกล่าวว่า เรือดำน้ำนิวเคลียร์เป็นทางเลือกที่เหมาะสมในเชิงปฏิบัติการตามธรรมชาติ แต่เตือนว่าเรือเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านกำลังพลที่กองกำลังป้องกันตนเองเผชิญอยู่ การปฏิบัติการในทะเลได้นานขึ้นย่อมต้องอาศัยบุคลากรเพิ่มขึ้นทั้งบนฝั่งและบนเรือ
กฎหมายนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเป็นอีกประเด็นที่ต้องตัดสินใจ
กฎหมายพื้นฐานพลังงานปรมาณูจำกัดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นไว้เพื่อสันติ รัฐบาลที่ผ่านมาเคยยืนยันว่าข้อจำกัดนี้ทำให้ไม่สามารถใช้พลังงานนิวเคลียร์ขับเคลื่อนเรือดำน้ำของกองกำลังป้องกันตนเองได้
โยชิมาสะ ฮายาชิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เคยอธิบายจุดยืนทางกฎหมายของรัฐบาลว่า:
หากยึดตามการตีความกฎหมายในปัจจุบัน ญี่ปุ่นก็ยากที่จะครอบครองเรือดำน้ำนิวเคลียร์
ระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์เกี่ยวข้องกับพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนเรือดำน้ำ ส่วนอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องของยุทโธปกรณ์ หลักการไม่ใช้นิวเคลียร์ 3 ข้อของญี่ปุ่นห้ามครอบครอง ผลิต หรือนำเข้าอาวุธนิวเคลียร์ เรือดำน้ำที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์เป็นแหล่งพลังงานยังสามารถบรรทุกอาวุธทั่วไปได้ ทั้งตอร์ปิโดและขีปนาวุธที่ติดหัวรบแบบทั่วไป
ดังนั้น ข้อเสนอเรื่องระบบขับเคลื่อนจึงทำให้ญี่ปุ่นต้องจัดการกับข้อจำกัดการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติในกฎหมาย ควบคู่ไปกับนโยบายด้านอาวุธที่มีอยู่ ทาคะอิจิเคยแสดงท่าทีสนับสนุนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ พร้อมยอมรับว่าต้องแก้ไขประเด็นทางกฎหมายและนโยบายก่อน
พรรคร่วมรัฐบาลมีแนวทางต่อเรื่องนี้แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะของพรรคเสรีประชาธิปไตยเมื่อเดือนมิถุนายนกล่าวถึงระบบพลังงานยุคใหม่โดยไม่ได้ระบุระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเรียกร้องให้นำเรือดำน้ำนิวเคลียร์มาใช้โดยเร็ว ขณะที่สมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตยบางส่วนแสดงความระมัดระวัง โดยตั้งคำถามทั้งเรื่องต้นทุนและความจำเป็นทางทหาร ถ้อยคำฉบับสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับการหารือภายในพรรคร่วมรัฐบาลและการหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ
ประเทศพันธมิตรเป็นตัวอย่าง แต่ไม่ใช่ทางลัดในการจัดหา
ทาคะอิจิกล่าวว่าญี่ปุ่นจะพิจารณาพัฒนาการในออสเตรเลียและเกาหลีใต้ ออสเตรเลียให้คำมั่นว่าจะจัดหาเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ขณะที่เกาหลีใต้เดินหน้าแผนของตนเองหลังได้รับอนุมัติจากสหรัฐฯ ให้ก่อสร้าง
ญี่ปุ่นอาจพัฒนาเรือภายในประเทศหรือจัดหาจากต่างประเทศ เจ้าหน้าที่บางคนเสนอให้จัดหาเรือจากสหรัฐฯ ตามแนวทางของออสเตรเลีย แต่ทางเลือกดังกล่าวจะทำให้ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาอุปกรณ์ กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และการสนับสนุนจากสหรัฐฯ มากขึ้นด้วย
มุราโนะประเมินว่าการพัฒนาเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นอาจใช้เวลาราว 10 ปี ขณะที่การประเมินอื่นระบุว่าอาจใช้เวลามากกว่าทศวรรษ และการสร้างภายในประเทศอาจใช้เวลานานกว่านั้น การเช่าเรือจากสหรัฐฯ ก็มีข้อจำกัดจากอุตสาหกรรมต่อเรือที่กำลังตึงตัวและพันธกรณีที่มีต่อออสเตรเลีย
มุราโนะประเมินว่าเรือเช่าอาจเริ่มส่งมอบได้ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 2030 ดังนั้นเรือดำน้ำนิวเคลียร์จึงเป็นโครงการสำหรับกองเรือในอนาคต ขณะที่ญี่ปุ่นยังต้องรับมือกับความต้องการด้านการเฝ้าระวังในปัจจุบัน โดยใช้เรือและอุปกรณ์อื่นที่สามารถนำไปปฏิบัติการได้เร็วกว่านี้
ระบบพลังงานแบบอื่นยังเป็นทางเลือก
ข้อเสนอแนะของคณะผู้เชี่ยวชาญใช้ถ้อยคำกว้าง ๆ ว่าด้วยพลังงานยุคใหม่ โดยไม่ได้เลือกใช้เครื่องปฏิกรณ์ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูงและเซลล์เชื้อเพลิงยังเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีการหารือสำหรับเรือดำน้ำในอนาคต
ญี่ปุ่นมีประสบการณ์ในการพัฒนาแบตเตอรี่เรือดำน้ำให้ก้าวพ้นจากแบบดั้งเดิมผ่านเรือชั้นไทเกอิ แบตเตอรี่โซลิดสเตตก็เป็นอีกแนวทางที่อาจพัฒนาได้ เกาหลีใต้ยังมีเรือดำน้ำที่ติดตั้งระบบยิงขีปนาวุธแนวดิ่งและใช้เครื่องยนต์ดีเซล แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และระบบขับเคลื่อนอิสระจากอากาศ ซึ่งจ่ายพลังงานใต้น้ำได้โดยไม่ต้องดูดอากาศภายนอกซ้ำ ๆ
ระบบแต่ละแบบมุ่งแก้ปัญหาเดียวกันในทางปฏิบัติ นั่นคือการจ่ายพลังงานให้เพียงพอต่อการเดินทาง เซนเซอร์ และอาวุธ พร้อมรักษาความสามารถในการหลบเลี่ยงการตรวจจับของเรือดำน้ำ แบตเตอรี่ที่เก็บพลังงานได้มากขึ้น ระบบเซลล์เชื้อเพลิง และเครื่องปฏิกรณ์ ต่างมีข้อกำหนดด้านพื้นที่ การบำรุงรักษา บุคลากร และงบประมาณแตกต่างกัน
การตัดสินใจเร่งด่วนของญี่ปุ่นคือขอบเขตของการศึกษาที่จะระบุไว้ในเอกสารด้านความมั่นคง งานศึกษาการออกแบบซึ่งจะดำเนินต่อไปจนถึงปีงบประมาณ 2029 การสร้างเรือดำน้ำแบบทั่วไปที่กำลังดำเนินอยู่ และการถกเถียงเรื่องภารกิจลาดตระเวนกับโจมตี ล้วนจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการศึกษา หากตัดสินใจศึกษาระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการระยะยาวเพื่อเลือกภารกิจ แก้ไขประเด็นทางกฎหมาย และจัดงบประมาณสำหรับกองเรือที่ใช้งานได้จริง
ประเด็นสำคัญ
- ทาคะอิจิกล่าวว่าญี่ปุ่นจะพิจารณาเรือดำน้ำนิวเคลียร์อย่างจริงจัง โดยอ้างถึงข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการเฝ้าระวังในมหาสมุทรแปซิฟิก
- ข้อเสนอหลักคือศึกษาเรื่องระบบขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ในเอกสารด้านความมั่นคงที่มีกำหนดปรับปรุงภายในสิ้นปี 2026
- เจ้าหน้าที่ยังไม่เห็นพ้องกันว่าภารกิจหลักควรเป็นการลาดตระเวนหรือการโจมตีด้วยขีปนาวุธ
- ประเมินว่าการสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์หนึ่งลำมีต้นทุนราว 1 ล้านล้านเยน และอาจต้องมีอย่างน้อย 3 ลำเพื่อรักษาความพร้อมปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง
- ญี่ปุ่นต้องจัดการประเด็นกฎหมายนิวเคลียร์ การขาดแคลนบุคลากร ความเชี่ยวชาญด้านเครื่องปฏิกรณ์ และข้อกำหนดในการบำรุงรักษา
- การศึกษามูลค่า 3.9 พันล้านเยนเกี่ยวกับเรือดำน้ำในอนาคตที่ติดตั้งระบบยิงแนวดิ่งมีกำหนดดำเนินไปจนถึงปีงบประมาณ 2029
- การนำเรือดำน้ำนิวเคลียร์มาใช้อาจใช้เวลามากกว่าทศวรรษ ขณะที่การสร้างกองเรือแบบทั่วไปยังดำเนินต่อไป






