ตลาดโตเกียวร่วงหนักขึ้น นักลงทุนตั้งคำถามต่อผลกำไรจาก AI
ดัชนีหุ้นนิกเกอิของญี่ปุ่นดิ่งลง 3,555.14 จุด หรือ 5.25% มาอยู่ที่ 64,189.15 จุด ณ เวลา 12:55 น. วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2026 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีอย่างหนัก การร่วงลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังดัชนีปรับลดลงติดต่อกัน 5 วันทำการ โดยก่อนหน้านี้สูญเสียไปแล้วกว่า 2,900 จุด
สารบัญ
- ตลาดโตเกียวร่วงหนักขึ้น นักลงทุนตั้งคำถามต่อผลกำไรจาก AI
- แรงร่วงเร่งตัวในวันที่ขาดทุนติดต่อกันเป็นวันที่ 6
- เหตุใดพันธบัตรของ CoreWeave จึงส่งผลต่อหุ้นญี่ปุ่น
- เงินเฟ้อเพิ่มแรงกดดันต่อวงจรการลงทุนที่มีต้นทุนสูง
- หุ้นชิปและเทคโนโลยีญี่ปุ่นรับแรงขาดทุนหนักที่สุด
- เกาหลีใต้เผชิญแรงถอยตัวรุนแรงกว่า
- แรงขาดทุนของหุ้นเทคโนโลยีวอลล์สตรีทเป็นตัวกำหนดทิศทาง
- ราคาพลังงานทำให้ตลาดยังจับตาปัญหาเงินเฟ้อ
- ประเด็นสำคัญ
ดัชนี Topix ซึ่งครอบคลุมตลาดในวงกว้างปรับลง 115.50 จุด หรือ 2.82% มาอยู่ที่ 3,981.28 จุด ดัชนีทั้งสองสะท้อนการถอยตัวของหุ้นญี่ปุ่น แต่การร่วงลงที่รุนแรงกว่ามากของนิกเกอิแสดงให้เห็นแรงกดดันต่อบริษัทเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่
การปรับตัวลงอย่างรุนแรงของราคาพันธบัตรภาคเอกชนที่ออกโดย CoreWeave ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ สำหรับประมวลผล AI เป็นปัจจัยหนึ่งที่จุดชนวนการเทขาย นักลงทุนกังวลมากขึ้นว่าบริษัทต่าง ๆ จะหาเงินทุนสำหรับการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร และรายได้จะเติบโตเร็วพอที่จะครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
แรงเทขายลามไปทั่วเอเชีย หลังหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ปรับลดลงเมื่อวันพุธ ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วง 8% ขณะที่ดัชนีหลักของไต้หวันลดลง 3.4% อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาดยิ่งเพิ่มแรงกดดัน เพราะทำให้กังวลเรื่องต้นทุนการกู้ยืมมากขึ้น
แรงร่วงเร่งตัวในวันที่ขาดทุนติดต่อกันเป็นวันที่ 6
การปรับตัวลงของตลาดโตเกียวเริ่มจากแรงเทขายหุ้นผู้ผลิตอุปกรณ์ทำเซมิคอนดักเตอร์ และรุนแรงขึ้นหลังพักเที่ยง ดัชนีนิกเกอิปิดภาคเช้าที่ 64,489.06 จุด ลดลง 3,255.23 จุด เมื่อถึงเวลา 12:55 น. ดัชนีลดลงอีก 299.91 จุดจากระดับปิดภาคเช้า
การซื้อขายในวันพฤหัสบดีทำให้ดัชนีร่วงต่ำกว่า 65,000 จุด และขยายช่วงขาดทุนติดต่อกันเป็นวันที่ 6 โดยแตะระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 2 สัปดาห์ การลดลงในช่วงบ่ายเพียงอย่างเดียวมีขนาดมากกว่าการขาดทุนรวมกว่า 2,900 จุดตลอด 5 วันทำการก่อนหน้า
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นตลอด 2 วันทำการ:
- 14 ตุลาคม: เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนกันยายนสูงกว่าคาด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับขึ้นชั่วคราว และดัชนี Nasdaq Composite ลดลงประมาณ 1.9%
- 15 ตุลาคม ช่วงเช้า: หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ญี่ปุ่นถูกเทขาย ทำให้นิกเกอิลดลง 3,255.23 จุด มาอยู่ที่ 64,489.06 จุดเมื่อปิดภาคเช้า
- 15 ตุลาคม เวลา 12:55 น.: การลดลงของนิกเกอิขยายเป็น 3,555.14 จุด หรือ 5.25% ขณะที่ Topix ลดลง 2.82%
ตัวเลขเหล่านี้แสดงภาวะการซื้อขายระหว่างวัน ยังไม่มีการรายงานระดับปิดตลาดสุดท้ายของวันพฤหัสบดี
เหตุใดพันธบัตรของ CoreWeave จึงส่งผลต่อหุ้นญี่ปุ่น
CoreWeave อยู่ในธุรกิจ AI ส่วนที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากก่อนจะสร้างผลตอบแทนได้ ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลต้องจัดหาแผงวงจรประมวลผล อาคาร ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ทำความเย็น เพื่อให้มีกำลังประมวลผลรองรับการใช้งานของผู้พัฒนา AI
บริษัทต่าง ๆ สามารถจัดหาเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ด้วยการกู้ยืม รวมถึงการออกพันธบัตรภาคเอกชน พันธบัตรคือเงินกู้จากนักลงทุนให้แก่บริษัท ซึ่งบริษัทให้คำมั่นว่าจะจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน เมื่อราคาพันธบัตรที่ออกไปแล้วลดลง อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ผู้ซื้อรายใหม่จะได้รับ ณ ราคานั้น ก็จะสูงขึ้น
ราคาพันธบัตร CoreWeave ที่ลดลงทำให้ตลาดหันมาจับตาต้นทุนการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI มากขึ้น อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นอาจทำให้บริษัทที่เผชิญความกังวลในลักษณะเดียวกันต้องจ่ายต้นทุนการกู้ยืมในอนาคตแพงขึ้น เมื่อธุรกิจต้องระดมทุนต่อเนื่องเพื่อขยายกิจการ การประเมินความคุ้มค่าก็ยิ่งเข้มงวดขึ้น โดยการลงทุนต้องสร้างรายได้เพียงพอรองรับทั้งค่าใช้จ่ายดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน
ผู้ผลิตชิปและซัพพลายเออร์อุปกรณ์ของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากการประเมินนี้ เพราะลูกค้าต้องอาศัยการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มกำลังประมวลผล หากนักลงทุนคาดว่าผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลจะมีงบประมาณตึงตัวขึ้น ก็อาจลดราคาที่พร้อมจ่ายเพื่อซื้อหุ้นของบริษัทที่จัดหาสินค้าให้โครงการเหล่านั้นด้วย
พันธบัตร CoreWeave อัตราดอกเบี้ย 9.625% ครบกำหนดปี 2032 ให้อัตราผลตอบแทน 14.8% ส่วนพันธบัตรอัตราดอกเบี้ย 9.75% ครบกำหนดปี 2031 ให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 14.9% ไม่มีการระบุตัวเลขที่แน่ชัดว่าราคาพันธบัตรลดลงมากเพียงใด ความกังวลที่ลามไปยังตลาดหุ้นมุ่งไปที่การจัดหาเงินทุนและความสามารถในการทำกำไรในอนาคต
เงินเฟ้อเพิ่มแรงกดดันต่อวงจรการลงทุนที่มีต้นทุนสูง
ราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 3.7% จากปีก่อนหน้า เทียบกับ 3.4% ในเดือนสิงหาคม การปรับขึ้นดังกล่าวสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ และสะท้อนว่าอัตราเงินเฟ้อรายปีเร่งตัวขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์
เงินเฟ้อที่ยืดเยื้ออาจทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงนานขึ้น เพราะธนาคารกลางใช้ต้นทุนการกู้ยืมเพื่อควบคุมอุปสงค์และการเพิ่มขึ้นของราคา สำหรับบริษัทที่วางแผนลงทุนจำนวนมาก อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจทำให้การกู้เงินและการออกพันธบัตรมีต้นทุนแพงขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นเหนือ 5.32% ชั่วคราวเมื่อวันพุธ ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 5.10% โดยก่อนหน้านี้เคยแตะ 5.35% ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อภาวะการจัดหาเงินทุนในวงกว้าง เนื่องจากนักลงทุนใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการประเมินการลงทุนอื่น ๆ
ธุรกิจ AI เผชิญความกังวลที่เชื่อมโยงกัน 2 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนการระดมทุนและความเร็วที่การลงทุนจะสร้างกำไร นักลงทุนกังวลว่ารายได้อาจเติบโตไม่ทันต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดัน
หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากแรงกระแทกด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน กดดันตลาดพันธบัตรด้วย แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อวันพุธ แต่หุ้นเทคโนโลยีทั่วเอเชียยังคงปรับตัวลง
หุ้นชิปและเทคโนโลยีญี่ปุ่นรับแรงขาดทุนหนักที่สุด
Kioxia Holdings ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ร่วงลงสูงสุด 11.2% ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย SoftBank Group ซึ่งเป็นผู้ลงทุนใน OpenAI ลดลง 9.6% ขณะที่ Tokyo Electron ผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ปรับลง 7.5%
ตัวเลขอื่นระหว่างการซื้อขายระบุว่า Advantest ลดลง 7.4% Lasertec ลดลง 8.8% และ Taiyo Yuden ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ลดลง 4.5% แรงขาดทุนเกิดขึ้นในหลายส่วนของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี ทั้งหน่วยความจำ การทดสอบชิป อุปกรณ์การผลิต และการลงทุนในธุรกิจ AI
การที่แรงเทขายครอบคลุมหลายบริษัทมีความสำคัญ เพราะแต่ละบริษัททำหน้าที่แตกต่างกัน ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลจัดหากำลังประมวลผล ผู้ผลิตชิปผลิตชิ้นส่วน และซัพพลายเออร์อุปกรณ์จำหน่ายเครื่องจักรที่จำเป็นต่อการผลิต ความคาดหวังว่าจะมีการลงทุนใน AI ต่อเนื่องเป็นปัจจัยเชื่อมโยงแนวโน้มธุรกิจของบริษัทเหล่านี้
หุ้นธนาคารก็อ่อนตัวลงเช่นกัน แต่ปรับลดน้อยกว่า Mitsubishi UFJ และ Sumitomo Mitsui ต่างลดลง 1.1% ส่วน Mizuho Financial ลดลง 1.8% การปรับลงของ Topix แสดงให้เห็นว่าแรงเทขายขยายวงกว้างเกินกว่ากลุ่มเทคโนโลยีที่ขาดทุนหนักที่สุด
ญี่ปุ่นยังเผยสัญญาณเศรษฐกิจที่เป็นบวกมากขึ้น โดยคำสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด ตัวเลขคำสั่งซื้อดังกล่าวถูกจับตาในฐานะดัชนีชี้วัดการลงทุนภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การขาดทุนในตลาดวันพฤหัสบดีสะท้อนว่า ระหว่างการซื้อขาย ความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีทั่วโลกและการจัดหาเงินทุนมีน้ำหนักมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจภายในประเทศ
เกาหลีใต้เผชิญแรงถอยตัวรุนแรงกว่า
ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วง 8% มาอยู่ที่ 5,527.12 จุด โดยลดลงในสัดส่วนมากกว่านิกเกอิของญี่ปุ่น Samsung Electronics ลดลง 9.7% และ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำร่วง 11.1% ทำให้ซัพพลายเออร์รายใหญ่ 2 รายของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกอยู่ใจกลางแรงเทขาย
ในช่วง 1 เดือนก่อนหน้านั้น Kospi ลดลงมากกว่า 16% ที่ระดับอ้างอิงของวันพฤหัสบดี ดัชนียังต่ำกว่า 9,000 จุดที่เคยทะลุขึ้นไปเมื่อเดือนมิถุนายนราว 39% ซึ่งเป็นช่วงที่ความคึกคักจาก AI ช่วยดันตลาดขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ การเปรียบเทียบนี้แสดงให้เห็นว่าราคาหุ้นถอยลงจากช่วงขาขึ้นก่อนหน้าไปมากเพียงใด
ดัชนี Taiex ของไต้หวันลดลง 3.4% Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. หรือ TSMC ลดลง 1.8% ก่อนรายงานผลประกอบการ บริษัทผลิตชิปให้ธุรกิจอื่น จึงมีผลประกอบการที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความกังวลของนักลงทุนเรื่องอุปสงค์ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง
ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงลดลง 1.3% มาอยู่ที่ 24,009.28 จุด ส่วน Shanghai Composite ร่วง 2% มาอยู่ที่ 3,692.65 จุด ขณะที่ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียลดลงเพียง 0.2% มาอยู่ที่ 8,710.20 จุด ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันหนักที่สุดอยู่ในตลาดที่มีบริษัทชิปและ AI รายสำคัญ ส่วนตลาดอื่นขาดทุนในวงจำกัดกว่า
แรงขาดทุนของหุ้นเทคโนโลยีวอลล์สตรีทเป็นตัวกำหนดทิศทาง
การซื้อขายในสหรัฐฯ เมื่อวันพุธเป็นฉากหลังโดยตรงของการปรับลงในเอเชีย ดัชนี Nasdaq Composite ลดลงประมาณ 1.9% เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่ลดลง 1.1% และดัชนี Dow Jones Industrial Average ที่ลดลง 0.1%
หุ้นเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ขาดทุนมากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวม Nvidia ลดลง 3.2% Broadcom ลดลง 3.1% และ Advanced Micro Devices ลดลง 5.7% การปรับตัวเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนแรงเทขายในบริษัทญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่จัดหาผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับลดลงระหว่างการซื้อขายในเอเชียเช่นกัน นักลงทุนในโตเกียว โซล และไทเปจึงเผชิญแรงกดดันทั้งจากความกังวลเรื่องการจัดหาเงินทุนของบริษัทและบรรยากาศตลาดระหว่างประเทศที่อ่อนแอลง
ความแตกต่างระหว่างดัชนีสหรัฐฯ ช่วยอธิบายรูปแบบการปรับลง เมื่อวันพุธหุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงกดดันหนักกว่าตลาดโดยรวม และหุ้นชิปในเอเชียรับช่วงความอ่อนแอดังกล่าวต่อเนื่องถึงวันพฤหัสบดี จากนั้นนิกเกอิของญี่ปุ่นที่ร่วง 5.25% และ Kospi ของเกาหลีใต้ที่ลดลง 8% ก็ปรับลงในสัดส่วนมากกว่าดัชนี Nasdaq
ราคาพลังงานทำให้ตลาดยังจับตาปัญหาเงินเฟ้อ
ราคาน้ำมันปรับลดลงระหว่างการซื้อขายวันพฤหัสบดี แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงครามอิหร่านเริ่มขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ น้ำมันดิบเบรนต์ลดลง 1.5% มาอยู่ที่ 104.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบมาตรฐานของสหรัฐฯ ลดลง 1% มาอยู่ที่ 94.17 ดอลลาร์
ก่อนสงคราม เบรนต์ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ราคาจะลดลงในวันดังกล่าว แต่ที่ระดับ 104.47 ดอลลาร์ยังสูงกว่าระดับก่อนหน้านั้นประมาณ 45% ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนการขนส่ง การผลิต และครัวเรือน ซึ่งช่วยอธิบายว่าเหตุใดเงินเฟ้อยังคงเป็นข้อกังวลของนักลงทุน
โครงสร้างพื้นฐาน AI ยังต้องใช้ไฟฟ้าเพื่อเดินระบบและทำความเย็นให้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก ต้นทุนพลังงานจึงเป็นส่วนหนึ่งของความท้าทายด้านค่าใช้จ่ายในอุตสาหกรรมนี้ ควบคู่ไปกับชิป การก่อสร้าง และดอกเบี้ย
แรงเทขายวันพฤหัสบดีทำให้ต้นทุนเหล่านี้ถูกรวมอยู่ในการประเมินรายได้ในอนาคต บริษัทที่จัดหาโครงสร้างพื้นฐาน AI จึงถูกประเมินภายใต้สภาพแวดล้อมทางการเงินที่ท้าทายขึ้น ทั้งพลังงานราคาแพง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูง และความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าการลงทุนจำนวนมากจะสร้างผลกำไรได้รวดเร็วเพียงใด
ประเด็นสำคัญ
- นิกเกอิลดลง 5.25% มาอยู่ที่ 64,189.15 จุด ณ เวลา 12:55 น. วันที่ 15 ตุลาคม และขยายช่วงขาดทุนติดต่อกันเป็นวันที่ 6
- Topix ลดลง 2.82% แสดงให้เห็นว่าแรงเทขายขยายวงกว้างเกินกว่าหุ้นเทคโนโลยีที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
- ราคาพันธบัตร CoreWeave ที่ลดลงทำให้กังวลมากขึ้นเรื่องการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI และการทำกำไรให้เพียงพอกับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยพันธบัตรครบกำหนดปี 2032 และ 2031 ให้อัตราผลตอบแทน 14.8% และประมาณ 14.9% ตามลำดับ
- เงินเฟ้อรายปีของสหรัฐฯ เร่งขึ้นเป็น 3.7% ในเดือนกันยายน จาก 3.4% ในเดือนสิงหาคม เพิ่มแรงกดดันผ่านความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย
- Kioxia, SoftBank Group และ Tokyo Electron ขาดทุนหนัก ขณะที่ Kospi ของเกาหลีใต้ร่วง 8%
- แม้ราคาจะลดลงระหว่างการซื้อขาย เบรนต์ยังสูงกว่าระดับโดยประมาณก่อนสงครามอิหร่านราว 45%






