อุทธรณ์คดีข่มขืนส่งประเด็นความหมายของการใช้กำลังให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณา
ศาลฎีกาเกาหลีใต้จะพิจารณาว่าควรเปลี่ยนบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1979 หรือไม่ ซึ่งกำหนดว่าการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ในคดีข่มขืนต้องทำให้การขัดขืนเป็นไปไม่ได้หรือยากลำบากอย่างมาก คดีนี้ถูกส่งให้ที่ประชุมใหญ่ของศาลพิจารณา โดยกำหนดเริ่มไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 22 แต่ไม่ได้ระบุเดือนและวันที่จะมีคำตัดสินขั้นสุดท้าย
สารบัญ
- อุทธรณ์คดีข่มขืนส่งประเด็นความหมายของการใช้กำลังให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณา
- สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้อัยการต้องพิสูจน์
- คำพิพากษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นการใช้เกณฑ์ดังกล่าว
- เหตุใดคำวินิจฉัยปี 2023 จึงสำคัญ
- พัฒนาการของข้อถกเถียงทางกฎหมาย
- เหตุใดความยินยอมยังเป็นประเด็นหลักของการรณรงค์
- แรงกดดันที่รายล้อมการแจ้งความคดีข่มขืน
- ตัวเลขในอดีตสะท้อนอะไร
- ประเด็นสำคัญ
จำเลยซึ่งระบุเพียงว่า A ถูกตัดสินว่ามีความผิดในชั้นพิจารณาคดี แต่ได้รับการยกฟ้องในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสรุปว่า A มีเจตนาข่มขืนและใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ร้ายแรงถึงระดับที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว อัยการยื่นอุทธรณ์ ทำให้คดีขึ้นสู่ศาลฎีกาในเดือนกุมภาพันธ์ของปีก่อน
ประเด็นสำคัญคืออัยการต้องพิสูจน์การใช้กำลังหรือการข่มขู่ในระดับใดจึงจะลงโทษฐานข่มขืนได้ ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ศาลยังคงยึดหลักพื้นฐานว่าการกระทำนั้นต้องทำให้การขัดขืนของผู้เสียหายเป็นไปไม่ได้หรือยากลำบากอย่างมาก พร้อมกำชับให้ผู้พิพากษาพิจารณาสถานการณ์แวดล้อมด้วย
การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลต่อวิธีที่ศาลประเมินการมีเพศสัมพันธ์ที่มีการใช้กำลังหรือข่มขู่โดยไม่ยินยอม แต่ไม่ถึงเกณฑ์ที่เข้มงวดดังกล่าว และยังจะทำให้การตีความความผิดฐานข่มขืนใกล้เคียงกับการเปลี่ยนแปลงที่ศาลฎีกามีขึ้นในเดือนกันยายน 2023 สำหรับความผิดแยกต่างหาก คือการกระทำอนาจารโดยใช้กำลังหรือข่มขู่
การพิจารณาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการรณรงค์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานให้ถือการไม่ยินยอมเป็นองค์ประกอบหลักของกฎหมายความผิดฐานข่มขืน รัฐสภายังไม่ได้ผ่านข้อเสนอเหล่านั้น ทำให้ศาลฎีกาต้องพิจารณาความหมายของข้อกำหนดเรื่องการใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ในกฎหมายปัจจุบัน
สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้อัยการต้องพิสูจน์
มาตรา 297 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเกาหลีใต้ให้นิยามการข่มขืนว่าเป็นการมีเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยใช้ความรุนแรงหรือการข่มขู่ และกำหนดโทษจำคุกเป็นระยะเวลาแน่นอนอย่างน้อยสามปี
คลินิกกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยซองคยุนกวาน ได้ระบุข้อความดังกล่าวไว้ในคำตอบแบบสอบถามปี 2020 ซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ต่อผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยความรุนแรงต่อสตรี คลินิกระบุว่านิยามนี้ตั้งอยู่บนการใช้กำลังหรือการข่มขู่ ไม่ใช่การขาดความยินยอม
ตัวบทกฎหมายกับการตีความของศาลทำหน้าที่ต่างกัน มาตรา 297 ระบุการใช้ความรุนแรงและการข่มขู่เป็นองค์ประกอบของความผิด ส่วนบรรทัดฐานของศาลฎีกากำหนดให้ผู้พิพากษาพิจารณาว่าการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่นั้นต้องร้ายแรงเพียงใด
ตามแนวตีความที่ใช้มายาวนาน ผู้พิพากษาจะประเมินว่าการใช้กำลังหรือข่มขู่ทำให้การขัดขืนเป็นไปไม่ได้หรือยากลำบากอย่างมากหรือไม่ โดยต้องพิจารณาลักษณะและระดับของการกระทำ ที่มาของเหตุการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างและหลังการมีเพศสัมพันธ์
ดังนั้น อัยการจึงต้องผ่านทั้งเกณฑ์ทางกฎหมายและข้อกำหนดด้านพยานหลักฐาน โดยต้องแสดงว่าการกระทำที่กล่าวหานั้นเข้าข่ายนิยามความผิดฐานข่มขืน และพิสูจน์ข้อกล่าวหาให้สิ้นสงสัยตามสมควร กล่าวอย่างง่ายคือ พยานหลักฐานต้องทำให้ผู้พิพากษาเชื่อว่าจำเลยมีความผิด โดยไม่มีข้อสงสัยอันมีเหตุผลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงสำคัญ
คำพิพากษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นการใช้เกณฑ์ดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาเดือนเมษายน 2001 คดีหมายเลข 2001Do230 แสดงให้เห็นว่าเกณฑ์เรื่องการขัดขืนส่งผลต่อการอุทธรณ์อย่างไร เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2001 ศาลฎีกากลับคำพิพากษาลงโทษฐานข่มขืนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ และส่งคดีกลับไปยังศาลสูงกรุงโซลเพื่อพิจารณาเพิ่มเติม
ผู้พิพากษาย้ำว่าการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ต้องทำให้การขัดขืนเป็นไปไม่ได้หรือยากลำบากอย่างมาก อีกทั้งเห็นว่าการตรวจสอบพยานหลักฐานยังมีข้อบกพร่อง ทั้งคำให้การของผู้ร้องเรียน คำให้การของพยานคนอื่น และหลักฐานทางการแพทย์ ศาลชั้นต้นจึงต้องตรวจสอบสถานการณ์ให้ละเอียดขึ้นก่อนตัดสินว่าพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้หรือไม่
เกือบหนึ่งทศวรรษต่อมา คำพิพากษาศาลฎีกาเดือนพฤศจิกายน 2010 คดีหมายเลข 2010Do9633 ก็ใช้เกณฑ์เดียวกัน ศาลวินิจฉัยว่าอัยการพิสูจน์ข้อกล่าวหาข่มขืนที่เกี่ยวข้องกับวันที่ 28 และ 29 ตุลาคม 2009 ให้สิ้นสงสัยตามสมควรไม่ได้ จึงส่งคดีกลับไปยังศาลสูงกรุงโซล
คำพิพากษาปี 2010 พิจารณาทั้งความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานและระดับความรุนแรงของการใช้กำลังหรือข่มขู่ที่ถูกกล่าวหา ศาลตั้งข้อสงสัยว่าการกระทำถึงระดับที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยพิจารณาความสัมพันธ์ของคู่กรณีและสถานการณ์แวดล้อมระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ คำพิพากษายังยืนตามข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในข้อหาทำร้ายร่างกายและข่มขู่ซึ่งเป็นคนละข้อหาด้วย
เหตุใดคำวินิจฉัยปี 2023 จึงสำคัญ
ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้เปลี่ยนเกณฑ์ที่คล้ายกันสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังหรือข่มขู่แล้ว ในเดือนกันยายน 2023 ที่ประชุมใหญ่ของศาลได้ปรับแนวตีความที่ใช้มาราว 40 ปี
สำหรับความผิดดังกล่าว ศาลวินิจฉัยว่าการใช้ความรุนแรงอาจหมายถึงการใช้กำลังทางกายต่อร่างกายผู้อื่นโดยมิชอบ ส่วนการข่มขู่อาจหมายถึงการสื่อสารคำขู่ให้เกิดอันตรายซึ่งสามารถทำให้เกิดความกลัวได้ แนวตีความใหม่ไม่กำหนดให้การใช้กำลังหรือข่มขู่ต้องร้ายแรงถึงระดับที่ทำให้การขัดขืนยากลำบากอย่างมากอีกต่อไป
ขณะนี้อุทธรณ์คดีข่มขืนได้นำคำถามที่เกี่ยวข้องกันเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ กล่าวคือ ศาลควรยังคงกำหนดให้การใช้กำลังหรือข่มขู่ในคดีข่มขืนต้องร้ายแรงถึงระดับสูงเช่นเดิมหรือไม่ ขณะที่ใช้การตีความที่กว้างกว่าในคดีอนาจาร
ผลในทางปฏิบัติอยู่ที่ว่าศาลจะรับรองการกระทำแบบใดว่าเข้าองค์ประกอบเรื่องการใช้ความรุนแรงหรือการข่มขู่ หากศาลฎีกาลดเกณฑ์ลง ผู้พิพากษาก็จะประเมินข้อกล่าวหาข่มขืนโดยใช้ความเข้าใจต่อคำเหล่านี้ที่กว้างขึ้น แต่อัยการยังคงต้องพิสูจน์องค์ประกอบทุกข้อที่เกณฑ์ทางกฎหมายฉบับใหม่กำหนด
แช แดอึน ทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีความผิดทางเพศ กล่าวว่า บทบัญญัติและแนวตีความที่มีอยู่ถูกวิจารณ์มาโดยตลอด เพราะตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ต้องรุนแรงถึงขั้นทำให้การขัดขืนแทบเป็นไปไม่ได้ เธอยังกล่าวว่าศาลชั้นต้นบางแห่งตีความคำว่าความรุนแรงและการข่มขู่กว้างกว่าบรรทัดฐานที่ใช้กันอยู่
แชมองว่าการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่เป็นโอกาสที่จะยุติความแตกต่างในการตีความและตอบสนองต่อกระแสระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับความยินยอมมากขึ้น นี่เป็นการประเมินทิศทางที่ศาลอาจดำเนินไป แต่ผู้พิพากษายังไม่ได้ประกาศคำตัดสิน
พัฒนาการของข้อถกเถียงทางกฎหมาย
ข้อพิพาทนี้ก่อตัวขึ้นจากคำพิพากษา การรณรงค์ และข้อเสนอทางกฎหมายที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ วันที่สำคัญต่อไปนี้ช่วยให้เห็นว่าการพิจารณาครั้งนี้เชื่อมโยงกับประวัติที่ผ่านมาอย่างไร:
- กุมภาพันธ์ 1979: ศาลฎีกาวางหลักเป็นครั้งแรกว่า การใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ในคดีข่มขืนต้องทำให้การขัดขืนยากลำบากอย่างมาก
- 27 เมษายน 2001: คดี 2001Do230 ย้ำเกณฑ์ดังกล่าวและกำหนดให้ตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดขึ้นก่อนจะยืนโทษจำเลยได้
- 11 พฤศจิกายน 2010: คดี 2010Do9633 ยืนยันเกณฑ์เดิมและหน้าที่ของอัยการในการพิสูจน์ความผิดให้สิ้นสงสัยตามสมควร
- กรกฎาคม 2018: การถกเถียงในสาธารณะชี้ให้เห็นข้อกำหนดเรื่องการขัดขืน ควบคู่กับแรงกดดันที่ผู้ร้องเรียนบางคนเผชิญจากการถูกฟ้องร้องทางกฎหมายตอบโต้
- 20 สิงหาคม 2020: คลินิกกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะของมหาวิทยาลัยซองคยุนกวานยื่นข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายความผิดฐานข่มขืนของเกาหลีใต้และอุปสรรคในการแจ้งความต่อผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ
- กันยายน 2023: ศาลฎีกาลดเกณฑ์การใช้กำลังและการข่มขู่สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจาร
- การอุทธรณ์คดีปัจจุบัน: ที่ประชุมใหญ่มีกำหนดเริ่มพิจารณาว่าจะแก้ไขเกณฑ์คดีข่มขืนหรือไม่ในวันที่ 22
ลำดับเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นช่องทางสองทางในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในทางปฏิบัติ รัฐสภาสามารถแก้ไขตัวบทความผิด ส่วนศาลฎีกาสามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้พิพากษาตีความถ้อยคำที่มีอยู่ คดีที่อยู่ระหว่างพิจารณานี้เกี่ยวข้องกับช่องทางที่สอง
เหตุใดความยินยอมยังเป็นประเด็นหลักของการรณรงค์
องค์กรสตรีเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้กำหนดนิยามความผิดฐานข่มขืนโดยยึดการไม่มีความยินยอมเป็นหลัก ขณะที่หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติก็เรียกร้องให้เกาหลีใต้ปรับแก้นิยามไปในทิศทางดังกล่าว
กฎหมายที่ยึดความยินยอมเป็นหลักจะพิจารณาว่าบุคคลยินยอมมีเพศสัมพันธ์โดยสมัครใจหรือไม่ ส่วนแนวทางปัจจุบันของเกาหลีใต้ให้การใช้ความรุนแรงหรือการข่มขู่เป็นแกนหลักของมาตรา 297 โดยให้บรรทัดฐานของศาลเป็นตัวกำหนดระดับความรุนแรงที่ต้องเข้าเกณฑ์
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญเมื่อบุคคลไม่ยินยอมมีเพศสัมพันธ์ แต่พิสูจน์การใช้กำลังหรือข่มขู่ให้ถึงระดับที่แนวตีความปัจจุบันกำหนดได้ยาก ผู้รณรงค์ต้องการให้คำนิยามทางกฎหมายมุ่งพิจารณาความยินยอมโดยตรง แทนที่จะพิจารณาว่าการขัดขืนทำได้ยากเพียงใด
เอกสารที่คลินิกกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะยื่นในปี 2020 ระบุว่าประเด็นนี้เป็นอุปสรรคต่อการแจ้งความและการดำเนินคดี เอกสารยังกล่าวถึงสมมติฐานที่ว่าความรุนแรงทางเพศมีความร้ายแรงน้อยลง หากผู้หญิงเคยมีประสบการณ์ทางเพศมาก่อน เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ก่อเหตุ หรือเคยยินยอมมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลนั้น ตามข้อมูลของคลินิก สมมติฐานเช่นนี้อาจมีส่วนทำให้บางกรณีได้รับโทษลดลง
อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐฯ ปรับแนวทางกฎหมายให้ความยินยอมมีบทบาทสำคัญมากขึ้น แม้เกณฑ์ตามกฎหมายของแต่ละแห่งจะแตกต่างกัน สมาชิกสภานิติบัญญัติเกาหลีใต้เสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ข้อเสนอไม่ผ่านก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมรัฐสภาที่เกี่ยวข้อง
ศาลฎีกาสามารถทบทวนเกณฑ์เรื่องการใช้กำลังภายใต้มาตรา 297 ได้ แต่การแทนที่บทบัญญัตินี้ด้วยความผิดที่กำหนดให้การไม่มีความยินยอมเป็นแกนหลักอย่างชัดเจน จำเป็นต้องผ่านการดำเนินการของรัฐสภา
แรงกดดันที่รายล้อมการแจ้งความคดีข่มขืน
ข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องเกณฑ์การขัดขืนยังเกิดขึ้นควบคู่กับอีกปัญหาหนึ่งที่มีการบันทึกไว้ในปี 2018 นั่นคือผู้ร้องเรียนถูกดำเนินคดีอาญาเสียเอง หลังแจ้งเหตุความรุนแรงทางเพศหรือพูดถึงเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะ
พนักงานออฟฟิศในกรุงโซลซึ่งระบุชื่อว่า D เล่าว่าถูกแจ้งความซ้ำหลายครั้งในข้อหาต่าง ๆ รวมถึงหมิ่นประมาท เบิกความเท็จ และข่มขู่ ชายที่เธอกล่าวหาถูกตัดสินว่าข่มขืนในที่สุดและจำคุกสองปี ส่วนข้อกล่าวหาที่มีต่อเธอถูกยกฟ้อง เขายังคงตามรังควานเธอหลังออกจากเรือนจำ จนกระทั่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานสะกดรอยตามและข่มขู่ในปี 2014 เหตุการณ์ที่เธอเล่าจึงยุติลง
ซอ ฮเยจิน จากสมาคมทนายความสตรีเกาหลี กล่าวถึงผลกระทบต่อผู้หญิงที่กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการร้องเรียนหรือไม่ว่า:
ระบบทั้งหมดทำให้ผู้หญิงไม่กล้าออกมาร้องเรียน
กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาของเกาหลีใต้อาจเปิดช่องให้มีการแจ้งความต่อผู้ที่กล่าวหาเรื่องใดต่อสาธารณะ แม้ข้อความนั้นเป็นความจริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การแจ้งข้อกล่าวหาต่อตำรวจกับการเผยแพร่ต่อสาธารณะมีความเสี่ยงทางกฎหมายแตกต่างกัน ส่วนการดำเนินคดีฐานกล่าวหาเท็จอาจเพิ่มแรงกดดันอีกทางหนึ่งระหว่างคดีความรุนแรงทางเพศ
ในเดือนกรกฎาคม 2018 กระทรวงยุติธรรมสั่งให้อัยการรอจนกว่าคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นต้นเรื่องจะได้ข้อยุติ ก่อนสอบสวนผู้ร้องเรียนในข้อกล่าวหาว่าแจ้งความเท็จ มาตรการนี้มุ่งจัดการเรื่องเวลาการสอบสวน ขณะที่การรณรงค์แก้ไขกฎหมายข่มขืนมุ่งจัดการนิยามความผิดโดยตรง
ตัวเลขในอดีตสะท้อนอะไร
องค์กรสายด่วนสตรีเกาหลีกล่าวในปี 2018 ว่าข้อร้องเรียนคดีข่มขืนที่องค์กรได้รับมีเพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ที่เข้าเกณฑ์ความผิดฐานข่มขืนตามกฎหมายในขณะนั้น ตัวเลขนี้กล่าวถึงข้อร้องเรียนที่องค์กรได้รับ โดยการติดต่อกับผู้รอดชีวิตทำให้องค์กรมองเห็นช่องว่างโดยตรงระหว่างประสบการณ์ที่มีการแจ้งกับเกณฑ์ทางกฎหมาย
ตัวเลขที่ระบุว่ามาจากสถาบันยุติธรรมแสดงให้เห็นว่าอัยการยุติคดีอาชญากรรมทางเพศ 55 เปอร์เซ็นต์ในปี 2016 เทียบกับคดีฆาตกรรม 22 เปอร์เซ็นต์ และคดีลักทรัพย์กับปล้นทรัพย์ 26 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขคดีอาชญากรรมทางเพศสูงกว่าคดีฆาตกรรม 33 จุดเปอร์เซ็นต์ และสูงกว่าคดีลักทรัพย์กับปล้นทรัพย์ 29 จุดเปอร์เซ็นต์
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสภาพการดำเนินคดีของอัยการในปี 2016 การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับประเด็นหนึ่งในสภาพแวดล้อมดังกล่าว นั่นคือความหมายทางกฎหมายของการใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ในคดีข่มขืน
สำหรับ A ประเด็นเฉพาะหน้าคือการยกฟ้องจะยังคงมีผลหลังอัยการอุทธรณ์หรือไม่ ส่วนผลที่กว้างกว่าในคดีต่อ ๆ ไปคือการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ทางกฎหมายที่ผู้พิพากษาใช้ประเมินการใช้กำลังและการข่มขู่ ศาลฎีกาต้องตัดสินว่าจะคงเกณฑ์เดิม ปรับแก้ หรือไม่ และจะนำเหตุผลของศาลมาใช้กับการอุทธรณ์คดีนี้อย่างไร
ประเด็นสำคัญ
- ศาลฎีกาเกาหลีใต้ส่งคดีอุทธรณ์ข่มขืนให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาทบทวนเกณฑ์การใช้กำลังและการข่มขู่ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1979
- เกณฑ์ปัจจุบันกำหนดว่าการกระทำต้องทำให้การขัดขืนเป็นไปไม่ได้หรือยากลำบากอย่างมาก โดยพิจารณาตามสถานการณ์
- จำเลยถูกตัดสินว่ามีความผิดในชั้นพิจารณาคดี ก่อนศาลอุทธรณ์ยกฟ้องและอัยการนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา
- คำวินิจฉัยเมื่อเดือนกันยายน 2023 ลดเกณฑ์ที่เทียบเคียงกันสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังหรือข่มขู่
- กลุ่มสตรีและหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเรียกร้องให้กฎหมายความผิดฐานข่มขืนยึดการไม่มีความยินยอมเป็นหลัก
- กำหนดเริ่มพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ครั้งแรกคือวันที่ 22 แต่ศาลยังไม่ได้ประกาศคำตัดสินขั้นสุดท้าย






