แรงกดดันด้านค่าเงินลามทั่วตลาดอินโดนีเซีย
เงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าทะลุ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2026 ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียเข้าแทรกแซงตลาดเงินและตลาดพันธบัตร ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นอย่างหนักและความกังวลว่า นักลงทุนต่างชาติจะถอนเงินออก ข้อมูลของบลูมเบิร์กระบุว่า ณ เวลา 09:28 น. ตามเวลาภาคตะวันตกของอินโดนีเซีย (WIB) เงินดอลลาร์อยู่ที่ 18,054 รูเปียห์ เพิ่มขึ้น 116 รูเปียห์ หรือ 0.65%
สารบัญ
- แรงกดดันด้านค่าเงินลามทั่วตลาดอินโดนีเซีย
- สถานการณ์ในช่วงเช้า
- มาตรการของธนาคารกลางอินโดนีเซีย
- เหตุใดดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจึงเพิ่มแรงกดดัน
- การหารือของ MSCI ทำให้ตลาดจับตาการเข้าถึงตลาด
- ตลาดหุ้นและพันธบัตรสะท้อนแรงกดดัน
- ความเชื่อมั่นขึ้นอยู่กับความโปร่งใสด้านการถือครองและการบังคับใช้กฎ
- เงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร
- อัตราดอกเบี้ยและคาดการณ์ขึ้นอยู่กับเงินทุนไหลออกเพิ่มเติม
- ประเด็นสำคัญ
ธนาคารกลางอินโดนีเซียระบุว่า นักลงทุนทั่วโลกเริ่มระมัดระวังมากขึ้นและหันไปถือดอลลาร์ ส่งผลให้ตลาดการเงินภายในประเทศเผชิญแรงกดดัน นักเศรษฐศาสตร์ยังชี้ถึงปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศ ได้แก่ การหารือของ MSCI ว่าจะปรับสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่เป็นตลาดเดี่ยวหรือไม่
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตา หรือ IHSG ร่วงลงราว 8% ตอนเปิดตลาด จนมีรายงานว่าต้องระงับการซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที ข้อมูลช่วงเช้าหลังจากนั้นแสดงการปรับตัวลงเกิน 11% พันธบัตรรัฐบาลก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นเป็น 7.34% ตามข้อมูลของโจชัว ปาร์เดเด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Bank Permata
เออร์วิน กุนาวัน ฮูตาเปีย หัวหน้าฝ่ายบริหารสินทรัพย์การเงินและหลักทรัพย์ของธนาคารกลางอินโดนีเซีย กล่าวว่า ธนาคารกลางจะยังคงเข้าดูแลตลาดเพื่อพยุงเสถียรภาพของรูเปียห์และให้การซื้อขายเป็นไปอย่างมีระเบียบ เขาระบุว่าเงินสำรองระหว่างประเทศที่ 146,300 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน เป็นปัจจัยสนับสนุนความสามารถของอินโดนีเซียในการรับมือแรงกดดันจากภายนอก
ความท้าทายเฉพาะหน้าเกี่ยวข้องกับตลาดหลายแห่งที่เชื่อมโยงกัน นักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นอินโดนีเซียอาจซื้อดอลลาร์เพื่อนำเงินออกนอกประเทศ ซึ่งอาจทำให้รูเปียห์อ่อนค่า ขณะเดียวกัน ราคาพันธบัตรที่ลดลงทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น ธนาคารกลางอินโดนีเซียกำลังดำเนินมาตรการในตลาดเหล่านี้ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องให้มีมาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
สถานการณ์ในช่วงเช้า
ข้อมูลของ Refinitiv ระบุว่า รูเปียห์เปิดตลาดที่ 17,980 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง 0.33% ก่อนแตะ 18,000 รูเปียห์เมื่อเวลา 09:02 น. WIB หรืออ่อนค่าลง 0.45% จากนั้นอัตราแลกเปลี่ยนยังคงอยู่เหนือระดับดังกล่าวในการรายงานข้อมูลช่วงเช้าครั้งต่อ ๆ มา
วันสำคัญและข้อมูลการซื้อขายโดยสรุปมีดังนี้:
- 30 กันยายน 2026: เงินสำรองระหว่างประเทศของอินโดนีเซียอยู่ที่ 146,300 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของธนาคารกลางอินโดนีเซีย
- 15 ตุลาคม: ข้อมูลของ Refinitiv ระบุว่า รูเปียห์ปิดที่ 17,920 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง 0.14% หลังแตะ 17,957 รูเปียห์ระหว่างการซื้อขาย
- 16 ตุลาคม เวลา 09:02 น. WIB: รูเปียห์แตะ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์
- 16 ตุลาคม เวลา 09:28 น. WIB: ข้อมูลของบลูมเบิร์กระบุว่า เงินดอลลาร์อยู่ที่ 18,054 รูเปียห์ เพิ่มขึ้น 0.65%
- 16 ตุลาคม เวลา 10:03 น. WIB: รูเปียห์ซื้อขายที่ 18,060 รูเปียห์ ขณะที่ IHSG อยู่ที่ 5,253 จุด ลดลง 10.41%
- 16 ตุลาคม เวลา 10:40 น. WIB: รูเปียห์อยู่ที่ 18,053 รูเปียห์ต่อดอลลาร์
- 30 เมษายน 2027: กำหนดสิ้นสุดช่วงหารือของ MSCI
- 30 มิถุนายน 2027: กำหนดเส้นตายที่ MSCI จะประกาศการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการจัดประเภท
โจชัวอ้างตัวเลขรูเปียห์ที่ 18,063 รูเปียห์ อ่อนค่าลงราว 0.69% จาก 17,938 รูเปียห์ในวันก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลของ Refinitiv ระบุราคาปิดวันก่อนหน้าที่ 17,920 รูเปียห์ ความแตกต่างนี้มีผลต่อการเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงรายวัน แม้ว่าตัวเลขทั้งสองชุดจะแสดงให้เห็นว่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทะลุ 18,000 รูเปียห์
มาตรการของธนาคารกลางอินโดนีเซีย
มาตรการตอบสนองของธนาคารกลางอินโดนีเซียประกอบด้วยธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศในตลาดทันที สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่ส่งมอบในตลาดต่างประเทศและในประเทศ ตลอดจนการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลในตลาดรอง เออร์วินกล่าวว่า การแทรกแซงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ธุรกรรมตลาดทันทีคือการแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราตลาดปัจจุบัน ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่ส่งมอบเป็นสัญญาที่ใช้บริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต โดยชำระส่วนต่างเป็นเงินสดแทนการแลกเปลี่ยนเงินตราเต็มจำนวน สัญญาในตลาดต่างประเทศซื้อขายนอกอินโดนีเซีย ส่วนสัญญาในประเทศดำเนินการภายในตลาดของประเทศ
การซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองหมายถึงการซื้อหลักทรัพย์ที่นักลงทุนถือครองอยู่แล้ว การซื้อดังกล่าวช่วยพยุงสภาพคล่องในตลาด ทำให้นักลงทุนยังซื้อขายได้ในช่วงที่มีแรงขายสูง
ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังคงรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับเพียงพอ บริหารอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน และสื่อสารกับบริษัทและผู้ร่วมตลาด ธนาคารกลางไม่ได้เปิดเผยมูลค่าการแทรกแซงหรือประกาศการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งใหม่
เหตุใดดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจึงเพิ่มแรงกดดัน
เออร์วินระบุว่า รูเปียห์อ่อนค่าจากความไม่ชอบความเสี่ยงทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น กล่าวอย่างง่ายคือ นักลงทุนเต็มใจถือสินทรัพย์ที่มองว่ามีความเสี่ยงน้อยลง และต้องการถือดอลลาร์มากขึ้น เขาเตือนว่าเงินทุนที่ไหลออกจากสินทรัพย์ลงทุนในพอร์ตของอินโดนีเซียอาจดำเนินต่อไป
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ หรือ DXY ซึ่งติดตามค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล เพิ่มขึ้น 0.03% มาอยู่ที่ 102.081 เมื่อเวลา 09:00 น. WIB ราคาผู้ผลิตของสหรัฐเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 ปีครึ่งในเดือนกันยายน ขณะที่ยอดค้าปลีกสูงกว่าที่คาด การใช้จ่ายที่แข็งแกร่งและแรงกดดันด้านราคาที่ยังคงมีอยู่ อาจลดความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับลดลง และหนุนความต้องการดอลลาร์
ข้อมูล FedWatch ของ CME ระบุว่า มีโอกาส 73% ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมวันที่ 27–28 ตุลาคม นักลงทุนยังรอถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ
การแข็งค่าของดอลลาร์แตกต่างกันไปในแต่ละสกุล โดยดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.02% เมื่อเทียบกับเยน 0.04% เมื่อเทียบกับยูโร 0.02% เมื่อเทียบกับหยวน และ 0.05% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่อ่อนค่าลง 0.01% เมื่อเทียบกับทั้งปอนด์สเตอร์ลิงและดอลลาร์ออสเตรเลีย การเพิ่มขึ้น 0.65% เมื่อเทียบกับรูเปียห์นั้นสูงกว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาก สอดคล้องกับข้อมูลของนักเศรษฐศาสตร์ที่ระบุว่าอินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม
การหารือของ MSCI ทำให้ตลาดจับตาการเข้าถึงตลาด
MSCI ซึ่งจัดทำดัชนีหุ้นที่กองทุนลงทุนระหว่างประเทศนำไปใช้ เปิดการหารือเกี่ยวกับการปรับสถานะอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่เป็นตลาดเดี่ยว ข้อเสนอนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือ โดยเปิดรับความเห็นจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2027 และกำหนดประกาศผลการตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายในวันที่ 30 มิถุนายน
การจัดประเภทเป็นตลาดเดี่ยวทำให้ตลาดนั้นอยู่นอกกลุ่มประเทศหลักของ MSCI ประเด็นนี้สำคัญเพราะกองทุนที่อิงดัชนีตลาดเกิดใหม่ใช้การจัดกลุ่มดังกล่าวประกอบการตัดสินใจว่าจะถือหุ้นใด การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลต่อความต้องการหุ้นอินโดนีเซีย ขณะที่ความไม่แน่นอนอาจทำให้นักลงทุนลดการถือครองก่อนมีคำตัดสินขั้นสุดท้าย
ข้อกังวลที่ MSCI ระบุเกี่ยวข้องกับความสามารถในการลงทุน ความโปร่งใสด้านการถือครองหุ้น การซื้อขายที่ต้องสงสัยว่ามีการประสานงานกัน และประสิทธิผลของการบังคับใช้กฎ ความสามารถในการลงทุนหมายถึงนักลงทุนสามารถซื้อ ถือครอง และขายหุ้นที่อยู่ในดัชนีได้จริงหรือไม่
ระหว่างการหารือ MSCI ยังคงจำกัดการเปลี่ยนแปลงดัชนีหลายรายการ ได้แก่ การเพิ่ม Foreign Inclusion Factor และจำนวนหุ้น การเพิ่มหลักทรัพย์เข้าในดัชนี MSCI Indonesia Investable Market Index และการเลื่อนหุ้นขึ้นสู่กลุ่มดัชนีที่มีขนาดสูงกว่า สองมาตรการแรกช่วยกำหนดว่าหุ้นของบริษัทจะถูกรวมไว้ในดัชนีมากน้อยเพียงใด
ตลาดหุ้นและพันธบัตรสะท้อนแรงกดดัน
IHSG อยู่ที่ 5,203.19 จุดเมื่อเวลา 09:30 น. WIB ลดลง 660.59 จุด หรือ 11.27% ดัชนีอยู่ใกล้ 5,200 จุดเมื่อเวลา 09:33 น. ก่อนฟื้นตัวบางส่วนมาอยู่ที่ 5,253 จุดเมื่อเวลา 10:03 น. ซึ่งเป็นการปรับลง 10.41% โจชัวยกข้อมูลช่วงเช้าอีกชุดที่ระบุดัชนีอยู่ที่ 5,271 จุด ลดลง 10.10%
หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานร่วงลงมากกว่า 13.9% หุ้นพลังงานลดลงราว 11% และหุ้นวัสดุพื้นฐานลดลง 8.7% ปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ 61.6 ล้านล็อต มูลค่าธุรกรรม 1,730.3 พันล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 1.73 ล้านล้านรูเปียห์
หุ้นที่กดดันดัชนี ได้แก่ Barito Renewables Energy, Dian Swastatika Sentosa, Bank Central Asia, Chandra Asri Pacific และ VKTR Teknologi Mobilitas ส่วนหุ้นที่ช่วยพยุงไม่ให้ดัชนีลดลงมากไปกว่านี้ ได้แก่ Amman Mineral Internasional, Bank Mandiri, Bank Rakyat Indonesia, United Tractors และ Bank of India Indonesia
โจชัวกล่าวว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 8 เบซิสพอยต์เป็น 7.34% โดย 8 เบซิสพอยต์เท่ากับ 0.08 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยทั่วไปอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาลดลง หมายความว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อถือครองหนี้ดังกล่าว
โจชัวอธิบายว่า นักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นและแลกเงินที่ได้เป็นดอลลาร์จะเพิ่มแรงกดดันต่อรูเปียห์ ส่วนนักลงทุนที่นำเงินกลับไปลงทุนในพันธบัตรอินโดนีเซียหรือสินทรัพย์ภายในประเทศประเภทอื่น จะยังคงเงินทุนไว้ในตลาดการเงินของประเทศ ซึ่งส่งผลต่อความต้องการเงินตราแตกต่างออกไป
ความเชื่อมั่นขึ้นอยู่กับความโปร่งใสด้านการถือครองและการบังคับใช้กฎ
ฟัครุล ฟุลเวียน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Trimegah Sekuritas Indonesia กล่าวว่า การหารือของ MSCI เป็นบททดสอบความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่าง ๆ ในตลาดอินโดนีเซีย ข้อกังวลของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่สัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายได้จริง ซึ่งหมายถึงส่วนของหุ้นบริษัทที่เปิดให้ประชาชนซื้อขาย
ฟัครุลกล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติต้องการข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่แท้จริง จำนวนหุ้นที่มีให้ซื้อขายจริง และการกระจุกตัวของการถือครองหุ้น นอกจากนี้ยังต้องสามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้อย่างสม่ำเสมอ
ฟัครุลเรียกร้องให้เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลตลาด การเปิดเผยข้อมูล การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย และความรับผิดชอบของบริษัทจดทะเบียน เขากล่าวว่าต้องบังคับใช้กฎอย่างสม่ำเสมอกับธุรกรรมที่อาจมีการปั่นราคาและโครงสร้างการถือครองที่ไม่โปร่งใส
โจชัวเรียกร้องให้สำนักงานบริการทางการเงิน หรือ OJK และตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย ดำเนินการปรับปรุงธรรมาภิบาลตลาดให้เห็นผลและน่าเชื่อถือเช่นกัน มูฮัมหมัด ริซัล เตาฟีกูร์เราะห์มาน หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคของ INDEF กล่าวว่า การแทรกแซงค่าเงินควรมาพร้อมกับความโปร่งใสด้านการถือครองหุ้น การดำเนินการกับการปั่นตลาด และวินัยทางการคลังที่น่าเชื่อถือ
เงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร
ริซัลกล่าวว่า การอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าและการชำระหนี้ที่กำหนดเป็นสกุลเงินต่างประเทศสูงขึ้น บริษัทที่มีรายได้ส่วนใหญ่เป็นรูเปียห์จะต้องใช้เงินท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อชำระบิลดอลลาร์จำนวนเท่าเดิม ซึ่งบีบกำไรให้ลดลง
ตัวอย่างการคำนวณอย่างง่ายช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ การชำระเงิน 1 ล้านดอลลาร์มีต้นทุน 17,920 ล้านรูเปียห์เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 17,920 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ และเพิ่มเป็น 18,054 ล้านรูเปียห์เมื่ออัตราอยู่ที่ 18,054 รูเปียห์ เท่ากับเพิ่มขึ้น 134 ล้านรูเปียห์ ก่อนรวมค่าธรรมเนียมหรือการป้องกันความเสี่ยงจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
ราคาพลังงานเพิ่มแรงกดดันอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันดิบเบรนต์แตะ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และถ่านหินเกิน 159 ดอลลาร์ต่อตัน ท่ามกลางความกังวลเรื่องอุปทานทั่วโลก โจชัวระบุว่า น้ำมันราคาแพง ความไม่แน่นอนทั่วโลก และความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่กดดันรูเปียห์
ธนาคารกลางอินโดนีเซียระบุว่า ค่าเงินอ่อนลงเพียง 0.28% นับตั้งแต่ต้นไตรมาส และยังเคลื่อนไหวโดยรวมสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค เรโว กีลัง เฟอร์เดาส์ นักวิเคราะห์หุ้นของ Mega Capital Sekuritas ระบุว่า ค่าเงินอ่อนลงมากกว่า 7% นับตั้งแต่ต้นปี และมีเงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิจากหุ้นมูลค่า 4,900 ล้านดอลลาร์ในช่วงดังกล่าว ตัวเลขรายไตรมาสและรายปีครอบคลุมระยะเวลาต่างกัน โดยแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงล่าสุดค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับการอ่อนค่าตลอดทั้งปี
อัตราดอกเบี้ยและคาดการณ์ขึ้นอยู่กับเงินทุนไหลออกเพิ่มเติม
โจชัวกล่าวว่า ควรพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (BI-Rate) จากระดับ 5.75% หากรูเปียห์อ่อนค่าอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเงินทุนไหลออกจำนวนมาก เงินสำรองระหว่างประเทศลดลง และความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจช่วยพยุงค่าเงินด้วยการทำให้การลงทุนในประเทศน่าสนใจขึ้น แต่ก็เพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของครัวเรือนและธุรกิจด้วย
เรโวคาดการณ์ว่ารูเปียห์จะเคลื่อนไหวในกรอบ 17,724–18,499 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ในเดือนถัดไป โดยประเมินความน่าจะเป็นไว้ที่ 74.9% ส่วนกรอบคาดการณ์ในสัปดาห์ถัดไปอยู่ที่ 17,889–18,280 รูเปียห์ โดยระบุความน่าจะเป็นไว้ที่ 77% ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินของนักวิเคราะห์ โดยใจความคือรูเปียห์อาจอ่อนค่าลงต่อหรือฟื้นตัวได้ภายในกรอบที่คาดการณ์ไว้
สัญญาณด้านนโยบายตามกำหนดครั้งถัดไปคือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐวันที่ 27–28 ตุลาคม ส่วนกรอบเวลาระยะยาวของอินโดนีเซียทอดยาวไปถึงกำหนดสิ้นสุดการหารือของ MSCI ในเดือนเมษายน 2027 และการประกาศคำตัดสินขั้นสุดท้ายภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ระหว่างนี้ การแทรกแซงของธนาคารกลางอินโดนีเซียมุ่งรับมือแรงกดดันในการซื้อขายเฉพาะหน้า ขณะที่ข้อเสนอปฏิรูปตลาดมุ่งแก้ข้อกังวลด้านความเชื่อมั่นที่นักเศรษฐศาสตร์ระบุ
ประเด็นสำคัญ
- รูเปียห์อ่อนค่าทะลุ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม และอยู่ที่ 18,054 รูเปียห์ ณ เวลา 09:28 น. WIB
- ธนาคารกลางอินโดนีเซียเข้าแทรกแซงผ่านธุรกรรมเงินตราต่างประเทศและการซื้อพันธบัตรรัฐบาล
- อินโดนีเซียมีเงินสำรองระหว่างประเทศ 146,300 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน
- IHSG ร่วงลงมากกว่า 11% ในการซื้อขายช่วงเช้า ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น
- MSCI กำลังหารือเรื่องการปรับสถานะอินโดนีเซียเป็นตลาดเดี่ยว โดยกำหนดประกาศคำตัดสินขั้นสุดท้ายภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2027
- นักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการถือครองหุ้นอย่างโปร่งใส บังคับใช้กฎให้เข้มงวดยิ่งขึ้น และดำเนินมาตรการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน






