เงินสำรองมีน้อย ขณะที่ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น
ครัวเรือนไทยที่มีรายได้ไม่เกิน 24,000 บาทต่อเดือนคิดเป็น 57.2% ของครัวเรือนทั้งประเทศ และครัวเรือนที่มีหนี้เหลือเงินไม่ถึง 500 บาทต่อเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายและชำระหนี้แล้ว ตามข้อมูลของ Krungsri Research ต้นทุนเชื้อเพลิง อาหาร และการเดินทางที่สูงขึ้นอาจกินเงินสำรองอันน้อยนิดนี้ ขณะเดียวกันก็ทำให้งานของคนบางกลุ่มตกอยู่ในความเสี่ยง
สารบัญ
- เงินสำรองมีน้อย ขณะที่ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น
- สามกลุ่มที่มีความสามารถรับมือแตกต่างกัน
- ราคาน้ำมันส่งผลถึงมื้ออาหารอย่างไร
- การจ้างงานอาจได้รับแรงกดดันด้วย
- ข้อมูลจากการสำรวจระดับประเทศ
- ปัญหาการเงินมีมาก่อนราคาพลังงานพุ่ง
- ความกังวลของประชาชนและช่วงเวลาที่ราคาพลังงานเปลี่ยนแปลง
- บรรเทาภาระในระยะสั้น พร้อมเพิ่มรายได้ให้มั่นคงในระยะยาว
- ประเด็นสำคัญ
แรงกดดันดังกล่าวเห็นได้จากตัวเลขการใช้จ่ายช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2026 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือ TPSO ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ 21,217 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 326 บาทจากช่วงเดียวกันของปี 2025 ในจำนวนนี้ 228 บาทมาจากค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและการสื่อสาร หรือราว 70% ของยอดเพิ่มขึ้นทั้งหมด
ตลาดพลังงานยิ่งเพิ่มแรงกดดันในเดือนตุลาคม รายงานสถานการณ์ตลาดของกระทรวงพลังงาน ณ วันที่ 20 ตุลาคมระบุว่า ราคาอ้างอิงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจรของเอเชียอยู่ที่ 29.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 107.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยนำเข้าพลังงาน และก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ราคาตลาดโลกส่งผลต่อทั้งค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและต้นทุนธุรกิจ
การประเมินของ Krungsri แสดงให้เห็นว่าแรงกระทบอาจกระจายไม่เท่ากัน ในระยะแรกครัวเรือนที่มีฐานะดีกว่าอาจต้องจ่ายเพิ่มเพราะใช้น้ำมันเชื้อเพลิงกับยานพาหนะมากกว่า ส่วนครัวเรือนรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบมากขึ้นเมื่อค่าพลังงานส่งผ่านไปยังราคาอาหาร ของปรุงสำเร็จ และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ครัวเรือนกลุ่มนี้มีทางเลือกในการลดรายจ่ายน้อยกว่า และหลายคนทำงานในอุตสาหกรรมที่ธุรกิจอาจตอบสนองด้วยการลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้าง หรือเลิกจ้าง
สามกลุ่มที่มีความสามารถรับมือแตกต่างกัน
Krungsri ใช้ข้อมูลสำรวจครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติช่วงปี 2015 ถึง 2025 เพื่อประเมินการใช้จ่าย ความมั่นคงในการทำงาน เงินสำรอง และหนี้สิน โดยจำแนกกลุ่มตามรายได้ครัวเรือนในปี 2025 ดังนี้
- ครัวเรือนที่มีฐานะการเงินตึงตัวมีรายได้ไม่เกิน 24,000 บาทต่อเดือน เฉลี่ย 14,464 บาท คิดเป็น 57.2% ของครัวเรือนทั้งหมด
- ครัวเรือนกลุ่มกลางมีรายได้ระหว่าง 24,001 ถึง 51,657 บาทต่อเดือน เฉลี่ย 34,173 บาท คิดเป็น 32.1%
- ครัวเรือนที่มีฐานะการเงินมั่นคงมีรายได้ตั้งแต่ 51,658 บาทต่อเดือนขึ้นไป เฉลี่ย 84,745 บาท คิดเป็น 10.7%
หนี้สินทำให้สถานะทางการเงินของครัวเรือนในแต่ละกลุ่มแตกต่างกันมาก ครัวเรือนฐานะตึงตัวที่ไม่มีหนี้เหลือเงินประมาณ 1,300 บาทต่อเดือน ส่วนครัวเรือนที่มีหนี้เหลือไม่ถึง 500 บาท ขณะที่ครัวเรือนฐานะมั่นคงมีเงินเหลือประมาณ 30,000 ถึง 35,000 บาทต่อเดือน จึงมีความสามารถรองรับบิลที่สูงขึ้นได้มากกว่า
ครัวเรือนกลุ่มกลางมีเงินสำรองไว้รับมือกับความสะดุดชั่วคราวอยู่บ้าง แม้การชำระหนี้อาจจำกัดเงินสดที่นำมาใช้ได้ สำหรับครัวเรือนฐานะตึงตัว หนี้คงค้างมีมูลค่าเป็น 2.7 เท่าของสินทรัพย์ทางการเงิน ครอบครัวที่อยู่ในสถานะเช่นนี้อาจต้องเลือกระหว่างถอนเงินออม ขายสินทรัพย์ หรือก่อหนี้เพิ่มอย่างรวดเร็ว เมื่อค่าใช้จ่ายจำเป็นสูงขึ้น
ราคาน้ำมันส่งผลถึงมื้ออาหารอย่างไร
อาหาร ค่าสาธารณูปโภค และเชื้อเพลิงรวมกันคิดเป็น 53.4% ของค่าใช้จ่ายในครัวเรือนฐานะตึงตัว เทียบกับ 47.2% ในครัวเรือนกลุ่มกลาง รายจ่ายเหล่านี้เลื่อนออกไปได้ยาก ครอบครัวยังคงต้องมีอาหารกิน ใช้ไฟฟ้า และเดินทางไปทำงาน
Krungsri พิจารณาสถานการณ์ที่ราคาสินค้าในทั้งสามหมวดเพิ่มขึ้น 10% หากครัวเรือนซื้อสินค้าในปริมาณเท่าเดิมและราคาหมวดอื่นไม่เปลี่ยนแปลง ค่าใช้จ่ายรวมของกลุ่มฐานะตึงตัวจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5.34% เทียบกับ 4.72% ในกลุ่มกลาง ตัวเลขนี้คำนวณจากสัดส่วนค่าใช้จ่าย โดยสมมติให้ราคาเพิ่มขึ้น 10% เพื่อใช้เป็นสถานการณ์จำลอง ไม่ใช่การคาดการณ์
ราคาน้ำมันส่งผลต่องบประมาณครัวเรือนหลายทาง ผู้ขับขี่จ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการขนส่งมีต้นทุนสูงขึ้นในการเคลื่อนย้ายผู้โดยสารและสินค้า จากนั้นผู้ผลิตและผู้ขายอาหารอาจขึ้นราคาเพื่อชดเชยค่าขนส่ง ค่าเชื้อเพลิงในการปรุงอาหาร และค่าบรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย แนฟทา และวัตถุดิบปิโตรเคมียังเป็นอีกช่องทางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานส่งผลต่อภาคเกษตรและการผลิต
ตัวเลขของ TPSO ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านอาหารปรุงสำเร็จเพิ่มเป็น 3,528 บาทต่อเดือนในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2026 จาก 3,435 บาทในปีก่อนหน้า อาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ยังเป็นหมวดค่าใช้จ่ายใหญ่ที่สุด อยู่ที่ 8,342 บาท เพิ่มขึ้น 118 บาท ส่วนค่าเดินทางและการสื่อสารอยู่ที่ 4,895 บาท หรือ 23.07% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยลดลง 17 บาท เหลือ 5,117 บาทต่อเดือน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าไฟฟ้าที่ลดลง บิลพลังงานของครัวเรือนอาจเปลี่ยนแปลงในอัตราที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับสัญญา อัตราค่าไฟ และมาตรการของรัฐบาล ซึ่งมีผลต่อความเร็วในการส่งผ่านราคาตลาดโลกไปยังผู้บริโภค
การจ้างงานอาจได้รับแรงกดดันด้วย
Krungsri พบว่า สมาชิกในครัวเรือนฐานะตึงตัว 51.1% ทำงานในภาคก่อสร้าง ค้าส่งและค้าปลีก เกษตรกรรม ที่พักแรม หรือบริการอาหาร อุตสาหกรรมเหล่านี้อ่อนไหวต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและการใช้จ่ายของลูกค้าที่อ่อนแรงลง
ร้านอาหารที่ต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิงปรุงอาหาร วัตถุดิบ และค่าขนส่งแพงขึ้น อาจขึ้นราคาอาหารในเมนู หากลูกค้าซื้ออาหารน้อยลง ร้านก็อาจลดชั่วโมงทำงานของพนักงาน ครัวเรือนจึงอาจเผชิญทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้นและรายได้ที่ลดลงในเวลาเดียวกัน
ในครัวเรือนฐานะมั่นคง มีสมาชิกเพียง 24.3% ที่ทำงานในอุตสาหกรรมซึ่งได้รับผลกระทบดังกล่าว ขณะที่ประมาณ 40.7% มีสมาชิกทำงานในภาคส่วนที่ Krungsri มองว่ามีเสถียรภาพมากกว่า เช่น รัฐประศาสนศาสตร์ การศึกษา สาธารณสุข บริการวิชาชีพ การเงิน และประกันภัย
การเติบโตของรายได้ช่วยคุ้มครองครัวเรือนได้ไม่มากนัก การประเมินของ Krungsri พบว่า รายได้ตัวเงิน หรือจำนวนเงินที่ได้รับก่อนปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ ลดลงโดยเฉลี่ยในกลุ่มฐานะมั่นคงที่สุดตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในกลุ่มกลาง ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยราว 1% ต่อปียิ่งบั่นทอนกำลังซื้อ
กลุ่มฐานะตึงตัวมีรายได้ตัวเงินเติบโตเร็วกว่า ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากความช่วยเหลือของรัฐบาล ความช่วยเหลือดังกล่าวเพิ่มจาก 3.6% ของรายได้ในปี 2015 เป็น 5.6% ในปี 2025 หากไม่นับความช่วยเหลือนี้ รายได้เติบโตเฉลี่ยเพียง 1.7% ต่อปี
ข้อมูลจากการสำรวจระดับประเทศ
สรุปผลการสำรวจครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 เทียบกับค่าใช้จ่าย 21,984 บาท รายจ่ายคิดเป็น 78.1% ของรายได้
รายได้เฉลี่ยสูงกว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 6,167 บาทต่อเดือน ตัวเลขของ Krungsri สำหรับครัวเรือนฐานะตึงตัวแสดงให้เห็นว่าหลายครอบครัวมีเงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและชำระหนี้น้อยกว่านั้นมาก ค่าเฉลี่ยระดับประเทศรวมครัวเรือนที่มีรายได้ สินทรัพย์ และภาระผูกพันแตกต่างกันมากไว้ด้วยกัน
สำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า 40.7% ของครัวเรือนมีหนี้ หนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 144,871 บาทเมื่อคำนวณจากครัวเรือนทั้งหมด รวมถึงครัวเรือนที่ไม่มีการกู้ยืม โดย 109,628 บาทจัดเป็นหนี้เพื่อวัตถุประสงค์ในครัวเรือน เช่น การบริโภค ที่อยู่อาศัย และการศึกษา ในบรรดาครัวเรือนที่มีหนี้ 92.7% กู้ยืมผ่านช่องทางในระบบเท่านั้น 5.1% กู้ยืมผ่านช่องทางนอกระบบเท่านั้น และ 2.2% กู้ยืมทั้งสองช่องทาง
รายได้ประจำต่อคนเพิ่มจาก 10,765 บาทต่อเดือนในปี 2023 เป็น 11,246 บาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ดัชนีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของการสำรวจ ซึ่งวัดด้วยค่าสัมประสิทธิ์จีนี ลดลงจาก 0.285 เป็น 0.260 ค่าที่ต่ำลงหมายถึงการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมขึ้น สัดส่วนรายได้ของกลุ่มรายได้น้อยที่สุดเพิ่มจาก 8.7% เป็น 9.9% ขณะที่สัดส่วนของกลุ่มรายได้สูงที่สุดลดจาก 40.0% เป็น 38.6%
ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติสะท้อนฐานะการเงินของครัวเรือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ส่วนตัวเลขการใช้จ่ายของ TPSO ครอบคลุมเดือนมกราคมถึงกันยายน 2026 และเป็นชุดข้อมูลคนละชุด แต่ละชุดมีการเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้าของตนเอง โดย TPSO บันทึกว่าการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่ารายได้ประจำต่อคนและการกระจายรายได้ดีขึ้น
ปัญหาการเงินมีมาก่อนราคาพลังงานพุ่ง
บทวิเคราะห์สินทรัพย์ครัวเรือนของ Krungsri Research เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2025 ซึ่งเขียนโดย Thansin Klinthanom ระบุว่าการฟื้นตัวทางการเงินหลัง COVID-19 ยังมีข้อจำกัด โดยใช้ข้อมูลสำรวจช่วงปี 2021 ถึง 2023 พบว่าสินทรัพย์สภาพคล่องเพิ่มขึ้นเพียง 8,218 บาทต่อครัวเรือนต่อปี สินทรัพย์สภาพคล่องหมายถึงเงินฝากและสินทรัพย์อื่นที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ค่อนข้างง่าย
ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือนมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นไม่ถึง 2,000 บาทต่อปี ส่วนครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทยังมีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์และยานพาหนะลดลงเฉลี่ย 82,294 บาทต่อปี สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ระหว่าง 10,000 ถึง 20,000 บาท มูลค่าลดลงกว่า 17,425 บาท
รายได้และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแทบจะเท่ากัน บทวิเคราะห์ระบุว่าทั้งสองรายการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1,806 บาท และ 1,803 บาทตามลำดับในช่วงปี 2021 ถึง 2023 ทำให้แทบไม่มีความสามารถในการออมเพิ่ม
แรงงานที่มีรายได้น้อยที่สุดเผชิญการฟื้นตัวที่ยากเป็นพิเศษ ในปี 2024 รายได้เฉลี่ยของแรงงานหลังปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าระดับก่อน COVID-19 อยู่ 3.2% แต่สำหรับแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 7,800 บาทต่อเดือน รายได้กลับต่ำกว่าระดับดังกล่าว 18.5%
ตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยที่อ้างถึงในบทวิเคราะห์ระบุว่า หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 16.35 ล้านล้านบาท หรือ 87.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ในไตรมาสแรกของปี 2025 สินเชื่อครัวเรือนหดตัว 0.12% จากปีก่อน ขณะที่ผู้ให้กู้ยังคงระมัดระวัง ครอบครัวที่มีเงินสดน้อยและสินทรัพย์ลดลงจึงอาจกู้ยืมได้ยากในช่วงที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น
ความกังวลของประชาชนและช่วงเวลาที่ราคาพลังงานเปลี่ยนแปลง
ผลสำรวจเรื่องคนไทยกับมาตรการด้านพลังงานของสวนดุสิตโพล รวบรวมคำตอบจากประชาชนทั่วประเทศ 1,347 คน พบว่า 45.88% กังวลมากต่อราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น และ 44.10% กังวลอยู่บ้าง รวมเป็น 89.98%
ประชาชนราว 69.93% วางแผนปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นเพื่อประหยัดพลังงาน ผู้ตอบแบบสอบถาม 30.51% ระบุว่าเงินออมฉุกเฉินจะอยู่ได้เพียงหนึ่งถึงสามเดือน ขณะที่ 71.05% ต้องการให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้มให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้
Pornphan Buathong ประธานสวนดุสิตโพล เรียกร้องให้บริหารกลไกราคา ปริมาณสำรองพลังงาน และการสื่อสารกับประชาชน ส่วน Anchalee Rattana อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ประจำคณะนิติศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นผ่านกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า
เหตุการณ์ตามลำดับเวลาแสดงให้เห็นว่าความเปราะบางทางการเงินที่มีอยู่เดิมต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอกอีกครั้ง:
- ปี 2021 ถึง 2023: บทวิเคราะห์ของ Krungsri ในภายหลังพบว่ารายได้และค่าใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่มขึ้นเกือบเท่ากัน
- ครึ่งแรกของปี 2025: สำนักงานสถิติแห่งชาติบันทึกรายได้ครัวเรือนเฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือน และพบว่าครัวเรือน 40.7% มีหนี้
- กันยายน 2026: ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เฉลี่ยสูงกว่าระดับเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ราว 60%
- มกราคมถึงกันยายน 2026: TPSO บันทึกว่าค่าใช้จ่ายครัวเรือนรายเดือนเพิ่มขึ้น 326 บาทจากปีก่อน
- 20 ตุลาคม 2026: รายงานของกระทรวงพลังงานระบุว่า LNG ในตลาดจรของเอเชียอยู่ที่ 29.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 107.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
บรรเทาภาระในระยะสั้น พร้อมเพิ่มรายได้ให้มั่นคงในระยะยาว
ทางการไทยให้ความสำคัญกับการจัดหาก๊าซผ่านสัญญาระยะยาว ซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่าการซื้อในตลาดจร พร้อมดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านพลังงานซึ่งไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานคาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดในเดือนพฤศจิกายน 2026 แต่ยังไม่มีการระบุรายละเอียดและวันที่ประกาศที่แน่ชัด
ไทยเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน รวมถึงจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ วิกฤตที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้ง COVID-19 และเงินเฟ้อหลังสงครามในยูเครน ทำให้รัฐบาลมีหนี้สูงขึ้นและมีงบประมาณสำหรับมาตรการคุ้มครองประชาชนน้อยลง การตรึงราคาสินค้าในวงกว้างอาจช่วยผู้บริโภคจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ความช่วยเหลือแบบเจาะจงจะจัดสรรเงินภาครัฐที่มีจำกัดให้กับครัวเรือนที่มีเงินสำรองน้อยที่สุด
Krungsri เห็นว่าการช่วยลดบิลและภาระหนี้จำเป็นต้องมาพร้อมกับรายได้ที่มั่นคงขึ้น ข้อเสนอประกอบด้วยการเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม การให้ความรู้ด้านการเงิน การพัฒนาทักษะตลอดช่วงชีวิตการทำงาน และการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สร้างงานค่าตอบแทนสูงขึ้น บทวิเคราะห์เดือนตุลาคม 2025 ยังสนับสนุนการเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การปรับโครงสร้างหนี้อย่างยืดหยุ่น และการเพิ่มทางเลือกที่เข้าถึงได้แทนการกู้ยืมนอกระบบ
Thansin Klinthanom ผู้เขียนบทวิเคราะห์ดังกล่าว อธิบายข้อจำกัดของมาตรการที่มุ่งแก้ปัญหาหนี้เพียงอย่างเดียวไว้ว่า:
หากไม่แก้ไขที่ต้นเหตุ แนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็มีแนวโน้มจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
น้ำท่วมยังเป็นปัญหาเร่งด่วนอีกด้านหนึ่ง TPSO เตือนว่าพื้นที่เกษตรที่เสียหายและการขนส่งที่หยุดชะงักอาจทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบอาจต้องจ่ายค่าซ่อมแซม ค่าเครื่องใช้ไฟฟ้าทดแทน และค่าวัสดุก่อสร้างเพิ่มด้วย
การบริโภคภาคเอกชนอาจยังเติบโตได้ เพราะครัวเรือนฐานะมั่นคงและครัวเรือนรายได้ปานกลางที่ไม่มีหนี้ยังคงใช้จ่ายได้ ครัวเรือนฐานะตึงตัวมีสัดส่วน 57.2% ของครัวเรือนทั้งหมด แต่มีสัดส่วนการบริโภค 34.3% ดังนั้นการใช้จ่ายโดยรวมของประเทศอาจเติบโตไปพร้อมกับแรงกดดันทางการเงินที่รุนแรงขึ้นสำหรับครอบครัวส่วนใหญ่
ประเด็นสำคัญ
- Krungsri จัดให้ครัวเรือนไทย 57.2% อยู่ในกลุ่มฐานะการเงินตึงตัว โดยมีรายได้ไม่เกิน 24,000 บาทต่อเดือน
- ครัวเรือนฐานะตึงตัวที่มีหนี้เหลือเงินไม่ถึง 500 บาทต่อเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายและชำระหนี้
- อาหาร ค่าสาธารณูปโภค และเชื้อเพลิงคิดเป็น 53.4% ของรายจ่ายในกลุ่มนี้ ทำให้รับมือกับราคาสินค้าจำเป็นที่สูงขึ้นได้ยาก
- ค่าเดินทางและการสื่อสารคิดเป็นราว 70% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนรายเดือนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2026
- สมาชิกในครัวเรือนฐานะตึงตัวมากกว่าครึ่งทำงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนสูงขึ้นและความต้องการที่อ่อนแรงลง
- Krungsri เสนอให้มีความช่วยเหลือเร่งด่วนควบคู่กับการเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม การจ้างงานที่มั่นคงขึ้น และรายได้ที่สูงขึ้น






