การเติบโตช่วยยกระดับชีวิตผู้คนนับล้าน ขณะที่รายได้ยังกระจุกตัว
ฟิลิปปินส์ลดอัตราความยากจนจาก 49.2% ในปี 1985 เหลือ 16.7% ในปี 2018 แต่ผู้มีรายได้สูงสุด 1% ได้รับรายได้ประชาชาติ 17% ซึ่งมากกว่า 14% ที่ประชากรครึ่งล่างสุดได้รับร่วมกัน ตามผลการศึกษาของธนาคารโลกที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2022
สารบัญ
- การเติบโตช่วยยกระดับชีวิตผู้คนนับล้าน ขณะที่รายได้ยังกระจุกตัว
- ตัวเลขรายได้บอกอะไร
- การเปรียบเทียบในภูมิภาคชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำที่ยืดเยื้อ
- งานและการศึกษาช่วยลดความยากจนอย่างไร
- เหตุใดความก้าวหน้าจึงชะลอตัวเมื่อถึงด่านมหาวิทยาลัยและที่ทำงาน
- การระบาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อแรงงานบางกลุ่มหนักที่สุด
- ราคาอาหารเชื่อมโยงความเดือดร้อนในปัจจุบันกับอนาคตของเด็ก
- ข้อเสนอแนะของธนาคารโลกเพื่อการฟื้นฟู
- สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายปี 2040
- ประเด็นสำคัญ
ผลการศึกษาสะท้อนความเป็นจริงสองด้าน ได้แก่ การเติบโตต่อเนื่องหลายทศวรรษและการมีงานทำนอกภาคเกษตรช่วยให้ผู้คนนับล้านมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ขณะที่ผลประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังกระจุกตัวอย่างมาก ภายในปี 2018 ชนชั้นกลางขยายตัวจนมีเกือบ 12 ล้านคน และประชากรที่จัดว่ามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพิ่มเป็น 44 ล้านคน
รายงานความยากจนและความเหลื่อมล้ำของธนาคารโลก ชื่อเรื่อง Overcoming Poverty and Inequality in the Philippines: Past, Present, and Prospects for the Future พิจารณาว่าเหตุใดความก้าวหน้าเหล่านั้นจึงยังทิ้งความแตกต่างด้านโอกาสไว้มากมาย ข้อมูลการตีพิมพ์ระบุวันที่ 23 พฤศจิกายน 2022 ซึ่งเป็นวันก่อนเผยแพร่ต่อสาธารณะ
จากนั้นการระบาดใหญ่ก็ทำให้ความก้าวหน้าสะดุด แม้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ แต่อัตราความยากจนทั่วประเทศเพิ่มเป็น 18.1% ในปี 2021 ในช่วงที่รายงานเผยแพร่ ธนาคารโลกระบุว่าครัวเรือนยากจนที่สุดยังฟื้นรายได้กลับมาได้ไม่เต็มที่ แม้เศรษฐกิจและการจ้างงานจะฟื้นตัวแล้วก็ตาม
เอ็นเดียเม ดิออป ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำบรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย เชื่อมโยงผลการศึกษากับเป้าหมายของประเทศในปี 2040 ว่า:
ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าจะเป็นสังคมชนชั้นกลางที่ปลอดจากความยากจนภายในปี 2040 แต่จากประสบการณ์ทั่วโลก เราทราบว่าไม่มีประเทศใดเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายนี้ได้โดยยังคงมีความเหลื่อมล้ำในระดับสูง
ตัวเลขรายได้บอกอะไร
คนกลุ่มบนสุด 1% ได้รับส่วนแบ่งรายได้ประชาชาติมากกว่ากลุ่มล่างสุด 50% อยู่ 3 จุดเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่กลุ่มหลังมีจำนวนประชากรมากกว่าถึง 50 เท่า การเปรียบเทียบนี้แสดงให้เห็นว่ารายได้กระจุกอยู่ในคนกลุ่มเล็ก ๆ มากเพียงใด
รายได้คือเงินที่ได้รับในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ค่าจ้าง รายได้จากธุรกิจ หรือผลตอบแทนจากการลงทุน ส่วนความมั่งคั่งคือมูลค่าทรัพย์สินที่ผู้คนเป็นเจ้าของ เช่น ที่ดิน บ้าน และเงินออม หลังหักหนี้สินแล้ว ตัวเลขสำคัญในรายงานวัดการกระจายตัวของรายได้
ในปี 2018 ฟิลิปปินส์มีค่าสัมประสิทธิ์จีนีด้านรายได้อยู่ที่ 42.3 จากมาตรวัด 0 ถึง 100 ค่า 0 หมายถึงความเท่าเทียมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งทุกคนมีรายได้เท่ากัน ยิ่งตัวเลขสูงขึ้นก็หมายถึงการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันมากขึ้น
จากการเปรียบเทียบที่อ้างถึงควบคู่กับผลการศึกษา ฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 15 ด้านความเหลื่อมล้ำทางรายได้จากทั้งหมด 65 ประเทศ ในกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่มีตัวเลขช่วงปี 2014 ถึง 2019 มีเพียงไทยที่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงกว่า การเปรียบเทียบนี้ครอบคลุมประเทศและปีที่มีข้อมูล उपलब्ध
การเปรียบเทียบในภูมิภาคชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำที่ยืดเยื้อ
ตัวเลขจากฐานข้อมูลความเหลื่อมล้ำโลกช่วงปี 1980 ถึง 2019 ยังจัดให้ฟิลิปปินส์อยู่ใกล้ระดับบนของภูมิภาคในแง่สัดส่วนรายได้ที่คนรวยที่สุด 1% ได้รับ ในกลุ่มประเทศที่นำมาเปรียบเทียบ มีเพียงคนกลุ่มบนสุด 1% ของไทยที่ได้รับส่วนแบ่งมากกว่า เมื่อเข้าสู่ปี 2020 ฟิลิปปินส์อยู่เหนือจีน มาเลเซีย และอินโดนีเซียในตัวชี้วัดนี้
ตัวเลขการบริโภคสะท้อนมาตรฐานความเป็นอยู่ของครัวเรือนอีกด้านหนึ่ง การบริโภควัดสิ่งที่ครัวเรือนใช้หรือจับจ่ายกับสินค้าและบริการ รวมถึงอาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง ส่วนรายได้วัดสิ่งที่ครัวเรือนได้รับ
ฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 30 ด้านความเหลื่อมล้ำในการบริโภคจากทั้งหมด 72 ประเทศ ในกลุ่มเปรียบเทียบเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก มีเพียงลาวที่มีระดับสูงกว่า เมื่อพิจารณาร่วมกัน ผลด้านรายได้และการบริโภคแสดงให้เห็นว่าความแตกต่างขนาดใหญ่ครอบคลุมตั้งแต่รายได้ที่หาได้ไปจนถึงทรัพยากรที่ครัวเรือนนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
งานและการศึกษาช่วยลดความยากจนอย่างไร
อัตราความยากจนที่ลดจาก 49.2% ในปี 1985 เหลือ 16.7% ในปี 2018 คิดเป็นการลดลง 32.5 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือราวสองในสามของอัตราเริ่มต้น ธนาคารโลกให้เครดิตการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและการย้ายแรงงานไปทำงานนอกภาคเกษตรว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าส่วนใหญ่
แรงงานค่อย ๆ เปลี่ยนไปทำกิจกรรมที่มีผลิตภาพสูงขึ้นและพึ่งพาค่าจ้างมากขึ้น สำหรับครัวเรือน งานที่จ่ายค่าตอบแทนดีกว่าอาจหมายถึงเงินที่เพิ่มขึ้นสำหรับอาหาร การเดินทาง ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และการรักษาพยาบาล การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ช่วยลดความยากจนในครัวเรือนนับล้าน
การศึกษาระดับมัธยมศึกษา การเข้าถึงบริการพื้นฐาน และความช่วยเหลือทางสังคมจากรัฐบาล ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 การศึกษาช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้คนได้งานที่ดีขึ้น ขณะที่ความช่วยเหลือช่วยพยุงครอบครัวที่มีทรัพยากรน้อยกว่า
วันสำคัญต่าง ๆ แสดงให้เห็นทั้งขนาดของความก้าวหน้าและผลกระทบจากการระบาดใหญ่:
- ปี 1985: อัตราความยากจนทั่วประเทศอยู่ที่ 49.2%
- ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2000: การเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษา งานที่ดีขึ้น บริการพื้นฐาน และความช่วยเหลือทางสังคมที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ
- ปี 2018: อัตราความยากจนลดเหลือ 16.7% ขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์จีนีด้านรายได้อยู่ที่ 42.3
- ปี 2020: โควิด-19 ทำให้การเติบโตสะดุดและส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างอย่างหนักในงานที่ต้องปฏิบัติงาน ณ สถานที่จริง
- ปี 2021: อัตราความยากจนทั่วประเทศเพิ่มเป็น 18.1%
- พฤศจิกายน 2022: ธนาคารโลกเผยแพร่และเปิดตัวผลการประเมิน
เหตุใดความก้าวหน้าจึงชะลอตัวเมื่อถึงด่านมหาวิทยาลัยและที่ทำงาน
ครัวเรือนยากจนเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้ช้ากว่า ทำให้เส้นทางสู่อาชีพที่ต้องมีวุฒิระดับวิทยาลัยมีจำกัด ธนาคารโลกยังระบุถึงผลตอบแทนจากการศึกษาระดับวิทยาลัยที่ไม่เท่าเทียมกัน หมายความว่าผลประโยชน์ทางการเงินจากปริญญาแตกต่างกันไปในหมู่ผู้สำเร็จการศึกษา
การได้เข้าเรียนในวิทยาลัยและการได้งานที่มีค่าตอบแทนดีเป็นคนละขั้นตอน ครอบครัวต้องมีทรัพยากรสนับสนุนการศึกษา ขณะที่บัณฑิตต้องเข้าถึงงานที่ให้ผลตอบแทนตามทักษะ โอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันในขั้นใดขั้นหนึ่งอาจทำให้ช่องว่างรายได้คงอยู่ แม้จะมีผู้เรียนจบมากขึ้นก็ตาม
ผู้หญิงเผชิญอุปสรรคอีกประการหนึ่ง คือบรรทัดฐานทางสังคมทำให้ผู้หญิงต้องแบกรับภาระดูแลเด็กมากกว่า เวลาที่ใช้ดูแลเด็กอาจจำกัดชั่วโมงที่มีสำหรับงานรับค่าจ้าง การฝึกอบรม หรือการทำธุรกิจ รายงานระบุว่าภาระที่ไม่เท่าเทียมกันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ช่องว่างรายได้ลดลงอย่างช้า ๆ
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารโลกจึงเชื่อมโยงนโยบายการศึกษากับการจ้างงานและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกำลังแรงงาน ข้อเสนอแนะของธนาคารรวมถึงการปรับปรุงการเข้าถึงและคุณภาพการศึกษา ช่วยให้แรงงานเรียนรู้ทักษะใหม่ สนับสนุนการประกอบธุรกิจ และเปิดทางให้ผู้หญิงเข้าทำงานที่มีค่าจ้างมากขึ้น
การระบาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อแรงงานบางกลุ่มหนักที่สุด
ภาคก่อสร้าง ที่พักแรม และขนส่งสูญเสียงานมากที่สุดเมื่อการระบาดเริ่มต้นขึ้น แรงงานในกิจกรรมเหล่านี้มักต้องไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่จริง เช่น คนงานก่อสร้างต้องเดินทางไปไซต์งาน ขณะที่การขนส่งและที่พักแรมต้องอาศัยการเดินทางและการพบปะรวมกลุ่มของผู้คน
ครัวเรือนที่พึ่งพางานในภาคส่วนเหล่านี้เป็นหลักมีรายได้ลดลงมากที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 ผลกระทบดังกล่าวขัดขวางความก้าวหน้าด้านการจ้างงานที่ช่วยให้ครอบครัวหลุดพ้นจากความยากจน
อัตราความยากจนที่เพิ่มจาก 16.7% ในปี 2018 เป็น 18.1% ในปี 2021 คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ความช่วยเหลือจากรัฐบาลช่วยให้ครัวเรือนผ่านพ้นวิกฤต แต่ความยากจนก็ยังเพิ่มขึ้น
แถลงการณ์เดือนพฤศจิกายน 2022ของธนาคารโลกระบุว่าการฟื้นตัวของกลุ่มรายได้ต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ข้อค้นพบที่ว่าครัวเรือนยากจนที่สุดยังฟื้นรายได้กลับมาไม่เต็มที่นั้น อ้างถึงสภาพการณ์ที่ประเมินในช่วงเผยแพร่แถลงการณ์
ราคาอาหารเชื่อมโยงความเดือดร้อนในปัจจุบันกับอนาคตของเด็ก
ราคาอาหารที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันให้ครอบครัวที่กำลังฟื้นตัวจากการสูญเสียรายได้ บางครัวเรือนรับมือด้วยการลดการบริโภค รวมถึงกินอาหารให้น้อยลง ธนาคารโลกเตือนว่าการตัดสินใจเช่นนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพและโภชนาการของเด็ก
ครอบครัวที่ซื้ออาหารน้อยลงอาจบรรเทาปัญหาขาดเงินในระยะสั้น แต่ทำให้เด็กได้รับโภชนาการที่แย่ลง ปัญหานี้เชื่อมโยงความเดือดร้อนทางการเงินในช่วงสั้น ๆ เข้ากับความสามารถของเด็กในการเติบโต มีสุขภาพดี และเรียนรู้
รายงานย้อนรอยโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันไปไกลกว่านั้น ถึงโภชนาการและสุขภาพของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ ความแตกต่างยังดำเนินต่อไปในวัยเด็ก โดยได้รับอิทธิพลจากการเข้าถึงบริการสุขภาพ อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ น้ำดื่มสะอาด สุขาภิบาล และการศึกษาที่มีคุณภาพ
นาเดีย เบลฮัจ ฮัสซีน เบลกิธ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษา และดูแลไทยกับฟิลิปปินส์ให้กับโครงการความยากจนระดับโลกประจำเอเชียตะวันออก อธิบายว่าความเสียเปรียบส่งต่อระหว่างคนต่างรุ่นได้อย่างไร:
ความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อชีวิตในระยะต่อมา เช่น โอกาสในการทำงานและรายได้ ซึ่งย้อนกลับไปมีอิทธิพลต่อระดับการสนับสนุนที่ผู้ใหญ่ชาวฟิลิปปินส์จะมอบให้ลูกเพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่
ข้อเสนอแนะของธนาคารโลกเพื่อการฟื้นฟู
ธนาคารโลกแบ่งข้อเสนอแนะออกเป็นสามด้าน ได้แก่ การเยียวยาความเสียหายจากการระบาดใหญ่และสร้างความยืดหยุ่น การฟื้นฟูที่เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น และการขยายความเสมอภาคด้านโอกาส
สำหรับการฟื้นฟูจากการระบาด ธนาคารแนะนำให้เพิ่มการรับวัคซีนเข็มกระตุ้น ดำเนินมาตรการแก้ปัญหาการเรียนรู้ที่สูญเสียไปในช่วงโควิด-19 เสริมความเข้มแข็งให้ความช่วยเหลือทางสังคม จัดทำประกันการว่างงานให้แรงงานนอกระบบ และมีมาตรการควบคุมเงินเฟ้อ
แรงงานนอกระบบมักหาเลี้ยงชีพโดยอยู่นอกระบบการจ้างงานปกติ ซึ่งอาจทำให้ได้รับความคุ้มครองจำกัดเมื่องานหายไป ประกันการว่างงานจะช่วยพยุงรายได้ในช่วงที่ไม่มีงานทำ และแก้จุดอ่อนประการหนึ่งที่การระบาดใหญ่เผยให้เห็น
การฟื้นฟูการเรียนรู้ก็มีความสำคัญต่อช่องว่างรายได้ เด็กที่เรียนตามหลังจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือให้ตามทัน เพื่อให้ผลกระทบจากการหยุดชะงักในช่วงวิกฤตสุขภาพมีอิทธิพลต่อโอกาสด้านการศึกษาและการจ้างงานในอนาคตน้อยลง
สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายปี 2040
วาระด้านการจ้างงานของธนาคารโลกไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฟื้นฟูงานที่สูญเสียไปในช่วงโควิด-19 แต่ยังเรียกร้องให้ฝึกอบรมแรงงาน สนับสนุนการประกอบธุรกิจ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกำลังแรงงาน และยกระดับผลิตภาพภาคเกษตร
การเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตรหมายถึงการสร้างมูลค่าให้มากขึ้นจากทรัพยากรและแรงงานภาคเกษตร ข้อเสนอแนะนี้สอดคล้องกับข้อค้นพบที่ว่างานนอกภาคเกษตรช่วยลดความยากจน แนวทางที่เสนอจะช่วยปรับปรุงความเป็นอยู่ในภาคเกษตร พร้อมกับขยายโอกาสในภาคส่วนอื่น
การดูแลสุขภาพ การศึกษา และที่อยู่อาศัยเป็นอีกส่วนหนึ่งของวาระดังกล่าว ธนาคารเรียกร้องให้ปรับปรุงการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับภูมิภาคที่ล้าหลังและผู้คนที่เสียเปรียบจากสภาพแวดล้อมที่เกิดมา
ข้อเสนอแนะเหล่านี้เชื่อมโยงความต้องการเร่งด่วนของครัวเรือนกับโอกาสในระยะยาว การสนับสนุนด้านอาหารและรายได้อาจช่วยให้ครอบครัวรับมือกับผลกระทบได้ ส่วนการศึกษา บริการสุขภาพ และงานที่ดีขึ้นอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการหารายได้ เอกสารที่เผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ไม่ได้ระบุตารางเวลาโดยละเอียดสำหรับการดำเนินมาตรการทั้งหมด เป้าหมายระดับชาติยังคงเป็นสังคมที่ปลอดจากความยากจนและมีชนชั้นกลางในวงกว้างภายในปี 2040
ประเด็นสำคัญ
- ความยากจนในฟิลิปปินส์ลดจาก 49.2% ในปี 1985 เหลือ 16.7% ในปี 2018 ก่อนเพิ่มเป็น 18.1% ในปี 2021
- คนรวยที่สุด 1% ได้รับรายได้ประชาชาติ 17% เทียบกับ 14% ของประชากรครึ่งล่างสุด
- ภายในปี 2018 ประชากรเกือบ 12 ล้านคนอยู่ในชนชั้นกลาง และอีก 44 ล้านคนถูกจัดว่ามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
- งานนอกภาคเกษตร การศึกษาระดับมัธยมศึกษา บริการพื้นฐาน และความช่วยเหลือทางสังคม ช่วยลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ
- การเข้าถึงมหาวิทยาลัยที่ไม่เท่าเทียม ความแตกต่างด้านรายได้หลังเรียนจบ และภาระดูแลเด็กที่ผู้หญิงต้องแบกรับมากกว่า ทำให้ความก้าวหน้าช้าลง
- ธนาคารโลกเสนอให้เพิ่มความคุ้มครองรายได้ ฟื้นฟูการเรียนรู้ สร้างงานที่ดีขึ้น และขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษา และที่อยู่อาศัย






