จอใหญ่ขึ้น พร้อมราคาเริ่มต้นที่สูงขึ้น
iPad mini รุ่นใหม่ของ Apple เริ่มต้นที่ HK$5,299 ในฮ่องกง สูงกว่าราคาเปิดตัวของรุ่นปี 2024 อยู่ HK$1,500 โดยมาพร้อมจอ OLED ขนาด 8.5 นิ้ว ชิป A20 Pro และการป้องกันฝุ่นกับน้ำระดับ IP67 เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าเวลา 01:10 น. ตามเวลาฮ่องกง วันที่ 29 ตุลาคม 2026 และเริ่มวางจำหน่ายวันที่ 6 พฤศจิกายน
สารบัญ
- จอใหญ่ขึ้น พร้อมราคาเริ่มต้นที่สูงขึ้น
- ราคาแต่ละรุ่นในฮ่องกง
- OLED เพิ่มคอนทราสต์มากกว่าขนาดหน้าจอ
- ความจุเป็นตัวกำหนดฮาร์ดแวร์ประมวลผล
- ตัวเครื่องเบาลง พร้อมการป้องกันน้ำ
- เสียงและกล้องเหมาะกับการใช้งานแนวนอน
- การเชื่อมต่อไร้สายเร็วขึ้น แต่อายุแบตเตอรี่ยังใกล้เคียงเดิม
- ฟีเจอร์ AI ขึ้นอยู่กับภาษาและซอฟต์แวร์
- กำหนดการวางจำหน่ายและงบซื้อทั้งหมด
- ประเด็นสำคัญ
การอัปเดตครั้งนี้ยังเปลี่ยนสิ่งที่ผู้ซื้อจะได้รับเมื่อเลือกความจุสูงขึ้น รุ่น 128GB และ 256GB ใช้ CPU แบบ 5 คอร์ และ Neural Engine แบบ 16 คอร์ ส่วนรุ่น 512GB เพิ่ม CPU อีกหนึ่งคอร์ และเพิ่มชุด Neural Engine เป็น 2 ชุด ชุดละ 16 คอร์ ทำให้ตัวเลือกความจุสูงสุดมาพร้อมฮาร์ดแวร์ประมวลผลเพิ่มเติม
Apple เรียกอุปกรณ์นี้ว่า iPad mini with A20 Pro โดยทั่วไปมักเรียกว่า iPad mini 8 และมาแทนรุ่น A17 Pro ที่เปิดตัวในปี 2024 ทั้งสองเจเนอเรชันรองรับ Apple Pencil Pro, Apple Pencil with USB-C และ Apple Intelligence ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเจ้าของรุ่นเดิมคือหน้าจอ ตัวเครื่องที่เบาลง ตำแหน่งกล้อง และคุณสมบัติกันน้ำ
ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของ Apple ระบุราคาเริ่มต้นในสหรัฐฯ ที่ US$699 สำหรับรุ่น Wi-Fi และ US$849 สำหรับรุ่น Wi-Fi + Cellular ส่วนผู้ซื้อในฮ่องกงต้องจ่ายตามราคาในประเทศ ซึ่งสูงสุดถึง HK$9,699 สำหรับรุ่นความจุสูงสุดที่รองรับเครือข่ายเซลลูลาร์และใช้กระจกนาโนเท็กซ์เจอร์
Dave Pakula รองประธานฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple กล่าวถึงกลุ่มผู้ใช้ที่บริษัทมุ่งเป้าไว้ว่า:
iPad mini เป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ครีเอเตอร์และเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึงแพทย์ พนักงานภาคสนาม และเกมเมอร์ เพราะพกพาสะดวก ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม และหน้าจอคุณภาพดี
ราคาแต่ละรุ่นในฮ่องกง
ราคาในฮ่องกงขึ้นอยู่กับตัวเลือก 3 อย่าง ได้แก่ ความจุ การเชื่อมต่อ และกระจกหน้าจอ มีสีมิดไนต์และสตาร์ไลต์ให้เลือก 2 สี แทนที่ตัวเลือกสีเทาสเปซเกรย์ น้ำเงิน ม่วง และสตาร์ไลต์ของรุ่นก่อน
- 128GB กระจกมาตรฐาน: HK$5,299 สำหรับรุ่น Wi-Fi หรือ HK$6,499 สำหรับรุ่นที่รองรับเครือข่ายเซลลูลาร์
- 256GB กระจกมาตรฐาน: HK$6,099 สำหรับรุ่น Wi-Fi หรือ HK$7,299 สำหรับรุ่นที่รองรับเครือข่ายเซลลูลาร์
- 256GB กระจกนาโนเท็กซ์เจอร์: HK$6,899 สำหรับรุ่น Wi-Fi หรือ HK$8,099 สำหรับรุ่นที่รองรับเครือข่ายเซลลูลาร์
- 512GB กระจกมาตรฐาน: HK$7,699 สำหรับรุ่น Wi-Fi หรือ HK$8,899 สำหรับรุ่นที่รองรับเครือข่ายเซลลูลาร์
- 512GB กระจกนาโนเท็กซ์เจอร์: HK$8,499 สำหรับรุ่น Wi-Fi หรือ HK$9,699 สำหรับรุ่นที่รองรับเครือข่ายเซลลูลาร์
การเชื่อมต่อเซลลูลาร์เพิ่มราคา HK$1,200 ในทุกระดับความจุ ส่วนกระจกนาโนเท็กซ์เจอร์เพิ่ม HK$800 แต่มีให้เลือกเฉพาะรุ่น 256GB หรือ 512GB ดังนั้นผู้ที่ต้องการกระจกชนิดนี้จะต้องจ่ายเริ่มต้น HK$6,899 หรือสูงกว่ารุ่นพื้นฐาน 128GB Wi-Fi อยู่ HK$1,600
ราคาใหม่ของรุ่น 128GB Wi-Fi สูงกว่าราคาเปิดตัวของรุ่นก่อนที่ HK$3,799 ราว 39.5% ในไต้หวัน ราคาเทียบเท่ากันเพิ่มจาก NT$16,900 ในปี 2024 เป็น NT$22,900 หรือเพิ่มขึ้น NT$6,000 คิดเป็นราว 35.5% การเปรียบเทียบทั้งสองกรณีอ้างอิงราคาเปิดตัว ไม่ใช่ราคาลดของสินค้าเก่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ราคาสำหรับภาคการศึกษาเริ่มต้นที่ HK$4,899 ในฮ่องกง และ NT$21,290 ในไต้หวัน รุ่น Wi-Fi กระจกมาตรฐานในไต้หวันมีราคา NT$22,900, NT$26,400 และ NT$33,400 ตามลำดับความจุ การเชื่อมต่อเซลลูลาร์เพิ่ม NT$5,000 ส่วนรุ่นกระจกนาโนเท็กซ์เจอร์ที่เข้าเงื่อนไขเพิ่ม NT$3,500
ผู้ซื้อในสหรัฐฯ ก็ต้องจ่ายแพงขึ้นเช่นกัน แม้การเปรียบเทียบจะขึ้นอยู่กับวันที่อ้างอิง รุ่นก่อนเปิดตัวในปี 2024 ที่ราคา US$499 และปรับขึ้นเป็น US$599 ในเดือนมิถุนายน 2026 ราคาเริ่มต้นใหม่ที่ US$699 จึงสูงกว่าราคาภายหลังนั้น US$100 และสูงกว่าราคาเปิดตัวเดิม US$200
OLED เพิ่มคอนทราสต์มากกว่าขนาดหน้าจอ
จอ Super Retina XDR รุ่นใหม่มีขนาด 8.5 นิ้วเมื่อวัดตามแนวทแยง เพิ่มจาก 8.3 นิ้ว Apple ระบุว่าขอบจอบางลง 24% ทำให้ใส่หน้าจอที่ใหญ่ขึ้นลงในตัวเครื่องที่มีขนาดใกล้เคียงเดิมได้
จอ OLED ควบคุมแสงของแต่ละพิกเซลได้เอง ส่วนมืดของภาพจึงมืดลงได้มาก เพราะสามารถปิดพิกเซลแต่ละจุดได้ ขณะที่บริเวณสว่างที่อยู่ใกล้กันยังคงส่องสว่าง Apple ระบุอัตราส่วนคอนทราสต์ที่ 2,000,000:1 และรองรับขอบเขตสีกว้าง P3 ซึ่งครอบคลุมสีหลากหลายที่ใช้ในภาพถ่ายและวิดีโอ
ความละเอียดเพิ่มจาก 2266 x 1488 พิกเซลเป็น 2316 x 1512 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซลยังคงอยู่ที่ 326 พิกเซลต่อนิ้ว หน้าจอที่ใหญ่ขึ้นจึงมีพิกเซลเพิ่มขึ้นโดยยังรักษาความหนาแน่นของรายละเอียดเท่าเดิม
เรื่องความสว่างต้องพิจารณาให้ละเอียดขึ้น เนื้อหา SDR ปกติแสดงความสว่างได้ 600 นิต เทียบกับ 500 นิตในรุ่นก่อน เพิ่มขึ้น 20% ส่วนเนื้อหา HDR ให้ความสว่างได้ 600 นิตทั่วทั้งหน้าจอ และจุดสว่างสูงสุดอยู่ที่ 1,200 นิต นิตเป็นหน่วยวัดความสว่าง โดย HDR ทำให้ภาพมีช่วงความแตกต่างระหว่างส่วนมืดกับส่วนสว่างกว้างขึ้น
หน้าจอหรี่แสงได้ถึง 1 นิต เพื่อใช้งานในที่มืด ส่วนกระจกนาโนเท็กซ์เจอร์ช่วยลดแสงสะท้อนในสภาพแวดล้อมที่สว่าง Apple แถมผ้าขัดจอมาให้กับตัวเลือกนี้
ข้อมูลเปรียบเทียบทางเทคนิคระบุว่าใช้แผง LTPS OLED แบบชั้นเดียว ทำงานที่ 60Hz ข้อมูลจำเพาะที่ Apple เผยแพร่ไม่ได้ระบุทั้งอัตรารีเฟรชและการรองรับ ProMotion อัตรารีเฟรชหมายถึงจำนวนครั้งที่หน้าจออัปเดตภาพต่อวินาที ซึ่งส่งผลต่อการเลื่อนหน้าจอและการแสดงการเคลื่อนไหว ผู้ซื้อที่ต้องการอัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz แบบ iPad Pro จะไม่พบคุณสมบัติดังกล่าวในรายการของรุ่นนี้
ความจุเป็นตัวกำหนดฮาร์ดแวร์ประมวลผล
A20 Pro ใช้กระบวนการผลิตที่ระบุว่ามีขนาด 2 นาโนเมตร Apple อ้างว่าประสิทธิภาพ CPU เร็วขึ้นสูงสุด 60% เมื่อทำงานพร้อมกันหลายคอร์ ประสิทธิภาพกราฟิกเร็วขึ้นสูงสุด 2.7 เท่า และประสิทธิภาพ AI เร็วขึ้นสูงสุด 4.5 เท่า เมื่อเทียบกับ iPad mini รุ่นก่อน
ทั้งสามความจุมี GPU แบบ 7 คอร์ เทียบกับ 5 คอร์ในรุ่น A17 Pro GPU แต่ละคอร์มี Neural Accelerators ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อเร่งการคำนวณ AI ส่วนการรองรับ ray tracing ด้วยฮาร์ดแวร์ช่วยให้เกมและซอฟต์แวร์เรนเดอร์คำนวณแสง เงาสะท้อน และเงาตกกระทบได้
CPU และ Neural Engine แตกต่างกันตามความจุ:
- 128GB และ 256GB: CPU มีซูเปอร์คอร์ 2 คอร์และคอร์ประหยัดพลังงาน 3 คอร์ พร้อม Neural Engine แบบ 16 คอร์
- 512GB: CPU มีซูเปอร์คอร์ 2 คอร์และคอร์ประหยัดพลังงาน 4 คอร์ พร้อม Neural Engine แบบคู่ ชุดละ 16 คอร์
CPU ทำหน้าที่ประมวลผลงานทั่วไป ส่วนคอร์ประหยัดพลังงานออกแบบมาเพื่อจัดการงานโดยใช้พลังงานน้อยลง ขณะที่ Neural Engine เชี่ยวชาญการคำนวณที่ซอฟต์แวร์แมชชีนเลิร์นนิงใช้
การขยับจาก 256GB เป็น 512GB เพิ่มราคา HK$1,600 และได้ทั้งพื้นที่จัดเก็บเพิ่มกับฮาร์ดแวร์ประมวลผลเพิ่มเติม ส่วนการขยับจาก 128GB เป็น 256GB เพิ่มราคา HK$800 โดยยังใช้ CPU และ Neural Engine ชุดเดิม ตัวเลขประสิทธิภาพของ Apple เป็นผลเพิ่มขึ้นสูงสุดจากการทดสอบของบริษัท ส่วนผลลัพธ์ที่ผู้ซื้อได้รับจริงจะขึ้นอยู่กับแอปและลักษณะงาน
ข้อมูลเปรียบเทียบทางเทคนิคยังระบุว่าหน่วยความจำเพิ่มจาก 8GB เป็น 12GB ขณะที่รายการข้อมูลจำเพาะที่ Apple เผยแพร่ไม่ได้ระบุความจุหน่วยความจำ ผลทดสอบเบนช์มาร์กอิสระของแท็บเล็ตรุ่นใหม่ยังไม่มีในช่วงประกาศเปิดตัว ทำให้ตัวเลขจากการทดสอบของ Apple เป็นข้อมูลหลักสำหรับประเมินประสิทธิภาพ
ตัวเครื่องเบาลง พร้อมการป้องกันน้ำ
รุ่น Wi-Fi หนัก 255 กรัม ลดจาก 293 กรัม หรือลดลง 38 กรัม คิดเป็นราว 13% ส่วนรุ่นเซลลูลาร์ลดจาก 297 กรัมเหลือ 263 กรัม เบาลง 34 กรัม การแยกเปรียบเทียบตามรุ่นการเชื่อมต่อช่วยให้ผู้ซื้อเทียบกับอุปกรณ์ที่ตั้งใจจะพกพาได้ตรงรุ่น
ความหนาลดจาก 6.3 มิลลิเมตรเหลือ 5.4 มิลลิเมตร หรือลดลงราว 14% ตัวเครื่องใหม่มีขนาด 195.3 x 132.6 มิลลิเมตร แคบกว่ารุ่นก่อนซึ่งมีขนาด 195.4 x 134.8 มิลลิเมตรเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เห็นผลมากที่สุดเมื่อถือแท็บเล็ตอ่านหนังสือ วาดภาพ หรือทำงานนอกโต๊ะ
ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคของ Apple ระบุว่าแท็บเล็ตได้มาตรฐาน IP67 ตาม IEC 60529 โดยระดับนี้ครอบคลุมการป้องกันฝุ่นและการจุ่มน้ำลึกสูงสุด 1 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบแบบควบคุม
ความสามารถในการกันน้ำอาจลดลงเมื่อใช้งานไปนาน ความเสียหายจากของเหลวไม่อยู่ในประกันมาตรฐาน และไม่ควรชาร์จอุปกรณ์ขณะเปียก ประโยชน์ในทางปฏิบัติคือช่วยเพิ่มการปกป้องเมื่อต้องพกแท็บเล็ตไปในที่ที่อาจเจอฝนหรือน้ำกระเด็น
Touch ID ยังคงอยู่ที่ปุ่มด้านบน Apple ยังระบุว่าอุปกรณ์มีวัสดุรีไซเคิล 35% รวมถึงอะลูมิเนียมรีไซเคิลทั่วทั้งตัวเครื่องและโคบอลต์รีไซเคิลในแบตเตอรี่ทั้งหมด บริษัทระบุว่าการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานใช้พลังงานหมุนเวียน 40%
เสียงและกล้องเหมาะกับการใช้งานแนวนอน
Acoustic Display ใหม่เปลี่ยนวิธีสร้างเสียงสเตอริโอของแท็บเล็ต Apple อธิบายว่าใช้วูฟเฟอร์ที่ทำงานร่วมกับหน้าจอเพื่อสร้างเสียงเบส และมีทวีตเตอร์ซ่อนอยู่ระหว่างกระจกกับตัวเครื่องอะลูมิเนียมเพื่อสร้างเสียงความถี่สูง ตัวเครื่องแบบปิดผนึกยังช่วยให้ได้มาตรฐาน IP67
กล้องหน้าเลื่อนไปอยู่ที่ขอบด้านยาวของแท็บเล็ต ทำให้ตำแหน่งอยู่ใกล้กึ่งกลางมากขึ้นเมื่อถืออุปกรณ์ในแนวนอนระหว่างวิดีโอคอล ยังคงเป็นกล้อง Center Stage ความละเอียด 12MP โดยมีรูรับแสง f/2.0 เทียบกับ f/2.4 ในรุ่นก่อน Center Stage ปรับมุมมองกล้องเพื่อช่วยให้ผู้คนอยู่ในเฟรม
กล้องหลังยังเป็นกล้องไวด์ความละเอียด 12MP รูรับแสง f/1.8 รองรับ Smart HDR 4 ซูมดิจิทัลได้สูงสุด 5 เท่า และถ่ายภาพพาโนรามาได้สูงสุด 63MP แฟลช Adaptive True Tone ปรับแสงสำหรับถ่ายภาพและสแกนเอกสาร
กล้องหลังบันทึกวิดีโอได้สูงสุด 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที ส่วนกล้องหน้าบันทึกได้สูงสุด 1080p ที่ 60 เฟรมต่อวินาที สำหรับผู้ที่ใช้ mini ประชุมเป็นหลัก ตำแหน่งใหม่ของกล้องหน้าน่าจะเป็นประโยชน์ทันทีมากกว่ารายละเอียดของกล้องหลัง
การเชื่อมต่อไร้สายเร็วขึ้น แต่อายุแบตเตอรี่ยังใกล้เคียงเดิม
ชิปไร้สาย N1 ของ Apple เพิ่ม Wi-Fi 7, Bluetooth 6 และ Thread มาแทน Wi-Fi 6E และ Bluetooth 5.3 โดย Thread เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายที่อุปกรณ์สมาร์ตโฮมบางรุ่นรองรับ ประสิทธิภาพ Wi-Fi ขึ้นอยู่กับเราเตอร์ สภาพเครือข่าย และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
รุ่นเซลลูลาร์ใช้โมเด็ม C2 ของ Apple มาแทนโมเด็ม Qualcomm รุ่นก่อน Apple อ้างว่าความเร็วข้อมูลเซลลูลาร์เพิ่มขึ้นสูงสุด 50% และประหยัดพลังงานมากขึ้น รุ่นเหล่านี้รองรับ 5G และ eSIM โดยไม่มีช่องใส่ซิมการ์ดจริง ผู้ซื้อจึงต้องมีแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมือถือที่ใช้งานร่วมกันได้
แบตเตอรี่มีความจุ 18.9 วัตต์ชั่วโมง เทียบกับ 19.3 วัตต์ชั่วโมงตามรายงานของรุ่นก่อน Apple ยังคงระบุระยะเวลาใช้งานสูงสุด 10 ชั่วโมงสำหรับท่องเว็บผ่าน Wi-Fi หรือดูวิดีโอ และสูงสุด 9 ชั่วโมงสำหรับท่องเว็บผ่านเครือข่ายเซลลูลาร์
การชาร์จเร็วทำได้สูงสุด 50% ในราว 30 นาที เมื่อใช้อะแดปเตอร์ USB-C ที่จ่ายไฟได้อย่างน้อย 35W รายการอุปกรณ์ในกล่องของ Apple ระบุอะแดปเตอร์ 20W และสาย USB-C ส่วนอะแดปเตอร์กำลังไฟสูงกว่าที่ต้องใช้เพื่อให้ถึงเป้าหมายการชาร์จดังกล่าวต้องซื้อแยก
ความเร็วถ่ายโอนข้อมูลผ่าน USB-C ยังคงสูงสุด 10 กิกะบิตต่อวินาที พอร์ตนี้รองรับจอภายนอก 1 จอ ความละเอียดสูงสุด 4K ที่ 60Hz Apple ระบุว่าโหมดจอภาพเสริม ซึ่งเพิ่มพื้นที่ทำงานสำหรับแอปบนหน้าจอที่เชื่อมต่อ จะมาพร้อม iPadOS 27.2
ฟีเจอร์ AI ขึ้นอยู่กับภาษาและซอฟต์แวร์
แท็บเล็ตมาพร้อม iPadOS 27 และรองรับ Apple Intelligence Apple ระบุว่ามีเครื่องมือแก้ไขภาพใหม่ การสร้างภาพเหมือนจริงใน Image Playground และฟีเจอร์ Safari ที่ชื่อ Notify Me ซึ่งติดตามการเปลี่ยนแปลง เช่น สินค้ากลับมามีสต็อกหรือราคาลดลง
Siri AI ออกแบบมาให้ใช้บริบทส่วนบุคคลจากข้อความ อีเมล และรูปภาพ เข้าใจเนื้อหาบนหน้าจอ และตอบคำถามได้หลากหลายขึ้น Apple ระบุว่าคำขอประมวลผลบนอุปกรณ์และผ่าน Private Cloud Compute สำหรับคำขอที่ระบบคลาวด์นี้จัดการ บริษัทระบุว่าจะไม่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและ Apple จะเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวไม่ได้
ประกาศของ Apple ระบุว่า Siri AI จะทยอยเปิดให้ใช้งานในเวอร์ชันเบตาพร้อม iPadOS 27 ขณะที่รายละเอียดการให้บริการในฮ่องกระบุว่าเวอร์ชันเบตาจะอยู่ใน iPadOS 27.2 ภาษาที่ระบุสำหรับการเปิดตัวระยะแรก ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี โปรตุเกส และสเปน ยังไม่มีการระบุวันปล่อย iPadOS 27.2
Apple Intelligence รองรับภาษาจีนตัวเต็ม ขณะที่ Siri AI มีเงื่อนไขด้านภาษาและภูมิภาคแยกต่างหาก ฟีเจอร์บางอย่างที่ใช้โมเดลบนเซิร์ฟเวอร์อาจมีการจำกัดจำนวนการใช้งานต่อวัน ผู้ซื้อในฮ่องกงที่วางแผนใช้ภาษากวางตุ้งหรือภาษาจีนควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละฟีเจอร์และเวอร์ชันซอฟต์แวร์ แทนการอาศัยเพียงป้ายกำกับ Apple Intelligence โดยรวม
กำหนดการวางจำหน่ายและงบซื้อทั้งหมด
กำหนดการประกาศและวางจำหน่ายมีหลายวัน โดยเวลาเปิดสั่งซื้อล่วงหน้าในฮ่องกงตรงกับวันถัดไปตามปฏิทินท้องถิ่น:
- 26 ตุลาคม 2026: Apple ประกาศเปิดตัว iPad mini รุ่นใหม่
- 28 ตุลาคม: เริ่มเปิดสั่งซื้อล่วงหน้าใน 36 ประเทศและภูมิภาค รวมถึงสหรัฐฯ
- 29 ตุลาคม เวลา 01:10 น. ตามเวลาฮ่องกง: เปิดสั่งซื้อล่วงหน้าในท้องถิ่นผ่านร้านค้าออนไลน์ของ Apple และแอป Apple Store
- 6 พฤศจิกายน: เริ่มจัดส่งสินค้าและวางจำหน่ายหน้าร้าน
- iPadOS 27.2: เปิดใช้โหมดจอภาพเสริมเมื่ออัปเดตเป็นซอฟต์แวร์เวอร์ชันนี้
คำสั่งซื้อในฮ่องกงจำกัดไม่เกิน 6 เครื่องสำหรับรุ่น Wi-Fi และ 6 เครื่องสำหรับรุ่น Wi-Fi + Cellular ต่อผู้ซื้อหนึ่งราย โดยมีสีมิดไนต์และสตาร์ไลต์ให้เลือกครบทั้งสามความจุ
อุปกรณ์เสริมทำให้งบเพิ่มขึ้น Apple Pencil Pro ราคา HK$999, Apple Pencil with USB-C ราคา HK$619 และ Smart Folio TechWoven รุ่นใหม่ราคา HK$599 โฟลิโอเป็นฝาครอบแบบแม่เหล็กที่ปรับตำแหน่งการวางได้ มีสีน้ำเงินเนวีและสีเทาเทาเปให้เลือก
แท็บเล็ต Wi-Fi ความจุ 128GB พร้อม Apple Pencil with USB-C และโฟลิโอ มีราคารวม HK$6,517 หากเลือก Apple Pencil Pro พร้อมโฟลิโอ ราคารวมเป็น HK$6,897 ผู้ที่ต้องใช้อะแดปเตอร์สำหรับการชาร์จเร็วตามที่โฆษณาไว้ต้องจ่ายเพิ่มอีก
เจ้าของรุ่น A17 Pro รองรับปากกาทั้งสองรุ่นและ Apple Intelligence อยู่แล้ว การตัดสินใจซื้อจึงขึ้นอยู่กับว่าจอ OLED น้ำหนักที่ลดลง การกันน้ำ และตำแหน่งกล้องใหม่คุ้มกับราคาหรือไม่ ส่วนผู้ที่เลือกระหว่างรุ่นใหม่ต้องตัดสินใจอีกอย่างว่า ต้องการแค่พื้นที่จัดเก็บเพิ่ม หรือจำเป็นต้องใช้ CPU และฮาร์ดแวร์ AI เพิ่มเติมที่มีเฉพาะรุ่น 512GB
ประเด็นสำคัญ
- ราคาในฮ่องกงเริ่มต้นที่ HK$5,299 สูงกว่าราคาเปิดตัวปี 2024 อยู่ HK$1,500
- เปิดสั่งซื้อล่วงหน้าในท้องถิ่นวันที่ 29 ตุลาคม เวลา 01:10 น. และเริ่มวางจำหน่ายวันที่ 6 พฤศจิกายน
- จอ OLED ขนาด 8.5 นิ้วให้ความสว่าง 600 นิตทั่วทั้งหน้าจอ และ 1,200 นิตสำหรับจุดสว่างในเนื้อหา HDR
- รุ่น 512GB เพิ่ม CPU อีกหนึ่งคอร์ และมี Neural Engine แบบคู่ ชุดละ 16 คอร์
- การเชื่อมต่อเซลลูลาร์เพิ่ม HK$1,200 ส่วนกระจกนาโนเท็กซ์เจอร์ในรุ่นที่รองรับเพิ่ม HK$800
- รุ่น Wi-Fi หนัก 255 กรัม และดีไซน์ใหม่ได้มาตรฐาน IP67
- การชาร์จเร็วต้องใช้อะแดปเตอร์ที่จ่ายไฟได้อย่างน้อย 35W แต่อะแดปเตอร์ที่ให้มาในกล่องจ่ายไฟ 20W
- โหมดจอภาพเสริมต้องใช้ iPadOS 27.2 ส่วนการใช้งาน Siri AI ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ ภาษา และภูมิภาค






