ทางเลือกการชำระเงินที่หน่วยงานกำกับดูแลเห็นว่ามีต้นทุนสูงเกินไป
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 คณะกรรมการสื่อและการสื่อสารเกาหลีใต้ปรับ Google เป็นเงิน 42,900 ล้านวอน และ Apple 20,810 ล้านวอน โดยเห็นว่ากฎการชำระเงินในแอปของทั้งสองบริษัททำให้นักพัฒนาแทบไม่มีทางเลือกอื่นในทางปฏิบัตินอกจากใช้ระบบเรียกเก็บเงินของบริษัทเอง ค่าปรับรวม 63,710 ล้านวอน คิดเป็นประมาณ 47.6 ล้านดอลลาร์
สารบัญ
- ทางเลือกการชำระเงินที่หน่วยงานกำกับดูแลเห็นว่ามีต้นทุนสูงเกินไป
- เหตุใดค่าธรรมเนียม 26% จึงแทบไม่เปิดทางเลือกให้นักพัฒนา
- Google และ Apple กำหนดข้อจำกัดต่างกัน
- การคำนวณภาษีของ Apple นำไปสู่ค่าปรับอีกส่วน
- การถ่วงเวลาตรวจสอบแอปเป็นส่วนหนึ่งของคดี
- คดีนี้ใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีคำตัดสิน
- Google และ Apple ชี้แจงอย่างไร
- กำหนดเวลาเริ่มนับเมื่อได้รับคำสั่ง
- เหตุใดการเปลี่ยนแปลงจึงสำคัญกว่าตัวเลขค่าปรับเพียงอย่างเดียว
- ประเด็นสำคัญ
คณะกรรมการสั่งให้ทั้งสองบริษัทอนุญาตให้มีลิงก์ไปยังช่องทางชำระเงินภายนอกภายในแอป แก้ไขเงื่อนไขที่ผูกกับการเรียกเก็บเงินทางเลือก และปรับปรุงขั้นตอนตรวจสอบแอป นักพัฒนาที่ใช้ผู้ให้บริการชำระเงินรายอื่นยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แพลตฟอร์ม 26% รวมถึงแบกรับค่าประมวลผลเพิ่มเติมและข้อจำกัดในการใช้ช่องทางทางเลือกเหล่านั้น
คำตัดสินนี้เป็นการบังคับใช้ข้อบัญญัติครั้งแรกที่เพิ่มเข้าไปในกฎหมายธุรกิจโทรคมนาคมของเกาหลีใต้เมื่อปี 2021 เพื่อห้ามการบังคับใช้ช่องทางชำระเงินและการถ่วงเวลาตรวจสอบแอปอย่างไม่เป็นธรรม โดยเป็นผลจากการสอบสวนที่เริ่มขึ้นในปี 2022 และข้อเสนอคว่ำบาตรที่ประกาศในเดือนตุลาคม 2023
Google และ Apple โต้แย้งคำตัดสิน โดยระบุว่าแนวปฏิบัติของตนเป็นไปตามกฎหมายเกาหลี ทั้งสองบริษัทกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ หน่วยงานกำกับดูแลจะไม่ยื่นข้อกล่าวหาทางอาญา แต่บริษัททั้งสองต้องส่งแผนปฏิบัติตามคำสั่งภายในหนึ่งเดือนหลังได้รับคำสั่งแก้ไข และดำเนินการปรับปรุงตามที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในสามเดือน
สำหรับนักพัฒนาและลูกค้า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวข้องกับขั้นตอนชำระเงิน ได้แก่ จะค้นหาทางเลือกอื่นได้ง่ายหรือไม่ มีต้นทุนในการให้บริการต่ำลงหรือไม่ และลูกค้าสามารถใช้ช่องทางนั้นได้โดยไม่ต้องทำขั้นตอนที่ไม่จำเป็นหรือไม่
เหตุใดค่าธรรมเนียม 26% จึงแทบไม่เปิดทางเลือกให้นักพัฒนา
Google และ Apple เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงสุด 30% เมื่อลูกค้าซื้อไอเท็มในเกมและผลิตภัณฑ์ดิจิทัลอื่น ๆ ผ่านระบบชำระเงินของบริษัท นักพัฒนามองว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเหมือนค่าผ่านทางเพื่อเข้าถึงลูกค้า บริษัทเกมขนาดเล็กรายหนึ่งจ่ายค่าธรรมเนียมให้สองแพลตฟอร์มรวมประมาณ 14,000 ล้านวอน สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนเหล่านี้อาจสูงเพียงใด
คณะกรรมการเห็นว่า การอนุญาตให้ใช้ผู้ให้บริการชำระเงินรายอื่นในหลักการ ไม่ได้ทำให้เกิดทางเลือกที่ใช้งานได้จริง นักพัฒนายังคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 26% จากนั้นยังต้องรับผิดชอบค่าประมวลผลของผู้ให้บริการรายอื่นและต้นทุนการดำเนินงานของตนเอง นอกจากนี้ ฟังก์ชันบางอย่างที่มีให้ใช้กับระบบเรียกเก็บเงินของแพลตฟอร์มยังไม่เปิดให้ใช้กับทางเลือกอื่น
ตามอัตราที่พิจารณาในคดีนี้ การซื้อสินค้า 10,000 วอนจะมีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 3,000 วอนที่อัตรา 30% เทียบกับ 2,600 วอนที่อัตรา 26% ส่วนต่างมีเพียง 400 วอน ก่อนที่นักพัฒนาจะต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการชำระเงินภายนอก ช่องว่างที่แคบนี้ช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดนักพัฒนาอาจยังเลือกใช้ระบบเรียกเก็บเงินของแพลตฟอร์ม แม้จะอนุญาตให้ใช้ทางเลือกอื่นอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม
ลูกค้าที่ใช้ระบบเรียกเก็บเงินทางเลือกอาจต้องลงทะเบียนบัตรและยืนยันตัวตนเพิ่มเติม ทุกขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นทำให้การชำระเงินยุ่งยากกว่าเดิม ดังนั้น ข้อวินิจฉัยของหน่วยงานกำกับดูแลจึงครอบคลุมผลกระทบโดยรวมจากค่าธรรมเนียม ฟังก์ชันที่ขาดหาย และขั้นตอนการชำระเงิน ไม่ใช่เพียงการมีปุ่มชำระเงินทางเลือกเท่านั้น
Google และ Apple กำหนดข้อจำกัดต่างกัน
คณะกรรมการระบุว่า Google จำกัดวิธีที่นักพัฒนาจะแสดงราคาสำหรับช่องทางชำระเงินแต่ละแบบ ข้อมูลราคาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะลูกค้าต้องเห็นต้นทุนของแต่ละทางเลือกก่อนตัดสินใจว่าจะชำระเงินอย่างไร มาตรการแก้ไขกำหนดให้ Google ปรับปรุงแนวทางเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้ผู้ให้บริการชำระเงินภายนอก
Apple กำหนดให้นักพัฒนาที่เสนอระบบเรียกเก็บเงินทางเลือกต้องส่งแอปแยกต่างหาก ทำให้นักพัฒนาที่ต้องการให้ลูกค้ามีวิธีชำระเงินแบบอื่นต้องส่งแอปและผ่านกระบวนการตรวจสอบเพิ่มอีกครั้ง คณะกรรมการสั่งให้ Apple ยกเลิกข้อกำหนดนี้
ทั้งสองบริษัทยังจำกัดการชำระเงินผ่านเว็บไซต์ภายนอก คำสั่งกำหนดให้บริษัทอนุญาตให้นักพัฒนาใส่ลิงก์ภายในแอปเพื่อนำลูกค้าไปยังช่องทางชำระเงินภายนอก และกำหนดค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผลสำหรับการเรียกเก็บเงินทางเลือก
คณะกรรมการจัดประเภทการบังคับใช้ช่องทางชำระเงินดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดที่ร้ายแรงมาก โดยอ้างถึงผลเสียต่อการแข่งขัน นักพัฒนา และผู้บริโภค พร้อมเพิ่มค่าปรับสำหรับแนวปฏิบัติเหล่านี้ 20% เนื่องจากบริษัทไม่แก้ไขพฤติกรรมทั้งที่ทราบว่ากำลังถูกสอบสวน
การคำนวณภาษีของ Apple นำไปสู่ค่าปรับอีกส่วน
Apple ยังถูกวินิจฉัยแยกต่างหากเกี่ยวกับวิธีคำนวณค่าธรรมเนียมจากนักพัฒนาชาวเกาหลีระหว่างเดือนกรกฎาคม 2015 ถึงมกราคม 2023 คณะกรรมการระบุว่า Apple คิดค่าธรรมเนียม 30% จากราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ขณะที่คำนวณค่าธรรมเนียมจากนักพัฒนาในประเทศอื่นโดยใช้ราคาก่อนรวมภาษีดังกล่าว
ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT เป็นภาษีที่รวมอยู่ในราคาสินค้าหลายประเภท การคิดค่าธรรมเนียมจากราคาที่รวมภาษีทำให้ยอดเรียกเก็บสูงกว่าการใช้เปอร์เซ็นต์เดียวกันกับราคาก่อนภาษี นักพัฒนาชาวเกาหลีจึงต้องแบกรับค่าธรรมเนียมที่แท้จริงสูงกว่า แม้อัตราที่ระบุจะเท่ากัน
คณะกรรมการประเมินว่าแนวปฏิบัตินี้ทำให้ Apple เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม 149,600 ล้านวอน ซึ่งมากกว่าค่าปรับรวม 20,810 ล้านวอนที่ Apple ได้รับในคดีนี้กว่าเจ็ดเท่า อย่างไรก็ตาม ค่าปรับครอบคลุมข้อวินิจฉัยหลายประเด็นและแยกต่างหากจากยอดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่ประเมินไว้
Apple ระบุว่าความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มของเกาหลี คณะกรรมการปฏิเสธคำชี้แจง โดยระบุว่าบริษัทสามารถใช้วิธีคำนวณที่สอดคล้องกันในทุกตลาดได้ ต่อมา Apple ปรับแก้นโยบายโดยสมัครใจ และคณะกรรมการลดค่าปรับในประเด็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอย่างเลือกปฏิบัติลง 20% เพื่อคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
การถ่วงเวลาตรวจสอบแอปเป็นส่วนหนึ่งของคดี
Google และ Apple ยังถูกลงโทษจากการถ่วงเวลาตรวจสอบแอปอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอย่างเพียงพอหรือแจ้งกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะตรวจสอบเสร็จเมื่อใด คณะกรรมการพบว่าในบางกรณีนักพัฒนายังไม่ได้รับคำตอบเหล่านั้นแม้จะร้องขอแล้ว
การตรวจสอบแอปคือกระบวนการอนุมัติที่นักพัฒนาต้องผ่านก่อนแอปหรือการอัปเดตจะเผยแพร่ในสโตร์ได้ หากกระบวนการล่าช้า นักพัฒนาอาจต้องเลื่อนการเปิดตัวหรือรอส่งการเปลี่ยนแปลงให้ลูกค้า คำชี้แจงและกรอบเวลาที่ชัดเจนช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ว่าต้องแก้ไขอะไรและจะดำเนินการต่อได้เมื่อใด
คำสั่งแก้ไขกำหนดให้ทั้งสองแพลตฟอร์มปรับปรุงขั้นตอนตรวจสอบแอปควบคู่ไปกับนโยบายการชำระเงิน กฎหมายธุรกิจโทรคมนาคมฉบับแก้ไขของเกาหลีใต้ครอบคลุมทั้งการถ่วงเวลาตรวจสอบและการถอดแอปออกอย่างไม่สมเหตุสมผล ตลอดจนการห้ามบังคับใช้ช่องทางชำระเงินแบบใดแบบหนึ่ง
คำตัดสินนี้มองว่าการเข้าถึงสโตร์และการเข้าถึงช่องทางชำระเงินเป็นส่วนที่เชื่อมโยงกันในการดำเนินธุรกิจของนักพัฒนา บริษัทต้องได้รับอนุมัติเพื่อเข้าถึงลูกค้า และต้องมีเงื่อนไขที่ใช้งานได้จริงสำหรับการรับชำระเงินเมื่อลูกค้าเข้ามาแล้ว
คดีนี้ใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีคำตัดสิน
เกาหลีใต้ออกข้อบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องในปี 2021 แต่กระบวนการบังคับใช้ยืดเยื้อผ่านการสอบสวน ข้อเสนอค่าปรับ และการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานกำกับดูแล ค่าปรับรวมสุดท้าย 63,710 ล้านวอน ต่ำกว่าข้อเสนอ 68,000 ล้านวอนที่ประกาศในเดือนตุลาคม 2023 อยู่ 4,290 ล้านวอน
ขั้นตอนสำคัญมีดังนี้:
- 2021: เกาหลีใต้เพิ่มข้อบัญญัติในกฎหมายธุรกิจโทรคมนาคม เพื่อห้ามการบังคับใช้ช่องทางชำระเงินและการถ่วงเวลาตรวจสอบแอปอย่างไม่เป็นธรรม
- 2022: คณะกรรมการการสื่อสารเกาหลีเริ่มตรวจสอบและสอบสวน Google กับ Apple
- ตุลาคม 2023: หน่วยงานกำกับดูแลแจ้งบริษัทถึงมาตรการแก้ไขและค่าปรับที่เสนอ รวม 68,000 ล้านวอน
- ตุลาคม 2025: คณะกรรมการสื่อและการสื่อสารเกาหลีเข้ามาแทนที่คณะกรรมการการสื่อสารเกาหลี
- 28 ตุลาคม 2026: คณะกรรมการชุดใหม่อนุมัติค่าปรับรวม 63,710 ล้านวอน และสั่งแก้ไขแนวปฏิบัติด้านการชำระเงินและการตรวจสอบแอป
คณะกรรมการชุดก่อนหน้านี้มีช่วงเวลายาวนานที่มีกรรมการดำรงตำแหน่งเพียงสองคนจากทั้งหมดห้าคน ความติดขัดในการบริหารและการเปลี่ยนผ่านองค์กรมีส่วนทำให้การตัดสินขั้นสุดท้ายถูกเลื่อนซ้ำหลายครั้ง
คิม จงชอล ประธาน KMCC ยอมรับความรับผิดชอบต่อความล่าช้า และกล่าวถึงผลลัพธ์ที่ต้องการให้ผู้พัฒนาและลูกค้าได้รับ:
"ผมหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในตลาด ซึ่งนักพัฒนาแอปและผู้ใช้ปลายทางสัมผัสได้จริง" คิมกล่าว
ความล่าช้าทำให้มาตรการคว่ำบาตรครั้งแรกตามกฎหมายเกิดขึ้นราวห้าปีหลังจากมีการบังคับใช้ ขั้นต่อไปจะมุ่งไปที่การปรับเปลี่ยนกฎการดำเนินงานของบริษัทภายในกรอบเวลาที่สั้นกว่ามาก
Google และ Apple ชี้แจงอย่างไร
Google แสดงความเสียใจต่อคำวินิจฉัย โดยให้เหตุผลว่าคณะกรรมการไม่ได้คำนึงถึงความพยายามในการปฏิบัติตามกฎของบริษัทอย่างครบถ้วน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงล่าสุดที่มุ่งขยายทางเลือกการชำระเงินและลดค่าธรรมเนียมนักพัฒนา ตัวแทนบริษัทกล่าวว่า:
เราจะตรวจสอบคำวินิจฉัยฉบับเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียดเมื่อได้รับ และตัดสินใจว่าจะตอบสนองอย่างไร
Google ประกาศปรับปรุงนโยบายการชำระเงินในเดือนมีนาคม โดยรวมถึงการซื้อผ่านเว็บไซต์ภายนอกและการลดค่าธรรมเนียมนักพัฒนา คณะกรรมการมีแผนตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คิมพบผู้บริหาร Google ที่เมืองควาชอนเมื่อวันที่ 1 เมษายน และขอให้บริษัทเร่งกำหนดการเปิดใช้ที่วางแผนไว้ในเดือนธันวาคมในเกาหลี โดยอ้างถึงภาระของนักพัฒนาในประเทศ
Apple ก็ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยเช่นกัน บริษัทกล่าวถึงการทำงานร่วมกับนักพัฒนาภายนอก และระบุว่ารายได้มากกว่า 90% ที่เกิดขึ้นผ่านระบบนิเวศ App Store ของบริษัทตกเป็นของนักพัฒนาในปีก่อนหน้า
Apple ชี้แจงจุดยืนทางกฎหมายไว้ในแถลงการณ์ของบริษัทว่า:
Apple เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่บริษัทดำเนินการมาจนถึงปัจจุบันเป็นไปตามกฎหมายธุรกิจโทรคมนาคม" บริษัทระบุ "เรากำลังพิจารณาขั้นตอนต่อไปโดยอิงตามกฎหมายเกาหลี
ทั้งสองบริษัทยังไม่ได้ประกาศการตอบสนองต่อค่าปรับอย่างเป็นทางการ การตรวจสอบคำวินิจฉัยฉบับเป็นลายลักษณ์อักษรจะเป็นตัวกำหนดขั้นตอนทางกฎหมายต่อไปของบริษัท ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลเดินหน้าบังคับใช้คำสั่งแก้ไข
กำหนดเวลาเริ่มนับเมื่อได้รับคำสั่ง
KMCC คาดว่าจะออกคำวินิจฉัยฉบับเป็นลายลักษณ์อักษรในเดือนพฤศจิกายน จากนั้นแต่ละบริษัทต้องส่งแผนการดำเนินงานภายในหนึ่งเดือนนับจากวันที่ได้รับคำสั่ง ดำเนินการปรับปรุงตามที่กำหนดให้เสร็จภายในสามเดือนนับจากวันที่ได้รับคำสั่ง และรายงานผล บริษัททั้งสองยังต้องเปิดเผยคำสั่งแก้ไขต่อสาธารณะ
วันที่ได้รับคำสั่งเป็นจุดเริ่มต้นนับกำหนดเวลา คณะกรรมการยังไม่ได้ระบุวันตามปฏิทินวันเดียวที่ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องเสร็จสิ้น โดยมีแผนติดตามการปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งรวมถึงการจัดการลิงก์ชำระเงินภายนอก ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บเงินทางเลือก และการตรวจสอบแอป
มาตรการแก้ไขไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มช่องทางชำระเงินอีกช่องทางหนึ่ง Google ต้องเปลี่ยนแนวทางการใช้งานระบบชำระเงิน Apple ต้องยกเลิกข้อกำหนดให้ส่งแอปแยกต่างหาก และทั้งสองบริษัทต้องแก้ไขต้นทุนกับเงื่อนไขที่ทำให้การเรียกเก็บเงินผ่านช่องทางภายนอกใช้งานได้ยาก
สำหรับลูกค้า ประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นคือการเลือกช่องทางชำระเงินได้โดยตรงมากขึ้นภายในแอปที่ใช้อยู่แล้ว สำหรับนักพัฒนา คือความสามารถในการเสนอทางเลือกดังกล่าวโดยไม่ต้องส่งแอปเพิ่มอีกชุด หรือเผชิญโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ดูดซับเงินที่อาจประหยัดได้เกือบทั้งหมด คำสั่งไม่ได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ที่ใช้กับทุกกรณี และไม่ได้รับรองว่าจะมีการลดราคาขายปลีกในระดับใด
เหตุใดการเปลี่ยนแปลงจึงสำคัญกว่าตัวเลขค่าปรับเพียงอย่างเดียว
Google และ Apple ครองตลาดแอปด้วยกันถึง 95.7% การกระจุกตัวดังกล่าวทำให้นักพัฒนามีทางเลือกจำกัดในการหลีกเลี่ยงแพลตฟอร์มเมื่อพยายามเข้าถึงลูกค้า รายละเอียดของกฎการชำระเงินและการอนุมัติของบริษัทจึงส่งผลอย่างยิ่ง
ตัวเลขค่าธรรมเนียม 30% และ 26% สะท้อนปัญหาทางธุรกิจสำคัญ นักพัฒนาที่พิจารณาใช้ผู้ให้บริการรายอื่นต้องเปรียบเทียบส่วนลดค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 4 จุดเปอร์เซ็นต์กับต้นทุนการประมวลผลการชำระเงินด้วยตนเอง ลิงก์ที่เข้าถึงง่ายขึ้นและขั้นตอนลงทะเบียนที่ลดลงช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้น ส่วนค่าธรรมเนียมที่ต่ำลงเป็นตัวกำหนดว่าจะมีช่องทางให้ประหยัดเงินได้มากน้อยเพียงใด
คณะกรรมการสั่งให้ปรับเปลี่ยนทั้งสองด้าน ได้แก่ ต้นทุนการใช้ระบบเรียกเก็บเงินทางเลือก และขั้นตอนการนำเสนอทางเลือกดังกล่าว การตรวจสอบการปฏิบัติตามคำสั่งจะชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้นักพัฒนามีทางเลือกที่ใช้ได้จริงหรือไม่ หลังจากกระบวนการยืดเยื้อมาหลายปี
คำตัดสินนี้ยังตรวจสอบขั้นตอนการพิจารณาแอปด้วย นักพัฒนาจำเป็นต้องทราบว่าเหตุใดการอนุมัติจึงล่าช้าและจะดำเนินการตรวจสอบต่อได้เมื่อใด เช่นเดียวกับที่ต้องการกฎการชำระเงินที่คาดการณ์ได้ ข้อกำหนดเหล่านี้ร่วมกันกำหนดเงื่อนไขในทางปฏิบัติที่ธุรกิจต้องปฏิบัติตามเมื่อเข้าถึงลูกค้าผ่านสโตร์ทั้งสองแห่ง
ประเด็นสำคัญ
- KMCC ปรับ Google 42,900 ล้านวอน และ Apple 20,810 ล้านวอน รวมเป็น 63,710 ล้านวอน
- หน่วยงานกำกับดูแลพบการบังคับใช้ช่องทางชำระเงิน เงื่อนไขจำกัดการเรียกเก็บเงินทางเลือก และการถ่วงเวลาตรวจสอบแอปอย่างไม่เป็นธรรม
- การเรียกเก็บเงินทางเลือกยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 26% พร้อมค่าประมวลผลแยกต่างหากและข้อจำกัดต่าง ๆ
- Apple ยังถูกลงโทษกรณีคำนวณค่าธรรมเนียมจากราคาที่รวม VAT สำหรับนักพัฒนาชาวเกาหลี
- บริษัททั้งสองต้องอนุญาตให้มีลิงก์ชำระเงินภายนอก ปรับแก้แนวปฏิบัติ และปรับปรุงขั้นตอนตรวจสอบแอป
- ต้องส่งแผนการปฏิบัติตามคำสั่งภายในหนึ่งเดือนหลังได้รับคำสั่ง และดำเนินการปรับปรุงให้เสร็จภายในสามเดือน
- Google และ Apple โต้แย้งคำตัดสินและกำลังพิจารณาว่าจะตอบสนองอย่างไร หน่วยงานกำกับดูแลจะไม่ยื่นข้อกล่าวหาทางอาญา






