แผนลงทุน 600 ล้านดอลลาร์เริ่มต้นด้วยการส่งตัวอย่างเพื่อวิจัย
DTEC Mineral and Metal Technology วางแผนลงทุน 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโรงกลั่นแร่หายากในมาเลเซีย ซึ่งมีกำลังแปรรูปวัสดุ 5,000 เมตริกตันต่อปี และอาจสร้างโรงงานแห่งที่สองเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเป็นสองเท่า บริษัทคาดว่าจะก่อตั้งโรงงานแห่งแรกภายในสามปี ตามที่มิลาน เพอร์ลลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยแผนดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2026
สารบัญ
สตาร์ตอัปรายนี้ซึ่งมีเจ้าของส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน กำลังเตรียมดำเนินการขั้นแรกในขนาดเล็กกว่ามาก ด้วยการส่งวัสดุที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปประมาณ 30 เมตริกตันไปยังสหรัฐฯ เพื่อการวิจัย เพอร์ลลีกล่าวว่า DTEC ได้รับอนุญาตให้ส่งออกได้สูงสุด 700 ตัน ภายใต้กฎส่งออกที่ผ่อนปรนของมาเลเซีย และเป็นบริษัทแรกที่ได้รับอนุญาตภายใต้กฎดังกล่าวให้ส่งวัสดุแร่หายากที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปไปยังสหรัฐฯ
การวิจัยจะช่วยระบุองค์ประกอบของวัสดุและเทคโนโลยีแปรรูปที่เหมาะสม ผลการศึกษามีความสำคัญ เพราะทรัพยากรแร่ของมาเลเซียกับกำลังการผลิตต่อปีของโรงกลั่นเป็นตัวเลขที่บอกคนละเรื่อง กล่าวคือ ตัวเลขแรกวัดปริมาณวัสดุใต้ดิน ส่วนตัวเลขหลังวัดปริมาณที่โรงงานสามารถจัดการได้ในแต่ละปี
ข้อเสนอการลงทุนนี้เชื่อมโยงความมุ่งหมายของมาเลเซียที่จะเพิ่มการแปรรูปแร่ภายในประเทศ เข้ากับความพยายามของวอชิงตันในการสร้างความมั่นคงด้านอุปทานนอกประเทศจีน ซึ่งครองความเป็นผู้นำด้านการแปรรูปแร่หายาก ธาตุเหล่านี้ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กังหันลม และอาวุธล้ำสมัย
ข้อเสนอของ DTEC ผสานการส่งวัสดุเพื่อวิจัยในระยะใกล้เข้ากับความมุ่งหมายด้านอุตสาหกรรมที่ใหญ่กว่ามาก บริษัทต้องการพัฒนาแหล่งแร่ในมาเลเซีย จัดตั้งโรงงานแปรรูป และในท้ายที่สุดดำเนินกิจการเหมืองของตนเอง เพื่อสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่การสกัดวัสดุไปจนถึงการเตรียมแร่สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม
โรงงานสองแห่งคนละฝั่งของประเทศ
เพอร์ลลีกล่าวว่า ในท้ายที่สุด DTEC ต้องการมีโรงงานสองแห่งในมาเลเซีย ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 10,000 เมตริกตันต่อปี แต่ละแห่งมีกำลังการผลิต 5,000 ตัน โดยตั้งแห่งหนึ่งบนชายฝั่งตะวันออกและอีกแห่งบนชายฝั่งตะวันตก
เพอร์ลลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DTEC อธิบายขนาดและการจัดวางที่ตั้งของโครงการไว้ว่า:
สหรัฐฯ ต้องการให้เราสร้างกำลังการผลิต 10,000 เมตริกตัน" เพอร์ลลีกล่าว "เป้าหมายของผมคือสร้างโรงงานแห่งหนึ่งบนชายฝั่งตะวันออก กำลังการผลิต 5,000 เมตริกตัน และอีกแห่งบนชายฝั่งตะวันตก
DTEC ได้หารือเรื่องที่ตั้งที่เป็นไปได้กับเจ้าหน้าที่ในรัฐเกดะห์ ตรังกานู เประ และเนกรีเซมบิลัน ข้อเสนอการลงทุน 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นงบสำหรับโรงกลั่นแห่งแรก ส่วนโรงงานแห่งที่สองเป็นความมุ่งหมายที่บริษัทระบุไว้เช่นกัน แต่ยังไม่ได้แจ้งตัวเลขเงินลงทุนแยกต่างหาก
โรงงานแห่งที่สองที่เสนอไว้จะเพิ่มกำลังการผลิตต่อปีเป็นสองเท่าจากโรงงานแห่งแรก จาก 5,000 เป็น 10,000 ตัน ตัวเลขกำลังการผลิตสะท้อนขนาดการดำเนินงานที่วางแผนไว้ ส่วนปริมาณการผลิตจริงจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่ป้อนเข้าสู่โรงงาน วิธีแปรรูป และการดำเนินงานของโรงงาน
มาเลเซียมีโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ของ Lynas Rare Earths จากออสเตรเลียอยู่แล้วในรัฐปะหัง ข้อเสนอของ DTEC จะเพิ่มผู้ประกอบการอีกราย และมุ่งใช้วัสดุจากแหล่งแร่ดินเหนียวชนิดไอออนิกในประเทศ ซึ่งจะช่วยขยายบทบาทของมาเลเซียในอุตสาหกรรมนี้
เหตุใดแหล่งแร่ดินเหนียวของมาเลเซียจึงสำคัญ
ข้อมูลประมาณการของรัฐบาลระบุว่า มาเลเซียมีทรัพยากรแร่หายาก 16.1 ล้านตัน แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าแร่ส่วนใหญ่ในจำนวนนี้สามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ บริษัทต่าง ๆ จึงยังต้องตรวจสอบว่าสามารถสกัดและแปรรูปด้วยต้นทุนที่เหมาะสมได้หรือไม่
ทรัพยากรที่ระบุพบแล้วส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในแหล่งแร่ดินเหนียวชนิดดูดซับไอออน กล่าวอย่างง่ายคือ ธาตุแร่หายากเกาะอยู่กับอนุภาคดินเหนียวอย่างหลวม ๆ แทนที่จะฝังอยู่ในหินแข็ง จึงอาจสกัดได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำกว่า แต่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับลักษณะของแหล่งแร่แต่ละแห่ง
แหล่งแร่เหล่านี้อาจมีแร่หายากหนัก ซึ่งเป็นกลุ่มธาตุที่ต้องการใช้ทำแม่เหล็กกำลังสูงและเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ สำหรับผู้แปรรูป การทราบส่วนผสมที่แน่ชัดมีความสำคัญ เพราะวัสดุที่มีธาตุหรือความเข้มข้นต่างกันอาจต้องใช้กระบวนการแปรรูปต่างกัน และให้ผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกัน
เพอร์ลลีกล่าวว่า ความมุ่งหมายของ DTEC ไม่ได้จำกัดอยู่ที่โรงงานแห่งแรกของบริษัท แต่ยังครอบคลุมบทบาทด้านการแปรรูปในระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้นของมาเลเซีย:
"เป้าหมายที่ใหญ่กว่าคือการทำให้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางการแปรรูปธาตุแร่หายากจากดินเหนียวชนิดไอออนิกของภูมิภาค" เพอร์ลลีกล่าว
DTEC ตั้งใจพัฒนาแหล่งแร่ในประเทศ และในท้ายที่สุดจะดำเนินกิจการเหมืองของตนเองในมาเลเซีย การเชื่อมโยงกิจการเหมืองกับการแปรรูปอาจช่วยให้บริษัทมีแหล่งวัสดุป้อนโรงกลั่น และทำให้ขั้นตอนการผลิตเกิดขึ้นภายในมาเลเซียได้มากขึ้น
การส่ง 30 ตันแรกจะช่วยตัดสินเรื่องใด
วัสดุที่ DTEC วางแผนส่งไปวิจัยคิดเป็นประมาณ 4.3% ของปริมาณ 700 ตันที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออก การคำนวณจาก 30 หารด้วย 700 แสดงให้เห็นว่าการส่งครั้งแรกมีขนาดเล็กเพียงใดเมื่อเทียบกับปริมาณที่บริษัทได้รับอนุญาตให้ส่ง
เพอร์ลลีกล่าวว่า การวิจัยวัสดุในสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อระบุองค์ประกอบและหาเทคโนโลยีแปรรูปที่เหมาะสม โรงกลั่นจำเป็นต้องใช้กระบวนการที่สอดคล้องกับวัสดุที่ป้อนเข้า เพื่อให้กู้คืนธาตุที่ต้องการและแยกออกเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้
แร่หายากมักพบอยู่รวมกัน และการสกัดวัสดุจากใต้ดินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงาน การแปรรูปจะเปลี่ยนส่วนผสมดังกล่าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตนำไปใช้ได้ ดังนั้น การส่งวัสดุของ DTEC ไปวิจัยจึงมุ่งตอบคำถามเชิงปฏิบัติที่เป็นหัวใจของการลงทุน นั่นคือจะเปลี่ยนทรัพยากรดินเหนียวของมาเลเซียให้เป็นอุปทานสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อถือได้อย่างไร
DTEC ยังไม่ได้ประกาศที่ตั้งโรงงานขั้นสุดท้าย เทคโนโลยีแปรรูปที่เลือกใช้ ข้อตกลงด้านเงินทุนที่ยืนยันแล้ว หรือวันเปิดดำเนินการที่แน่นอน เป้าหมายสร้างโรงกลั่นแห่งแรกภายในสามปีจะหมายถึงการจัดตั้งราวปี 2029 หากนับจากการประกาศเมื่อเดือนตุลาคม 2026
ใครเป็นเจ้าของ DTEC และเงินทุนอาจมาจากที่ใด
เพอร์ลลี พลเมืองสหรัฐฯ ที่เกิดในมาเลเซียและเคยทำงานที่ Capital One กับเดวิด กรีเออร์ หุ้นส่วนทางธุรกิจ ถือหุ้น DTEC Mineral รวมกัน 51% ส่วน DTEC Engineering and Construction ซึ่งเป็นบริษัทมาเลเซียถือหุ้นที่เหลือ 49%
โครงสร้างผู้ถือหุ้นทำให้หุ้นส่วนชาวอเมริกันทั้งสองรายถือหุ้นข้างมาก ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ถือหุ้นมาเลเซียในสัดส่วนสำคัญ เพอร์ลลีกล่าวว่า DTEC ยังวางแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในมาเลเซีย และในตลาด Nasdaq หรือตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กแห่งใดแห่งหนึ่ง
บริษัทอยู่ในข้อตกลงด้านการค้าและแร่สำคัญที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซียลงนามในปี 2025 เว็บไซต์ของ DTEC ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวทำให้บริษัทมีสิทธิ์ขอรับเงินทุนจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งสหรัฐฯ บรรษัทการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
ช่องทางเงินทุนที่อาจได้รับเหล่านี้เชื่อมโยงโครงการเชิงพาณิชย์เข้ากับความพยายามของสหรัฐฯ ในการกระจายแหล่งจัดหาแร่สำคัญให้หลากหลายขึ้น DTEC ระบุว่าบริษัทมีสิทธิ์ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่แผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเป็นอีกช่องทางที่อาจระดมทุนได้เมื่อธุรกิจเติบโต
ความพยายามขยายอุตสาหกรรมแร่หายากของมาเลเซีย
บริษัทสหรัฐฯ มากกว่าหนึ่งโหลกำลังประเมินโอกาสลงทุนด้านแร่หายากในมาเลเซีย ทั้งโครงการเหมืองร่วมกับหุ้นส่วนท้องถิ่นและการก่อสร้างโรงงานแปรรูป การจัดเวทีในกรุงกัวลาลัมเปอร์และข้อตกลงทวิภาคีด้านแร่สำคัญช่วยดึงความสนใจมายังโอกาสเหล่านี้
ข้อเสนอของ DTEC มีลักษณะเด่นตรงที่ผสานการถือหุ้นข้างมากโดยชาวอเมริกัน การได้รับอนุญาตให้ส่งออกวัสดุเพื่อวิจัย และแผนแปรรูปบนชายฝั่งทั้งสองฝั่งของมาเลเซีย ส่วนเหมืองที่บริษัทตั้งใจจะดำเนินการในอนาคตจะเพิ่มอีกหนึ่งขั้นตอนเข้าไปในห่วงโซ่การผลิตนี้
นักลงทุนมาเลเซียก็ให้ความสนใจในอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน การที่กษัตริย์สุลต่านอิบราฮิม อิสกันดาร์ทรงเข้าถือหุ้นใน Southern Alliance Mining ซึ่งมีการเปิดเผยเมื่อเดือนตุลาคม 2026 ทำให้ผู้ถือหุ้นที่มีชื่อเสียงเข้ามาอยู่ในบริษัทที่กำลังขยายธุรกิจจากแร่เหล็กสู่แร่หายาก
Southern Alliance Mining ถือหุ้น 40% ใน MCRE Resources ซึ่งดำเนินงานเหมืองแร่หายากในรัฐเประอยู่แล้ว และกำลังผลักดันธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงการแร่หายากลาบิสในรัฐยะโฮร์ กษัตริย์ทรงซื้อหุ้นเดิมจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในราคาประมาณ 6.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ดังนั้นธุรกรรมดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้น ไม่ใช่การนำเงินใหม่เข้าสู่บริษัทเหมือง
Southern Alliance ระบุในเอกสารเปิดเผยข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ผู้จัดการใหญ่และผู้ถือหุ้นใหญ่ ดาโต๊ะ ศรี เป๊ก ก๊ก ซัม ขายหุ้นจำนวน 14.32 ล้านหุ้น หรือประมาณ 2.25% ของบริษัท ให้แก่กษัตริย์ในการซื้อขายนอกตลาด ราคา 0.425 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อหุ้น สูงกว่าราคาปิดในวันนั้นที่ 0.380 ดอลลาร์สิงคโปร์ประมาณ 11.84% บริษัทระบุว่าไม่ได้เป็นคู่สัญญาในการซื้อขายและไม่ได้รับเงินจากธุรกรรมดังกล่าว เป๊กยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และการโอนหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง การดำเนินงาน หรือทิศทางกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัท
Southern Alliance เข้าซื้อหุ้น 40% ใน MCRE Resources เสร็จสิ้นเมื่อเดือนกันยายน 2025 โดย MCRE ดำเนินงานเหมืองแร่หายากแห่งแรกของมาเลเซียในรัฐเประ และร่วมเป็นพันธมิตรกับ China Rare Earth Corp. ในการดำเนินงาน ส่วนการเข้าซื้อกิจการที่เสนอและเกี่ยวข้องกับโครงการลาบิสนั้นเป็นการซื้อ Paramount Synergy Sdn Bhd นอกจากนี้ Southern Alliance ยังมีธุรกิจเหมืองที่ดำเนินมานานในรัฐยะโฮร์ ผ่านเหมืองเรือธง Chaah Mine
กิจกรรมด้านแร่หายากของมาเลเซียในขณะนี้ครอบคลุมทั้งผู้แปรรูปที่ดำเนินงานอยู่แล้วในรัฐปะหัง ผลประโยชน์ในเหมืองของรัฐต่าง ๆ เช่น เประ และข้อเสนอการลงทุนใหม่ DTEC กำลังพยายามเชื่อมโยงแหล่งแร่ในประเทศเข้ากับกำลังการแปรรูปเพิ่มเติม เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานนอกประเทศจีน
ขั้นตอนจากข้อตกลงไปสู่การผลิต
แผนของ DTEC ครอบคลุมหลายขั้น ตั้งแต่ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล การทดสอบ ไปจนถึงการพัฒนาโรงงานในที่สุด ลำดับดังกล่าวช่วยอธิบายว่าเหตุใดการส่งวัสดุไปวิจัยจึงต้องมาก่อนการแปรรูปขนาดใหญ่
- 2025: ทรัมป์และอันวาร์ลงนามในข้อตกลงด้านการค้าและแร่สำคัญ ซึ่งระบุชื่อ DTEC ไว้ด้วย
- 30 ตุลาคม 2026: มีการเปิดเผยข้อเสนอโรงกลั่นมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ DTEC พร้อมเป้าหมายจัดตั้งโรงงานแห่งแรกภายในสามปี
- ขั้นวิจัยเบื้องต้น: DTEC กำลังเตรียมวัสดุประมาณ 30 ตันเพื่อส่งไปยังสหรัฐฯ ภายใต้การอนุญาตที่ครอบคลุมปริมาณสูงสุด 700 ตัน
- ราวปี 2029: โรงกลั่นแห่งแรกจะจัดตั้งขึ้น หากบริษัททำได้ตามเป้าหมายสามปีที่ระบุไว้
- ระยะยาว: DTEC ตั้งเป้าเพิ่มโรงงานแห่งที่สอง และในที่สุดจะดำเนินกิจการเหมืองในมาเลเซีย
งานเร่งด่วนในขณะนี้มุ่งที่ตัววัสดุ ได้แก่ การระบุองค์ประกอบและเลือกกระบวนการที่เหมาะสม ความมุ่งหมายที่ใหญ่กว่าของ DTEC คือการใช้ผลการศึกษาเหล่านี้สนับสนุนธุรกิจแปรรูปในมาเลเซีย ซึ่งมีกำลังการผลิตมากกว่าโรงกลั่นแห่งแรกที่เสนอไว้
ประเด็นสำคัญ
- DTEC วางแผนสร้างโรงกลั่นแร่หายากในมาเลเซีย มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังแปรรูป 5,000 เมตริกตันต่อปี
- โรงงานแห่งที่สองตามแผนจะทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มเป็น 10,000 ตันต่อปี
- บริษัทกำลังเตรียมวัสดุประมาณ 30 ตันเพื่อส่งไปวิจัยในสหรัฐฯ ภายใต้การอนุญาตส่งออกสูงสุด 700 ตัน
- มาเลเซียประเมินว่ามีทรัพยากรแร่หายาก 16.1 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่ยังต้องประเมินความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์
- DTEC ระบุว่าบริษัทมีสิทธิ์ขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานจัดหาเงินทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ สามแห่ง ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคี
- โรงงานแห่งแรกมีเป้าหมายจัดตั้งภายในสามปี แต่ยังไม่มีการประกาศที่ตั้ง เทคโนโลยี และข้อตกลงด้านเงินทุนที่ยืนยันแล้ว






