นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อสวนแรงขาย ขณะหุ้นโซลร่วง
ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ฟื้นตัวจากการร่วงลงอย่างหนักในช่วงเช้าบางส่วนเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 หลังนักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อหุ้นมูลค่า 946.5 พันล้านวอน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและสถาบันเทขาย แรงซื้อดังกล่าวช่วยดันดัชนีขึ้นเหนือระดับ 5,700 จุด หลังความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กดดันหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
สารบัญ
- นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อสวนแรงขาย ขณะหุ้นโซลร่วง
- ฟื้นตัวในวันเดียวกับที่แรงขายกลับมา
- เหตุใดการใช้จ่ายด้าน AI จึงทำให้นักลงทุนหุ้นชิปหวั่นไหว
- ความอ่อนแอของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ลามไปทั่วตลาด
- ใครเป็นแรงหนุนการปรับขึ้นของวันก่อนหน้า?
- การขาดทุนของ KOSDAQ สะท้อนแรงกดดันที่ลามพ้นบริษัทขนาดใหญ่
- แรงขายลามถึงหุ้นเหล็ก แบตเตอรี่ และโรงกลั่น
- ราคาน้ำมันที่ลดลงสวนทางกับความไม่แน่นอนเรื่องดอกเบี้ย
- การเลือกตั้งสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนยังระมัดระวัง
- ประเด็นสำคัญ
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์เกาหลีระบุว่า ณ เวลา 11.00 น. KOSPI อยู่ที่ 5,715.23 จุด ลดลง 143.85 จุด หรือ 2.46% จากวันทำการก่อนหน้า ก่อนหน้านี้ดัชนีร่วงลงมากถึง 3.77% แตะ 5,638.06 จุด รายงานระหว่างวันอีกฉบับระบุว่าจุดต่ำสุดอยู่ที่ราว 5,626 จุด ลดลงประมาณ 4%
การฟื้นตัวมีจำกัด ณ เวลา 11.20 น. ดัชนียังลดลง 145.02 จุด หรือ 2.48% อยู่ที่ 5,714.06 จุด Samsung Electronics และ SK Hynix ยังคงถูกกดดัน ขณะที่แรงขายลามไปยังหุ้นเหล็ก แบตเตอรี่ และโรงกลั่นน้ำมัน
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 699.8 พันล้านวอนในกระดานหลัก ขณะที่สถาบันขาย 354.3 พันล้านวอน ยอดขายสุทธิรวม 1.0541 ล้านล้านวอนของทั้งสองกลุ่มสูงกว่ายอดซื้อสุทธิของนักลงทุนรายย่อย 107.6 พันล้านวอน การซื้อสุทธิหมายถึงมูลค่าซื้อมากกว่ามูลค่าขาย ส่วนการขายสุทธิหมายถึงตรงกันข้าม
การซื้อขายช่วงเช้าจึงทำให้ผู้ที่พยุงตลาดเปลี่ยนไป วันก่อนหน้า สถาบันเป็นแรงขับเคลื่อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่วันที่ 3 พฤศจิกายน นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อ ขณะที่สถาบันร่วมกับนักลงทุนต่างชาติเทขาย ทำให้ตลาดต้องพึ่งพาผู้ซื้ออีกกลุ่มหนึ่ง
ฟื้นตัวในวันเดียวกับที่แรงขายกลับมา
KOSPI เปิดที่ 5,715.19 จุด ต่ำกว่าราคาปิดวันก่อนหน้าอยู่แล้ว 2.46% และขาดทุนเพิ่มเป็น 3.27% ภายในเวลา 9.06 น. แรงซื้อในเวลาต่อมาช่วยดันดัชนีขึ้น 77.17 จุด จากจุดต่ำสุดที่รายงานไว้ 5,638.06 จุด สู่ระดับ ณ เวลา 11.00 น.
แม้ฟื้นตัวแล้ว ดัชนีก็ยังสูญเสียการปรับขึ้นเหนือระดับ 5,800 จุดของวันก่อนหน้า ลำดับเหตุการณ์แสดงให้เห็นว่าแรงหนุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว:
- 29 ตุลาคม: SK Hynix เริ่มโครงการซื้อหุ้นคืน มูลค่าราว 20 ล้านล้านวอน
- 2 พฤศจิกายน: KOSPI ปรับขึ้น 2.24% ปิดที่ 5,859.08 จุด โดยมีแรงซื้อจากสถาบันหนุน
- 3 พฤศจิกายน ช่วงเปิดตลาด: ดัชนีเปิดลดลง 2.46% ก่อนที่การขาดทุนจะขยายตัว
- 3 พฤศจิกายน ช่วงสาย: แรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยช่วยให้ดัชนีฟื้นกลับขึ้นเหนือ 5,700 จุด แต่ยังลดลงมากกว่า 2%
ประเด็นนี้สำคัญสำหรับนักลงทุนที่จับตาการฟื้นตัว เพราะราคาหุ้นดีดกลับจากจุดต่ำสุดในช่วงเช้า แต่ดัชนียังต่ำกว่าราคาปิดวันก่อนหน้าอย่างมาก รายงานช่วงเช้ายังไม่มีตัวเลขปิดตลาดของวันที่ 3 พฤศจิกายน
เหตุใดการใช้จ่ายด้าน AI จึงทำให้นักลงทุนหุ้นชิปหวั่นไหว
หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ปรับตัวลงข้ามคืน หลังนักลงทุนตั้งคำถามว่าการใช้จ่ายมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะสร้างกำไรได้รวดเร็วเพียงใด ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 1.07% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.51% และดัชนี Philadelphia Semiconductor ร่วง 3.37%
แผนจัดหาเงินทุนของ Oracle ทำให้ความกังวลดังกล่าวมีประเด็นชัดเจนขึ้น บริษัทวางแผนออกหุ้นมูลค่า 10 พันล้านดอลลาร์และออกพันธบัตรมูลค่า 10 พันล้านดอลลาร์ เพื่อใช้เป็นทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมมูลค่าที่เสนอไว้ 20 พันล้านดอลลาร์ หุ้นของบริษัทลดลง 8.76%
การออกหุ้นช่วยระดมเงินด้วยการขายความเป็นเจ้าของในบริษัท ส่วนพันธบัตรเป็นการระดมเงินที่ต้องชำระคืน โดยทั่วไปพร้อมดอกเบี้ย ทั้งสองวิธีใช้เป็นทุนขยายกิจการได้ แต่นักลงทุนยังพิจารณาผลกระทบจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นต่อสัดส่วนการถือครองเดิม และต้นทุนการชำระหนี้
โครงสร้างพื้นฐาน AI ประกอบด้วยชิป เซิร์ฟเวอร์ และศูนย์ข้อมูลที่จำเป็นต่อการฝึกและใช้งานระบบ AI ผู้จัดหาสิ่งเหล่านี้อาจได้ประโยชน์จากการก่อสร้าง แต่ราคาหุ้นก็อาจลดลงเมื่อนักลงทุนไม่มั่นใจมากขึ้นว่าลูกค้าจะทำรายได้จากบริการ AI ได้เพียงพอที่จะรองรับแผนการใช้จ่าย
Anthropic สะท้อนให้เห็นความตึงเครียดระหว่างการเติบโตอย่างรวดเร็วกับความคาดหวังที่สูงขึ้น มีรายงานว่ารายได้รายไตรมาสของบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 11 เท่าจากปีก่อนหน้า ขณะที่การเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้าชะลอลงจากประมาณ 144% เหลือประมาณ 47% รายงานเกี่ยวกับแผนใช้จ่ายมากกว่า 895 พันล้านดอลลาร์ในช่วงหลายปีข้างหน้ายิ่งทำให้มีการจับตาตัวเลขดังกล่าว
ความกังวลที่แพร่ไปทั่วตลาดจึงเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างการใช้จ่าย รายได้ และการจัดหาเงินทุน แม้ยอดขายจะเติบโตอย่างรวดเร็ว นักลงทุนก็ยังอาจไม่สบายใจเมื่อการลงทุนที่ต้องใช้มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ
ความอ่อนแอของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ลามไปทั่วตลาด
หุ้นชิปสหรัฐฯ ปรับตัวลงในวงกว้าง Nvidia ลดลง 1.26% AMD ลดลง 7.52% Intel ร่วงประมาณ 8.8% SanDisk ลดลง 6.59% และ Micron ลดลง 5.78% ส่วน Microsoft ลดลง 2.83% สะท้อนว่าแรงขายลามออกไปไกลกว่าบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์
Kioxia ของญี่ปุ่นร่วง 15.78% เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน หลังแนวโน้มผลประกอบการไตรมาสเดือนตุลาคมถึงธันวาคมต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ มีการระบุว่าการปรับขึ้นของราคา NAND flash ที่ชะลอลงเป็นหนึ่งในปัจจัยกังวล NAND flash คือหน่วยความจำที่ยังเก็บข้อมูลไว้ได้เมื่อปิดเครื่อง และใช้ในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
Samsung Electronics และ SK Hynix เผชิญแรงขาดทุนอย่างหนักในช่วงแรกที่ตลาดโซล รายงานช่วงต้นระบุว่า Samsung ลดลง 4.59% และ SK Hynix ลดลง 5.2% โดยรายงานช่วงเช้าอีกฉบับระบุว่า SK Hynix ลดลง 5.57% เมื่อถึงเวลาประมาณ 11.00 น. การขาดทุนของทั้งสองบริษัทลดลงเหลือ 2.95% และ 3.53% ตามลำดับ
บริษัทที่เกี่ยวข้องก็อ่อนตัวลงเช่นกัน Hanmi Semiconductor ลดลง 4.17% Samsung Electro-Mechanics ลดลง 3.60% และ SK Square ลดลงราว 4% แรงขายกระทบทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์และบริษัทที่ถือหุ้นเพื่อการลงทุน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตชิป
เฮ็บ เฉิน นักวิเคราะห์ตลาดจาก Vantage Global Prime กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้อยู่แถวหน้าของการทบทวนการลงทุน AI ทั่วโลกของนักลงทุน แรงกดดันที่กระจุกตัวในหุ้นชิปช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดการลดลงของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญต่อกรุงโซลอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบยังลามไปถึงฮ่องกง ผลิตภัณฑ์จดทะเบียน XL二南方海力士 ซึ่งซื้อขายภายใต้รหัส 07709 ลดลงเกือบ 10% ขณะที่ XL二南三星 รหัส 07747 ลดลงประมาณ 7% การเคลื่อนไหวเหล่านี้ขยายผลกระทบจากการเทขายหุ้นชิปเกาหลีไปยังนักลงทุนที่ซื้อขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องนอกเกาหลีใต้
ใครเป็นแรงหนุนการปรับขึ้นของวันก่อนหน้า?
สถาบันซื้อหุ้นเกาหลีสุทธิประมาณ 1.23 ล้านล้านวอนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่ KOSPI ปรับขึ้น 2.24% นักลงทุนรายย่อยขายประมาณ 1.35 ล้านล้านวอน และนักลงทุนต่างชาติขายราว 370 พันล้านวอน วันนั้นเป็นวันที่สองติดต่อกันที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ
บริษัทอื่น ๆ ซื้อสุทธิ 480 พันล้านวอน หมวดนี้รวมธุรกรรมของบริษัท เช่น การซื้อหุ้นคืน และแรงซื้อส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการของ SK Hynix ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม
การซื้อหุ้นคืนเกิดขึ้นเมื่อบริษัทซื้อหุ้นของตนเอง การซื้อดังกล่าวช่วยสร้างอุปสงค์ได้เมื่อนักลงทุนรายอื่นกำลังขาย ตัวเลขราว 20 ล้านล้านวอนหมายถึงขนาดของโครงการของ SK Hynix ไม่ใช่มูลค่าหุ้นที่ซื้อในช่วงการซื้อขายเพียงวันเดียว
คิม แจซึง นักวิเคราะห์จาก Hyundai Motor Securities กล่าวว่า การซื้อของกองทุนบำเหน็จบำนาญและการซื้อหุ้นคืนของบริษัทช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับสมดุลระหว่างแรงซื้อกับแรงขายในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ เขามองว่าแรงหนุนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวมากกว่าการปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเชื่อมั่นนักลงทุน
คิมกล่าวว่าจำเป็นต้องมีแรงซื้อจากต่างชาติเพื่อให้การฟื้นตัวดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืน แต่จนถึงขณะนั้นยังไม่เกิดขึ้น ช่วงสายวันที่ 3 พฤศจิกายน นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 699.8 พันล้านวอนแล้ว หรือราว 1.9 เท่าของยอดขายประมาณ 370 พันล้านวอนตลอดทั้งวันก่อนหน้า
ยอดซื้อสุทธิ 946.5 พันล้านวอนของนักลงทุนรายย่อยบ่งชี้ว่าหลายคนมองการปรับตัวลงช่วงที่ผ่านมาเป็นโอกาสซื้อในราคาที่ต่ำลง ปัญหาเร่งด่วนของตลาดคือแรงซื้อดังกล่าวจะรองรับแรงขายจากกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่ได้ต่อเนื่องหรือไม่
การขาดทุนของ KOSDAQ สะท้อนแรงกดดันที่ลามพ้นบริษัทขนาดใหญ่
ดัชนี KOSDAQ ซึ่งมีบริษัทเทคโนโลยีและบริษัทเติบโตขนาดเล็กจำนวนมาก อยู่ที่ 718.54 จุดในช่วงเช้า ลดลง 15.82 จุด หรือ 2.15% ดัชนีเปิดที่ 723.92 จุด ก่อนจะปรับลดลงต่อแล้วฟื้นกลับขึ้นมาบางส่วน
นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 218 พันล้านวอนในตลาดนี้ นักลงทุนต่างชาติขาย 101.2 พันล้านวอน และสถาบันขาย 104.4 พันล้านวอน ยอดซื้อสุทธิของรายย่อยจึงสูงกว่ายอดขายรวม 205.6 พันล้านวอนของสองกลุ่มดังกล่าวอยู่ 12.4 พันล้านวอน
เมื่อนับรวม KOSPI และ KOSDAQ นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1.1645 ล้านล้านวอน ตัวเลขรวมนี้แสดงให้เห็นขนาดการมีส่วนร่วมของนักลงทุนรายย่อยระหว่างการเทขาย แม้ดัชนีทั้งสองยังอยู่ในแดนลบ
บริษัทแบตเตอรี่ EcoPro และ EcoPro BM ลดลง 3.73% และ 3.47% ตามลำดับ ส่วน Jusung Engineering ซึ่งเป็นบริษัทอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ร่วง 4.82% หุ้นอื่นปรับขึ้น ได้แก่ Alteogen เพิ่มขึ้น 2.35% Wonik Holdings เพิ่มขึ้น 1.24% และ Hugel เพิ่มขึ้น 4.37%
หุ้นที่ปรับขึ้นและลงปะปนกันให้เห็นได้เช่นกันในกระดานหลัก Samsung Biologics เพิ่มขึ้น 1.90% Hanwha Aerospace เพิ่มขึ้น 2.97% และ Hyundai Mobis ขยับขึ้น 0.14% นักลงทุนยังคงซื้อหุ้นบางกลุ่มในธุรกิจยา กลาโหม และยานยนต์ แม้ตลาดโดยรวมปรับตัวลง
แรงขายลามถึงหุ้นเหล็ก แบตเตอรี่ และโรงกลั่น
POSCO Holdings ลดลง 5.3% และ SK Innovation ร่วง 7.76% ในช่วงสาย Hyundai Motor ลดลง 4.18% ตามรายงานช่วงเช้า ขณะที่ LG Energy Solution ลดลงราว 3%
หุ้นอุปกรณ์การแพทย์และอุปกรณ์ความแม่นยำลดลง 5.30% เครื่องจักรและอุปกรณ์ลดลง 3.28% และไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ลดลง 3.26% ส่วนบันเทิงและวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น 1.58% เภสัชภัณฑ์เพิ่มขึ้น 0.89% และบริการทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.88%
การเคลื่อนไหวของภาคธุรกิจเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแรงขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เป็นศูนย์กลางของการปรับตัวลง ขณะเดียวกันแรงกดดันยังลามไปถึงธุรกิจนอกห่วงโซ่อุปทาน AI ด้วย ส่วนการปรับขึ้นของหุ้นยาและบันเทิงช่วยพยุงตลาดในบางกลุ่ม
เงินวอนซื้อขายที่ระดับ 1,341 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ เวลา 11.20 น. โดยต้องใช้เงินวอนมากกว่าราคาปิดวันก่อนหน้า 3.4 วอน ในทางปฏิบัติหมายความว่าเงินวอนอ่อนค่าลง กล่าวคือ ต้องใช้เงินสกุลเกาหลีมากขึ้นเพื่อซื้อดอลลาร์จำนวนเท่าเดิม
ราคาน้ำมันที่ลดลงสวนทางกับความไม่แน่นอนเรื่องดอกเบี้ย
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าลดลง 7.63% ท่ามกลางความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมาเจรจากัน ราคาน้ำมันที่ลดลงอาจช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงและพลังงานอื่น ๆ บรรเทาภาระของธุรกิจและครัวเรือนที่ต้องนำเข้าพลังงาน
ฮัน จียอง นักวิเคราะห์จาก Kiwoom Securities ยังคาดว่าดัชนีเกาหลีจะเปิดตลาดลดลง เนื่องจากความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไรจาก AI กดดันหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เขาระบุว่าราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเป็นปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย แต่ถูกแรงปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีกลบไป
ตัวเลขเงินเฟ้อภายในประเทศของเกาหลีใต้เป็นอีกประเด็นที่นักลงทุนต้องพิจารณา ราคาผู้บริโภคในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 2.8% จากปีก่อนหน้า ลดลงเล็กน้อยจาก 2.9% ในเดือนกันยายน คิดเป็นการลดลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์
ตัวเลขเงินเฟ้อยิ่งตอกย้ำความคาดหมายของผู้ร่วมตลาดว่า ธนาคารกลางเกาหลีอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนพฤศจิกายน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้น ซึ่งกระทบต้นทุนการระดมทุนเพื่อขยายกิจการและผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังจากหุ้น
นักลงทุนเกาหลีจึงต้องชั่งน้ำหนักปัจจัยหลายด้านพร้อมกัน ได้แก่ น้ำมันที่ถูกลง แรงกดดันต่อกำไรจากธุรกิจเทคโนโลยี และความเป็นไปได้ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยในประเทศ การเคลื่อนไหวที่เป็นบวกของราคาพลังงานยังไม่เพียงพอจะชดเชยแรงขายทันทีในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่
การเลือกตั้งสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนยังระมัดระวัง
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการซื้อขาย การลงคะแนนมีกำหนดในวันที่ 3 พฤศจิกายนตามเวลาสหรัฐฯ โดยเกาหลีใต้จะจับตาผลการเลือกตั้งในวันที่ 4 พฤศจิกายนเนื่องจากความต่างของเขตเวลา
ซอ ซังยอง กรรมการบริหารของ Mirae Asset Securities กล่าวว่า ความกังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านศูนย์ข้อมูลก่อนการเลือกตั้งกำลังเพิ่มความผันผวนในภาคเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ เขาชี้ว่าทั้งความอ่อนแอของหุ้นชิปสหรัฐฯ และความระมัดระวังต่อการเลือกตั้งเป็นเหตุผลของแรงขาย
แอนนา วู ผู้ก่อตั้ง Floodlines Research กล่าวว่า นักลงทุนกำลังลดการถือครองหุ้นเทคโนโลยีก่อนการเลือกตั้ง และท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน เธอมองว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นแรงขายต่อเนื่องจากที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
คิมจาก Hyundai Motor Securities กล่าวว่า ความไม่แน่นอนอาจคลี่คลายลงหลังทราบผลการเลือกตั้ง ซึ่งอาจเปิดทางให้ราคาหุ้นปรับขึ้นได้ เขายังกล่าวด้วยว่าผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังระมัดระวังและมีแนวโน้มรอดูสถานการณ์
พัฒนาการถัดไปที่นักลงทุนจับตาคือผลการเลือกตั้งซึ่งจะทยอยออกในเกาหลีวันที่ 4 พฤศจิกายน และการประชุมนโยบายของธนาคารกลางเกาหลีในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน สำหรับตลาดหุ้น การทดสอบเฉพาะหน้าคือเงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาหรือไม่ และแรงซื้อจากสถาบันกับบริษัทจะกลับมาควบคู่กับอุปสงค์จากนักลงทุนรายย่อยหรือไม่
ประเด็นสำคัญ
- ณ เวลา 11.00 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน KOSPI อยู่ที่ 5,715.23 จุด ลดลง 2.46% หลังฟื้นจากการขาดทุนที่หนักกว่าในช่วงเช้า
- นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 946.5 พันล้านวอนในกระดานหลัก ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและสถาบันขายรวมกัน 1.0541 ล้านล้านวอน
- ความกังวลเรื่องการใช้จ่ายและการจัดหาเงินทุนสำหรับ AI เกิดขึ้นหลังดัชนีเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ ร่วง 3.37% และกดดัน Samsung Electronics, SK Hynix รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้อง
- KOSDAQ ลดลง 2.15% อยู่ที่ 718.54 จุด แม้นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 218 พันล้านวอน
- แรงซื้อจากสถาบันและบริษัทช่วยหนุนการปรับขึ้นของวันก่อนหน้า แต่สถาบันเปลี่ยนเป็นผู้ขายสุทธิในวันที่ 3 พฤศจิกายน
- ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ และการประชุมนโยบายเดือนพฤศจิกายนของธนาคารกลางเกาหลีเป็นเหตุการณ์ถัดไปที่นักลงทุนจับตา






