โรงงานปอกระเจาเนปาลเตือนอาจปิดกิจการ หลังภาษีอินเดียเสี่ยงกระทบงานหลายพันตำแหน่ง

ใช้เวลาอ่าน 11 นาที
Nepal’s Jute Mills Warn of Closures as Indian Duties Put Thousands of Jobs at Risk

ตลาดที่หดตัวคุกคามอุตสาหกรรมหลัก

ผู้ผลิตปอกระเจาของเนปาลเตือนว่า โรงงานส่วนใหญ่ที่ยังเหลืออยู่อาจต้องปิดกิจการ หลังภาษีนำเข้าของอินเดียบีบคั้นอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้ามูลค่าราว 11,000 ล้านรูปีเนปาลต่อปี และจ้างงานประมาณ 12,000 ถึง 15,000 คน ในการหารือเมื่อวันศุกร์ที่เมืองพิรัตนคร ราช กุมาร โกลชะ ประธานสมาคมปอกระเจา กล่าวว่า ผู้ผลิตสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ หลังอินเดียปรับขึ้นอากรตอบโต้การทุ่มตลาด

สารบัญ
  1. ตลาดที่หดตัวคุกคามอุตสาหกรรมหลัก
  2. ผู้ผลิตระบุว่าภาษีที่สูงขึ้นส่งผลอย่างไร
  3. บันทึกทางการของอินเดียแสดงให้เห็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ
  4. เหตุใดจึงไม่ควรนำข้อมูลภาษีมารวมกัน
  5. รายได้จากการส่งออกสะท้อนขนาดความเสี่ยง
  6. คนงานเผชิญความเสี่ยง แต่ยังไม่มีการยืนยันปิดโรงงาน
  7. การเพาะปลูกในประเทศที่ลดลงเพิ่มแรงกดดันอีกด้าน
  8. การสนับสนุนในประเทศก็มีความไม่แน่นอน
  9. การยื่นคำร้องทางการทูตยังไม่ช่วยบรรเทาปัญหาตามรายงาน
  10. ประเด็นสำคัญ

ตัวเลขดังกล่าวเป็นคำกล่าวอ้างของภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่ค่าประเมินความสูญเสียจากการส่งออกที่ผ่านการตรวจสอบ ไม่มีการระบุช่วงเวลาอ้างอิง ชุดข้อมูลยอดขาย หรือนิยามของส่วนแบ่งตลาด อย่างไรก็ตาม การที่ธุรกิจปอกระเจาของเนปาลกระจุกตัวอยู่ในอินเดียทำให้คำเตือนนี้มีนัยสำคัญ โดยตัวแทนภาคอุตสาหกรรมระบุว่า ตลาดอินเดียรองรับผลผลิตมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

การหารือจัดขึ้นโดย South Asian Watch on Trade, Economics and Environment (SAWTEE) โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และความช่วยเหลือจากสาขาจังหวัดโกศีของสหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมเนปาล มีตัวแทนภาคธุรกิจเข้าร่วมราว 30 คน ราเชนทรา เราต์ ประธานสาขาจังหวัดเป็นประธานการประชุม และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการทันที

โกลชะกล่าวว่า โรงงานลงทุนจำนวนมากในเครื่องจักรสมัยใหม่และผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้น ทำให้การลงทุนเหล่านั้นมีความเสี่ยง หากการเข้าถึงตลาดหลักย่ำแย่ลงอีก ความกังวลนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะเจ้าของโรงงาน แต่การปิดกิจการจะส่งผลต่อคนงาน ช่างเทคนิค เกษตรกร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเขตอุตสาหกรรมแนวสุเนสรี-โมรัง

ปัญหาหลักเป็นที่เข้าใจกันดี แต่รายละเอียดหลายประการควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง รายงานระบุอัตราการขึ้นภาษี จำนวนโรงงานที่ยังดำเนินงาน และตัวเลขการจ้างงานแตกต่างกัน นอกจากนี้ บันทึกการสอบสวนอย่างเป็นทางการของอินเดียยังทำให้ข้อกล่าวอ้างที่ว่าผลิตภัณฑ์คู่แข่งจากบังกลาเทศไม่ต้องเผชิญมาตรการทางการค้าที่เทียบเคียงกันนั้นซับซ้อนขึ้น

โฆษณา

ผู้ผลิตระบุว่าภาษีที่สูงขึ้นส่งผลอย่างไร

รายงานหนึ่งระบุว่าอินเดียขึ้นอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์เป็น 16 เปอร์เซ็นต์ โดยกระทรวงการคลังอินเดียบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 กันยายน หลังได้รับคำแนะนำจากกรมมาตรการเยียวยาทางการค้า (DGTR) รายงานระบุว่าการขึ้นภาษีครอบคลุมผลิตภัณฑ์ปอกระเจาสำเร็จรูป 4 ประเภท แต่ไม่ได้ระบุปีของวันที่ในเดือนกันยายนดังกล่าว

โกลชะ ซึ่งระบุว่าเป็นประธานสมาคมอุตสาหกรรมปอกระเจาเนปาล อธิบายผลกระทบทางการค้าอย่างตรงไปตรงมาว่า

การขึ้นภาษีครั้งล่าสุดของอินเดียทำให้เราไม่มีทางเลือก นอกจากปิดโรงงาน” โกลชะกล่าว “การส่งออกผลิตภัณฑ์ปอกระเจาสำเร็จรูปของเนปาลไปอินเดีย โดยต้องจ่ายอากรตอบโต้การทุ่มตลาด 16 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

การเพิ่มจาก 4 เปอร์เซ็นต์เป็น 16 เปอร์เซ็นต์หมายถึงอัตราภาษีสูงขึ้นเป็น 4 เท่า หรือเพิ่มขึ้น 12 จุดเปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างง่าย ๆ สินค้าที่มีมูลค่า 100 รูปีจะถูกเรียกเก็บอากรนี้ 16 รูปี แทนที่จะเป็น 4 รูปี โดยสมมติว่ามูลค่าดังกล่าวเป็นฐานประเมินที่ใช้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนการผลิตโดยรวมจะเพิ่มขึ้น 4 เท่า

รายงานก่อนหน้านี้ระบุอัตรา 2 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีกรายงานระบุช่วง 2 ถึง 4.5 เปอร์เซ็นต์ ความแตกต่างนี้อาจเป็นผลจากผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิต หรือช่วงเวลาที่รายงาน แต่ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน ก่อนหน้านี้ผู้ส่งออกประเมินว่าต้องจ่ายอากรในอัตราต่ำดังกล่าวรวมปีละ 300 ล้านรูปี

บันทึกทางการของอินเดียแสดงให้เห็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ

บันทึกการสอบสวนเรื่องปอกระเจาของ DGTR เลขที่ 14/19/2015-DGAD ครอบคลุมสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดหรือส่งออกจากทั้งบังกลาเทศและเนปาล เอกสารบันทึกกระบวนการที่ยืดเยื้อตั้งแต่การเริ่มสอบสวนในเดือนตุลาคม 2015 จนถึงข้อวินิจฉัยสุดท้ายที่ระบุไว้ในเดือนมิถุนายน 2026

อากรตอบโต้การทุ่มตลาดใช้กับสินค้านำเข้าที่เจ้าหน้าที่วินิจฉัยว่าจำหน่ายในราคาต่ำกว่ามูลค่าปกติและสร้างความเสียหายแก่ผู้ผลิตในประเทศ การทบทวนเพื่อยุติมาตรการจะพิจารณาว่าควรต่ออายุมาตรการหรือไม่เมื่อใกล้หมดอายุ ส่วนการทบทวนระหว่างที่มาตรการยังมีผลอาจนำรายละเอียดของมาตรการที่ใช้อยู่กลับมาพิจารณาใหม่

โฆษณา

ลำดับเหตุการณ์อย่างเป็นทางการระบุขั้นตอนสำคัญดังนี้

  • 21 ตุลาคม 2015: อินเดียเริ่มสอบสวนผลิตภัณฑ์ปอกระเจาจากบังกลาเทศและเนปาล
  • 20 ตุลาคม 2016: DGTR เผยแพร่ข้อวินิจฉัยสุดท้ายเบื้องต้น
  • 28 มิถุนายน 2021: เริ่มการทบทวนเพื่อยุติมาตรการ
  • 24 กุมภาพันธ์ 2022: มีการระบุการขยายระยะเวลาของอากรที่ใช้อยู่
  • 30 กันยายน 2022: เผยแพร่ข้อวินิจฉัยสุดท้ายในการทบทวนเพื่อยุติมาตรการ
  • 30 มิถุนายน 2025: เริ่มการทบทวนเพิ่มเติม
  • 20 กุมภาพันธ์ 2026: มีการระบุวันไต่สวนด้วยวาจา
  • 17 และ 25 มิถุนายน 2026: บันทึกระบุว่ามีการเผยแพร่เอกสารเปิดเผยข้อมูล ตามด้วยข้อวินิจฉัยสุดท้าย

รายการดังกล่าวยืนยันประวัติการสอบสวน แต่ไม่ได้แสดงอัตราที่มีผลบังคับใช้กับผู้ผลิตหรือผลิตภัณฑ์แต่ละรายการของเนปาลโดยตรง นอกจากนี้ ต้องแยกข้อวินิจฉัยและคำแนะนำออกจากประกาศศุลกากรที่ทำให้อากรมีผลบังคับใช้ ลำดับเหตุการณ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าอัตรา 16 เปอร์เซ็นต์ที่มีการรายงานนั้นใช้กับสินค้าทุกเที่ยว

เหตุใดจึงไม่ควรนำข้อมูลภาษีมารวมกัน

รายงานอีกฉบับระบุว่าอากรตอบโต้การทุ่มตลาดบางรายการเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 56 เท่า และอากรตอบโต้การอุดหนุนที่สูงขึ้นเริ่มมีผลในวันที่ 13 แต่ไม่ได้ระบุเดือน ปี อัตราเดิม หรือตารางประเภทสินค้า ซึ่งจำเป็นต่อการเปรียบเทียบกับรายงานที่ว่าอัตราเพิ่มขึ้นเป็น 16 เปอร์เซ็นต์

อากรตอบโต้การอุดหนุนมุ่งจัดการกับเงินอุดหนุนที่เอื้อประโยชน์แก่สินค้านำเข้า ต่างจากประเด็นด้านราคาที่อากรตอบโต้การทุ่มตลาดใช้จัดการ มาตรการทั้งสองประเภทอาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้านำเข้า แต่เป็นเครื่องมือคนละแบบ หากไม่มีประกาศที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่ควรนำอัตราที่รายงานมาบวกกันหรือถือว่าเป็นภาษีอัตราเดียวที่ใช้กับสินค้าทุกชนิด

ยังมีข้อมูลขัดแย้งกันเกี่ยวกับบังกลาเทศด้วย โกลชะกล่าวว่าอินเดียไม่ได้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดกับผลิตภัณฑ์ปอกระเจาของบังกลาเทศ และรายงานอีกฉบับบรรยายว่าบังกลาเทศเข้าถึงตลาดได้อย่างไม่มีข้อจำกัด แต่เอกสารของ DGTR ระบุชัดว่าครอบคลุมบังกลาเทศควบคู่กับเนปาล และบันทึกกระบวนการหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตบังกลาเทศ ขอบเขตของเอกสารทางการนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าสินค้าจากบังกลาเทศทุกเที่ยวต้องจ่ายอากรในปัจจุบัน แต่ทำให้ไม่อาจถือได้ว่าได้รับการยกเว้นทั้งหมด

โฆษณา

รายได้จากการส่งออกสะท้อนขนาดความเสี่ยง

ตัวเลขรายปีที่แจกแจงละเอียดที่สุดระบุว่า เนปาลส่งออกปอกระเจาไปอินเดียมูลค่า 10,660 ล้านรูปีในปีงบประมาณก่อนหน้า ผ้ากระสอบ ซึ่งเป็นผ้าทอจากปอกระเจาที่มักใช้ทำกระสอบและบรรจุภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่า 7,140 ล้านรูปี กระสอบปอกระเจามีมูลค่า 2,740 ล้านรูปี เชือกปอและเชือกมีมูลค่า 771.7 ล้านรูปี และกระเป๋าทำมือมีมูลค่า 5.6 ล้านรูปี

ผ้ากระสอบและกระสอบปอกระเจาทั่วไปมีมูลค่ารวมกันราว 9,880 ล้านรูปี หรือประมาณ 92.7 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวมที่ระบุ ความเสี่ยงของภาคธุรกิจจึงกระจุกอยู่ในผลิตภัณฑ์หลักเพียงไม่กี่กลุ่ม ตัวเลขส่วนประกอบที่แจกแจงรวมกันได้ประมาณ 10,657 ล้านรูปี สอดคล้องกับยอดรวม 10,660 ล้านรูปีเมื่อปัดเศษ

ตัวเลขก่อนหน้านี้ของสินค้าที่ขนส่งผ่านด่านโจคบานีอยู่ที่ 7,670 ล้านรูปีในปีงบประมาณ 2022/23 และ 6,720 ล้านรูปีในปี 2023/24 ลดลงประมาณ 12.4 เปอร์เซ็นต์ รายงานอีกฉบับระบุว่าการส่งออกปอกระเจาทั่วประเทศมีมูลค่า 7,640 ล้านรูปีในปี 2022/23 ตัวเลขใกล้เคียงกัน แต่ขอบเขตข้อมูลที่ระบุแตกต่างกัน จึงไม่ควรถือว่าเป็นชุดข้อมูลเดียวกัน

รายงานก่อนหน้านี้ยังระบุว่าการส่งออกลดลง 7 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 8 เดือน พร้อมให้ตัวเลขมูลค่า 5,860 ล้านรูปีและ 4,970 ล้านรูปี ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นการลดลงประมาณ 15.2 เปอร์เซ็นต์ ความไม่สอดคล้องนี้ไม่อาจคลี่คลายได้หากไม่มีตารางการค้าที่เป็นข้อมูลต้นทาง และยอดส่งออกในอดีตเหล่านี้ก็ไม่อาจยืนยันช่วงเวลาหรือขอบเขตของการสูญเสียตลาด 95 เปอร์เซ็นต์ตามที่โกลชะกล่าวอ้าง

คนงานเผชิญความเสี่ยง แต่ยังไม่มีการยืนยันปิดโรงงาน

รายงานระบุว่ามีโรงงานปอกระเจาที่ยังดำเนินงานอยู่ 5 หรือ 6 แห่งในเขตสุเนสรี-โมรัง ประมาณการจำนวนแรงงานอยู่ที่ 12,000 ถึง 15,000 คน รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่าโรงงานราวครึ่งหนึ่งจากทั้งหมดประมาณ 12 แห่งปิดไปแล้ว ขณะที่อีกฉบับกล่าวถึงโรงงานมากกว่าหนึ่งโหลที่เคยดำเนินงานในพื้นที่ดังกล่าว

ข้อมูลเหล่านี้สอดคล้องกันว่าภาคอุตสาหกรรมหดตัว แต่ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนโรงงานปัจจุบันที่แน่นอนได้ คำเตือนล่าสุดก็ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยืนยันว่าโรงงานที่เหลือทั้งหมดหยุดดำเนินงานแล้ว ผู้ผลิตกล่าวว่าอาจต้องปิดโรงงานเมื่อขายสินค้าสำเร็จรูปที่มีอยู่หมดแล้ว ขณะที่รายงานหนึ่งระบุว่าโรงงานหยุดนำเข้าปอกระเจาดิบไปแล้ว

โฆษณา

ในการหารือที่เมืองพิรัตนคร ดร. โมฮัน จันทรา กิมิเร ผู้เชี่ยวชาญด้านปอกระเจาให้เหตุผลว่า อุตสาหกรรมนี้สมควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากรัฐบาล เพราะพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก เขากล่าวว่าไม่ควรจัดการปัญหาของอุตสาหกรรมนี้เสมือนเป็นเรื่องอุตสาหกรรมทั่วไป ข้อเสนอของเขาชูเรื่องปากท้องควบคู่กับรายได้จากการส่งออก เพื่อสนับสนุนการเข้าแทรกแซง

อนิล ชาห์ ประธานสมาคมอุตสาหกรรมและการค้าของโมรัง เชื่อมโยงความอยู่รอดของภาคธุรกิจกับอัตลักษณ์อุตสาหกรรมของเนปาล โรงงานปอกระเจาพิรัตนครก่อตั้งขึ้นในปี 1936 และเกี่ยวข้องกับจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในเนปาล ประวัติศาสตร์ดังกล่าวอธิบายได้ว่าทำไมคนในพื้นที่จึงกังวลอย่างยิ่ง แต่เพียงลำพังก็ยังแก้ปัญหาทางการค้าในปัจจุบันไม่ได้

การเพาะปลูกในประเทศที่ลดลงเพิ่มแรงกดดันอีกด้าน

โรงงานเนปาลพึ่งพาเส้นใยนำเข้าอย่างมาก โดยรายงานระบุว่าต้องพึ่งพาอินเดียและบังกลาเทศมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการปอกระเจาดิบ รายงานหนึ่งระบุว่า ในปีงบประมาณก่อนหน้า มีการนำเข้าเส้นใยดิบจากสองประเทศดังกล่าวมูลค่าราว 6,000 ล้านรูปี เทียบกับการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปประมาณ 11,000 ล้านรูปี

ส่วนต่างระหว่างมูลค่าทั้งสองไม่ใช่ตัวเลขกำไร โรงงานยังต้องจ่ายค่าแรง ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ห่วงโซ่การผลิตนี้สะท้อนจุดเปราะบางโดยเฉพาะ นั่นคือการซื้อวัตถุดิบส่วนใหญ่จากต่างประเทศ แปรรูปในเนปาล แล้วส่งสินค้าสำเร็จรูปส่วนใหญ่กลับไปขายในอินเดีย

ตัวเลขที่ระบุว่าได้มาจากสำนักงานพัฒนาการเกษตรประจำจังหวัดโกศีแสดงให้เห็นว่า พื้นที่เพาะปลูกในประเทศลดลงมากเพียงใดตลอดราวสองทศวรรษ พื้นที่ปลูกปอกระเจาในโมรังลดจาก 40,000 เฮกตาร์เหลือ 5,070 เฮกตาร์ สุเนสรีลดจาก 20,000 เหลือ 1,300 เฮกตาร์ และฌาปาลดจาก 10,000 เหลือ 550 เฮกตาร์

พื้นที่รวมในสามอำเภอลดจาก 70,000 เฮกตาร์เหลือ 6,920 เฮกตาร์ หรือลดลงประมาณ 90.1 เปอร์เซ็นต์ มีรายงานว่าผลผลิตรายปีทั่วประเทศลดจาก 80,000 ตันเหลือ 10,000 ตัน หรือลดลง 87.5 เปอร์เซ็นต์ การลดลงต่อเนื่องยาวนานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมพึ่งพาเส้นใยนำเข้ามาก่อนที่จะมีคำเตือนเรื่องการขึ้นอากรครั้งล่าสุด

การสนับสนุนในประเทศก็มีความไม่แน่นอน

ผู้ผลิตกล่าวว่าเนปาลยกเลิกเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า 70 เปอร์เซ็นต์ และแทนที่ด้วยเงินจูงใจเป็นเงินสดสำหรับการส่งออกในอัตรา 5 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าส่งออก เพิ่มจากเดิม 3 เปอร์เซ็นต์ รายงานก่อนหน้านี้กล่าวถึงเงินจูงใจที่รับปากไว้แต่ยังไม่ได้จ่าย ส่วนรายงานภายหลังระบุว่าเงินจูงใจถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลรักษาการที่มีสุชิลา การ์กีเป็นผู้นำ โดยอ้างเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง

โฆษณา

การจ่ายเงินล่าช้ากับการยกเลิกโครงการเป็นปัญหาคนละเรื่อง และอาจเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา ทั้งสองรายงานกล่าวถึงการสูญเสียการสนับสนุนทางการเงิน แต่ไม่ได้ยืนยันว่าคำขอใดบ้างที่ยังไม่ได้รับเงิน วันที่ยกเลิกโครงการ หรือสถานะสิทธิของโรงงานแต่ละแห่ง

ในการประชุมที่เมืองพิรัตนคร นักธุรกิจจำปาลาล ราฐีเสนอให้กระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ ด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์ปอกระเจากับอาหารและสินค้าอื่น ๆ ให้มากขึ้น เขากล่าวว่า นโยบายก่อนหน้านี้ที่ส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และสินค้านำเข้าที่มาถึงในบรรจุภัณฑ์พร้อมแล้วทำให้ผู้ผลิตเนปาลมีโอกาสน้อยลง

ราฐียังเสนอว่าเนปาลควรสนับสนุนโรงงานของตนเช่นเดียวกับที่อินเดียและบังกลาเทศสนับสนุนโรงงานในประเทศ ไม่มีการนำเสนอการเปรียบเทียบรายจ่ายอย่างละเอียด การเพิ่มความต้องการบรรจุภัณฑ์ในประเทศอาจเป็นช่องทางจำหน่ายอีกทางหนึ่ง แต่รายงานไม่ได้ประเมินว่าจะทดแทนตลาดที่อินเดียครองสัดส่วนอยู่ได้มากเพียงใด

การยื่นคำร้องทางการทูตยังไม่ช่วยบรรเทาปัญหาตามรายงาน

อดีตนายกรัฐมนตรีปุษปะ กามัล ดาฮาล หยิบยกประเด็นอากรขึ้นหารือกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย ระหว่างการเยือนกรุงนิวเดลี ผู้ส่งออกกล่าวว่าอินเดียแจ้งว่าจะศึกษาประเด็นนี้และหารือในการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่การค้าระดับสูง แต่เวลาผ่านไปหนึ่งปีโดยไม่มีข้อยุติ รายงานอีกฉบับกล่าวถึงความพยายามที่ไม่ประสบผลสำเร็จของผู้ผลิตและตัวแทนรัฐบาล ก่อนมีการขึ้นภาษีตามที่รายงาน

ยุทธศาสตร์การค้าบูรณาการของเนปาลปี 2023 ระบุว่าปอกระเจาเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่มีศักยภาพ โดยขยายรายการจากสินค้าและบริการ 12 รายการเป็น 32 รายการ รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่าปอกระเจาคิดเป็น 4.94 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งประเทศ การได้รับการยอมรับในเชิงนโยบายนี้สวนทางกับข้อร้องเรียนของผู้ผลิตเรื่องการสนับสนุนที่ไม่แน่นอนและการเข้าถึงตลาดที่ยังไม่มีข้อยุติ

ในงานที่เมืองพิรัตนคร รูเปช ทาปา นักวิจัยของ SAWTEE นำเสนอเอกสารเกี่ยวกับปัญหาของอุตสาหกรรม ขณะที่รองประธาน ราวิชังการ์ ไซนจู อธิบายวัตถุประสงค์ของการหารือและตอบคำถาม ที่ประชุมเรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองและการดำเนินการทางการทูต แต่ไม่ได้ประกาศว่ามีข้อตกลงยุติปัญหา

ไม่มีการระบุวันประชุมทวิภาคีครั้งต่อไป กำหนดเวลาสำหรับการบรรเทาผลกระทบ หรือข้อตกลงลดอากร ประเด็นเร่งด่วนที่ยังไม่มีข้อยุติคืออากรที่ใช้กับผลิตภัณฑ์และผู้ผลิตแต่ละราย คำสั่งซื้อที่สูญเสียไปจริงมีมากเพียงใด จำนวนโรงงานที่ยังดำเนินงาน และความช่วยเหลือภายในประเทศที่มีให้ การปิดโรงงานยังเป็นคำเตือนจากผู้ผลิต ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ยืนยันแล้วสำหรับทั้งภาคอุตสาหกรรม

ประเด็นสำคัญ

  • ผู้ผลิตปอกระเจาเตือนว่าอากรของอินเดียอาจบีบให้โรงงานเนปาลส่วนใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ต้องปิดกิจการ
  • คำกล่าวอ้างของโกลชะเรื่องการสูญเสียตลาด 95 เปอร์เซ็นต์ไม่มีการระบุช่วงเวลาอ้างอิงหรือตารางยอดขายประกอบ
  • รายงานประเมินจำนวนแรงงานไว้ที่ 12,000 ถึง 15,000 คน และระบุว่ามีโรงงานดำเนินงานอยู่ 5 หรือ 6 แห่ง
  • มีรายงานว่าการส่งออกไปอินเดียมีมูลค่า 10,660 ล้านรูปีต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นผ้ากระสอบและกระสอบปอกระเจา
  • รายงานให้ข้อมูลการขึ้นภาษีแตกต่างกัน ขณะที่การสอบสวนอย่างเป็นทางการของอินเดียครอบคลุมทั้งเนปาลและบังกลาเทศ
  • ผู้ผลิตเรียกร้องให้ดำเนินการทางการทูต ให้การสนับสนุนทางการเงินอย่างมั่นคง และเพิ่มการใช้บรรจุภัณฑ์ปอกระเจาในประเทศ
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ