ถูกแจ้งว่าเสียชีวิตนาน 7 ปี แพทย์ทหารเวียดนามอุทิศเวลาหลายทศวรรษเพื่อนำสหายกลับบ้าน

ใช้เวลาอ่าน 11 นาที
Declared Dead for Seven Years, Vietnamese Medic Devotes Decades to Bringing Comrades Home

การกลับมาพบกันที่กลายเป็นภารกิจตามหาตลอดชีวิต

ในช่วงปลายปี 1976 นายแพทย์ทหารเจิ่น วัน บ่าน กลับไปหาครอบครัวและพบแท่นบูชาที่จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงตัวเขาเอง แม่ของเขาได้รับแจ้งการเสียชีวิตและไว้อาลัยให้เขานานถึง 7 ปี เกือบครึ่งศตวรรษต่อมา อดีตทหารผ่านศึกวัย 82 ปีผู้นี้กำลังช่วยค้นหาร่างทหารที่ครอบครัวยังคงรอให้กลับบ้าน

สารบัญ
  1. การกลับมาพบกันที่กลายเป็นภารกิจตามหาตลอดชีวิต
  2. แม่ที่คอยตรวจดูลูกใต้แสงตะเกียง
  3. จากทหารบาดเจ็บสู่แพทย์ทหาร
  4. แม่คนอื่นต้องการการพากลับบ้านอีกรูปแบบหนึ่ง
  5. สมุดบันทึกห้าเล่มกับการเดินทางโดยรถไฟ
  6. ภาพถ่ายเก่าช่วยระบุตำแหน่งหลุมฝังศพได้อย่างไร
  7. ลำดับเหตุการณ์ของการค้นพบ
  8. การระบุชื่อผู้เสียชีวิตหนึ่งรายสะท้อนขั้นตอนที่ต้องทำ
  9. ค้นหาร่างและคืนอัตลักษณ์
  10. ปฏิบัติการระดับชาติ ท่ามกลางครอบครัวที่ยังรอคอย
  11. ประเด็นสำคัญ

บ่านเล่าเรื่องการกลับบ้านอันน่าเหลือเชื่อของเขาในงานรำลึก Khuc tri an ที่สวนวัฒนธรรมเลถิเริง นครโฮจิมินห์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026 ใต้สวนแห่งนี้ ทีมค้นหาร่างพบผู้เสียชีวิต 731 ราย ซึ่งทางการระบุว่าเป็นทหารที่พลีชีพ ส่วนใหญ่ยังไม่มีการยืนยันชื่อหรือภูมิลำเนา

งานดังกล่าวจัดขึ้นก่อนพิธีรำลึกและฝังศพที่กำหนดไว้ในวันที่ 14 ตุลาคม สำหรับบ่าน พิธีนี้เชื่อมโยงชีวิตสองช่วงของเขาเข้าด้วยกัน ได้แก่ การเป็นลูกชายที่กลับมาหาแม่อย่างไม่คาดคิด และการเป็นผู้รอดชีวิตที่ใช้เวลากว่า 40 ปีช่วยพาลูกชายของแม่คนอื่น ๆ กลับบ้าน

ตั้งแต่ปี 1979 งานของเขารวมถึงการตรวจสอบจุดฝังศพกว่า 2,300 แห่ง ช่วยนำร่างผู้เสียชีวิต 134 รายกลับภูมิลำเนา และตรวจสอบข้อมูลให้ครอบครัวกว่า 200 ครอบครัว ประสบการณ์ของเขากำลังสนับสนุนปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่ใช้ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ บันทึกทางทหาร ความทรงจำของพยาน และการตรวจดีเอ็นเอ

วิธีการแต่ละอย่างช่วยตอบคำถามต่างกัน ภาพถ่ายอาจชี้จุดที่ควรขุดค้น พยานอาจจำได้ว่าใครถูกฝังไว้ที่นั่น เอกสารที่ยังหลงเหลือหรือผลตรวจทางพันธุกรรมที่ตรงกันอาจช่วยให้ครอบครัวทราบชื่อในที่สุด บ่านใช้เวลาหลายสิบปีพยายามเชื่อมโยงเบาะแสเหล่านั้นเข้าด้วยกัน

แม่ที่คอยตรวจดูลูกใต้แสงตะเกียง

บ่านสมัครเข้ารับราชการทหารในปี 1967 หลังออกจากบ้านเกิดที่วิญบ๋าว เมืองไฮฟอง การติดต่อสื่อสารกับครอบครัวในช่วงสงครามขาดหายไปขณะที่เขาปฏิบัติหน้าที่ในเวียดนามใต้ ทางบ้านได้รับหนังสือแจ้งว่าเขาเสียชีวิตและตั้งแท่นบูชาขึ้น

โฆษณา

เมื่อเขากลับบ้านได้ในช่วงปลายปี 1976 เพื่อนบ้านต่างพากันมาดูด้วยความตื่นตะลึง น้องสาวสองคนโผเข้ากอดเขาพลางร้องไห้ เขาเพิ่งเข้าใจปฏิกิริยาของพวกเธอเมื่อเดินเข้าบ้านและเห็นแท่นบูชาของตัวเอง

ญาติพาแม่ของเขากลับบ้านมาพบหน้า แม้ลูกชายจะยืนอยู่ตรงหน้า แต่หลังจากต้องพลัดพรากกันเกือบสิบปี เธอก็ยังยากจะเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่

คืนนั้น เธอถือตะเกียงน้ำมันไปยังที่ที่เขาพักอยู่ ตรวจดูเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าและสัมผัสร่างกาย ก่อนจะเดินออกไปแล้วกลับมาดูอีกครั้ง เมื่อมาครั้งที่สาม บ่านกอดแม่ไว้และบอกว่าลูกชายของแม่กลับบ้านมาอย่างปลอดภัยแล้ว คราวนี้เธอจึงปล่อยโฮออกมา

การกลับมาของบ่านกลายเป็นความหวังให้แม่คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว หากลูกชายที่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตอย่างเป็นทางการยังเดินทางกลับบ้านได้ พวกเธอก็หวังว่าลูกชายที่หายสาบสูญของตนอาจกลับมาได้เช่นกัน

จากทหารบาดเจ็บสู่แพทย์ทหาร

การรับราชการทหารของบ่านพาเขาไปยังคูจี เบ๊นก๊าต และจ๋างบ่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมเหล็ก” รวมถึงสมรภูมิที่กว้างกว่านั้นในไซ่ง่อนและซาดิ่ญ เส้นทางอาชีพแพทย์ของเขาเติบโตขึ้นจากการดูแลผู้บาดเจ็บที่อยู่รอบตัว

ในปี 1970 เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนำตัวไปยังหน่วยแพทย์ทหาร C10 ก่อนออกจากเวียดนามเหนือ เขาเคยผ่านการฝึกปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน จึงอาสาช่วยทำแผล ฉีดยา และดูแลทหารที่บาดเจ็บหนักกว่าเขา

ต่อมาเขาใช้เวลาสองปีศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ทหารในกัมพูชา ก่อนกลับไปยังสมรภูมิในฐานะเจ้าหน้าที่แพทย์สนาม หลังสงคราม เขาศึกษาต่อด้านการแพทย์และเป็นแพทย์ในเวลาต่อมา

เมื่อกล่าวถึงหน้าที่ของตนในฐานะแพทย์สนามช่วงสงคราม บ่านย้อนไปถึงอันตรายที่รายล้อมการรักษา:

แพทย์ทหารก็เป็นทหารด้วย โรงพยาบาลสนามของเราตั้งอยู่ท่ามกลางระเบิดและการยิงปืนใหญ่ ไม่มีความสงบและปลอดภัยเหมือนห้องผ่าตัดในยามปกติ

เรื่องเล่าของเขาสะท้อนความสูญเสียอย่างหนัก หน่วยหนึ่งที่มีบุคลากรเพิ่มจากกว่า 600 นายเป็นเกือบ 1,000 นายหลังได้รับกำลังเสริม เหลือผู้รอดชีวิตเพียงกว่า 100 นายเมื่อประเทศกลับมารวมกัน อีกบันทึกหนึ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเขาระบุว่า ในบรรดาทหาร 653 นายที่เดินทางลงใต้ไปพร้อมกับเขา มีผู้รอดชีวิตไม่ถึง 50 นาย

โฆษณา

แม่คนอื่นต้องการการพากลับบ้านอีกรูปแบบหนึ่ง

ชาย 29 คนจากบ้านเกิดของบ่านสมัครเข้ารับราชการทหารพร้อมกันเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 1967 บ่านระบุว่าหลังสงครามมีเพียงสองคนที่กลับมาอย่างมีชีวิต หรือราว 7 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มนี้ นับแต่นั้นมีการนำร่างผู้เสียชีวิต 13 รายจากกลุ่มดังกล่าวกลับบ้าน

ในบรรดาสหายสนิทของเขามีเหงียน บ๋า ฮวา และเหงียน จุง เกี๊ยน ทั้งคู่มีประสบการณ์วัยเด็ก การศึกษา การสมัครทหาร และการปฏิบัติหน้าที่ในภาคใต้ร่วมกัน ทั้งสองเสียชีวิตในสนามรบ

ครอบครัวของบ่านได้รับแจ้งการเสียชีวิตทั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ ส่วนครอบครัวของฮวาและเกี๊ยนไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในเบื้องต้นว่าพวกเขาเสียชีวิตแล้ว เมื่อบ่านกลับบ้าน แม่ของทั้งสองเข้ามากอดเขาด้วยความหวังที่ฟื้นคืนมา ต่อมาเมื่อได้รับการยืนยันว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว พวกเธอจึงถามเขาว่าชายทั้งสองถูกฝังไว้ที่ไหน

เรื่องเล่าระบุว่าการพบกันเหล่านั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างกันหลังเขากลับบ้าน ตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงการมาเยือนอีกครั้งราวหนึ่งปีต่อมา บ่านจดจำคำขอสำคัญของพวกเธอได้ว่า อยากตามหาลูกชายและพาพวกเขากลับบ้าน

เขาเริ่มออกตามหาอย่างต่อเนื่องในปี 1979 โดยกลับไปยังสมรภูมิเดิม สัมภาษณ์พยาน และเทียบความทรงจำของพวกเขากับข้อมูลสถานที่ฝังศพ การเดินทางในช่วงแรกใช้จักรยานเก่า บางครั้งออกเดินทางตั้งแต่ตีสาม เขาใช้วันหยุดและวันที่ไม่ได้ทำงานออกตามหาต่อไป

สมุดบันทึกห้าเล่มกับการเดินทางโดยรถไฟ

บ่านเก็บข้อมูลสถานที่ฝังศพไว้ในสมุดบันทึกเก่าโทรม 5 เล่ม ซึ่งเต็มไปด้วยรายชื่อ แผนผัง และแผนที่ที่เขาวาดด้วยมือ ระหว่างสงคราม เขายังเขียนชื่อสหายลงบนกระดาษ ผนึกกระดาษไว้ในหลอดแก้ว แล้วใส่หลอดไว้ในปากของพวกเขาก่อนฝังศพ โดยหวังว่าจะระบุตัวตนได้เมื่อกลับมา

ต่อมาสมุดบันทึกของเขากลายเป็นเครื่องมือที่ใช้จริงในการค้นหาร่างผู้เสียชีวิต เขานำข้อมูลไปเทียบกับแฟ้มคดีของ Veterans of Foreign Wars? ไม่ใช่ แต่เป็นโครงการ Veterans Initiative ของ Vietnam Veterans of America ซึ่งแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่สูญหายในสงคราม

บ่านยังช่วยทีมค้นหาของสหรัฐฯ ระบุตำแหน่งบุคลากรสหรัฐฯ ที่สูญหายด้วย การค้นหาของเขาจึงขยายไปไกลกว่าสหายร่วมรบ โดยใช้ข้อมูลสมรภูมิที่แบ่งปันกันเพื่อช่วยครอบครัวทั้งสองฝ่าย

ประสบการณ์ช่วงสงครามและงานค้นหาร่างของเขาถูกถ่ายทอดเป็นงานเขียนวรรณกรรม ซึ่งได้รับรางวัลวรรณกรรมสำคัญของเวียดนามในปี 1997

การค้นหาครั้งหนึ่งนำเขาไปพบร่างของฮวา การพาเพื่อนกลับขึ้นเหนือเป็นอีกการเดินทางที่ยากลำบาก บ่านเล่าว่าเขาเพิ่งรู้ว่าตั๋วรถไฟห้ามนำร่างมนุษย์ขึ้นรถ แต่ก็ยังขึ้นรถไฟโดยกอดห่อเล็ก ๆ ไว้แนบตัว

ตลอดสามวันสามคืน เขาพาฮวาเดินทางไปตามเส้นทางรถไฟมุ่งหน้ากลับบ้าน เมื่อไปถึง เขาวางร่างไว้บนแท่นบูชาของครอบครัว แม่ของฮวากลับมาจากทุ่งนาและเอื้อมมือไปยังห่อที่บรรจุลูกชายซึ่งเธอรอคอยมานาน

โฆษณา

ภาพถ่ายเก่าช่วยระบุตำแหน่งหลุมฝังศพได้อย่างไร

สวนเลถิเริงตั้งอยู่บนพื้นที่ของสุสานโดถั่ญเดิม งานศึกษาประวัติศาสตร์และคำให้การของพยานระบุว่ามีการฝังศพหมู่ที่นั่นหลังการสู้รบระหว่างการรุกเต๊ตปี 1968 ซึ่งกองกำลังคอมมิวนิสต์โจมตีเมืองและที่ตั้งทางทหารทั่วเวียดนามใต้

สถาปนิกเหงียน ซวน ถังและคณะวิจัยใช้เวลาเกือบแปดปีตรวจสอบภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์และเปรียบเทียบสิ่งปลูกสร้างเก่ากับสวนในปัจจุบัน หอเก็บน้ำที่ปรากฏในภาพถ่ายปี 1968 เป็นจุดสังเกตที่มีประโยชน์

งานวิจัยยังอาศัยภาพถ่ายทางอากาศทางทหารของสหรัฐฯ จากปี 1972 แผนผังปฏิบัติการ และความทรงจำของพยานจากทั้งสองฝ่าย นักวิจัยประเมินว่าหลุมฝังศพหมู่สามหลุมอาจมีผู้เสียชีวิตรวมราว 900 คน

เหงียน แถ่ง เฟื้อก ซึ่งมีอายุ 12 ปีเมื่อเห็นการฝังศพในปี 1968 จำได้ว่าร่างถูกวางซ้อนกันเป็นชั้น คั่นด้วยแผ่นไม้และผงฆ่าเชื้อสีขาว การปรับปรุงสวนในเวลาต่อมาทำให้พบกระดูก รองเท้าแตะยาง และซองกระสุน

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่าม ถิ แถ่ง จ่าเป็นประธาน เจ้าหน้าที่ได้นำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คำให้การของพยาน และผลสำรวจมาพิจารณาร่วมกัน เหงียน วัน เกิ่ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า ข้อมูลเหล่านี้สนับสนุนข้อประเมินว่าบริเวณดังกล่าวมีหลุมฝังศพหมู่ของทหาร เจ้าหน้าที่ และพลเรือนที่เสียชีวิตระหว่างการสู้รบช่วงตรุษเต๊ต

เรดาร์ที่ส่งสัญญาณลงใต้ดินช่วยระบุพื้นที่ที่ถูกรบกวนใต้ผิวดิน รถขุดเคลื่อนย้ายดินปริมาณมาก ส่วนทหารเปลี่ยนมาใช้แรงงานคนอย่างระมัดระวังทุกครั้งที่พบสิ่งที่อาจเป็นร่างผู้เสียชีวิต

ลำดับเหตุการณ์ของการค้นพบ

ปฏิบัติการในสวนดำเนินต่อเนื่องหลายเดือน ตั้งแต่การเทียบเบาะแสทางประวัติศาสตร์ การค้นหาร่าง ไปจนถึงการเตรียมพิธีอำลาสาธารณะ เหตุการณ์สำคัญมีดังนี้:

  • 8 มิถุนายน 2026: การประชุมเชิงปฏิบัติการรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการฝังศพในสุสานเดิม
  • 23 มิถุนายน: ทีมพบร่าง 5 รายแรกพร้อมสิ่งของที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ A บ่านเริ่มอาสาทำงานที่จุดค้นหา
  • 6 กรกฎาคม: มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารที่มีชื่อฮวิ่ญ วัน เกวิน
  • 26 กรกฎาคม: กองบัญชาการทหารนครโฮจิมินห์ยืนยันการระบุตัวตนจากร่างของเกวิน
  • 8 และ 9 กันยายน: ทีมพบแนวหลุมฝังศพอีกแห่งในพื้นที่ A
  • 13 ตุลาคม: งาน Khuc tri an รำลึกถึงผู้เสียชีวิต ก่อนพิธีฝังร่างผู้เสียชีวิต 731 รายที่ค้นพบตามกำหนดการ
  • 14 ตุลาคม: กำหนดจัดพิธีรำลึกและฝังศพ โดยจะฝังที่สุสานวีรชนแห่งนครโฮจิมินห์

ลำดับเหตุการณ์ของโครงการยังระบุว่ามีการเปิดโครงการเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ก่อนพบแนวหลุมฝังศพแห่งแรกหลังจากขุดสำรวจสองวัน ขณะที่ลำดับเหตุการณ์การค้นหาโดยละเอียดระบุว่าพบร่างครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน แนวหลุมที่กล่าวถึงในบันทึกโครงการมีความยาว 25 เมตรและกว้าง 3 เมตร

โฆษณา

การระบุชื่อผู้เสียชีวิตหนึ่งรายสะท้อนขั้นตอนที่ต้องทำ

การระบุตัวตนของฮวิ่ญ วัน เกวินเริ่มจากกระดาษแผ่นหนึ่งที่ห่อด้วยพลาสติกและพบข้างร่างผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ข้อความที่ยังอ่านได้มีชื่อของเขา กองทัพปลดปล่อยภาคใต้ และหมายเลขหน่วย 962

ฮวิ่ญ วัน เหมื่อย และฮวิ่ญ วัน เญาะ ซึ่งอยู่ในตำบลหว่ามโก จังหวัดเต็ยนิญ เชื่อว่าชื่อนี้อาจเป็นของพี่ชายที่พวกเขาตามหามานานหลายสิบปี

ตัวอักษรหนึ่งตัวทำให้ข้อมูลในเอกสารซับซ้อนขึ้น หนังสือแจ้งการเสียชีวิตฉบับเก่าระบุชื่อว่า ฮวิ่ญ วัน เกวียน ขณะที่หนังสือรับรองระดับชาติของครอบครัวที่ยกย่องการเสียสละของเขาใช้ชื่อฮวิ่ญ วัน เกวิน ตรงกับเอกสารที่ค้นพบ ทางการตรวจสอบเอกสารก่อนยืนยันตัวตนของเขาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม

เหงียน ถิ เล ซึ่งให้คำมั่นว่าจะแต่งงานกับเขาก่อนที่เขาจะไปรบ และครองตัวเป็นโสดนาน 58 ปี ได้รับการรับรองจากกรมกิจการภายในจังหวัดเต็ยนิญว่าเป็นภรรยาของเขาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ต่อมาในวันที่ 23 กรกฎาคม เธอได้รับภาพเหมือนที่สร้างขึ้นใหม่ ณ สวนแห่งนี้

หลังยืนยันตัวตนแล้ว ปากกา หวี กระเป๋าสตางค์ และขวดยาน้ำมันของเขาถูกส่งคืนให้ครอบครัว หนังสือแจ้งการเสียชีวิตฉบับแก้ไขช่วยคืนชื่อที่ถูกต้องให้เขา กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งของส่วนตัว คำให้การของครอบครัว และเอกสารราชการสามารถนำมาใช้ร่วมกันเพื่อคลี่คลายการสูญหายได้

ค้นหาร่างและคืนอัตลักษณ์

บ่านเป็นอาสาสมัครที่สวนแห่งนี้ แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกของหน่วยค้นหาที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการ เขาช่วยคัดแยกร่าง สังเกตลักษณะทางกายวิภาค และเก็บรักษาเศษกระดูกกับฟันเพื่อนำไปตรวจ

บันทึกส่วนตัวของเขาระบุว่าได้ตรวจสอบจุดฝังศพกว่า 2,300 แห่ง และช่วยนำร่างผู้เสียชีวิต 134 รายกลับบ้าน การนับยอดในภาพรวมยังระบุว่าบ่านและอดีตทหารผ่านศึกร่วมกันค้นพบร่างผู้เสียชีวิตกว่า 2,400 ราย

เวือง ซา บ๋าว ผู้ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศูนย์นิติวิทยาศาสตร์นครโฮจิมินห์อธิบายว่า ฟันและกระดูกอาจยังคงแข็งแรงแม้ดีเอ็นเอภายในจะแตกเป็นชิ้นส่วน ความร้อน ความชื้น น้ำใต้ดิน และจุลินทรีย์อาจทำลายสารพันธุกรรมดังกล่าวเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี

ดีเอ็นเอมีข้อมูลทางชีววิทยาที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เจ้าหน้าที่สามารถนำสารพันธุกรรมที่ยังหลงเหลือจากร่างไปเปรียบเทียบกับตัวอย่างจากญาติ พร้อมพิจารณาบันทึกและหลักฐานอื่นประกอบ ต้องติดฉลาก ปิดผนึก และจัดเก็บตัวอย่างแยกจากกันเพื่อป้องกันการสลับและการปนเปื้อน

บ่านกล่าวถึงความยากลำบากทางใจในการค้นพบร่างโดยไม่สามารถบันทึกชื่อได้ว่า:

สิ่งที่ยากที่สุดคือการถือปากกาไว้ แต่ไม่รู้ชื่อของสหายร่วมรบ

ในงานรำลึก เขายังเล่าถึงร่างที่เชื่อว่าเป็นผู้หญิง ซึ่งพบพร้อมตะปูและวัสดุที่ดูคล้ายเครื่องพันธนาการ เขาคาดว่าเธออาจเป็นเจ้าหน้าที่ลับหรือผู้นำสารที่ถูกทรมาน แต่ยังไม่มีการยืนยันตัวตน บทบาท และสาเหตุการเสียชีวิตของเธอ

โฆษณา

ปฏิบัติการระดับชาติ ท่ามกลางครอบครัวที่ยังรอคอย

ข้อมูลที่ปรับปรุงถึงวันที่ 13 ตุลาคมระบุว่า ภายใต้ปฏิบัติการระดับชาติ 500 วัน 500 คืน มีการค้นพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 3,611 ราย ได้แก่ 2,374 รายในเวียดนาม 217 รายในลาว และ 1,020 รายในกัมพูชา ร่าง 731 รายที่สวนแห่งนี้คิดเป็นราวหนึ่งในห้าของทั้งหมด ปฏิบัติการตั้งเป้าค้นหาร่างให้ได้ประมาณ 7,000 ราย

มีทีม 32 ทีม รวมบุคลากร 1,588 นายกำลังดำเนินการค้นหา งานนี้ยังรวมถึงการเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน การเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากครอบครัว และการสร้างฐานข้อมูลเพื่อระบุตัวตน

จากหลุมศพ 211,301 หลุมที่ตรวจสอบ พบว่า 147,640 หลุมเหมาะสำหรับเก็บตัวอย่าง ส่วน 63,661 หลุมไม่เหมาะสม ทางการเก็บตัวอย่างทางชีวภาพจากญาติแล้ว 265,761 ตัวอย่าง วิเคราะห์ไป 71,102 ตัวอย่าง และบันทึกเข้าสู่ฐานข้อมูล 66,909 ตัวอย่าง เป้าหมายของปฏิบัติการรวมถึงการตรวจดีเอ็นเอจากตัวอย่างร่างผู้เสียชีวิตราว 18,000 ตัวอย่าง

ฝ่าม ถิ แถ่ง จ่า ขอให้เร่งเก็บตัวอย่างจากญาติทางสายบิดาเพิ่มเติมตามแนวทางของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ พร้อมเพิ่มระยะทำงานอย่างเข้มข้นอีกหนึ่งเดือน และตั้งเป้าดำเนินการส่วนนี้ให้แล้วเสร็จภายในปี 2026

กำหนดการพิธีอำลาในวันที่ 14 ตุลาคมเริ่มด้วยการวางดอกไม้และจุดธูปเวลา 7.30 น. ตามด้วยพิธีเยี่ยมและพิธีรำลึกเวลา 8.00 น. ขบวนแรกคาดว่าจะออกเดินทางราว 8.45 น. ไปยังสุสานซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 26 กิโลเมตร ผู้เสียชีวิต 731 รายที่ค้นพบประกอบด้วยผู้ที่บันทึกแยกเป็นรายบุคคล 698 ราย และกลุ่มที่ไม่สามารถแยกเป็นรายบุคคลได้ 33 ราย

บ่านปรากฏตัวในงานช่วงเย็นก่อนพิธีข้างภาพเหมือนที่ศิลปินเล ซา ลองวาดเพื่อถ่ายทอดงานค้นหาร่างของเขา งานนี้จัดโดยกรมวัฒนธรรมและกีฬาแห่งนคร มีเหงียน จ่อง เงียะ เจ้าหน้าที่การเมืองระดับสูงของกองทัพ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่าม ถิ แถ่ง จ่าเข้าร่วม

การฝังศพจะจัดให้ผู้เสียชีวิตมีสถานที่พักพิงที่ได้รับการดูแล ขณะที่การระบุตัวตนจะดำเนินต่อไปโดยอาศัยตัวอย่าง สิ่งของ และเอกสารที่เก็บรักษาไว้ สำหรับบ่าน พยานที่อายุมากขึ้นทำให้งานนี้เร่งด่วนยิ่งกว่าเดิม เพราะความทรงจำที่สูญหายไปแต่ละครั้งอาจหมายถึงเบาะแสที่ครอบครัวยังคงต้องการสูญหายตามไปด้วย

ประเด็นสำคัญ

  • เจิ่น วัน บ่านกลับบ้านในช่วงปลายปี 1976 หลังครอบครัวไว้อาลัยให้เขานาน 7 ปี
  • ตั้งแต่ปี 1979 เขาตรวจสอบจุดฝังศพกว่า 2,300 แห่ง และช่วยนำร่างผู้เสียชีวิต 134 รายกลับภูมิลำเนา
  • ทีมค้นพบผู้เสียชีวิต 731 รายที่สวนวัฒนธรรมเลถิเริง โดยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้
  • ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ ความทรงจำของพยาน สิ่งของส่วนตัว บันทึกทางทหาร และการตรวจดีเอ็นเอช่วยสนับสนุนการระบุตัวตน
  • กำหนดจัดพิธีรำลึกและฝังศพในวันที่ 14 ตุลาคม 2026 และจะดำเนินการระบุตัวตนต่อไปหลังจากนั้น
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ