การขยายพื้นที่ชายฝั่งปะทะแนวกั้นน้ำท่วมที่ยังมีชีวิต
โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งขนาด 2,870 เฮกตาร์ ท่าเรือมูลค่า 4.7 พันล้านดอลลาร์ที่วางแผนไว้ และเส้นทางคมนาคมใหม่ กำลังเปลี่ยนโฉมเกิ่นเส่อ ซึ่งมีป่าชายเลนช่วยปกป้องประชากร 10 ล้านคนของนครโฮจิมินห์จากพายุ น้ำท่วม และการกัดเซาะ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การก่อสร้างอาจขัดขวางการไหลเวียนของน้ำที่หล่อเลี้ยงป่าเหล่านี้ และทำให้ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมขยายวงออกไปนอกพื้นที่ก่อสร้าง
สารบัญ
- การขยายพื้นที่ชายฝั่งปะทะแนวกั้นน้ำท่วมที่ยังมีชีวิต
- เหตุใดแม่น้ำจึงสำคัญไม่แพ้ต้นไม้
- ผืนป่าที่ฟื้นคืนหลังถูกทำลายในช่วงสงคราม
- สิ่งที่โครงการพัฒนาชายฝั่งให้คำมั่น
- ครอบครัวชาวประมงเผชิญแนวชายฝั่งที่เปลี่ยนไป
- การอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อมระบุไว้อย่างไร
- รถไฟฟ้าทำให้เกิดคำถามอีกด้านเกี่ยวกับป่า
- เหตุใดแหล่งเงินทุนจึงสำคัญด้วย
- การตัดสินใจพัฒนาที่มีต้นทุนทั้งสองด้าน
- ประเด็นสำคัญ
วินโฮมส์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของวินกรุ๊ป บริษัทใหญ่ที่สุดของเวียดนาม กำลังก่อสร้างโครงการกรีนพาราไดซ์ ซึ่งประกอบด้วยที่อยู่อาศัย แหล่งช้อปปิ้ง และพื้นที่บันเทิง การขยายพื้นที่โดยรวมยังรวมถึงถนน สะพาน เส้นทางรถไฟฟ้า และโครงการสะพานข้ามระยะทาง 14 กิโลเมตรระหว่างเกิ่นเส่อกับเมืองท่าวุงเต่า
นครโฮจิมินห์เผชิญต้นทุนจากน้ำท่วมสูงอยู่แล้ว งานศึกษาของนักวิทยาศาสตร์เวียดนามเมื่อปี 2026 พบว่า พื้นที่ราว 80% ของเมืองเสี่ยงต่อน้ำท่วม รัฐบาลประเมินว่าน้ำทะเลที่สูงขึ้นสร้างความเสียหายแก่เมืองราว 57 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในปี 2025 ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์และน้ำขึ้นสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ทำให้ถนนและบ้านเรือนถูกน้ำท่วม
ป่าชายเลนของเกิ่นเส่อช่วยยึดดินชายฝั่ง เป็นที่หลบภัยของปลาและสัตว์น้ำมีเปลือก และกักเก็บคาร์บอนไว้ในต้นไม้และผืนดิน อนาคตของป่าจึงส่งผลต่อชีวิตประจำวันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการปกป้องบ้านเรือน รายได้จากการประมง และความสามารถของเมืองในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
เจ้าหน้าที่ปกป้องการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการพัฒนาชายฝั่ง และระบุว่าพื้นที่โครงการอยู่นอกเขตแกนกลางของพื้นที่สงวนซึ่งได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวดที่สุด ขณะที่นักวิจัยกังวลว่าถนน คันกั้นน้ำ และพื้นที่ถมทะเลอาจเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนของน้ำในระบบนิเวศโดยรอบ
เหตุใดแม่น้ำจึงสำคัญไม่แพ้ต้นไม้
ข้อมูลพื้นที่สงวนเกิ่นเส่อของยูเนสโกระบุว่ามีพื้นที่ 75,740 เฮกตาร์ และประชากร 71,157 คน พื้นที่สงวนแห่งนี้ประกอบด้วยป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำ บึงน้ำเค็ม พื้นที่ราบโคลน และทุ่งหญ้าทะเล ไม่ใช่ผืนป่าต่อเนื่องเพียงแห่งเดียว
แม่น้ำไซ่ง่อนและแม่น้ำด่งนายมีส่วนก่อให้เกิดผืนดินที่ป่าชายเลนเติบโตขึ้น ยูเนสโกระบุว่า เครือข่ายแม่น้ำหนาแน่นนำพาตะกอนปริมาณมาก ซึ่งเป็นตะกอนที่น้ำไหลพัดพามาทับถม สู่ปากแม่น้ำ ปริมาณฝนและการบรรจบกันของน้ำจืดกับน้ำเค็มก็ช่วยหล่อเลี้ยงถิ่นอาศัยแห่งนี้เช่นกัน
ถนนและคันกั้นน้ำสามารถเปลี่ยนเส้นทางการไหลของน้ำได้ ในระยะแรกป่าอาจยังคงมีต้นไม้อยู่ แต่ได้รับน้ำ เกลือ และตะกอนในปริมาณหรือรูปแบบที่เปลี่ยนไป การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของการประเมินโครงการก่อสร้าง
มารี อาร์โนด์ นักวิจัยจากสถาบันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในกรุงปารีส เตือนว่าโครงสร้างพื้นฐานอาจกลายเป็นสิ่งกีดขวางการไหลเวียนของน้ำ
“มีตัวอย่างป่าชายเลนที่หายไปเพราะสิ่งกีดขวางทางอุทกวิทยา เช่น ถนนและสะพาน” เธอกล่าว
พื้นที่เซียนากากรันเดในโคลอมเบียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ถนนและเขื่อนกั้นน้ำรบกวนการไหลของน้ำทะเลและน้ำจืดตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา และมีส่วนทำให้เกิดการสูญเสียป่าชายเลนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่มีการบันทึกไว้ อาร์โนด์ยังเตือนด้วยว่ามลพิษที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งสร้างแรงกดดันต่อเกิ่นเส่อ ซึ่งต้นไม้ที่โตเต็มวัยและดินที่อุดมด้วยคาร์บอนช่วยกักเก็บก๊าซที่ทำให้บรรยากาศร้อนขึ้น
ผืนป่าที่ฟื้นคืนหลังถูกทำลายในช่วงสงคราม
ป่าชายเลนของเกิ่นเส่อเกือบสูญหายไปในช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ ฉีดพ่นสารเคมีเพื่อกำจัดพืชพรรณที่นักรบเวียดกงใช้เป็นที่กำบัง การปลูกป่าทดแทนเริ่มขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และในปี 2000 พื้นที่ที่ฟื้นฟูกลับมาแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกของเวียดนามโดยยูเนสโก
ยูเนสโกระบุว่า เกิ่นเส่อมีความหลากหลายของพืชป่าชายเลน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลน ตลอดจนปลาและสัตว์น้ำมีเปลือกที่เกี่ยวข้อง สูงที่สุดในอนุภูมิภาค กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประกอบด้วยการประมง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผลิตเกลือ เกษตรกรรม ค้าขาย และท่องเที่ยว
ประวัติศาสตร์ของพื้นที่สงวนทำให้การก่อสร้างในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของลำดับเหตุการณ์ที่ยาวนาน ซึ่งมีทั้งการทำลาย การฟื้นฟู และการพัฒนา:
- ระหว่างสงครามเวียดนาม การฉีดพ่นสารเคมีทำลายป่าชายเลนอย่างหนัก
- ช่วงปลายทศวรรษ 1970 เริ่มมีการปลูกป่าทดแทนครั้งใหญ่
- ในปี 2000 เกิ่นเส่อได้รับสถานะเขตสงวนชีวมณฑลจากยูเนสโก
- วันที่ 20 กรกฎาคม 2020 กระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามชี้แจงเหตุผลที่อนุมัติการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเมืองชายฝั่ง
- ในปี 2025 ฝนตกหนักและน้ำขึ้นสูงสุดขั้วทำให้นครโฮจิมินห์ถูกน้ำท่วม
- งานศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเวียดนามในปี 2026 ระบุว่าพื้นที่ราว 80% ของเมืองเสี่ยงต่อน้ำท่วม
สิ่งที่โครงการพัฒนาชายฝั่งให้คำมั่น
วินกรุ๊ปเริ่มก่อสร้างเมืองชายฝั่งแห่งใหม่ในเดือนเมษายน ทางการมองว่าเกิ่นเส่อเป็นเส้นทางออกสู่ทะเล ศูนย์กลางโลจิสติกส์ และแหล่งท่องเที่ยว ท่าเรือที่เสนอโครงการไว้คาดว่าจะรองรับตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าหลายล้านตู้ต่อปี ขณะที่ถนนและทางรถไฟสายใหม่จะเชื่อมพื้นที่นี้กับนครโฮจิมินห์ให้สะดวกยิ่งขึ้น
กรีนพาราไดซ์เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ การก่อสร้างบนพื้นที่ถมทะเลหมายถึงการสร้างผืนดินที่ใช้งานได้ในบริเวณที่เดิมมีน้ำปกคลุม จึงต้องมีงานก่อสร้างขนาดใหญ่ก่อนที่บ้านเรือน ร้านค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ จะเปิดใช้งานได้
คำชี้แจงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 ระบุขนาดความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจของโครงการ โดยคาดการณ์ว่าเมื่อแล้วเสร็จจะมีผู้อยู่อาศัยกว่า 228,000 คน นักท่องเที่ยวราว 9 ล้านครั้งต่อปี การจ้างงาน 25,000 ตำแหน่ง และรายได้งบประมาณประจำปีประมาณ 2.9 ล้านล้านด่ง
ตัวเลขเหล่านี้เป็นการคาดการณ์ที่นำเสนอในปี 2020 และสะท้อนเหตุผลที่เจ้าหน้าที่สนับสนุนการพัฒนา ได้แก่ ประชากรที่เพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวมากขึ้น การจ้างงาน และรายได้ภาครัฐ สำหรับผู้อยู่อาศัยเดิม สิ่งที่พบเห็นได้ทันทีคือการก่อสร้าง การเข้าถึงแหล่งประมงที่เปลี่ยนไป และโอกาสที่จะได้ทำงานในรูปแบบใหม่
ครอบครัวชาวประมงเผชิญแนวชายฝั่งที่เปลี่ยนไป
ชาวเกิ่นเส่อบอกเล่าความเห็นที่แตกต่างกันต่อการก่อสร้างที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว คนหนุ่มสาวจำนวนมากทำงานให้วินกรุ๊ปแล้ว และบางครอบครัวหวังว่าโครงการจะสร้างงานเพิ่มขึ้น ขณะที่บางครอบครัวร้องเรียนว่าเงินชดเชยที่ดินของตนมีมูลค่าน้อย เมื่อเทียบกับราคาที่ดินที่กำลังนำออกทำตลาดในขณะนี้
ครอบครัวชาวประมงกล่าวว่า การก่อสร้างผลักปลาให้ออกไปอยู่ในน้ำลึก ซึ่งไกลเกินระยะที่เรือเล็กของพวกเขาจะไปถึง กำแพงกันคลื่นและคันกั้นน้ำคอนกรีตกำลังล้อมพื้นที่ถมทะเล ขณะที่ท่อและรถปราบดินเข้ายึดพื้นที่ชายหาด
มุ่ย ชาวบ้านที่เปิดเผยเพียงชื่อเดียวเพราะเกรงว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ตอบโต้ กล่าวว่า ระบบระบายน้ำที่ถูกปิดกั้นทำให้น้ำท่วมรุนแรงขึ้นและน้ำปนเปื้อน ส่งผลให้หอยนางรมตายและฟาร์มเสียหาย เขาเลิกทำประมงแล้ว และปัจจุบันช่วยภรรยาทำงานในร้าน เมื่อกล่าวถึงการสูญเสียสถานที่ที่เขาเคยเรียกว่าแสนมหัศจรรย์ เขากล่าวว่า:
ที่แบบนั้นไม่มีอีกแล้ว พวกเขาปิดกั้นทุกอย่างหมด
ยูเนสโกระบุว่า ชุมชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตเปลี่ยนผ่านของพื้นที่สงวน โดยมีชาวเวียดนาม ชาวจีน และชาวเขมรอาศัยอยู่ในชุมชนและเมืองต่าง ๆ ส่วนเขตแกนกลางและเขตกันชนมีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่คน นอกเหนือจากผู้พิทักษ์ป่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้และครอบครัว รวมถึงชาวประมงบางส่วนที่ใช้ลอบดักกุ้งแบบดั้งเดิม
การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการผลิตเกลือพึ่งพาสภาพน้ำในท้องถิ่นโดยตรง การเปลี่ยนไปสู่การก่อสร้าง ค้าปลีก และการท่องเที่ยวจึงเปลี่ยนทั้งประเภทงานที่มีให้ทำและทรัพยากรที่ครัวเรือนจำเป็นต้องใช้เลี้ยงชีพ
การอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อมระบุไว้อย่างไร
กระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามปกป้องการอนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการชายฝั่ง ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2020 การประเมินดังกล่าวคาดการณ์ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น และกำหนดมาตรการลดผลกระทบ
เหงียน ซวน หาย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแผนกพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของกระทรวง กล่าวว่า คณะกรรมการพิจารณารับรองรายงานดังกล่าวหลังผ่านการเพิ่มเติมและแก้ไขหลายรอบ โดยการอนุมัติมีเงื่อนไข 15 ข้อ
หายกล่าวว่า การพิจารณาครอบคลุมความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลน กระแสน้ำตามธรรมชาติ การสะสมตัวของตะกอน การกัดเซาะ มลพิษทางน้ำ ตลอดจนผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ แบบจำลองยังประเมินการเคลื่อนตัวของมลพิษ การเปลี่ยนแปลงความเค็ม และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น กระทรวงระบุว่าแบบจำลองคาดการณ์ผลกระทบต่อเขตสงวนชีวมณฑลเพียงเล็กน้อย หากใช้วิธีก่อสร้างที่ทันสมัยควบคู่กับการบำบัดน้ำเสียที่เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของเวียดนาม
กระทรวงระบุว่าโครงการตั้งอยู่ติดกับเขตเปลี่ยนผ่านของพื้นที่สงวน และห่างจากเขตแกนกลางราว 18 กิโลเมตร พร้อมยืนยันว่าทำเลดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายเวียดนามและกฎของยูเนสโก
เล ฮุย บา อดีตหัวหน้าสถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการจัดการสิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยอุตสาหกรรมโฮจิมินห์ สนับสนุนแนวคิดการสร้างผืนดินและพัฒนาพื้นที่ แต่เรียกร้องให้มีการประเมินอย่างรอบคอบและเป็นกลาง พร้อมปกป้องระบบนิเวศในระยะยาว
จุดยืนของรัฐบาลตั้งอยู่บนการคาดการณ์ผลกระทบและมาตรการป้องกันที่เสนอไว้ ส่วนข้อกังวลของอาร์โนด์มุ่งไปที่ผลกระทบจากการก่อสร้างและมลพิษต่อเครือข่ายน้ำที่เชื่อมโยงกัน ขณะที่แนวชายฝั่งกำลังเปลี่ยนแปลง
รถไฟฟ้าทำให้เกิดคำถามอีกด้านเกี่ยวกับป่า
เมื่อเดือนกันยายน ทางการนครโฮจิมินห์ยื่นขออนุมัติแผ้วถางป่าชายเลน 4.57 เฮกตาร์ในเขตกันชนของพื้นที่สงวน เพื่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าเชื่อมต่อไปยังเกิ่นเส่อ คำขอนี้ทำให้การแผ้วถางป่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนคมนาคม แม้เจ้าหน้าที่จะชี้ว่าโครงการพัฒนาชายฝั่งตั้งอยู่นอกเขตแกนกลางที่ได้รับการคุ้มครอง
เขตกันชนล้อมรอบและช่วยค้ำจุนเขตแกนกลางที่ได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวดกว่า การสร้างเส้นทางรถไฟผ่านพื้นที่ดังกล่าวจึงต้องพิจารณาทั้งต้นไม้ที่จะถูกตัดและผลกระทบจากการก่อสร้างต่อระบบระบายน้ำและการไหลของแม่น้ำ
เจ้าหน้าที่ยังระบุด้วยว่า ทรายสำหรับคอนกรีตจะนำมาจากทะเลสาบที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่แม่น้ำโขง ซึ่งการทำเหมืองทรายส่งผลให้ตลิ่งกัดเซาะรุนแรงขึ้นและเปลี่ยนแปลงการไหลของแม่น้ำ
ตวน โว จากมหาวิทยาลัยเกิ่นเทอ กล่าวว่า บางครั้งการพัฒนาเศรษฐกิจอาจจำเป็นต้องแลกกับการเสียพื้นที่ป่า แต่เรียกร้องให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของการไหลในแม่น้ำ เพื่อจำกัดความเสียหายให้น้อยลง
ยูเนสโกระบุว่ากำลังติดตามโครงการและทำงานร่วมกับรัฐบาลเวียดนามและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ แต่ไม่ได้ระบุว่าได้ทบทวนโครงการพัฒนาแล้วหรือไม่ และไม่มีการแจ้งวันที่จะตัดสินใจเรื่องคำขอแผ้วถางป่าในเขตกันชน รัฐบาลเวียดนามและวินกรุ๊ปไม่ตอบคำขอให้แสดงความเห็น
เหตุใดแหล่งเงินทุนจึงสำคัญด้วย
เล ห่ง เฮียบ จากสถาบันไอซีเอเอส-ยุซอฟ อิชักแห่งสิงคโปร์ มองว่าโครงการนี้มีความเสี่ยงด้านการเงินควบคู่ไปกับความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปวินโฮมส์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใกล้เมืองใหญ่ซึ่งสามารถขายได้อย่างรวดเร็ว แต่เกิ่นเส่อต้องใช้เงินจำนวนมากในการถมทะเลและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนที่ผู้อยู่อาศัยจะย้ายเข้าได้
เฮียบกล่าวว่า อุปสงค์อสังหาริมทรัพย์ราคาแพงที่ชะลอตัวเพิ่มแรงกดดัน ขณะที่วินกรุ๊ปต้องพึ่งรายได้จากวินโฮมส์เพื่อสนับสนุนธุรกิจอื่น ๆ รวมถึงวินฟาสต์ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
รายงานข่าวของเอเชียเดลีเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 เกี่ยวกับภาระหนี้สินของวินกรุ๊ประบุว่า บริษัทมีหนี้สินรวม 31,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 86% ของสินทรัพย์ และมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายวันละ 3.2 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพสถานะการเงิน ณ ช่วงเวลาก่อนหน้า และความต้องการเงินทุนที่มาพร้อมการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัท
เฮียบกล่าวถึงแรงกดดันที่ต้องเดินหน้าโครงการก่อสร้าง กู้ยืมเงิน และรายงานผลประกอบการอย่างต่อเนื่องว่า:
“พวกเขาต้องมีโครงการใหม่เพื่อกู้เงินจากธนาคาร บันทึกรายได้และกำไรใหม่ ๆ และหนุนราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ พวกเขาหยุดไม่ได้” เขากล่าว
วินกรุ๊ปยังก่อสร้างโครงการเมืองมูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมพื้นที่ 6,200 เฮกตาร์ใกล้อ่าวฮาลอง ซึ่งมีขนาดมากกว่ากรีนพาราไดซ์ที่มีพื้นที่ 2,870 เฮกตาร์กว่าสองเท่า บริษัทได้รับอนุมัติให้ขายบ้านราว 7,000 หลังที่นั่นระหว่างที่การก่อสร้างยังดำเนินต่อไป ทั้งสองโครงการต้องใช้เงินลงทุนก่อนที่จะมีชุมชนขนาดใหญ่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน
การตัดสินใจพัฒนาที่มีต้นทุนทั้งสองด้าน
เกิ่นเส่อมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยงที่ตกกับผู้คนต่างกลุ่มกัน และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน การก่อสร้างอาจสร้างงานได้ทันที ส่วนการท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย และกิจกรรมท่าเรือคาดว่าจะตามมาในภายหลัง ครัวเรือนชาวประมงกำลังบอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงในการเข้าถึงแหล่งน้ำและรายได้ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอาจเกิดความเสียหายต่อแนวป้องกันธรรมชาติที่คุ้มครองพื้นที่เมืองโดยรอบ
ข้อมูลทั่วโลกตอกย้ำความสำคัญของคำเตือนดังกล่าว องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า ระหว่างปี 2000 ถึง 2020 โลกสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนสุทธิ 284,000 เฮกตาร์ เวียดนามปลูกป่าชายเลนขึ้นใหม่ แต่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเปลี่ยนพื้นที่ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น และการกัดเซาะชายฝั่งทำให้ผลที่ได้ลดลง
ป่าที่ฟื้นคืนของเกิ่นเส่อช่วยหล่อเลี้ยงอาชีพของคนในท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็ปกป้องเมืองที่ต้องแบกรับต้นทุนจากน้ำท่วมอย่างมากอยู่แล้ว ภารกิจที่เป็นรูปธรรมของทางการและผู้พัฒนา คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานตามที่ให้คำมั่น โดยต้องรักษาการไหลเวียนของน้ำ ตะกอน และสิ่งมีชีวิตในทะเลให้ดำเนินต่อไปในระบบนิเวศที่การปกป้องดังกล่าวต้องพึ่งพา
ประเด็นสำคัญ
- วินโฮมส์กำลังก่อสร้างโครงการพัฒนาชายฝั่งกรีนพาราไดซ์ขนาด 2,870 เฮกตาร์ ขณะที่เกิ่นเส่อเตรียมรองรับท่าเรือและเส้นทางคมนาคมใหม่
- ยูเนสโกระบุว่าเขตสงวนชีวมณฑลเกิ่นเส่อมีพื้นที่ 75,740 เฮกตาร์ โดยแม่น้ำและปริมาณตะกอนเป็นปัจจัยสำคัญต่อป่าชายเลน
- นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำและมลพิษที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างความเสียหายต่อผืนป่า
- กระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามปกป้องการประเมินโครงการในปี 2020 โดยอ้างถึงแบบจำลองและเงื่อนไขการอนุมัติ 15 ข้อ
- ทางการนครโฮจิมินห์ยื่นขออนุญาตแผ้วถางป่าชายเลน 4.57 เฮกตาร์ในเขตกันชน เพื่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าเชื่อมต่อ
- ชาวบ้านกล่าวถึงทั้งโอกาสในการจ้างงานใหม่ และความสูญเสียที่กระทบการประมง ฟาร์ม และการเข้าถึงชายฝั่ง
- โครงการยังต้องใช้เงินจำนวนมากในการถมทะเลและสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่วินกรุ๊ปยังเผชิญความต้องการเงินทุนอย่างต่อเนื่อง






