แรงเทขายหุ้นฮ่องกงหนักขึ้นตลอดช่วงเช้า
ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงร่วง 679 จุด หรือ 2.87% มาอยู่ที่ 22,971 จุดในช่วงพักเที่ยงวันที่ 22 ตุลาคม 2026 หลุดระดับ 23,000 จุด โดยมีอาลีบาบา เทนเซ็นต์ และเลอโนโวเป็นแกนนำการปรับลงในวงกว้าง ดัชนีแตะระดับต่ำสุดระหว่างวันที่ 22,952.81 จุด ซึ่งต่ำกว่าราคาปิดครั้งก่อนเกือบ 700 จุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายช่วงเช้าอยู่ที่ 127,450 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
สารบัญ
- แรงเทขายหุ้นฮ่องกงหนักขึ้นตลอดช่วงเช้า
- แรงปรับลงเร่งตัวขึ้นอย่างไร
- อาลีบาบามีส่วนอย่างมากต่อความเสียหาย
- ราคาหุ้นเทนเซ็นต์สวนทางกับกำไรที่เติบโต
- เลอโนโว CATL และหุ้นชิปซ้ำเติมแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี
- นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ยังถอนเงินลงทุน
- แรงอ่อนตัวลามไปทั่วภูมิภาค
- หุ้นที่พุ่งขึ้นแรงไม่กี่ตัวโดดเด่นท่ามกลางตลาดขาลง
- การหลุดระดับสำคัญของตลาดหมายความว่าอย่างไร
- ประเด็นสำคัญ
ดัชนีฮั่งเส็งเทคโนโลยีร่วง 4.64% มาอยู่ที่ 3,809 จุด แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี อาลีบาบาร่วงราว 6% ลงมาอยู่ในช่วง 97 ดอลลาร์ฮ่องกง ขณะที่เลอโนโวลดลงเกือบ 9% ในช่วงเที่ยง ผู้ผลิตแบตเตอรี่ Contemporary Amperex Technology หรือ CATL ปรับลงเกือบ 6% และขาดทุนต่อเนื่องเป็นวันที่ 7
แรงขายลามไปไกลกว่าหุ้นเทคโนโลยี หุ้นอสังหาริมทรัพย์ร่วงมากกว่า 2% ส่วนหุ้นการเงินและสาธารณูปโภคลดลงมากกว่า 1% มีเพียงหุ้นหนึ่งบริษัทในดัชนีฮั่งเส็งที่ปรับขึ้น เทียบกับ 94 บริษัทที่ลดลง สะท้อนว่าบริษัทขนาดใหญ่แทบไม่มีหุ้นใดรอดพ้นจากแรงเทขาย
การซื้อขายช่วงต้นบ่ายแทบไม่ฟื้นตัว ดัชนีฮั่งเส็งลดลงราว 685 จุด มาอยู่ที่ 22,966 จุด ส่วนดัชนีเทคโนโลยีซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 3,807 จุด ลดลงราว 4.7% ดัชนีหลักปรับลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 แล้ว โดยร่วงไปราว 1,215 จุด และหลุดระดับ 24,000 กับ 23,000 จุดในช่วงดังกล่าว
แรงปรับลงเร่งตัวขึ้นอย่างไร
ตลาดเปิดลดลงแม้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับขึ้นในคืนก่อนหน้า ดัชนีฮั่งเส็งเปิดที่ 23,513 จุด ลดลง 138 จุด หรือ 0.58% ขณะที่ดัชนีเทคโนโลยีเปิดลดลง 1.15% ที่ 3,949 จุด จากนั้นแรงขายเร่งตัวขึ้นในช่วงเช้า
ลำดับเหตุการณ์แสดงให้เห็นว่าการปรับลงในช่วงแรกที่ไม่มากนักขยายเป็นแรงเทขายในวงกว้างได้อย่างไร:
- 21 ตุลาคม: เทนเซ็นต์ปิดที่ 393.80 ดอลลาร์ฮ่องกง ต่ำกว่าระดับ 400 ดอลลาร์ฮ่องกง
- 22 ตุลาคม ช่วงเปิดตลาด: ดัชนีฮั่งเส็งเปิดที่ 23,513 จุด โดยอาลีบาบาลดลง 2.03% และเลอโนโวลดลง 4.08%
- เมื่อมีการรายงานข้อมูลเวลา 10:05 น.: ดัชนีฮั่งเส็งแตะ 23,143 จุด ขณะที่ดัชนีเทคโนโลยีซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 3,864 จุด
- ช่วงสาย: ดัชนีฮั่งเส็งหลุดระดับ 23,000 จุด และลงไปแตะ 22,952.81 จุดในที่สุด
- ช่วงเที่ยงถึงต้นบ่าย: ดัชนีหลักอยู่ที่ 22,971 จุดในช่วงพักตลาด และประมาณ 22,966 จุดหลังกลับมาเปิดซื้อขายไม่นาน
การลดลง 2.87% ในช่วงเที่ยงเกือบ 5 เท่าของการลดลง 0.58% ตอนเปิดตลาด สำหรับนักลงทุน นั่นหมายความว่าราคาปรับลงตลอดช่วงการซื้อขาย ไม่ใช่เพียงปรับลดตั้งแต่ระฆังเปิดตลาด
อาลีบาบามีส่วนอย่างมากต่อความเสียหาย
อาลีบาบาร่วงแตะ 97.45 ดอลลาร์ฮ่องกง ลดลงสูงสุด 6.03% ทำให้ราคาหุ้นต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ฮ่องกง จุดต่ำสุดระหว่างวันเป็นราคาที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม และเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม
อาลีบาบาเพียงบริษัทเดียวฉุดดัชนีฮั่งเส็งลงมากกว่า 100 จุด เมื่อเทียบกับการลดลง 679 จุดของดัชนีในช่วงเที่ยง คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในเจ็ดของการร่วงลง ดัชนีให้น้ำหนักแก่แต่ละบริษัทไม่เท่ากัน ดังนั้นการลดลงอย่างหนักของบริษัทขนาดใหญ่จึงอาจขยับดัชนีได้มากกว่าการลดลงในระดับเดียวกันของบริษัทขนาดเล็ก
สำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีนจัดประชุมเพื่อเรียกร้องให้แพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมคุณภาพสินค้า ธุรกิจเถาเทียนของอาลีบาบา PDD และ JD.com เข้าร่วมด้วย JD.com ก็อ่อนตัวเช่นกัน โดยซื้อขายที่ 97.90 ดอลลาร์ฮ่องกง ลดลง 4.67% ในรายงานภาพรวมตลาด
อาลีบาบายังเผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดยข้อมูลการซื้อขายชี้ว่าบัญชีซื้อขายรายใหญ่มีเงินไหลออกสุทธิติดต่อกัน 5 วัน แรงขายดังกล่าวยิ่งสะท้อนภาพนักลงทุนลดการถือครอง ขณะที่บริษัทกำลังถูกจับตาใกล้ชิดขึ้นในเรื่องคุณภาพสินค้าที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม
ราคาหุ้นเทนเซ็นต์สวนทางกับกำไรที่เติบโต
เทนเซ็นต์ร่วงมากกว่า 3% ในช่วงเช้า ต่อเนื่องจากการปิดที่ 393.80 ดอลลาร์ฮ่องกงเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม นับตั้งแต่ต้นปี หุ้นสูญเสียมูลค่าไปราวหนึ่งในสาม และกลับไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเมื่อ 8 ปีก่อน
ธุรกิจของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว รายได้เพิ่มจาก 312,700 ล้านหยวนในปี 2018 เป็น 751,800 ล้านหยวนในปี 2025 กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเพิ่มจาก 78,700 ล้านหยวนเป็น 224,800 ล้านหยวน
ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่ารายได้อยู่ที่ราว 2.4 เท่าของระดับในปี 2018 และกำไรอยู่ที่ประมาณ 2.86 เท่าของตัวเลขเดิม ความแตกต่างนี้ช่วยอธิบายแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีได้ว่า บริษัทอาจทำกำไรได้มากขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นลดลง หากนักลงทุนยอมจ่ายน้อยลงต่อกำไรแต่ละหน่วย
ราคาที่นักลงทุนยอมจ่ายเมื่อเทียบกับกำไรมักเรียกว่าอัตราส่วนมูลค่าหุ้นต่อกำไร เมื่อคาดการณ์ว่าการเติบโตจะชะลอลง หรือต้องการส่วนเผื่อความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนมากขึ้น นักลงทุนอาจทำให้อัตราส่วนดังกล่าวลดลง การปรับลงของเทนเซ็นต์แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาที่นักลงทุนยอมจ่ายอาจมีผลต่อผู้ถือหุ้นมากกว่าการขยายธุรกิจตลอดหลายปี
เลอโนโว CATL และหุ้นชิปซ้ำเติมแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี
เลอโนโวเป็นหุ้นที่อ่อนแอที่สุดในดัชนีฮั่งเส็งช่วงเที่ยง โดยร่วง 8.77% มาอยู่ที่ 23.72 ดอลลาร์ฮ่องกง ต่อมาราคาลดลงเกือบ 10% และแตะระดับต่ำสุดช่วงต้นบ่ายที่ 23.42 ดอลลาร์ฮ่องกง ก่อนหน้านี้หุ้นเปิดตลาดลดลงแล้ว 4.08% ทำให้แรงขายที่ตามมารุนแรงเป็นพิเศษ
เลอโนโวยังอยู่ระหว่างขอสินเชื่อมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระยะเวลา 5 ปี เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิม โดยมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่าหนี้เดิม อย่างไรก็ตาม หุ้นบริษัทร่วงลงพร้อมกับบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์
CATL ลดลงเกือบ 6% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 และขยายช่วงขาดทุนต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 จากที่เปิดตลาดลดลง 3.29% ราคาหุ้นปรับลงหนักขึ้นในช่วงเช้า ทำให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายนี้เป็นหนึ่งในหุ้นที่ฉุดตลาดมากที่สุด
หุ้นชิปก็อ่อนตัวเช่นกัน Hua Hong Semiconductor ลดลงมากกว่า 7% ขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corporation แตะระดับต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 47.28 ดอลลาร์ฮ่องกง การลดลง 4.64% ของดัชนีเทคโนโลยีในช่วงเที่ยงสูงกว่าการลดลง 2.87% ของดัชนีฮั่งเส็งอยู่ 1.77 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนแรงกดดันที่หนักกว่าในหุ้นกลุ่มดังกล่าว
นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ยังถอนเงินลงทุน
นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ขายหุ้นฮ่องกงสุทธิ 3,114 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ผ่านการซื้อขายหุ้นเชื่อมโยงตลาดทางใต้ในรายงานภาพรวมตลาด นับเป็นการขายสุทธิติดต่อกันเป็นวันที่ 7 ทำให้ยอดถอนเงินสะสมในช่วงดังกล่าวอยู่ที่ 18,512 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
โครงการ Stock Connect เปิดทางให้นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ซื้อขายหุ้นฮ่องกงผ่านตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น เงินไหลออกสุทธิหมายถึงมูลค่าการขายสูงกว่ามูลค่าการซื้อ ดังนั้นการไหลออกติดต่อกัน 7 รอบการซื้อขายจึงแสดงถึงการลดการถือครองผ่านช่องทางนี้อย่างต่อเนื่อง
ยอดถอนเงินสุทธิล่าสุดลดลง 29.79% จากรอบการซื้อขายก่อนหน้า แม้ทิศทางยังคงเป็นเงินไหลออก ยอดรวม 7 รอบการซื้อขายเทียบเท่ากับการถอนเงินสุทธิเฉลี่ยประมาณ 2,640 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงต่อรอบ
การซื้อและขายหุ้นทางใต้รวมกันมีมูลค่า 48,851 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง สถิติตลาดระบุว่าคิดเป็น 19.16% ของมูลค่าการซื้อขายในฮ่องกง ลดลงจาก 20.01% ในรอบก่อนหน้า สำหรับตลาดที่อยู่ภายใต้แรงกดดันอยู่แล้ว การขายต่อเนื่องจากนักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ทำให้แหล่งแรงซื้อพยุงตลาดที่อาจมีอยู่ลดลง
แรงอ่อนตัวลามไปทั่วภูมิภาค
ดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ร่วงมากกว่า 1.6% ในช่วงหนึ่ง ทำให้ลดลงมากกว่า 20% จากระดับปิดสูงสุดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ซึ่งทะลุเกณฑ์ที่มักเรียกกันว่าตลาดหมีทางเทคนิค
ตลาดหมีหมายถึงการปรับลดลงอย่างน้อย 20% จากจุดสูงสุดล่าสุด ในทางปฏิบัติ การลงทุนที่เคลื่อนไหวตามดัชนีดังกล่าวจะสูญเสียมูลค่ามากกว่าหนึ่งในห้าจากจุดสูงสุด ก่อนคิดค่าธรรมเนียมหรือเงินปันผล การปรับลงของ CSI 300 แสดงให้เห็นว่าแรงอ่อนตัวครอบคลุมทั้งหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่และหุ้นฮ่องกง
ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ลดลงมากกว่า 2% ขณะที่ Kosdaq ร่วงมากกว่า 1.5% ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และเอสเค ไฮนิกซ์กดดันการซื้อขายในเกาหลี เพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทเทคโนโลยีทั่วภูมิภาค
ผลประกอบการที่หลากหลายจากบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ยังเพิ่มความกังขาว่าการฟื้นตัวของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์จะยืนระยะได้หรือไม่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ปรับลงระหว่างการซื้อขายในเอเชีย แม้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์จะบวก 360 จุด และดัชนี Nasdaq ปรับขึ้นมากกว่า 1% ในช่วงการซื้อขายของสหรัฐฯ ก่อนหน้า
หุ้นที่พุ่งขึ้นแรงไม่กี่ตัวโดดเด่นท่ามกลางตลาดขาลง
BrainAurora Medical Technology ซึ่งซื้อขายภายใต้รหัสหุ้น 06681 พุ่งขึ้นสูงสุด 55% ท่ามกลางความสนใจต่อนโยบายสนับสนุนเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ รายงานภาพรวมตลาดในเวลาต่อมาระบุว่าหุ้นอยู่ที่ 1.12 ดอลลาร์ฮ่องกง เพิ่มขึ้น 48.34%
เทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์เป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมสัญญาณจากสมองเข้ากับอุปกรณ์ภายนอก ความสนใจในสาขานี้ช่วยดึงดูดผู้ซื้อ แม้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ปรับลดลง บริษัทจำลองสถานการณ์ดิจิทัล 51WORLD รหัสหุ้น 06651 ก็ได้รับความสนใจหลังเข้าร่วมระบบนิเวศของ NVIDIA
ภาพรวมตลาดยังคงเอนเอียงไปทางการปรับลงอย่างชัดเจน หุ้นราว 55.08% ลดลง เทียบกับ 9.26% ที่ปรับขึ้น ทำให้จำนวนหุ้นที่ลดลงมากกว่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นเกือบ 6 ต่อ 1 หุ้นส่วนใหญ่ที่เหลือไม่เปลี่ยนแปลง
มีเดีย กรุ๊ปเป็นหุ้นเดียวในดัชนีฮั่งเส็งที่ปรับขึ้น โดยขยับ 0.11% มาอยู่ที่ 93.20 ดอลลาร์ฮ่องกง ข่าวเฉพาะบริษัทอื่นทำให้หุ้นร่วงหนักเป็นรายตัว: Bloks Group ลดลง 20.95% หลังผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมขายหุ้นเกือบ 3.85 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 250 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ส่วน Sands China ลดลง 5.01% หลังรายงานว่ากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับปรุงแล้วในไตรมาส 3 ลดลง 12%
การหลุดระดับสำคัญของตลาดหมายความว่าอย่างไร
ดัชนีฮั่งเส็งร่วงราว 1,215 จุดในช่วง 3 รอบการซื้อขาย หลุดตัวเลขกลมที่นักลงทุนมักใช้เป็นระดับอ้างอิง ได้แก่ 24,000 และ 23,000 จุด จุดต่ำสุดระหว่างวันทำให้ดัชนีลงไปอยู่ในระดับอ่อนแอที่สุดในรอบประมาณ 4 เดือน
ดัชนีเทคโนโลยีลงไปแตะ 3,805.54 จุดระหว่างการซื้อขาย เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 เมื่อถึงช่วงเที่ยง หุ้น 29 จากทั้งหมด 30 บริษัทในดัชนีปรับลง จำนวนหุ้นที่ร่วงเป็นวงกว้างเช่นนี้หมายความว่านักลงทุนที่ถือหุ้นเทคโนโลยีฮ่องกงรายใหญ่เป็นชุดแทบไม่มีหุ้นขาขึ้นมาชดเชยการขาดทุน
ยังมีการระบุด้วยว่าดัชนีชี้วัดทางเทคนิคเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไปหลังราคาลดลงอย่างรวดเร็ว ดัชนีเหล่านี้เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงล่าสุดกับช่วงเวลาในอดีตที่กำหนด ค่าในภาวะขายมากเกินไปหมายถึงราคาลดลงรวดเร็วหรือยาวนานผิดปกติตามวิธีคำนวณนั้น แต่การฟื้นตัวยังคงต้องอาศัยการกลับเข้ามาซื้อของนักลงทุน
ราคาในช่วงต้นบ่ายทำให้ดัชนีหลักทั้งสองยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดของช่วงเช้า ข้อมูลการซื้อขายยังไม่มีราคาปิดสุดท้ายของวันที่ 22 ตุลาคม ภาพล่าสุดคือแรงขายต่อเนื่องในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ยังถอนเงิน และความอ่อนแอกำลังลามไปทั่วตลาดเอเชีย
ประเด็นสำคัญ
- ดัชนีฮั่งเส็งลดลง 679 จุด หรือ 2.87% มาอยู่ที่ 22,971 จุดในช่วงเที่ยงวันที่ 22 ตุลาคม 2026
- ดัชนีฮั่งเส็งเทคโนโลยีร่วง 4.64% มาอยู่ที่ 3,809 จุด ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี
- อาลีบาบาแตะ 97.45 ดอลลาร์ฮ่องกง และฉุดดัชนีหลักลงมากกว่า 100 จุด
- เลอโนโวลดลง 8.77% ในช่วงเที่ยง ขณะที่ CATL ร่วงเกือบ 6% และขาดทุนต่อเนื่องเป็นวันที่ 7
- นักลงทุนฝั่งใต้ขายสุทธิติดต่อกันเป็นรอบที่ 7 ทำให้ยอดถอนเงินสะสมอยู่ที่ 18,512 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
- ดัชนี CSI 300 ลดลงมากกว่า 20% จากระดับปิดสูงสุดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ขณะที่ดัชนีหลักของเกาหลีก็ปรับลงเช่นกัน
- การซื้อขายช่วงต้นบ่ายทำให้ดัชนีหลักของฮ่องกงยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดของช่วงเช้า






