จาก 11 ล้านล้านรูปีเหลือ 462,000 ล้านรูปีในไม่กี่สัปดาห์
เงินสดส่วนเกินของธนาคารอินเดียลดลงจาก 11 ล้านล้านรูปีเมื่อต้นเดือนกันยายน เหลือ 462,000 ล้านรูปี ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2026 หลังธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จำกัดการอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อปกป้องเงินรูปี ดัชนีของ Bloomberg Economics ระบุว่าลดลงราว 96% ทำให้ธนาคารมีเงินสำรองสำหรับชำระเงินและดำเนินงานน้อยลงมาก
สารบัญ
- จาก 11 ล้านล้านรูปีเหลือ 462,000 ล้านรูปีในไม่กี่สัปดาห์
- เหตุใดเงินสดที่ลดลงจึงช่วยปกป้องเงินรูปีได้
- การชำระภาษีและการถอนเงินสดเพิ่มแรงกดดัน
- ธนาคารร้องขอเงินเท่าใด และได้รับเท่าใด
- ต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้นโดยไม่มีการขึ้นอัตรารีโปอีกครั้ง
- บริษัทการเงินเผชิญต้นทุนเงินทุนสูงขึ้น
- การประมูลหนี้รัฐบาลสะท้อนแรงกดดัน
- ราคาน้ำมันทำให้ทางเลือกของ RBI ซับซ้อนขึ้น
- อะไรอาจช่วยคลายภาวะเงินสดตึงตัว
- ประเด็นสำคัญ
แรงกดดันเริ่มส่งผลไปไกลกว่าภาคธนาคารแล้ว ต้นทุนกู้ยืมข้ามคืนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายรีโปของ RBI ที่ 5.5% อัตราดอกเบี้ยของบัตรเงินฝากธนาคารที่ออกใหม่แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน และผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคารบางแห่งต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อระดมทุน ขณะที่รัฐบาลก็เผชิญความต้องการซื้อที่อ่อนลงและต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้นในการประมูลตราสารหนี้
RBI จัดหาเงินทุนชั่วคราว รวมถึง 1.5 ล้านล้านรูปีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม แต่หลายครั้งจัดหาให้น้อยกว่าที่ธนาคารร้องขอ นักวิเคราะห์จาก IDFC First Bank และ Emkay Global Financial Services คาดว่าภาวะตึงตัวจะดำเนินต่อไป โดยมองว่าการสนับสนุนที่จำกัดเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสกัดการเก็งกำไรสวนทางเงินรูปี
ขณะนี้ธนาคารกลางเผชิญแรงกดดันที่ขัดแย้งกัน การทำให้การกู้ยืมเงินรูปีมีราคาแพงขึ้นอาจช่วยพยุงค่าเงิน แต่ภาวะตึงตัวเดียวกันนี้ก็เพิ่มต้นทุนเงินทุนให้ธนาคาร บริษัทการเงิน และรัฐบาล
เหตุใดเงินสดที่ลดลงจึงช่วยปกป้องเงินรูปีได้
เงินรูปีเข้าใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นเดือนตุลาคม ส่งผลให้ RBI ดำเนินมาตรการพยุงค่าเงิน กลไกหนึ่งส่งผลโดยตรงผ่านระบบธนาคาร เมื่อธนาคารกลางขายดอลลาร์และรับเงินรูปี ก็จะดูดเงินรูปีออกจากระบบ เว้นแต่จะนำเงินดังกล่าวกลับเข้าสู่ระบบผ่านธุรกรรมอื่น
ผู้ค้าที่คาดว่าเงินรูปีจะอ่อนค่าลงอาจกู้เงินรูปีไปซื้อดอลลาร์ ต้นทุนการกู้เงินรูปีที่สูงขึ้นทำให้การถือสถานะดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น และอาจเพิ่มต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของเงินรูปีเพิ่มเติมด้วย
มาธาวี อโรรา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Emkay Global Financial Services อธิบายว่าการบีบสภาพคล่องเป็นการตัดสินใจโดยเจตนา:
ภาวะตึงตัวดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ตั้งใจให้เกิดขึ้น
อโรรากล่าวว่า มาตรการของ RBI ดูเหมือนมุ่งเพิ่มต้นทุนทั้งการป้องกันความเสี่ยงจากเงินรูปีอ่อนค่าและการเก็งกำไรสวนทางค่าเงิน มุมมองของเธอช่วยอธิบายว่าเหตุใดธนาคารกลางจึงอาจจัดหาเงินให้เพียงพอเพื่อให้ระบบชำระเงินยังทำงานได้ โดยไม่ฟื้นคืนส่วนเกินสภาพคล่องก้อนใหญ่ที่ธนาคารมีอยู่ในเดือนกันยายน
ซันเจย์ มัลโฮตรา ผู้ว่าการ RBI กล่าวว่า บางครั้งนโยบายการเงินสามารถจัดการความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินได้ เมื่อถูกถามว่าอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นเครื่องมือในการปกป้องค่าเงินหรือไม่ เขากล่าวว่าคณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ย "พิจารณาเรื่องนี้อย่างแน่นอน" ธนาคารกลางยังไม่ได้ประกาศว่าภาวะสภาพคล่องตึงตัวในปัจจุบันจะดำเนินไปนานเพียงใด
การชำระภาษีและการถอนเงินสดเพิ่มแรงกดดัน
การชำระภาษีสินค้าและบริการ การถอนเงินสดก่อนเทศกาลดิวาลี และข้อกำหนดเงินสดสำรองรายวันที่เข้มงวดขึ้น ล้วนทำให้เงินที่ธนาคารนำไปใช้ได้ลดลง การชำระภาษีจะย้ายเงินจากบัญชีลูกค้าไปยังบัญชีรัฐบาล ส่วนการถอนเงินทำให้เงินฝากธนาคารกลายเป็นเงินสดที่ครัวเรือนและธุรกิจถือครอง
ข้อกำหนดเงินสำรองที่สูงขึ้นทำให้ธนาคารมีเงินสดเหลือสำหรับการใช้งานอื่นน้อยลง ข้อกำหนดรายวันที่เข้มงวดขึ้นมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม เพิ่มแรงดูดเงินออกจากระบบในช่วงที่ผู้ให้กู้กำลังปรับตัวกับการแทรกแซงค่าเงินและการชำระเงินตามฤดูกาลอยู่แล้ว
ICICI Bank ประเมินว่าส่วนเกินสภาพคล่องของระบบธนาคารอยู่ที่ 500,000 ล้านรูปี ณ วันที่ 23 ตุลาคม หรือคิดเป็น 0.2% ของหนี้สินเรียกชำระได้สุทธิและหนี้สินตามกำหนดเวลา ตัวชี้วัดนี้ครอบคลุมเงินฝากธนาคารและภาระผูกพันอื่นบางประเภท เมื่อเทียบกับหนี้สินดังกล่าวแล้ว ส่วนเกินที่มีเพียงเท่านี้ทำให้ระบบมีพื้นที่รองรับความต้องการชำระเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันน้อยลง
การพลิกกลับครั้งนี้เกิดขึ้นหลังช่วงที่มีเงินสดล้นระบบ ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับธุรกรรมสวอปเงินฝากธนาคารจากผู้ไม่มีถิ่นพำนักในประเทศเป็นเงินตราต่างประเทศกับ RBI ธุรกรรมสวอปดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนสกุลเงินโดยตกลงว่าจะทำธุรกรรมกลับคืนในภายหลัง ค่าเฉลี่ยการดูดซับสภาพคล่องสุทธิรายวันภายใต้กลไกปรับสภาพคล่องของ RBI เพิ่มจาก 1.2 ล้านล้านรูปีในเดือนกรกฎาคม เป็น 5.8 ล้านล้านรูปีในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางดูดเงินส่วนเกินออกจากระบบ
ธนาคารร้องขอเงินเท่าใด และได้รับเท่าใด
RBI ใช้การประมูลรีโปอัตราดอกเบี้ยผันแปรเพื่อจัดหาเงินสดชั่วคราว ในธุรกรรมเหล่านี้ ธนาคารนำหลักทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์มาเป็นหลักประกันและเสนอราคาขอกู้ โดยอัตราดอกเบี้ยกำหนดผ่านการประมูล เงินที่กู้ต้องชำระคืนเมื่อสิ้นสุดธุรกรรม
ผลการประมูลในเดือนตุลาคมแสดงให้เห็นว่าความต้องการสูงกว่าจำนวนเงินที่จัดหาให้อย่างต่อเนื่อง:
- 14 ตุลาคม: อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารข้ามคืนเริ่มอยู่เหนืออัตรารีโป 5.5% อย่างต่อเนื่อง
- 16 ตุลาคม: ข้อกำหนดเงินสดสำรองรายวันที่เข้มงวดขึ้นเริ่มมีผล
- 19 ตุลาคม: ธนาคารขอเงินราว 1.5 ล้านล้านรูปี และได้รับ 1 ล้านล้านรูปี
- 22 ตุลาคม: ธนาคารขอ 1.62 ล้านล้านรูปี และได้รับ 500,000 ล้านรูปี
- 26 ตุลาคม: ธนาคารขอ 1.86 ล้านล้านรูปี และได้รับ 1.5 ล้านล้านรูปี ส่วนเกินสภาพคล่องอยู่ที่ 462,000 ล้านรูปี
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม RBI จัดหาเงินให้ราว 31% ของยอดที่ธนาคารร้องขอ ส่วนวันที่ 26 ตุลาคมจัดหาให้ราว 81% ช่วยบรรเทาแรงกดดันได้มากขึ้น แต่ยังมียอดเสนอขอกู้ที่ไม่ได้รับจัดสรร 360,000 ล้านรูปี เงินสนับสนุนก้อนใหญ่ที่สุดที่ระบุในช่วงนี้อยู่ที่ 1.5 ล้านล้านรูปี
ธุรกรรมรีโประยะ 7 วันมูลค่า 1 ล้านล้านรูปีช่วยให้ธนาคารมีเงินทุนชั่วคราวด้วย ICICI Bank คาดว่าจะมีธุรกรรมเพิ่มเพื่อจัดการสภาพคล่อง แม้เงินอัดฉีดชั่วคราวจะหมดอายุและต้องชำระคืนหรือจัดหาเงินมาทดแทน หากเงินสดยังขาดแคลน
ต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้นโดยไม่มีการขึ้นอัตรารีโปอีกครั้ง
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารข้ามคืน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ธนาคารจ่ายเมื่อกู้เงินจากกันและกันข้ามคืน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 5.9% จาก 5.65% ในช่วงที่ผ่านมา ที่ระดับ 5.9% อัตราดังกล่าวสูงกว่าอัตรารีโป 5.5% ของ RBI อยู่ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์
RBI ปรับขึ้นอัตรารีโปเป็น 5.5% เมื่อต้นเดือนตุลาคม และเปลี่ยนจุดยืนนโยบายเป็นการคุมเข้มอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่งสัญญาณพร้อมคุมเข้มเพิ่มขึ้น การปรับขึ้นของอัตราตลาดหลังจากนั้นแสดงให้เห็นว่าเงื่อนไขการกู้ยืมอาจตึงตัวขึ้นได้ระหว่างการตัดสินใจนโยบายอย่างเป็นทางการ
อัตรารีโปเป็นอัตรานโยบายสำคัญ แต่ธนาคารยังต้องเข้าถึงเงินทุนในอัตรานั้นด้วย เมื่อเงินสดขาดแคลนและการจัดสรรเงินจากการประมูลไม่เพียงพอกับความต้องการ ผู้ให้กู้อาจต้องจ่ายแพงขึ้นในตลาด นี่คือวิธีที่การบริหารสภาพคล่องทำให้เงินมีต้นทุนสูงขึ้นได้ แม้ไม่มีการประกาศขึ้นอัตรารีโปอีกครั้ง
ค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์สะท้อนแรงกดดันในตลาดหลายประเภท อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนเพิ่มเป็น 5.70% จาก 5.48% อัตรารีโปในตลาดเพิ่มเป็น 5.66% จาก 5.37% และอัตรารีโปแบบไตรภาคีอยู่ที่ 5.65% จาก 5.55% ธุรกรรมรีโปคือการกู้ยืมโดยใช้หลักทรัพย์เป็นหลักประกัน ส่วนรีโปแบบไตรภาคีมีตัวกลางดูแลหลักประกันและการชำระราคา
การปรับขึ้นดังกล่าวทำให้อัตราดอกเบี้ยข้ามคืนเข้าใกล้ขอบบนของกรอบนโยบาย RBI กรอบนี้คือช่วงระหว่างอัตราที่ธนาคารกลางจ่ายเพื่อดูดซับเงินทุนข้ามคืน กับอัตราที่เรียกเก็บผ่านวงเงินให้กู้ฉุกเฉินข้ามคืน
บริษัทการเงินเผชิญต้นทุนเงินทุนสูงขึ้น
อัตราดอกเบี้ยของบัตรเงินฝากที่ออกใหม่และครบกำหนดใน 3 และ 6 เดือน เพิ่มขึ้นราว 40 ถึง 50 จุดเบสในสัปดาห์ก่อนหน้า แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน บัตรเงินฝากเป็นเครื่องมือที่ธนาคารใช้กู้ยืมเงินในระยะเวลาคงที่ หนึ่งจุดเบสเท่ากับหนึ่งในร้อยของจุดเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น 50 จุดเบสจึงเท่ากับครึ่งจุดเปอร์เซ็นต์
บริษัทการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารก็ต้องจ่ายแพงขึ้นเช่นกัน ผลตอบแทนของตั๋วเงินพาณิชย์เพิ่มจากราว 7.85% ในช่วงกลางเดือนตุลาคม เป็นประมาณ 8.4% หรือเพิ่มขึ้น 55 จุดเบส ตั๋วเงินพาณิชย์คือการกู้ยืมระยะสั้นที่บริษัทออกแทนการกู้สินเชื่อธนาคารแบบทั่วไป
ต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้นอาจบีบกำไรของบริษัทการเงิน หรือทำให้บริษัทเหล่านี้คิดดอกเบี้ยสูงขึ้นเมื่อปล่อยสินเชื่อใหม่ สำหรับผู้กู้ ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับผู้ให้กู้ เงื่อนไขสัญญาเงินกู้ และความเร็วที่ต้นทุนเงินทุนใหม่ส่งผลต่อการตัดสินใจปล่อยกู้
อาเจย์ มังลูเนีย กรรมการบริหารของ Capri Global Capital ซึ่งเป็นผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคาร อธิบายว่าภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันอาจส่งผลต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการอย่างไร:
ยังมีความไม่แน่นอนมากว่าอัตราดอกเบี้ยจะไปในทิศทางใดจากนี้ แต่หากสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคยังเป็นเช่นเดิมและราคาน้ำมันดิบขยับสูงขึ้น นักลงทุนก็จะต้องการผลตอบแทนเพิ่มจากการลงทุน
มังลูเนียกล่าวเพิ่มเติมว่า:
เส้นต้นทุนการกู้ยืมอาจชันขึ้น
นั่นหมายความว่านักลงทุนอาจต้องการผลตอบแทนส่วนเพิ่มมากขึ้นเมื่อต้องปล่อยกู้ในระยะยาว อัตราสวอปดัชนีข้ามคืนก็เพิ่มขึ้นราว 30 ถึง 60 จุดเบสในช่วงอายุสัญญาต่าง ๆ สัญญาเหล่านี้แลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยคงที่กับอัตราที่ผูกกับอัตราดอกเบี้ยข้ามคืน จึงเป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์ต่อการประเมินความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง
การประมูลหนี้รัฐบาลสะท้อนแรงกดดัน
RBI ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดในการประมูลตั๋วเงินคลังที่ตั้งเป้าระดมทุน 230,000 ล้านรูปี ผ่านตราสารที่ครบกำหนดใน 91, 182 และ 364 วัน ผู้ค้าตีความการตัดสินใจนี้ว่า RBI ไม่สบายใจกับอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่นักลงทุนเรียกร้อง
ผลตอบแทนตั๋วเงินคลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ก่อนแล้ว ระหว่างวันที่ 9 กันยายนถึง 14 ตุลาคม ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 64 จุดเบสสำหรับตั๋วเงินที่ครบกำหนดใน 91 วัน 83 จุดเบสสำหรับตราสารอายุ 182 วัน และ 69 จุดเบสสำหรับตราสารอายุ 364 วัน
ในการประมูลครั้งก่อน ผลตอบแทนของตราสารแต่ละช่วงอายุอยู่ที่ 5.73%, 6.29% และ 6.49% ตามลำดับ ผลตอบแทนตั๋วเงินอายุ 364 วันสูงกว่าอัตรารีโป 5.5% อยู่ 99 จุดเบส ซึ่งเป็นส่วนต่างกว้างที่สุดในรอบ 4 ปี
หนี้รัฐบาลระยะยาวก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน พันธบัตรรัฐบาลอ้างอิงอายุ 10 ปีปิดที่ 7.44% เพิ่มจาก 7.39% ในวันทำการก่อนหน้า และสูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2022 ผลตอบแทนพันธบัตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาลดลง ทำให้ผู้ซื้อต้องการผลตอบแทนสูงขึ้น
การประเมินการประมูลหลักทรัพย์รัฐบาลของ ICICI Bank ระบุว่าต้นทุนกู้ยืมเฉลี่ยอยู่ที่ 7.60% เพิ่มขึ้น 20 จุดเบส ยอดเสนอซื้อรวมคิดเป็น 1.9 เท่าของจำนวนที่เสนอขาย เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 2.8 เท่า อัตราส่วนที่ลดลงนี้สะท้อนว่าความต้องการในการประมูลมีส่วนเผื่อรองรับน้อยลง
ราคาน้ำมันทำให้ทางเลือกของ RBI ซับซ้อนขึ้น
ราคาน้ำมันดิบเพิ่มจากราว 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นประมาณ 115 ดอลลาร์ในช่วงดังกล่าว ทำให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นท่ามกลางภาวะเงินทุนตึงตัว อินเดียนำเข้าน้ำมันในปริมาณมาก ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในรูปดอลลาร์จึงอาจเพิ่มต้นทุนนำเข้าและความต้องการเงินตราต่างประเทศ
เงินรูปีที่อ่อนค่าทำให้การนำเข้ามีราคาแพงขึ้นเมื่อคิดเป็นเงินสกุลท้องถิ่น แรงกดดันต่อค่าเงินและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจึงอาจหนุนให้ปัญหารุนแรงขึ้น และทำให้ RBI ผ่อนคลายภาวะเงินทุนในประเทศได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
ICICI Bank คาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอ้างอิงจะเคลื่อนไหวในกรอบ 7.40% ถึง 7.60% ในระยะใกล้ ความคาดหวังของตลาดต่อความเป็นไปได้ที่จะขึ้นอัตรารีโป 50 จุดเบสในเดือนธันวาคมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่นี่ยังคงเป็นเพียงการคาดการณ์ของตลาด ไม่ใช่การตัดสินใจที่ประกาศแล้ว
อะไรอาจช่วยคลายภาวะเงินสดตึงตัว
การใช้จ่ายของรัฐบาลในช่วงปลายเดือนตุลาคมอาจนำเงินกลับไปสู่ธุรกิจและครัวเรือน ช่วยฟื้นฟูเงินฝากและสภาพคล่องของธนาคารหลังการจัดเก็บภาษีดูดเงินออกจากระบบ นอกจากนี้ยังมีหลักทรัพย์รัฐบาลมูลค่า 354,000 ล้านรูปีครบกำหนด ซึ่งอาจทำให้เงินสดกลับไปยังผู้ถือครอง
กระแสเงินเหล่านี้อาจช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยข้ามคืน ขณะที่ธุรกรรมรีโปเพิ่มเติมของ RBI อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันชั่วคราวได้อีก แต่การขายดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง ความต้องการเงินสด หรือข้อกำหนดเงินสำรอง จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันในอีกทางหนึ่ง
นักลงทุนยังติดตามการตัดสินใจนโยบายในสัปดาห์นั้นของธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น ตลอดจนข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐในไตรมาส 3 การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศอาจส่งผลต่อการซื้อขายค่าเงินและผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการจากหนี้อินเดีย
สำหรับผู้กู้ในประเทศ ประเด็นเร่งด่วนคืออัตราที่ธนาคารและบริษัทการเงินต้องจ่ายเพื่อทดแทนเงินทุนที่ครบกำหนด ตัวเลขเดือนตุลาคมแสดงให้เห็นว่าการปกป้องเงินรูปีมีต้นทุนต่อทั้งตลาดเงินและตลาดพันธบัตรของอินเดียแล้ว แม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตรานโยบายอย่างเป็นทางการ
ประเด็นสำคัญ
- เงินสดส่วนเกินของธนาคารลดลงราว 96% จาก 11 ล้านล้านรูปีเมื่อต้นเดือนกันยายน เหลือ 462,000 ล้านรูปี ณ วันที่ 26 ตุลาคม
- RBI จัดหาเงินทุนชั่วคราวน้อยกว่าที่ธนาคารร้องขอซ้ำหลายครั้ง ขณะที่การแทรกแซงค่าเงิน การชำระภาษี การถอนเงิน และข้อกำหนดเงินสำรองดูดเงินสดออกจากระบบ
- อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารข้ามคืนอยู่ที่ราว 5.9% สูงกว่าอัตรารีโป 5.5%
- อัตราดอกเบี้ยบัตรเงินฝากธนาคารและผลตอบแทนตั๋วเงินพาณิชย์ของผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคารเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนเงินทุนสูงขึ้น
- RBI ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดในการประมูลตั๋วเงินคลังมูลค่า 230,000 ล้านรูปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมของรัฐบาลปรับสูงขึ้น
- การใช้จ่ายของรัฐบาลและหลักทรัพย์ที่ครบกำหนดอาจช่วยบรรเทาแรงกดดัน ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและเงินรูปี






