แผนเที่ยวบินจุดกระแสเรียกร้องในสภาคองเกรสให้คำนึงถึงครอบครัวชาวอัฟกัน
สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ 66 คนเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ระงับเที่ยวบินส่งกลับที่เกี่ยวข้องกับชาวอัฟกันกว่า 150 คน ขณะที่คำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า มีแผนเช่าเหมาลำไปปากีสถานในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ก่อนเดินทางต่อทางบกเข้าสู่อัฟกานิสถาน
สารบัญ
- แผนเที่ยวบินจุดกระแสเรียกร้องในสภาคองเกรสให้คำนึงถึงครอบครัวชาวอัฟกัน
- คำให้การเกี่ยวกับเที่ยวบินระบุอะไรบ้าง
- การต่อสู้ในศาลให้ผลแตกต่างกัน
- ใครเผชิญอันตรายมากที่สุด
- เหตุใดการเดินทางต่อจึงสำคัญ
- ท่าทีของวอชิงตันยังไม่ชัดเจนเรื่องการจัดการ
- ปากีสถานเป็นสถานที่พักคอยที่เปราะบางอยู่แล้ว
- ปฏิบัติการที่เสนอมีขนาดใหญ่กว่าสถิติการส่งกลับในช่วงที่ผ่านมา
- สมาชิกสภาคองเกรสเชื่อมโยงข้อพิพาทกับความร่วมมือของสหรัฐฯ ในอนาคต
- ประเด็นสำคัญ
กลุ่มสมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรค ซึ่งนำโดยสก็อตต์ ปีเตอร์ส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่งหนังสือเรียกร้องเมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน ถึงมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และมาร์กเวย์น มัลลิน รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ผู้ร่างหนังสือเตือนว่า ญาติของอดีตพันธมิตรทางทหารของสหรัฐฯ ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตอลิบาน และบุคคลเปราะบางอื่น ๆ อาจเผชิญการประหัตประหาร การทรมาน หรือเสียชีวิต
ข้อเรียกร้องนี้ครอบคลุมเที่ยวบินส่งกลับชาวอัฟกันหรือชาวอิหร่าน ไม่ว่าจะส่งตรงไปยังประเทศบ้านเกิดหรือผ่านประเทศที่สาม สำหรับชาวอัฟกันที่ถูกควบคุมตัวในรัฐลุยเซียนา ประเด็นสำคัญคือจะเกิดอะไรขึ้นหลังเครื่องบินถึงปากีสถาน เพราะแผนการเดินทางที่เสนอไว้จะเดินทางต่อเข้าไปในดินแดนที่ตอลิบานครอบครอง
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวถึงแผนที่เกี่ยวข้องกับชาวอัฟกันเกือบ 200 คน ขณะที่หนังสือเรียกร้องของสมาชิกสภาคองเกรสระบุตัวเลขมากกว่า 150 คน เจ้าหน้าที่กล่าวว่าการเตรียมการยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ถูกควบคุมตัวบางคนเคยรับราชการในกองกำลังความมั่นคงอัฟกันหรือทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ส่วนคนอื่น ๆ มีความเกี่ยวพันทางครอบครัวที่กลุ่มผู้สนับสนุนระบุว่าอาจทำให้ตกเป็นเป้าการตอบโต้
สมาชิกสภาคองเกรสยึดโยงข้อเรียกร้องกับคำมั่นที่ให้ไว้แก่ผู้สนับสนุนกองทัพสหรัฐฯ ระหว่างปฏิบัติการในอัฟกานิสถานตลอด 20 ปี ในหนังสือระบุว่า:
ประเทศของเราให้คำมั่นว่าจะไม่มีวันทอดทิ้งชาวอัฟกันที่ยอมเสี่ยงความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวเพื่อยืนเคียงข้างทหารอเมริกัน
รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศปฏิบัติการนี้ต่อสาธารณะ ปากีสถานยังไม่ได้ยืนยันต่อสาธารณะว่ามีข้อตกลงรับตัวผู้ถูกควบคุมตัวและจัดการส่งต่อไปยังปลายทาง
คำให้การเกี่ยวกับเที่ยวบินระบุอะไรบ้าง
เซอร์จิโอ อากีลาร์ เจ้าหน้าที่กำกับดูแลด้านการควบคุมตัวและการส่งกลับของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) บรรยายเส้นทางดังกล่าวไว้ในคำให้การสาบานเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งยื่นในคดี Sadat v. Mullin เขากล่าวว่าเดิมเข้าใจว่าเที่ยวบินเช่าเหมาลำจะลงจอดในอัฟกานิสถาน ก่อนจะทราบว่าปลายทางคือปากีสถาน
คำให้การของอากีลาร์ระบุว่า:
ปลายทางสุดท้ายของเครื่องบินคือปากีสถาน จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังอัฟกานิสถาน
คำให้การนี้เกี่ยวข้องกับซาอิด มันซอร์ ซาดัต ชาวอัฟกันวัย 30 ปี ซึ่งมีชื่ออยู่ในเที่ยวบินเช่าเหมาลำพิเศษที่กำหนดออกจากเมืองอเล็กซานเดรีย รัฐลุยเซียนา ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ไมเคิล นัคมานอฟฟ์ สั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางชี้แจงว่าเครื่องบินจะเดินทางตรงไปอัฟกานิสถานหรือแวะปากีสถาน
องค์กร Human Rights First ระบุว่า มีกำหนดเที่ยวบินจากเมืองอเล็กซานเดรียไปปากีสถานในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน ก่อนหน้านี้มีการระบุว่าอาจออกเดินทางเร็วที่สุดในวันที่ 2 พฤศจิกายน คำให้การสาบานระบุวันที่ 3 พฤศจิกายนเป็นกำหนดการ แต่ยังไม่มีการยืนยันวันออกเดินทางต่อสาธารณะ
สหรัฐฯ ระงับการปฏิบัติงานที่สถานเอกอัครราชทูตในกรุงคาบูลเมื่อปี 2021 และไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลตอลิบาน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การจัดการส่งกลับอัฟกานิสถานโดยตรงซับซ้อนขึ้น และช่วยอธิบายเหตุผลที่เสนอให้ปากีสถานเข้ามามีบทบาท
การต่อสู้ในศาลให้ผลแตกต่างกัน
ทนายความของซาดัตระบุว่า ต่อมาเขาถูกถอดชื่อออกจากบัญชีผู้โดยสารและได้รับการปล่อยตัวจากการควบคุมของ ICE หลังผู้พิพากษาวินิจฉัยว่าการควบคุมตัวต่อไปละเมิดสิทธิที่จะได้รับกระบวนการอันชอบธรรมตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึงรัฐบาลต้องปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เป็นธรรมเมื่อลิดรอนเสรีภาพของบุคคล
ผู้ถูกควบคุมตัวคนอื่น ๆ ประสบความสำเร็จน้อยกว่าในการขอให้ศาลแทรกแซงฉุกเฉิน ที่รัฐเท็กซัส ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ แคธลีน คาร์โดนี ปฏิเสธคำร้องของบาซีร์ อาห์หมัด อาห์มาดีที่ขอให้ระงับการส่งกลับ โดยวินิจฉัยว่าศาลแขวงของเธอไม่มีเขตอำนาจ หรือไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการพิจารณาคำร้องดังกล่าว
ความเคลื่อนไหวทางกฎหมายและการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์:
- 15 ตุลาคม: คาร์โดนีบันทึกว่า ICE เสนอชื่ออาห์มาดีให้เข้าร่วมปฏิบัติการส่งกลับไปอัฟกานิสถาน ซึ่งกำหนดไว้เบื้องต้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน
- 29 ตุลาคม: คาร์โดนีปฏิเสธคำร้องฉุกเฉินของอาห์มาดีด้วยเหตุผลด้านเขตอำนาจศาล
- 30 ตุลาคม: อากีลาร์ยื่นคำให้การที่บรรยายเส้นทางผ่านปากีสถาน ผู้พิพากษาในรัฐลุยเซียนายังปฏิเสธคำร้องฉุกเฉินของคาเลด คาลีก ผู้ถูกควบคุมตัวชาวอัฟกัน และต่อมามีการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่
- 2 พฤศจิกายน: สมาชิกสภาคองเกรส 66 คนส่งหนังสือเรียกร้องถึงรูบิโอและมัลลิน
- 3 พฤศจิกายน: กำหนดออกเดินทางของเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่กล่าวถึงในคำให้การของอากีลาร์
ใครเผชิญอันตรายมากที่สุด
ในกลุ่มผู้ถูกควบคุมตัวมีผู้ที่กิจกรรมของตนเอง ญาติ หรือสถานการณ์ส่วนตัว อาจทำให้การเดินทางกลับเป็นอันตราย สมาชิกสภาคองเกรสกล่าวถึงผู้ที่ต้องสงสัยว่าสนับสนุนรัฐบาลอัฟกันชุดก่อนหรือกองกำลังสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์ตอลิบาน หรือมีอัตลักษณ์ที่ขัดกับนโยบายของตอลิบาน
ชายชาวอัฟกันคนหนึ่งซึ่งระบุชื่อว่าโมฮัมหมัด วัย 47 ปี กล่าวว่าเขาถูกย้ายจากสถานกักกันในรัฐโอคลาโฮมาไปยังรัฐลุยเซียนาเพื่อเตรียมส่งกลับ เขาเป็นเกย์และแต่งงานกับชายชาวอเมริกันในปี 2020 ครอบครัวของเขาลี้ภัยออกจากอัฟกานิสถานในปี 1981 ขณะเขาอายุได้สองขวบ หลังใช้ชีวิตในสหรัฐฯ มาหลายสิบปี เขาสูญเสียสถานะผู้พำนักถาวรจากคำพิพากษาความผิดอาญาร้ายแรงสองคดีที่ก่อขึ้นเมื่อช่วงต้นวัยยี่สิบ
บันทึกของศาลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัวอีกรายระบุว่า ตอลิบานควบคุมตัวและทรมานเขาในปี 2023 เนื่องจากภรรยามีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลอัฟกันชุดก่อน เธอเคยรับราชการในกองทัพอัฟกันและกองกำลังตำรวจหญิง รวมทั้งช่วยเหลือกองกำลังสหรัฐฯ เขาเข้าสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตในปี 2024 ถูกควบคุมตัวด้านคนเข้าเมืองต่อเนื่อง และถูกปฏิเสธคำขอลี้ภัย
ประวัติเหล่านี้สะท้อนสถานการณ์หลากหลายของผู้ที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกำลังจัดการภายใต้ปฏิบัติการที่เสนอไว้ ผู้ถูกควบคุมตัวบางคนเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมาย บางคนข้ามพรมแดนโดยไม่ได้รับอนุญาต และบางคนมีประวัติอาชญากรรม ทนายความกำลังยื่นคำร้องคัดค้านเป็นรายบุคคล โดยอ้างประวัติการเข้าเมืองและความเสี่ยงที่แต่ละคนจะเผชิญหากถูกส่งกลับ
กลุ่มผู้สนับสนุนระบุว่า ผู้ถูกควบคุมตัวบางคนประสบปัญหาในการคัดค้านการส่งกลับเพราะไม่มีทนายความ ไซมอน ซานโดวัล-โมเชนเบิร์ก ซึ่งเป็นตัวแทนของซาดัตและชาวอัฟกันอีกคนที่กำลังเผชิญการส่งกลับ กล่าวว่า ทั้งคู่ได้รับแจ้งแยกกันว่าจะถูกส่งทางเครื่องบินไปปากีสถานและเดินทางต่อทางบกไปยังชายแดนอัฟกานิสถาน ส่วนลูกความอีกคนของเขากำลังรอผลการพิจารณาคำร้องฉุกเฉินเมื่อถึงคืนวันจันทร์
เหตุใดการเดินทางต่อจึงสำคัญ
หนังสือของสมาชิกสภาคองเกรสให้เหตุผลว่า ความรับผิดชอบของสหรัฐฯ ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อเครื่องบินส่งกลับลงจอดในประเทศใดประเทศหนึ่ง ผู้ร่างหนังสือระบุว่า วอชิงตันต้องป้องกันไม่ให้ผู้คนถูกส่งกลับไปยังสถานที่ที่เสี่ยงต่อการถูกทรมาน รวมถึงกรณีที่รัฐบาลอื่นเป็นผู้ดำเนินการส่งต่อในขั้นสุดท้าย
พวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลแจ้งปากีสถานว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมรับการมีส่วนร่วมของปากีสถานในการส่งตัวผู้ถูกเนรเทศให้ตอลิบาน โดยระบุข้อเรียกร้องนี้อย่างชัดเจนว่า:
อย่าส่งมอบผู้ที่ยืนเคียงข้างกองกำลังของเราให้แก่ตอลิบาน ไม่ว่าโดยตรงหรือผ่านปากีสถาน
มาตรการคุ้มครองของสหรัฐฯ จากการส่งบุคคลกลับไปเผชิญการประหัตประหารหรือการทรมานขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคนและคำวินิจฉัยทางกฎหมาย ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่าใครบ้างที่ได้รับการคุ้มครองในกลุ่มผู้ถูกกำหนดให้เข้าร่วมปฏิบัติการนี้ และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังไม่ได้ชี้แจงว่าปากีสถานให้หลักประกันด้านความปลอดภัยครอบคลุมทั้งการส่งต่อและการปฏิบัติต่อบุคคลในอัฟกานิสถานภายหลังหรือไม่
สมาชิกสภาคองเกรสยังอ้างถึงคำแนะนำระดับ 4 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ระบุว่าไม่ควรเดินทางไปอัฟกานิสถาน พวกเขากล่าวถึงอดีตพันธมิตรชาวอัฟกันที่ต้องหลบซ่อนตัวหลังการอพยพในปี 2021 เผชิญการประหัตประหาร หรือถูกสังหาร ข้อโต้แย้งของพวกเขาเชื่อมโยงแผนส่งกลับกับความเสี่ยงที่วอชิงตันเองเคยระบุว่าผู้คนในอัฟกานิสถานต้องเผชิญ
ท่าทีของวอชิงตันยังไม่ชัดเจนเรื่องการจัดการ
กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิปฏิเสธที่จะยืนยันปฏิบัติการส่งกลับในอนาคต โดยอ้างความมั่นคงในการปฏิบัติงานและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ กระทรวงปกป้องแนวทางโดยรวมในการส่งผู้อพยพไปยังประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศบ้านเกิด โดยระบุว่าผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับแจ้ง และ ICE จะขอหลักประกันทางการทูตเกี่ยวกับความปลอดภัย
โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยังระบุว่า:
เมื่อบุคคลหนึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของ ICE แล้ว ICE ก็ไม่มีความรับผิดชอบต่อบุคคลนั้นอีกต่อไป
ท่าทีดังกล่าวสวนทางกับข้อเรียกร้องของสมาชิกสภาคองเกรสที่ต้องการให้วอชิงตันป้องกันการส่งต่อไปสู่อันตรายที่คาดการณ์ได้ ซานโดวัล-โมเชนเบิร์กกล่าวว่า ลูกความของเขาไม่ได้รับแจ้งว่าใครจะเป็นผู้พาข้ามปากีสถาน หรือการเดินทางดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศระบุว่าไม่มีแผนส่งผู้อพยพชาวอัฟกันไปปากีสถาน หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการส่งกลับที่อาจเกิดขึ้น แต่คำให้การของ ICE ในเวลาต่อมาบรรยายถึงปฏิบัติการตามกำหนดการที่ใช้เส้นทางดังกล่าว เมื่อถูกถามถึงแผนส่งกลับในการแถลงข่าววันที่ 31 ตุลาคม รูบิโอส่งคำถามไปยังกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ
รัฐบาลมีข้อตกลงกับอย่างน้อย 35 ประเทศให้รับผู้อพยพที่ถูกส่งกลับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองในวงกว้าง สำหรับชาวอัฟกันในกรณีนี้ ประเด็นในทางปฏิบัติคือปากีสถานจะให้พวกเขาพำนักต่อไปได้หรือจะเป็นเพียงจุดผ่านทางสู่อัฟกานิสถาน
ปากีสถานเป็นสถานที่พักคอยที่เปราะบางอยู่แล้ว
ชาวอัฟกันที่ต้องการความคุ้มครองจากสหรัฐฯ เผชิญความไม่แน่นอนในปากีสถานมาหลายปี แผนส่งกลับที่กำลังเสนอเกิดขึ้นหลังจากการเตรียมส่งกลับก่อนหน้านี้ที่มีรายงานในเดือนตุลาคม ซึ่งชาวอัฟกันที่ถูกควบคุมตัวและทนายความได้รับแจ้งให้เตรียมพร้อมสำหรับเที่ยวบิน โดยไม่มีรายละเอียดต่อสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการรับตัว
องค์กร AfghanEvac ซึ่งสนับสนุนอดีตพันธมิตรชาวอัฟกันของสหรัฐฯ ระบุว่า ความเข้าใจร่วมกันที่บรรลุในฤดูใบไม้ร่วงปี 2023 มีเป้าหมายคุ้มครองกลุ่มบุคคลที่มีเอกสารยืนยันและกำลังรอการดำเนินการด้านคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ วอชิงตันจะดำเนินการพิจารณาคดีของพวกเขา ส่วนปากีสถานจะงดการคุกคามในช่วงเวลาดังกล่าว
องค์กรระบุว่าการจัดการนี้หยุดดำเนินการหลังจากกระบวนการผู้ลี้ภัยของสหรัฐฯ ถูกระงับในเดือนมกราคม 2025 ต่อมาชาวอัฟกันที่รออยู่ในปากีสถานเผชิญการคุกคาม การควบคุมตัว และการส่งกลับอัฟกานิสถาน ดังนั้นผู้ถูกส่งกลับจากสหรัฐฯ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตให้พำนักอย่างปลอดภัย รวมทั้งได้รับความคุ้มครองจากการถูกส่งกลับอีกครั้ง
กระทรวงการต่างประเทศของตอลิบานกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า พร้อมมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์กับวอชิงตันในประเด็นการส่งชาวอัฟกันกลับประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างรับผิดชอบ และเตือนประเทศที่สามไม่ให้ต่อรองเรื่องพลเมืองอัฟกันเพื่อแลกกับข้อผ่อนปรนทางการเมืองชั่วคราว
การส่งกลับในภูมิภาคยังดำเนินต่อไป ฮัมดุลลาห์ ฟิตรัต รองโฆษกตอลิบานกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนว่า มี 100 ครอบครัว รวม 462 คน ถูกส่งกลับโดยบังคับในวันก่อนหน้า ตัวเลขผู้ข้ามแดนที่เขาแจกแจงระบุว่า มี 203 คนที่สะพานซิลค์ในจังหวัดนิมรูซ 62 คนที่ด่านทอร์คัม 27 คนที่ด่านสปินโบลดัก และ 71 คนที่ด่านอิสลามกาลา ตัวเลขเหล่านี้รวมได้ 363 คน ซึ่งต่ำกว่ายอดรวมที่ประกาศไว้ 99 คน
ปฏิบัติการที่เสนอมีขนาดใหญ่กว่าสถิติการส่งกลับในช่วงที่ผ่านมา
โครงการ Deportation Data Project ซึ่งเป็นงานวิจัยที่มีมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิสเข้าร่วม ประเมินว่าในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา มีพลเมืองอัฟกันราว 97 คนถูกส่งกลับไปยังอัฟกานิสถาน โดยใช้ข้อมูลคนเข้าเมืองที่ได้จากคำขอข้อมูลสาธารณะ
ปฏิบัติการที่เสนอให้ส่งคนกลับมากกว่า 150 คนจะสูงกว่าตัวเลขรวมตลอดสี่ปีดังกล่าวอย่างน้อย 53 คน หรือราว 55% การเปรียบเทียบนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดกลุ่มผู้สนับสนุนจึงมองว่าการเตรียมการครั้งนี้เป็นการขยายการส่งกลับครั้งใหญ่ ไม่ใช่ปฏิบัติการขนาดเล็กอีกครั้ง
มีชาวอัฟกันมากกว่า 120,000 คนถูกอพยพระหว่างการถอนกำลังในปี 2021 โดยเกือบ 79,000 คนถูกย้ายมายังสหรัฐฯ ระหว่างการอพยพในเดือนสิงหาคม หลายคนได้รับอนุญาตให้พำนักชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม และต่อมาได้รับความคุ้มครองชั่วคราวระหว่างยื่นขอสถานะคนเข้าเมืองระยะยาว
คดีคนเข้าเมืองที่คั่งค้างเป็นเวลานานทำให้คนหลายพันคนยังต้องรอคำวินิจฉัย กลุ่มสนับสนุนชาวอัฟกันกำลังผลักดันให้สภาคองเกรสฟื้นฟูความคุ้มครองแก่ผู้ที่ช่วยเหลือกองกำลังสหรัฐฯ ประชากรผู้อพยพที่ถูกอพยพมามีประวัติทางกฎหมายแตกต่างจากผู้ที่ถูกควบคุมตัวในขณะนี้ แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะถาวรทำให้การถกเถียงเรื่องส่งกลับส่งผลต่อหลายครอบครัว
สมาชิกสภาคองเกรสเชื่อมโยงข้อพิพาทกับความร่วมมือของสหรัฐฯ ในอนาคต
ทรอย คาร์เตอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐลุยเซียนา ซึ่งเป็นรัฐที่ควบคุมตัวผู้รอขึ้นเที่ยวบินตามแผน เรียกการส่งกลับนี้ว่าน่าละอายและโหดร้าย ในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ เขาเตือนว่าครอบครัวชาวอัฟกันที่ทำงานเคียงข้างกองกำลังสหรัฐฯ อาจเผชิญการแก้แค้นหรือเสียชีวิตหากถูกส่งกลับ
ซิดนีย์ คัมลาเจอร์-โดฟ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า การทอดทิ้งพันธมิตรชาวอัฟกันจะบั่นทอนความไว้วางใจต่อความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในอนาคต คริส คูนส์, จีนน์ ชาฮีน, ทิม เคน และริชาร์ด บลูเมนธัล สมาชิกวุฒิสภา ต่างวิจารณ์แผนส่งกลับและเตือนถึงอันตรายที่อดีตพันธมิตรต้องเผชิญ
หนังสือเรียกร้องจากสมาชิกสภาคองเกรสมีข้อเรียกร้องเร่งด่วนสองประการ ได้แก่ ระงับเที่ยวบินและรับประกันความคุ้มครองจากการถูกส่งต่อออกจากปากีสถาน กระบวนการในศาลกำลังดำเนินไปเป็นรายบุคคล ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสต้องการให้รัฐบาลตัดสินใจครอบคลุมปฏิบัติการทั้งหมด
สำหรับชาวอัฟกันที่ถูกควบคุมตัวและญาติ การตัดสินใจเหล่านี้จะกำหนดว่าพวกเขาจะได้ไปใช้ชีวิตที่ใดต่อ และความสัมพันธ์ทางครอบครัวกับสหรัฐฯ จะเป็นแหล่งคุ้มครองหรือทำให้เสี่ยงต่อการตอบโต้ เที่ยวบินที่กำหนดไว้ในวันที่ 3 พฤศจิกายนทำให้ข้อเรียกร้องนี้เร่งด่วน ขณะที่คดีรายบุคคลในศาลแสดงให้เห็นว่ารายชื่อผู้โดยสารอาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนออกเดินทาง
ประเด็นสำคัญ
- สมาชิกสภาคองเกรส 66 คนเรียกร้องให้รูบิโอและมัลลินระงับเที่ยวบินส่งกลับที่เกี่ยวข้องกับชาวอัฟกันและชาวอิหร่าน
- คำให้การสาบานของเจ้าหน้าที่ ICE ระบุถึงเที่ยวบินเช่าเหมาลำไปปากีสถานในวันที่ 3 พฤศจิกายน ก่อนเดินทางต่อไปอัฟกานิสถาน
- หนังสือเรียกร้องของสมาชิกสภาคองเกรสระบุว่ามีชาวอัฟกันมากกว่า 150 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวถึงแผนที่เกี่ยวข้องกับเกือบ 200 คน
- ผู้ที่อาจถูกส่งกลับรวมถึงญาติของอดีตพันธมิตรทางทหารของสหรัฐฯ และบุคคลอื่นที่หวั่นเกรงการประหัตประหารจากตอลิบาน
- ซาดัตได้รับการปล่อยตัวและถูกถอดชื่อออกจากรายชื่อผู้โดยสาร ขณะที่ผู้ถูกควบคุมตัวคนอื่นยังยื่นคำร้องฉุกเฉินต่อศาล
- ปากีสถานยังไม่ได้ยืนยันบทบาทของตนต่อสาธารณะ และ DHS ยังไม่ได้เปิดเผยหลักประกันด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้โดยเฉพาะ






