ลดภาษีและช่วยค่าไฟบรรเทาผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูง
นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตกล่าวเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2026 ว่า กัมพูชาทุ่มงบกว่า 600 ล้านดอลลาร์เพื่อควบคุมค่าเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า ขณะที่ราคาพลังงานนำเข้ายังคงกดดันงบประมาณของครัวเรือนและภาคธุรกิจ ตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินทั่วไปอยู่ที่ 5,050 เรียลต่อลิตร เพิ่มขึ้น 31% จากเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนดีเซลอยู่ที่ 5,650 เรียล เพิ่มขึ้น 46.7%
สารบัญ
- ลดภาษีและช่วยค่าไฟบรรเทาผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูง
- ตัวเลข 600 ล้านดอลลาร์ครอบคลุมอะไรบ้าง
- การทำงานของภาษีน้ำมันและการลดราคา
- ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นเร็วกว่าน้ำมันเบนซิน
- จากมาตรการช่วยเหลือเดือนตุลาคมสู่การประกาศในเดือนพฤศจิกายน
- เหตุใดต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจึงกระทบค่าอาหาร
- ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดที่กำลังฟื้นตัวจากน้ำท่วม
- การลดภาษียังครอบคลุมทางเลือกอื่นนอกเหนือจากเชื้อเพลิง
- คำมั่นต่อเนื่องที่มาพร้อมต้นทุนงบประมาณ
- ประเด็นสำคัญ
ฮุน มาเนตเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวระหว่างมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวและอาหารแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในจังหวัดโพธิสัตว์ เขากล่าวว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือต่อไปตราบใดที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง พร้อมเชื่อมโยงการเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
มาตรการช่วยเหลือประกอบด้วยเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าและการลดหรืองดจัดเก็บภาษีบางรายการที่รัฐบาลเลือกดำเนินการ ฮุน มาเนตระบุว่า รัฐบาลให้ความช่วยเหลือด้านภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงราว 500-600 ล้านดอลลาร์ และใช้เงินประมาณ 70 ล้านดอลลาร์ผ่านการไฟฟ้ากัมพูชา หรือ EDC ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า เพื่อควบคุมราคาไฟฟ้า
ฮุน มาเนตกล่าวถึงมาตรการโดยรวมในคำแถลงที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า:
จนถึงขณะนี้ เราได้อุดหนุนเงินกว่า 600 ล้านดอลลาร์เพื่อควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคาไฟฟ้า
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทั้งขนาดของมาตรการและแรงกดดันที่ยังส่งถึงผู้บริโภค กัมพูชาพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมและดีเซลทั้งหมด ทำให้ตลาดเชื้อเพลิงได้รับผลกระทบเมื่อราคาตลาดโลกสูงขึ้น การลดภาษีช่วยลดราคาที่เรียกเก็บ ณ สถานีบริการได้ แต่ผู้บริโภคยังคงจ่ายแพงกว่าเดือนกุมภาพันธ์อย่างมาก
ตัวเลข 600 ล้านดอลลาร์ครอบคลุมอะไรบ้าง
มาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานของรัฐบาลส่งถึงผู้บริโภคผ่านสองช่องทางหลัก สำหรับเชื้อเพลิง ทางการลดภาษีที่เรียกเก็บจากผู้นำเข้า ส่วนค่าไฟฟ้านั้น EDC รับภาระต้นทุนผ่านมาตรการพยุงอัตราค่าไฟที่ลูกค้าต้องจ่าย
การลดภาษีช่วยลดราคาขายปลีกขั้นสุดท้ายด้วยการตัดค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งออก แต่ก็หมายความว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้น้อยลง ขณะที่การช่วยเหลือด้านไฟฟ้าทำงานต่างออกไป โดยใช้เงินควบคุมราคาที่เรียกเก็บจากลูกค้า แม้ต้นทุนการจ่ายไฟจะสูงขึ้น
ฮุน มาเนตแจกแจงว่าเงินช่วยเหลือด้านเชื้อเพลิงอยู่ที่ 500-600 ล้านดอลลาร์ และมีเงินอีกประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สำหรับค่าไฟฟ้า ตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้ว่าทำไมยอดรวมจึงเกิน 600 ล้านดอลลาร์ โดยยอดดังกล่าวรวมทั้งรายได้ที่รัฐไม่ได้จัดเก็บจากการลดภาษีและเงินช่วยเหลือด้านไฟฟ้า ไม่ใช่เงินก้อนเดียวที่จ่ายให้ครัวเรือนโดยตรง
นายกรัฐมนตรีไม่ได้ระบุวันสิ้นสุดมาตรการ แต่ผูกการดำเนินต่อไว้กับภาวะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโลกที่ยังสูง ทำให้ต้นทุนสุดท้ายขึ้นอยู่กับว่าภาวะกดดันจะยืดเยื้อเพียงใด และรัฐบาลจะคงระดับการช่วยเหลือไว้มากน้อยแค่ไหน
การทำงานของภาษีน้ำมันและการลดราคา
มาตรการของกัมพูชารวมถึงการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 0.065 ดอลลาร์ต่อลิตร และมีการลดเพิ่มเติมอีก 0.01 ดอลลาร์ต่อลิตร เมื่อราคาน้ำมันเบนซินในตลาดโลกสูงกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาดีเซลสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามเงื่อนไขที่ระบุควบคู่กับการประกาศ
การซื้อน้ำมัน 20 ลิตรจะประหยัดเงินจากการลดราคาขั้นพื้นฐาน 1.30 ดอลลาร์ และจะประหยัดเพิ่มอีก 0.20 ดอลลาร์เมื่อเข้าเงื่อนไข การประหยัดดังกล่าวสะสมเป็นเงินได้สำหรับผู้ที่เติมน้ำมันบ่อย เช่น คนขับรถและธุรกิจขนส่งสินค้า
การเปลี่ยนแปลงภาษีโดยละเอียดรวมถึงการลดอากรขาเข้าน้ำมันเบนซินและดีเซลเหลือศูนย์ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินลดจาก 30% เหลือ 15% ส่วนภาษีสรรพสามิตดีเซลลดจาก 4% เหลือศูนย์ ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีอีกประเภทที่เรียกเก็บจากสินค้าเฉพาะรายการ ซึ่งในกรณีนี้คือเชื้อเพลิง
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของน้ำมันเบนซินยังต้องมีการชี้แจงเพิ่มเติม รายละเอียดมาตรการระบุว่าลด VAT ของเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดเหลือศูนย์ แต่ยังระบุด้วยว่า VAT น้ำมันเบนซินลดจาก 10% เหลือ 4% ขณะที่ VAT ดีเซลลดจาก 10% เหลือศูนย์ ไม่มีการอธิบายว่าเหตุใดจึงมีอัตราภาษีน้ำมันเบนซินสองตัวเลข VAT เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากมูลค่าการขายและเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ผู้บริโภคจ่าย
ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นเร็วกว่าน้ำมันเบนซิน
ตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินทั่วไปอยู่ที่ 5,050 เรียลต่อลิตร หรือประมาณ 1.24 ดอลลาร์ ในช่วงวันที่ 1-11 พฤศจิกายน ส่วนราคาดีเซลอยู่ที่ 5,650 เรียลต่อลิตรในช่วงเวลาเดียวกัน
ดังนั้น ดีเซลจึงแพงกว่าน้ำมันเบนซินทั่วไปลิตรละ 600 เรียล หรือราว 11.9% เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันเบนซิน นอกจากนี้ ราคาดีเซลยังเพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์มากกว่า โดยเพิ่มขึ้น 46.7% เทียบกับน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้น 31% ต่างกัน 15.7 จุดเปอร์เซ็นต์
สำหรับผู้ที่ซื้อน้ำมัน 20 ลิตร ราคาช่วงเดือนพฤศจิกายนหมายถึงค่าใช้จ่าย 101,000 เรียลสำหรับน้ำมันเบนซินทั่วไป หรือ 113,000 เรียลสำหรับดีเซล ส่วนต่าง 12,000 เรียลแสดงให้เห็นว่าชนิดเชื้อเพลิงที่รถหรือเครื่องจักรใช้ส่งผลต่อต้นทุนการใช้งานอย่างไร
การสำรวจราคาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมพบว่าน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 5,150 เรียลต่อลิตร และดีเซลอยู่ที่ 5,650 เรียล เมื่อถึงช่วงกำหนดราคาของเดือนพฤศจิกายน น้ำมันเบนซินลดลง 100 เรียล หรือราว 1.9% ส่วนดีเซลราคาไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ซื้อน้ำมันเบนซินจึงได้รับการผ่อนคลายเล็กน้อย แม้ราคาเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดยังสูงกว่าระดับเดือนกุมภาพันธ์มาก
จากมาตรการช่วยเหลือเดือนตุลาคมสู่การประกาศในเดือนพฤศจิกายน
ฮุน มาเนตเคยระบุเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมว่า รัฐบาลให้ความช่วยเหลือด้านพลังงานเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ ต่อมาในวันที่ 5 พฤศจิกายน เขากล่าวถึงวงเงินช่วยเหลือโดยรวมกว่า 600 ล้านดอลลาร์ โดยยังใช้แนวทางหลักเดิมคือการลดภาษีและช่วยเหลือด้านค่าไฟฟ้า
วันสำคัญต่าง ๆ แสดงให้เห็นพัฒนาการของนโยบายและราคา:
- เดือนกุมภาพันธ์: ช่วงฐานที่กระทรวงพาณิชย์ใช้เปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงในเวลาต่อมา
- 7 ตุลาคม: ฮุน มาเนตกล่าวว่าเงินอุดหนุนด้านพลังงานมีมูลค่าเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ ราคาน้ำมันเบนซินทั่วไปอยู่ที่ 5,150 เรียลต่อลิตร และดีเซลอยู่ที่ 5,650 เรียล
- 1-11 พฤศจิกายน: ราคาขายปลีกที่ระบุอยู่ที่ 5,050 เรียลต่อลิตรสำหรับน้ำมันเบนซินทั่วไป และ 5,650 เรียลสำหรับดีเซล
- 5 พฤศจิกายน 2026: ฮุน มาเนตประกาศมาตรการช่วยเหลือกว่า 600 ล้านดอลลาร์ ระหว่างการแจกจ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์ในจังหวัดโพธิสัตว์
การประกาศในเดือนพฤศจิกายนเป็นการยืนยันคำมั่นของนายกรัฐมนตรีว่าจะให้ความช่วยเหลือต่อไปตราบใดที่ราคาตลาดโลกยังสูง ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังช่วยครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วยอาหารสำหรับความต้องการเร่งด่วนและเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูก
เหตุใดต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจึงกระทบค่าอาหาร
ทอง เมงดาวิด รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาจีน-อาเซียนแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์กัมพูชา อธิบายว่ามาตรการภาษีเป็นกันชนทางการคลัง กล่าวอย่างง่ายคือ รัฐบาลใช้เงินงบประมาณและระบบภาษีช่วยรับแรงกระแทกจากราคาภายนอกบางส่วน
เขาอธิบายว่าต้นทุนพลังงานส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร:
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนการขนส่งและการผลิตเพิ่มขึ้น ดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและบั่นทอนกำลังซื้อ โดยเฉพาะสินค้าอาหารและสินค้าเกษตร ท้ายที่สุดจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้างชะลอตัว
ค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอาจกระทบหลายขั้นตอนกว่าที่อาหารจะถึงมือผู้บริโภค ผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนดำเนินงาน สินค้าต้องได้รับการขนส่ง และร้านค้าปลีกต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการรับสินค้า เมื่อต้นทุนเหล่านี้สูงขึ้น ธุรกิจย่อมเผชิญแรงกดดันให้ขึ้นราคาหรือยอมรับรายได้ที่ลดลง
เมงดาวิดระบุว่า ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและปานกลาง แรงงานนอกระบบ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ กลุ่มเหล่านี้มีเงินสำรองน้อยกว่าสำหรับรับมือกับค่าครองชีพและต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น สำหรับครัวเรือนที่ใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับสิ่งจำเป็น แม้ราคาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เหลือเงินสำหรับความต้องการอื่นน้อยลง
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดที่กำลังฟื้นตัวจากน้ำท่วม
จังหวัดโพธิสัตว์เป็นสถานที่ประกาศมาตรการรับมือปัญหาพลังงานระดับประเทศ แต่กิจกรรมครั้งนี้ยังมุ่งช่วยเหลือเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ด้วย ฮุน มาเนตกำลังมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวและสิ่งของบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่เพิ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรง
ความช่วยเหลือด้านอาหารช่วยให้ครัวเรือนรับมือกับความต้องการเร่งด่วน ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าวสนับสนุนการกลับมาทำนา ราคาพลังงานกระทบงบประมาณครัวเรือนในอีกด้านหนึ่ง ทั้งค่าเดินทางและต้นทุนที่รวมอยู่ในสินค้าที่ครอบครัวซื้อ
ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอาจเผชิญแรงกดดันเหล่านี้พร้อมกัน กิจกรรมครั้งนี้รวมความช่วยเหลือฉุกเฉินจากภัยพิบัติเข้ากับคำมั่นในวงกว้างว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านพลังงานต่อไป รัฐบาลไม่ได้ประกาศเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงแยกต่างหากสำหรับประชาชนในจังหวัดโพธิสัตว์
การลดภาษียังครอบคลุมทางเลือกอื่นนอกเหนือจากเชื้อเพลิง
มาตรการของรัฐบาลไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมันเบนซิน ดีเซล และค่าไฟฟ้า ฮุน มาเนตกล่าวว่า ทางการยังลดอากรขาเข้าหรือภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เตาไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ด้วย
รถปลั๊กอินไฮบริดใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงควบคู่กับแบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าได้ รถยนต์ไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน ส่วนเตาไฟฟ้าใช้ไฟฟ้าในการประกอบอาหาร การลดภาษีช่วยลดราคาซื้อสินค้าเหล่านี้ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแหล่งพลังงาน
การประกาศไม่ได้ระบุตัวเลขว่าราคาสินค้าเหล่านี้จะลดลงเท่าใด หรือมีผู้ซื้อไปแล้วกี่รายภายใต้มาตรการลดภาษี ความช่วยเหลือเร่งด่วนยังคงเป็นการลดภาระจากการซื้อเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าที่มีอยู่ ส่วนการเปลี่ยนยานพาหนะหรืออุปกรณ์ต้องมีการซื้อใหม่แยกต่างหาก
การพึ่งพาน้ำมันปิโตรเลียมและดีเซลนำเข้าของกัมพูชายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดแรงกดดัน แหล่งสำรองน้ำมันนอกชายฝั่งของประเทศยังไม่ได้รับการพัฒนา ทำให้เชื้อเพลิงที่ใช้ในประเทศต้องขึ้นอยู่กับอุปทานและราคาจากตลาดโลก
คำมั่นต่อเนื่องที่มาพร้อมต้นทุนงบประมาณ
คำมั่นของฮุน มาเนตช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจว่าความช่วยเหลือจะดำเนินต่อไปตราบใดที่ราคาตลาดโลกยังสูง แต่ก็หมายถึงการจัดสรรทรัพยากรของรัฐในช่วงเวลาที่ยังไม่แน่นอน การลดภาษีเชื้อเพลิงทำให้รายได้ลดลง และการช่วยเหลือด้านไฟฟ้าก็มีต้นทุนสำหรับรัฐวิสาหกิจ
ความท้าทายสำคัญเห็นได้จากตัวเลขเดือนพฤศจิกายน เงินช่วยเหลือกว่า 600 ล้านดอลลาร์ช่วยควบคุมต้นทุน แต่ราคาน้ำมันเบนซินทั่วไปยังสูงกว่าระดับเดือนกุมภาพันธ์ 31% และดีเซลสูงขึ้น 46.7% การช่วยเหลือที่ดำเนินต่อไปอาจบรรเทาแรงกดดันได้ ขณะที่ราคาที่ยังเพิ่มขึ้นมากสะท้อนว่าเหตุใดต้นทุนขนส่ง การผลิต และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนจึงยังตึงตัว
ประเด็นสำคัญ
- ฮุน มาเนตกล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือด้านเชื้อเพลิงและไฟฟ้าของกัมพูชามีมูลค่าเกิน 600 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2026
- วงเงินดังกล่าวประกอบด้วยการช่วยเหลือด้านภาษีเชื้อเพลิง 500-600 ล้านดอลลาร์ และเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้าประมาณ 70 ล้านดอลลาร์
- ราคาน้ำมันเบนซินทั่วไปที่ระบุสำหรับวันที่ 1-11 พฤศจิกายนอยู่ที่ 5,050 เรียลต่อลิตร ส่วนดีเซลอยู่ที่ 5,650 เรียล
- ราคาน้ำมันเบนซินสูงกว่าระดับเดือนกุมภาพันธ์ 31% ส่วนดีเซลเพิ่มขึ้น 46.7%
- มาตรการประกอบด้วยการลดภาษีเชื้อเพลิง เงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า และการลดภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์บางประเภท
- นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่อไปตราบใดที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโลกยังสูง โดยไม่ได้กำหนดวันสิ้นสุด






