ผลผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หนุนคำมั่นลงทุนเพิ่ม
United Microelectronics Corporation อนุมัติงบลงทุนเพิ่มเติม 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังรายได้ไตรมาส 3 แตะ 74,240 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และยอดจัดส่งเวเฟอร์เกิน 1.2 ล้านชิ้น ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งคู่ ผู้ผลิตชิปจากไต้หวันกำลังเตรียมพร้อมรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับชิ้นส่วนที่ใช้ในปัญญาประดิษฐ์ การสื่อสารด้วยแสง และการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง
สารบัญ
- ผลผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หนุนคำมั่นลงทุนเพิ่ม
- กำไรจากโรงงานแข็งแกร่งขึ้น แต่กำไรสุทธิลดลง
- เหตุผลที่ UMC คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นในปี 2027
- ความต้องการ AI ครอบคลุมมากกว่าชิปประมวลผลหลัก
- การเชื่อมต่อด้วยแสงกลายเป็นงานสำคัญด้านการผลิต
- โครงการบรรจุภัณฑ์เดินหน้าสู่การตรวจสอบโดยลูกค้า
- แผนขยายกิจการมีกรอบเวลา แต่รายละเอียดสถานที่ยังไม่ชัดเจน
- ผลิตภัณฑ์เดิมยังเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ
- การลงทุนก่อให้เกิดต้นทุนก่อนผลิตเต็มกำลัง
- ประเด็นสำคัญ
ในการชี้แจงต่อนักลงทุนเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 หวัง ซื่อ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวว่า บริษัทคาดว่าราคาขายเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นราว 10% ในปี 2027 นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วน 25% ของรายได้ภายในสามปี โดยคำอธิบายที่เจาะจงกว่าระบุว่าเป้าหมายดังกล่าวคำนวณเป็นรายไตรมาส
โรงงานของ UMC ใช้กำลังการผลิต 92% ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นจาก 85% ในไตรมาสก่อนหน้า โรงงานหลายแห่งที่ผลิตเวเฟอร์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 นิ้วมีงานเต็มกำลังแล้ว ขณะที่การผลิตโดยใช้เวเฟอร์ขนาด 8 นิ้วฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนลำดับความสำคัญที่เปลี่ยนไปของบริษัท เมื่อพื้นที่โรงงานที่ยังไม่ได้ใช้งานเหลือน้อยลง UMC คาดว่าการเติบโตจะขึ้นอยู่กับการสร้างรายได้จากเวเฟอร์แต่ละชิ้นให้มากขึ้น ทั้งจากการปรับราคาและการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่า
การอนุมัติลงทุนดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าราว 102,781 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และมาพร้อมแผนลงทุนด้วยเงินสด 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ระบุไว้สำหรับปี 2026 การอนุมัติเพิ่มเติมนี้จะสนับสนุนการขยายกิจการต่อเนื่องหลังปีปัจจุบัน โดยคาดว่าจะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์สำหรับกำลังการผลิตใหม่ในช่วงปลายปี 2028
กำไรจากโรงงานแข็งแกร่งขึ้น แต่กำไรสุทธิลดลง
รายได้ไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ยอดจัดส่งเพิ่มขึ้น 7.3% UMC วัดยอดจัดส่งในรูปเวเฟอร์เทียบเท่าขนาด 12 นิ้ว ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐานที่ช่วยเปรียบเทียบการผลิตจากเวเฟอร์ขนาดต่าง ๆ ได้
อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 34% จาก 32.5% ในไตรมาส 2 กล่าวอย่างง่ายคือ UMC เหลือเงิน 34 ดอลลาร์ไต้หวันจากยอดขายทุก 100 ดอลลาร์ไต้หวัน หลังหักต้นทุนโดยตรงในการผลิตสินค้า แต่ก่อนหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและภาษีอื่น ๆ
กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 24.7% จากไตรมาสก่อนหน้า เป็น 18,640 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 25.1% การที่กำไรจากการดำเนินงานเติบโตเร็วกว่ารายได้แสดงให้เห็นว่าโรงงานที่มีการใช้กำลังการผลิตเต็มขึ้นและสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มกำไรจากธุรกิจการผลิต
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทแม่ลดลง 61.1% จากไตรมาส 2 เหลือ 16,434 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เนื่องจากรายได้นอกธุรกิจหลักลดลง กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.32 ดอลลาร์ไต้หวัน ดังนั้นธุรกิจโรงงานจึงปรับตัวดีขึ้น แม้ตัวเลขกำไรสุทธิจะลดลง
ในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน รายได้อยู่ที่ 204,010 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้น 16.1% จากปีก่อน กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 136.5% เป็น 74,865 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 6 ดอลลาร์ไต้หวัน อัตรากำไรขั้นต้นในช่วงเก้าเดือนอยู่ที่ 32% เพิ่มขึ้น 3.6 จุดเปอร์เซ็นต์
มีการระบุว่ารายได้ไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 25.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ตัวเลขที่เผยแพร่อีกชุดหนึ่งระบุว่าเพิ่มขึ้น 16.1% ซึ่งตรงกับอัตราการเติบโตที่แจ้งไว้สำหรับเก้าเดือนแรก ยอดรายได้รายไตรมาสและการเพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อนหน้าสอดคล้องกัน
เหตุผลที่ UMC คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นในปี 2027
หวังกล่าวว่า UMC คาดว่าจะปรับราคาขึ้นในธุรกิจเวเฟอร์ทั้งสองประเภท โดยการเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวกจะเริ่มในไตรมาสแรกของปี 2027 การเจรจาราคารายปีอยู่ในขั้นตอนท้าย ๆ แล้ว ณ การชี้แจงต่อนักลงทุนในเดือนตุลาคม
ประมาณการการเพิ่มขึ้นราว 10% หมายถึงราคาขายเฉลี่ยรวม หรือ ASP ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ UMC จำหน่าย ตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นได้เมื่อบริษัทขึ้นราคาสินค้าเดิม เมื่อลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพงในสัดส่วนมากขึ้น หรือจากทั้งสองปัจจัยพร้อมกัน
UMC คาดว่าจะเกิดผลทั้งสองด้านในปี 2027 ความต้องการที่แข็งแกร่งและกำลังการผลิตที่ตึงตัวเปิดช่องให้ปรับราคา ขณะที่การผลิตเฉพาะทาง โฟโตนิกส์ซิลิคอน และการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงช่วยเพิ่มมูลค่าของส่วนผสมผลิตภัณฑ์ ต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการหารือเรื่องราคาเช่นกัน
การใช้กำลังการผลิตมากกว่า 90% ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เร่งด่วนขึ้น การเพิ่มยอดจัดส่งทำได้ยากขึ้นเมื่อกระบวนการผลิตหลายประเภทใกล้เต็มกำลังแล้ว การเพิ่มรายได้ต่อเวเฟอร์จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเติบโต ระหว่างเตรียมโรงงานและอุปกรณ์ใหม่
ความต้องการ AI ครอบคลุมมากกว่าชิปประมวลผลหลัก
เป้าหมายด้าน AI ของ UMC ครอบคลุมชิปจัดการพลังงาน อาร์เรย์เกตที่ตั้งโปรแกรมได้ภาคสนาม การเชื่อมต่อ โฟโตนิกส์ซิลิคอน และการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำหน้าที่แตกต่างกันในระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ควบคุมกระแสไฟฟ้าไปจนถึงส่งข้อมูลระหว่างชิ้นส่วน
อาร์เรย์เกตที่ตั้งโปรแกรมได้ภาคสนาม หรือ FPGA เป็นชิปที่สามารถกำหนดฟังก์ชันได้หลังการผลิต ส่วนชิปจัดการพลังงานควบคุมการจ่ายไฟให้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองประเภทมีแนวโน้มได้ประโยชน์เมื่อระบบ AI ต้องใช้อุปกรณ์ประมวลผลมากขึ้นและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สนับสนุนที่ซับซ้อนกว่าเดิม
UMC ประเมินว่ารายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ในปี 2026 จะอยู่ที่เกือบ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฝ่ายบริหารตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก AI เป็น 25% ของรายได้บริษัทภายในสามปี หรือประมาณปี 2029 หวังระบุอย่างเจาะจงมากขึ้นว่าต้องการให้สัดส่วนดังกล่าวบรรลุในไตรมาสเดียว ขณะที่คำอธิบายโดยรวมระบุว่าเป็นเป้าหมายด้านส่วนผสมรายได้
เป้าหมายนี้เชื่อมโยงธุรกิจหลายประเภทที่อยู่ในขั้นพัฒนาต่างกัน ชิ้นส่วนบางรายการเริ่มผลิตแล้ว ขณะที่บางรายการผ่านการออกแบบหรือการตรวจสอบเบื้องต้นจากลูกค้า ความคืบหน้าในการเปลี่ยนไปสู่คำสั่งซื้อขนาดใหญ่จะเป็นตัวกำหนดว่ารายได้จาก AI จะเพิ่มสัดส่วนได้เร็วเพียงใด
การเชื่อมต่อด้วยแสงกลายเป็นงานสำคัญด้านการผลิต
แพลตฟอร์มโฟโตนิกส์ซิลิคอนของ UMC ใช้เวเฟอร์ขนาด 12 นิ้ว และรองรับการใช้งานด้านการสื่อสารด้วยแสงที่มีอัตรารับส่งข้อมูล 1.6 เทราบิตต่อวินาที โฟโตนิกส์ซิลิคอนนำฟังก์ชันด้านแสงมาไว้บนชิป ช่วยให้อุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง
การเชื่อมต่อด้วยแสงความเร็วสูงมีความสำคัญเมื่อระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณมหาศาล UMC ระบุว่าแพลตฟอร์มของบริษัทมีอัตราผลผลิตที่ผ่านมาตรฐานการผลิตระดับ成熟 ซึ่งหมายถึงสัดส่วนอุปกรณ์ที่ผลิตได้และผ่านข้อกำหนดอยู่ในระดับสูงเพียงพอ และสามารถสนับสนุนลูกค้าในการอัปเกรดผลิตภัณฑ์
แผนพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้งานที่มีอัตรารับส่งข้อมูล 3.2 เทราบิตต่อวินาที UMC ยังร่วมมือกับ HyperLight ในด้านลิเทียมไนโอเบตฟิล์มบาง หรือ TFLN และระบุว่ามีลูกค้ารายอื่นอีกหลายรายกำลังหารือเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้
ลิเทียมไนโอเบตสามารถใช้ในอุปกรณ์มอดูเลเตอร์เชิงแสง ซึ่งปรับเปลี่ยนแสงเพื่อส่งข้อมูล UMC มองเห็นโอกาสในการผสานชิ้นส่วนเหล่านี้เข้ากับชิปโฟโตนิกส์และความสามารถด้านการบรรจุภัณฑ์ของบริษัท รวมถึงการยึดประสานแบบไฮบริด ซึ่งเชื่อมชิ้นส่วนผ่านพื้นผิวที่แนบชิดกัน
โครงการบรรจุภัณฑ์เดินหน้าสู่การตรวจสอบโดยลูกค้า
งานบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงของ UMC มุ่งเน้นส่วนหนึ่งไปที่การจ่ายพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเชื่อมต่อหน่วยความจำ การบรรจุภัณฑ์เป็นขั้นตอนที่ประกอบชิปและชิ้นส่วนอื่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทำงานภายในระบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ได้
ตัวเก็บประจุร่องลึกแบบแยกชิ้นสำหรับโทรศัพท์มือถือเริ่มผลิตจำนวนมากแล้ว ชิ้นส่วนเหล่านี้เก็บประจุไฟฟ้าไว้ในโครงสร้างที่สร้างลึกลงไปในซิลิคอน ทำให้ได้ค่าความจุที่ใช้งานได้ในพื้นที่ขนาดเล็ก
สำหรับการใช้งานด้าน AI และเซิร์ฟเวอร์ ตัวเก็บประจุรุ่นที่ฝังอยู่ในแผ่นฐานรองบรรจุภัณฑ์ได้ผ่านขั้นตอนออกแบบขั้นสุดท้ายและการทดสอบการทำงานแล้ว แผ่นฐานรองเป็นชั้นรองรับที่ยึดชิ้นส่วนและการเชื่อมต่อทางไฟฟ้าภายในบรรจุภัณฑ์ การวางตัวเก็บประจุไว้ตรงนั้นช่วยแก้ปัญหาการจ่ายพลังงานในบริเวณใกล้ชิป
UMC ยังผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นจากลูกค้าสำหรับการซ้อนหน่วยความจำแบบปรับแต่งตามความต้องการแล้ว กระบวนการนี้วางชิ้นส่วนหน่วยความจำซ้อนกันในแนวตั้ง รองรับการออกแบบที่ต้องการความจุหน่วยความจำมากขึ้น หรือการถ่ายโอนข้อมูลที่เร็วขึ้นในพื้นที่จำกัด
ฝ่ายบริหารคาดว่าธุรกิจใหม่เหล่านี้จะสร้างอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทเมื่อการผลิตมีปริมาณมากพอ โอกาสทางธุรกิจจึงมาจากทั้งยอดขายที่เพิ่มขึ้นและส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่อาจทำกำไรได้มากขึ้น
แผนขยายกิจการมีกรอบเวลา แต่รายละเอียดสถานที่ยังไม่ชัดเจน
งบเพิ่มเติม 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐมีเป้าหมายเพื่อเร่งขยายกำลังการผลิต หวังระบุสิงคโปร์และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ของไต้หวันที่เมืองไถหนานเป็นสถานที่ลงทุน นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประเทศไทยในคำอธิบายการขยายกิจการ ทำให้การกระจายงบเพิ่มเติมระหว่างสถานที่ผลิตต่าง ๆ ยังไม่แน่ชัด
เป้าหมายกำลังการผลิตรายเดือนตามแผนประกอบด้วยเวเฟอร์สำหรับโฟโตนิกส์ซิลิคอนประมาณ 18,000 ชิ้น ตัวเก็บประจุร่องลึก 22,000 ชิ้น และอุปกรณ์มอดูเลเตอร์เชิงแสง 20,000 ชิ้น เป้าหมายเหล่านี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์คนละประเภท ไม่ใช่สายการผลิตเดียวที่ใช้ทดแทนกันได้
UMC คาดว่าจะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์ในช่วงปลายปี 2028 และกำลังการผลิตจะเพิ่มถึงระดับที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2030 ระหว่างนี้บริษัทกำลังปรับเปลี่ยนกำลังการผลิตเดิมบางส่วนเพื่อรองรับความต้องการด้านโฟโตนิกส์และการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง
ฝ่ายบริหารระบุว่าแผนผลิตภัณฑ์และคำมั่นสั่งซื้อจากลูกค้ารองรับการขยายกิจการ แนวทางของบริษัทเชื่อมโยงการลงทุนกับแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของลูกค้า ขณะที่ช่วงห่างระหว่างความต้องการในปัจจุบันกับกำลังการผลิตใหม่อธิบายได้ว่าทำไมจึงนำโรงงานเดิมมาใช้กับการใช้งานรูปแบบใหม่
หมุดหมายสำคัญครอบคลุมช่วงเวลาหลายปี:
- ไตรมาส 3 ปี 2026: รายได้และยอดจัดส่งทำสถิติสูงสุด โดยโรงงานใช้กำลังการผลิต 92%
- 28 ตุลาคม 2026: UMC ประกาศงบเพิ่มเติม 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกล่าวถึงเป้าหมายด้านราคาและ AI
- ไตรมาสแรกปี 2027: คาดว่าจะเริ่มปรับราคาในทิศทางบวก
- ปลายปี 2028: คาดว่าจะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์สำหรับกำลังการผลิตใหม่ตามแผน
- ราวปี 2029: UMC ตั้งเป้าให้รายได้จาก AI มีสัดส่วน 25% ของรายได้รายไตรมาสภายในกรอบเป้าหมายสามปี
- ปี 2030: คาดว่ากำลังการผลิตใหม่ตามแผนจะเพิ่มถึงระดับที่ตั้งเป้าไว้
ผลิตภัณฑ์เดิมยังเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ
กระบวนการผลิตที่ UMC พัฒนามาแล้วและมีอยู่เดิมยังคงเป็นหัวใจสำคัญของผลประกอบการ ธุรกิจเทคโนโลยี 22 นาโนเมตรและ 28 นาโนเมตรรวมกันคิดเป็น 35% ของยอดขายเวเฟอร์ในไตรมาส 3 โดยธุรกิจ 22 นาโนเมตรเพียงอย่างเดียวมีสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18.3%
ลูกค้ายังคงดำเนินการออกแบบใหม่สำหรับชิปขับจอเรดาร์รถยนต์ และผลิตภัณฑ์ Wi-Fi ขั้นตอนสุดท้ายของการออกแบบนี้เรียกว่าเทปเอาต์ ซึ่งเปิดทางให้แบบชิปเข้าสู่กระบวนการผลิต
เมื่อแบ่งตามการใช้งาน การสื่อสารมีสัดส่วนรายได้ 39% ตามด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภค 32% คอมพิวเตอร์ 13% และการใช้งานอื่น ๆ 16% ดังนั้นการสื่อสารและเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภครวมกันจึงมีสัดส่วน 71% แสดงให้เห็นว่าตลาดนอกเหนือจากธุรกิจ AI ที่กำลังเติบโตยังคงมีความสำคัญ
ความต้องการในตลาดเหล่านี้ไม่สม่ำเสมอ หวังกล่าวถึงความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมและการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการฟื้นตัวที่ดีของภาคยานยนต์ ส่วนคอมพิวเตอร์อ่อนแอกว่า รวมถึงชิ้นส่วนควบคุมจอภาพและ Wi-Fi บางรายการ
สำหรับไตรมาส 4 แนวโน้มโดยละเอียดที่หวังให้ไว้ระบุว่ายอดจัดส่งจะเติบโต 1% ถึง 3% จากไตรมาสก่อนหน้า การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 91% ถึง 93% ราคาขายโดยรวมทรงตัว และอัตรากำไรขั้นต้นใกล้เคียงระดับไตรมาส 3 ขณะที่แนวโน้มอีกชุดหนึ่งที่เผยแพร่ระบุว่ายอดจัดส่งจะเติบโต 4% ถึง 6% และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 34% ถึง 36%
การลงทุนก่อให้เกิดต้นทุนก่อนผลิตเต็มกำลัง
UMC คาดว่าอุปกรณ์ใหม่และต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้นจะกดดันอัตรากำไรในระยะใกล้ ค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่ทยอยรับรู้ต้นทุนอุปกรณ์โรงงานตลอดอายุการใช้งาน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละเลขหลักเดียวช่วงต้น ขณะที่การลงทุนเดินหน้า
บริษัทวางแผนรับมือด้วยการผสมผสานระหว่างราคาขายที่สูงขึ้น การใช้โรงงานในระดับสูง และสัดส่วนผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่เพิ่มขึ้น แต่ละปัจจัยส่งผลต่อความสามารถทำกำไรในคนละด้าน ได้แก่ ราคามีผลต่อรายได้ต่อเวเฟอร์ โรงงานที่ใช้กำลังการผลิตมากขึ้นช่วยกระจายต้นทุนไปยังผลผลิตได้มากขึ้น และส่วนผสมผลิตภัณฑ์เป็นตัวกำหนดมูลค่าของสินค้าที่จำหน่าย
จังหวะเวลามีความสำคัญ UMC คาดว่าจะปรับราคาในทิศทางดีขึ้นในปี 2027 ขณะที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะติดตั้งกำลังการผลิตใหม่ขนาดใหญ่และเพิ่มกำลังจนเต็มระดับ ธุรกิจในช่วงเวลาดังกล่าวจะพึ่งพาการผลิตที่มีอยู่และการยอมรับเทคโนโลยีใหม่จากลูกค้า
ลูกค้าจะได้ผู้ผลิตที่จัดสรรทรัพยากรมากขึ้นให้กับการเชื่อมต่อด้วยแสง การจ่ายพลังงาน และการผสานหน่วยความจำ ส่วนนักลงทุนต้องพิจารณาธุรกิจที่ผลประกอบการด้านการผลิตแข็งแกร่งขึ้นและตั้งเป้าการเติบโตสูง ควบคู่กับต้นทุนและความท้าทายในการดำเนินงานจากการขยายกิจการครั้งใหญ่
ประเด็นสำคัญ
- UMC ทำรายได้ไตรมาส 3 ได้ 74,240 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และมียอดจัดส่งเวเฟอร์เทียบเท่าขนาด 12 นิ้วเกิน 1.2 ล้านชิ้น
- การใช้กำลังการผลิตของโรงงานเพิ่มเป็น 92% และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 34%
- คณะกรรมการอนุมัติงบลงทุนเพิ่มเติม 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ควบคู่กับแผนใช้จ่ายเงินสด 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ระบุไว้สำหรับปี 2026
- ฝ่ายบริหารคาดว่าราคาขายเฉลี่ยรวมจะเพิ่มขึ้นราว 10% ในปี 2027
- UMC ตั้งเป้าให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วน 25% ของรายได้รายไตรมาสภายในสามปี
- เป้าหมายกำลังการผลิตใหม่ครอบคลุมโฟโตนิกส์ ตัวเก็บประจุ และอุปกรณ์มอดูเลเตอร์เชิงแสง โดยคาดว่าจะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์ปลายปี 2028 และมีกำลังการผลิตตามเป้าหมายในปี 2030






