คณะผู้นำที่เล็กลงประชุมก่อนปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในปี 2027
พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะจัดการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 26 ถึง 29 ตุลาคม 2026 หลังมีมติสำคัญเกี่ยวกับวินัยพรรค และในช่วงที่คณะผู้นำมีสมาชิกน้อยลงจากการสอบสวน การขับออกจากพรรค และการหายหน้าไปเป็นเวลานาน การประชุมนี้จะมีขึ้นราวหนึ่งปีก่อนการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 21 ซึ่งคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าสี จิ้นผิงจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นสมัยที่ 4
สารบัญ
- คณะผู้นำที่เล็กลงประชุมก่อนปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในปี 2027
- เหตุใดการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 จึงเน้นเรื่องวินัย
- สีต้องการให้เชื่อฟังและสร้างผลงาน
- ตัวเลขสะท้อนแรงกดดันทั่วทั้งระบบราชการ
- เกษียณแล้วก็ไม่พ้นการสอบสวน
- ตำแหน่งว่างในกองทัพเพิ่มน้ำหนักให้การแต่งตั้งบุคลากร
- ที่นั่งว่างอาจเปลี่ยนโฉมเส้นทางสู่ตำแหน่งผู้นำ
- การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นอาจเปลี่ยนแปลงการทำงานในท้องถิ่นอย่างไร
- วันที่และเอกสารที่ต้องจับตา
- ประเด็นสำคัญ
นักวิจัยจากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตีประเมินว่า อาจมีกรรมการเต็มคณะ 161 คน และกรรมการสำรอง 130 คนเข้าร่วม รวม 291 คน คิดเป็น 77.4% ของบุคคล 376 คนที่ได้รับเลือกในปี 2022 การประชุมเต็มคณะเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วมีผู้เข้าร่วม 315 คน ในจำนวนนี้เป็นกรรมการเต็มคณะ 168 คน และกรรมการสำรอง 147 คน
มติที่คาดว่าจะมีขึ้นเกี่ยวข้องกับวิธีการคัดเลือก กำกับดูแล ประเมิน และลงโทษเจ้าหน้าที่ ขอบเขตครอบคลุมตั้งแต่การสอบสวนคดีทุจริต การใช้จ่ายของรัฐบาลท้องถิ่น ไปจนถึงผู้นำกองทัพ และการปฏิบัติตามคำสั่งของปักกิ่งอย่างแท้จริง
กรมการเมือง ซึ่งเป็นคณะผู้นำระดับสูงขนาดเล็กกว่าของพรรค กำหนดวาระในการประชุมที่สีเป็นประธานเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ประกาศของรัฐบาลเมื่อเดือนกรกฎาคมระบุว่า การประชุมเต็มคณะจะรับฟังรายงานผลการทำงานของกรมการเมือง และพิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการกำกับดูแลตนเองของพรรคอย่างเข้มงวดและครอบคลุม โดยเรียกร้องให้เสริมสร้างภาวะผู้นำแบบรวมศูนย์ให้เข้มแข็งขึ้น และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลภายใน
ดังนั้น ภารกิจเฉพาะหน้าของสีจึงมีทั้งมิติทางการเมืองและทางปฏิบัติ คือการเสริมอำนาจของตน พร้อมกับผลักดันให้ระบบราชการขนาดใหญ่ดำเนินนโยบายที่อนุมัติไปแล้วให้เกิดผล การตัดสินใจในปักกิ่งต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ระดับมณฑล เมือง และอำเภอ เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นการใช้จ่าย บริการ และกฎที่บังคับใช้ได้
เหตุใดการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 จึงเน้นเรื่องวินัย
การประชุมเต็มคณะคือการประชุมสมาชิกคณะกรรมการกลางทั้งหมดระหว่างการประชุมสมัชชาพรรคระดับชาติ โดยปกติการประชุมสมัชชาจะจัดขึ้นทุกห้าปีและเลือกคณะกรรมการกลางชุดใหม่ ซึ่งจะคัดเลือกผู้นำสูงสุดของพรรคต่อไป
โดยทั่วไป การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 จะพิจารณาข้อเสนอแนะสำหรับแผนพัฒนาระดับชาติฉบับถัดไป แต่รอบผู้นำครั้งนี้มีลำดับเวลาต่างออกไป การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ซึ่งปกติคาดว่าจะจัดในปี 2023 จัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2024 ส่วนครั้งที่ 4 ในเดือนตุลาคม 2025 รับรองข้อเสนอแนะสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งครอบคลุมปี 2026 ถึง 2030
ดังนั้น การประชุมเดือนตุลาคม 2026 จึงหันมาพิจารณาการกำกับดูแลพรรค ซึ่งเป็นวาระที่มักเกี่ยวข้องกับการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 6 มากกว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 21 กันยายน กรมการเมืองเห็นชอบให้เสนอร่างแก้ไขชื่อ “มติคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าด้วยประเด็นสำคัญหลายประการในการเดินหน้าการกำกับดูแลพรรคอย่างเข้มงวดและครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง”
โหว อี้เฉา นักวิจัยด้านเศรษฐกิจการเมืองของจีน อธิบายว่าแนวทางนี้ประกอบด้วยระบบ 5 ด้าน ได้แก่ การจัดองค์กร การให้ความรู้ การกำกับดูแล สถาบัน และความรับผิดชอบ ในแง่การปฏิบัติทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่ใครได้รับแต่งตั้ง เจ้าหน้าที่ได้รับการอบรมเรื่องใด ใครเป็นผู้ตรวจสอบ กฎใดมีผลบังคับใช้ และใครต้องรับผิดเมื่อเกิดปัญหา
เอเชียโซไซตีประเมินว่า การประชุมนี้อาจเป็นการประชุมนโยบายครั้งสำคัญครั้งสุดท้ายก่อนการประชุมสมัชชาครั้งถัดไป โจว เจียเอิน รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ชี้ว่า วงรอบการประชุม 7 ครั้งตามปกติยังเปิดทางให้มีการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 6 ในปี 2027 และครั้งที่ 7 ก่อนการประชุมสมัชชาไม่นาน
สีต้องการให้เชื่อฟังและสร้างผลงาน
คำเตือนของสีก่อนการประชุมเชื่อมโยงความภักดีทางการเมืองเข้ากับผลงาน วารสารทฤษฎีของพรรคชื่อฉิวซื่อเผยแพร่สุนทรพจน์ของเขาเมื่อวันที่ 12 มกราคมในวันที่ 16 ตุลาคม ทำให้คำสั่งของเขาที่มีต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัยกลับมาเป็นที่รับรู้ของสาธารณชน ก่อนการประชุมเต็มคณะไม่นาน
สีกล่าวในฐานะเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีจีนว่า เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการกลาง ไม่ใช่เพียงแสดงท่าทีสนับสนุน:
เราไม่อาจเอาแต่ตะโกนคำขวัญ ยิ่งไปกว่านั้นจะพูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างไม่ได้
สุนทรพจน์ของเขาตำหนิเจ้าหน้าที่ที่ประกาศความภักดีต่อสาธารณะ แต่ลับหลังกลับเพิกเฉยต่อคำสั่ง สร้างกลุ่มอำนาจ หรือปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้มีการวิจารณ์ โยกย้าย หรือดำเนินการทางวินัยเมื่อมีเหตุอันควร
การรณรงค์นี้ยังครอบคลุมสิ่งที่ปักกิ่งเรียกว่าแนวคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลงาน เป้าหมายรวมถึงโครงการก่อสร้างที่ดูน่าประทับใจแต่สิ้นเปลือง การกลับลำนโยบายอย่างฉับพลัน และเจ้าหน้าที่ที่ไม่กล้าลงมือทำเพราะกลัวผิดพลาด
สีวิจารณ์ผู้นำท้องถิ่นที่ลอกเลียนโครงการเซมิคอนดักเตอร์หรือรถยนต์ไฟฟ้าจากพื้นที่อื่น โดยไม่คำนึงถึงสภาพท้องถิ่น โครงการอาจดูทะเยอทะยานบนกระดาษ แต่ใช้เงินที่ท้องถิ่นจำเป็นต้องนำไปใช้ด้านอื่น การถกเถียงเรื่องการกำกับดูแลจึงเกี่ยวข้องกับวิธีปรับระบบเลื่อนตำแหน่งและประเมินผล เพื่อให้รางวัลกับประโยชน์สาธารณะที่ยั่งยืน แทนที่จะเน้นกิจกรรมที่เห็นผลฉับพลัน
รูบี ออสมัน ที่ปรึกษานโยบายอาวุโสด้านจีนของสถาบันโทนี แบลร์ในกรุงลอนดอน เชื่อมโยงวาระด้านวินัยเข้ากับการเปลี่ยนผ่านผู้นำที่กำลังจะมาถึง:
การให้ความสำคัญกับวินัยที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมแย่ลง แต่เพราะเดิมพันสูงขึ้น
ออสมันคาดว่า การรณรงค์ด้านวินัยจะช่วยปรับแนวทางของเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางการเมืองของสี โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้หลายคนมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสีน้อยกว่า ขณะที่ผู้ใกล้ชิดระดับสูงเริ่มเข้าใกล้วัยเกษียณ
ตัวเลขสะท้อนแรงกดดันทั่วทั้งระบบราชการ
หน่วยงานด้านวินัยของจีนเปิดการสอบสวน 1.01 ล้านคดีในปี 2025 เทียบกับราว 155,000 คดีในปี 2012 ตามตัวเลขที่นีล โธมัส โลบซัง เชอริง และหวัง เซิ่งอวี่รวบรวมไว้ในบทวิเคราะห์ของเอเชียโซไซตี จำนวนดังกล่าวสูงกว่ายอดเดิมราว 6.5 เท่า
การลงโทษกรณีทำงานแบบยึดพิธีการและระบบราชการนิยมเพิ่มจากราว 46,000 ครั้งในปี 2023 เป็น 118,000 ครั้งในปี 2025 หรือมากกว่าสองเท่า การทำงานแบบยึดพิธีการหมายถึงการทำไปตามขั้นตอน เช่น จัดทำเอกสารเพื่อแสดงว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดแล้ว ส่วนระบบราชการนิยมรวมถึงการผลักความรับผิดชอบให้ผู้อื่น หรือให้ความสำคัญกับกิจวัตรทางธุรการมากกว่าการแก้ปัญหา
ช่วงแปดเดือนแรกของปี 2026 มีการลงโทษเพิ่มขึ้นอีก 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 เกือบ 9 ใน 10 ของการลงโทษในหมวดเหล่านี้ระหว่างปี 2025 เกี่ยวข้องกับการละเลยหน้าที่ การไม่ลงมือทำ การประพฤติมิชอบ หรือการปฏิบัติหน้าที่อย่างฉาบฉวย
คณะกรรมการกลางเพื่อการตรวจสอบวินัยเปิดเผยว่า ในปี 2025 มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ระดับกองกลาง 181 คน เพิ่มจาก 92 คนในปี 2024 คดียังเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอและกอง 41,000 คน และระดับตำบลและแผนก 137,000 คน การรวบรวมข้อมูลของเอเชียโซไซตีเอง ซึ่งนับการสอบสวนที่ประกาศต่อสาธารณะและการขับออกจากพรรคที่ระบุชัดในหมู่ผู้นำพลเรือนและทหารระดับสูง พบ 77 รายในปี 2025 และ 71 รายในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2026
แอนดรูว์ เวดแมน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์เจียสเตต ซึ่งศึกษาการทุจริตในจีน ระบุว่า การเกิดคดีอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นข้อจำกัดของการยับยั้ง เขากล่าวว่าเจ้าหน้าที่บางคนที่กำลังถูกสอบสวนในขณะนี้ประพฤติมิชอบมาหลายปี แต่ยังได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ความกังวลของเขาคือการลงโทษจะเปลี่ยนพฤติกรรมทั่วทั้งระบบแต่งตั้งได้หรือไม่ แทนที่จะเพียงกำจัดผู้กระทำผิดรายล่าสุด
เกษียณแล้วก็ไม่พ้นการสอบสวน
การสอบสวนที่เกิดขึ้นก่อนการประชุมเต็มคณะไม่นาน ตอกย้ำข้อความว่าการพ้นจากตำแหน่งไม่ได้เป็นเกราะคุ้มกัน เย่ เจี้ยนชุน ผู้ว่าการมณฑลเจียงซี ถูกสอบสวนเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ส่วนทางการประกาศสอบสวนหวง ฉีฟาน อดีตนายกเทศมนตรีนครฉงชิ่งที่เกษียณแล้วเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม
หวงพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีราวสิบปีก่อน และยังปรากฏตัวต่อสาธารณะในฐานะนักวิจารณ์เศรษฐกิจ คดีของเขาทำให้การรณรงค์ด้านวินัยขยายขอบเขตไปไกลกว่าผู้ดำรงตำแหน่งอยู่และการแข่งขันชิงตำแหน่งในปี 2027 โดยตรง
จู เจียงหนาน รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮ่องกงกล่าวว่า คดีล่าสุดส่งสัญญาณว่าเจ้าหน้าที่ไม่อาจคิดว่าตนจะเกษียณอย่างปลอดภัยหลังประพฤติมิชอบ ข้อความนี้ส่งไปถึงผู้ที่อาจคิดว่าตนพ้นจากการถูกตรวจสอบแล้ว เมื่อออกจากตำแหน่งที่มีอำนาจ
งานวิจัยของหวง ซินหาว จากมหาวิทยาลัยครูแห่งชาติไต้หวัน ช่วยชี้ให้เห็นขอบเขตดังกล่าวอีกด้านหนึ่ง จากการทบทวนคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับกองกลางระหว่างปี 2012 ถึงเดือนมิถุนายน 2026 เขาพบว่าเจ้าหน้าที่เกษียณแล้วและผู้ที่พ้นจากตำแหน่งมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของคดีทั้งหมด สัดส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับกรมเพิ่มจากราว 7% ในรอบผู้นำที่เริ่มต้นปี 2012 เป็นเกือบ 20%
กัว เสวียจือ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากวิทยาลัยกิลฟอร์ดพบว่า ในบรรดากฎระเบียบ 221 ฉบับเกี่ยวกับการทุจริตที่ออกตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน มี 156 ฉบับที่ประกาศใช้ในสมัยสี งานวิจัยของเขายังพบว่าเลขาธิการพรรคและหัวหน้าฝ่ายวินัยระดับท้องถิ่น 97% ไม่มีความเชื่อมโยงในเส้นทางอาชีพ ซึ่งสะท้อนความพยายามลดเครือข่ายส่วนตัวระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลพวกเขา
ตำแหน่งว่างในกองทัพเพิ่มน้ำหนักให้การแต่งตั้งบุคลากร
การลดจำนวนสมาชิกอย่างชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในคณะผู้นำกองทัพ คณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางเริ่มวาระปัจจุบันด้วยสมาชิก 7 คน แต่การประเมินของเอเชียโซไซตีระบุว่า เหลือเพียงสีและจาง เซิ่งหมิน หลังสมาชิกชุดเดิมอีก 5 คนถูกปลด
การสอบสวนในกองทัพเมื่อเดือนมกราคมที่เกี่ยวข้องกับจาง โย่วเสียและหลิว เจิ้นลี่ ทำให้การล่มสลายดังกล่าวรวดเร็วยิ่งขึ้น จางเป็นรองประธานอาวุโสของคณะกรรมาธิการและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่สุดของจีน ส่วนหลิวเป็นหัวหน้ากรมเสนาธิการร่วม ซึ่งมีหน้าที่ช่วยกำกับปฏิบัติการทางทหาร
การปลดจางเป็นเรื่องน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะเขามีความสัมพันธ์ทางครอบครัวกับสีมาอย่างยาวนาน และรอดพ้นจากการสอบสวนหลายระลอกก่อนหน้านี้ ข้อกล่าวหาของพรรคต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงผสมผสานการประพฤติมิชอบทางการเงินเข้ากับข้อกล่าวหาเรื่องความภักดีทางการเมืองและการเชื่อฟังคำสั่งของพรรค
คาดว่าการประชุมเต็มคณะจะรับรองการขับจาง โย่วเสียและหม่า ซิงรุ่ย อดีตเลขาธิการพรรคประจำซินเจียง ออกจากพรรค เมื่อรวมกับการปลดเหอ เว่ยตงก่อนหน้านี้ จำนวนสมาชิกจากกรมการเมืองชุดเดิมที่มีทั้งหมด 24 คนซึ่งพ้นจากตำแหน่งจะเพิ่มเป็น 3 คน ฌอง คริสโตเฟอร์ มิตเทลสเตดต์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยซูริกระบุว่า นี่เป็นการสูญเสียสมาชิกมากที่สุดจากกรมการเมืองชุดที่กำลังดำรงตำแหน่งในวาระเดียว นับตั้งแต่ปี 1980
ตามการประเมินของเอเชียโซไซตี การแต่งตั้งนายทหารมีโอกาสเกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้มากกว่าการแต่งตั้งสมาชิกกรมการเมืองชุดใหม่ พรรคไม่ได้แต่งตั้งบุคคลเข้าสู่กรมการเมืองระหว่างวาระผู้นำในการประชุมเต็มคณะเลย นับตั้งแต่หวง จวีได้รับเลื่อนตำแหน่งในปี 1994 การเติมตำแหน่งว่างในกองทัพอาจช่วยฟื้นฟูการกำกับดูแลระดับสูงด้านปฏิบัติการ บุคลากร และการจัดซื้อ ก่อนการประชุมสมัชชา
การพูดคุยต่อสาธารณะเกี่ยวกับกองทัพก็กำลังถูกควบคุมเข้มงวดขึ้นเช่นกัน การรณรงค์ที่ประกาศเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมจะดำเนินเป็นเวลาสองเดือน โดยมุ่งจัดการเนื้อหาทางทหารที่ทำให้เข้าใจผิด และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง หน่วยงาน ยุทโธปกรณ์ การฝึก และปฏิบัติการ ประกาศดังกล่าวมาจากหน่วยงานพลเรือนด้านอินเทอร์เน็ตและกิจการทหารผ่านศึกร่วมกับหน่วยงานทางทหาร
ที่นั่งว่างอาจเปลี่ยนโฉมเส้นทางสู่ตำแหน่งผู้นำ
คณะกรรมการกลางที่ได้รับเลือกในปี 2022 ประกอบด้วยกรรมการเต็มคณะ 205 คน และกรรมการสำรอง 171 คน จำนวนผู้เข้าร่วมที่เอเชียโซไซตีคาดการณ์ไว้ 291 คน จะน้อยกว่าผู้เข้าร่วม 315 คนในเดือนตุลาคม 2025 อยู่ 24 คน
การประเมินของสถาบันคำนึงถึงการสูญเสียหลายรูปแบบ ได้แก่ การขับออกจากพรรค การสอบสวน การหายหน้าไปจากสาธารณะเป็นเวลานาน การลาออกของฉิน กัง และการเสียชีวิตของอวี๋ เจี้ยนหัว การคาดการณ์นี้จึงสะท้อนว่าคณะผู้นำลดจำนวนลงในวงกว้างกว่าการปลดออกจากพรรคด้วยมาตรการทางวินัยอย่างเป็นทางการเพียงอย่างเดียว
กรรมการสำรองสามารถเลื่อนขึ้นเป็นกรรมการเต็มคณะได้เมื่อเกิดตำแหน่งว่างจากการขับออกจากพรรค การลาออก หรือการเสียชีวิต การเลื่อนตำแหน่งเป็นไปตามจำนวนคะแนนที่ได้รับในการประชุมสมัชชาครั้งก่อน และใช้จำนวนขีดของอักษรแซ่เป็นเกณฑ์ตัดสินเมื่อคะแนนเท่ากัน กรรมการสำรอง 14 คนได้เลื่อนขึ้นแล้วในการประชุมเต็มคณะสองครั้งก่อนหน้า
เอเชียโซไซตีคำนวณว่า กรรมการสำรองอาจเลื่อนตำแหน่งได้มากถึง 23 คนในการประชุมครั้งนี้ หากกรรมการเต็มคณะที่อยู่ระหว่างการสอบสวนทั้ง 15 คนถูกขับออกจากพรรคก่อนหรือระหว่างการประชุม โคว เจี้ยนเหวิน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติการเมืองไต้หวันประเมินว่า อาจต้องมีการแต่งตั้งสมาชิกคณะกรรมการกลางทดแทน 18 ถึง 30 คน ทั้งสองการประเมินชี้ว่าบุคลากรจะได้รับการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ก่อนปี 2027
โควระบุว่า ความภักดีทางการเมืองจะเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการนี้ ผู้นำต้องเลือกผู้มาทดแทนเจ้าหน้าที่ที่รัฐบาลของสีเองเคยเลื่อนตำแหน่ง การตรวจสอบผู้สมัครจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การหาฝ่ายตรงข้าม แต่ยังรวมถึงการประเมินความน่าเชื่อถือของบุคคลที่ได้รับเลือกเข้ามาในระบบของสีแล้ว
การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นอาจเปลี่ยนแปลงการทำงานในท้องถิ่นอย่างไร
นีล โธมัส นักวิจัยการเมืองจีนจากเอเชียโซไซตีคาดว่า มาตรการที่อาจเกิดขึ้นรวมถึงการตรวจสอบโครงการสำคัญและการใช้จ่ายสาธารณะอย่างใกล้ชิดขึ้น การเพิ่มความรับผิดชอบของเลขาธิการพรรค การใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อตรวจจับการทุจริตมากขึ้น และการเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานด้านวินัย
ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดในมติหรือรายชื่อการแต่งตั้งที่อาจเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันที่เป็นไปได้ รวมถึงการขยายอำนาจของคณะกรรมการกลางเพื่อการตรวจสอบวินัย ยังคงเป็นการคาดการณ์ก่อนการประชุม
การกำกับดูแลน่าจะมุ่งเน้นการดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 รวมถึงการยกระดับอุตสาหกรรม หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และตลาดระดับชาติที่เป็นเอกภาพ ประเด็นสุดท้ายหมายถึงความพยายามลดอุปสรรคในท้องถิ่นและกฎที่ไม่สอดคล้องกัน ซึ่งทำให้ธุรกิจค้าขายข้ามพื้นที่ต่าง ๆ ของจีนได้ยากขึ้น
การประชุมกรมการเมืองเมื่อเดือนกรกฎาคมเชื่อมโยงการกำกับดูแลเข้ากับวาระเศรษฐกิจที่กว้างขวาง ได้แก่ การสนับสนุนทางการคลังที่เข้มแข็งขึ้น นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างเหมาะสม อุปสงค์ในประเทศ การจ้างงาน การรักษาเสถียรภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ และความเสี่ยงด้านหนี้ เจ้าหน้าที่ต้องแปลงลำดับความสำคัญเหล่านี้ให้เป็นมาตรการที่ใช้ได้จริง พร้อมบริหารงบประมาณของตนเอง
การกำกับดูแลที่ดีขึ้นอาจช่วยลดความสูญเปล่าและทำให้นโยบายท้องถิ่นคาดการณ์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม โธมัสเตือนว่า ความรับผิดที่เข้มงวดขึ้นอาจทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าเสี่ยงอย่างสมเหตุสมผล สำหรับฝ่ายบริหารท้องถิ่น การอนุมัติโครงการอาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบหากโครงการล้มเหลว ขณะที่การชะลอโครงการอาจทำให้การใช้จ่ายและการลงทุนติดขัด
รัฐบาลท้องถิ่นยังต้องมีเงินเพื่อจัดบริการและทำโครงการที่เป็นประโยชน์ให้เสร็จสิ้น บทวิเคราะห์ของเอเชียโซไซตีระบุว่า การใช้มาตรการทางวินัยเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ข้อจำกัดทางการเงินของรัฐบาลท้องถิ่นได้ การทดสอบในทางปฏิบัติคือกฎใหม่จะช่วยกำหนดลำดับความสำคัญให้ชัดเจนขึ้น และเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ทดลองอย่างรับผิดชอบควบคู่กับบทลงโทษที่เข้มงวดขึ้นได้หรือไม่
วันที่และเอกสารที่ต้องจับตา
ช่วงก่อนการประชุมเต็มคณะประกอบด้วยการเตรียมนโยบายควบคู่ไปกับการสอบสวนที่ได้รับความสนใจสูง วันที่สำคัญมีดังนี้:
- 30 กรกฎาคม 2026: กรมการเมืองประกาศจัดการประชุมเต็มคณะในเดือนตุลาคม โดยมุ่งเน้นการกำกับดูแลพรรค
- 27 สิงหาคม: เย่ เจี้ยนชุน ผู้ว่าการมณฑลเจียงซี ถูกสอบสวน
- 21 กันยายน: กรมการเมืองเห็นชอบให้เสนอร่างมติฉบับแก้ไขด้านการกำกับดูแลต่อที่ประชุมเต็มคณะ
- 13 ตุลาคม: ทางการประกาศสอบสวนหวง ฉีฟาน อดีตนายกเทศมนตรีนครฉงชิ่ง
- 16 ตุลาคม: ฉิวซื่อเผยแพร่สุนทรพจน์ของสีเมื่อวันที่ 12 มกราคม ว่าด้วยวินัยและการทุจริต
- 26 ถึง 29 ตุลาคม: การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง
- ครึ่งหลังของปี 2027: คาดว่าการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 21 จะเลือกคณะผู้นำชุดถัดไป
การประชุมจะจัดขึ้นแบบปิด ผู้เข้าร่วมตามธรรมเนียมจะถูกจำกัดให้อยู่ภายในสถานที่ประชุมเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล ขณะที่สื่อมวลชนต่างชาติและนักข่าวจีนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ การประชุมเต็มคณะครั้งก่อน ๆ จัดขึ้นที่โรงแรมจิงซีในปักกิ่ง แต่ยังไม่มีการประกาศสถานที่จัดประชุมครั้งนี้
คาดว่าซินหัวจะเผยแพร่ข่าวสรุปปิดการประชุมในวันที่ 29 ตุลาคม ส่วนมติฉบับเต็มมักเผยแพร่ในอีกหลายวันต่อมา ตัวเลขผู้เข้าร่วม การขับออกจากพรรคที่ได้รับการยืนยัน การเลื่อนตำแหน่ง และถ้อยคำในกฎกำกับดูแลใหม่ จะเป็นข้อมูลรูปธรรมชุดแรกที่แสดงว่าผู้นำได้ตกลงเรื่องใดบ้าง
นักวิเคราะห์เห็นว่า ไม่น่าจะมีผู้สืบทอดตำแหน่งสีปรากฏตัวจากการประชุมครั้งนี้ คาดว่าสีจะดำรงตำแหน่งสูงสุดของพรรคต่อไปในปี 2027 ขณะที่การประชุมเต็มคณะจะกำหนดบุคลากร กฎ และกลไกบังคับใช้ที่เขาตั้งใจใช้ในการปกครอง
ประเด็นสำคัญ
- การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 จะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 26 ถึง 29 ตุลาคม 2026 เพื่อพิจารณามติสำคัญด้านการกำกับดูแลพรรค
- เอเชียโซไซตีประเมินว่าจะมีกรรมการเต็มคณะและกรรมการสำรองเข้าร่วม 291 คน คิดเป็น 77.4% ของสมาชิกชุดเดิมที่ได้รับเลือกในปี 2022
- วาระครอบคลุมมากกว่าการทุจริต ทั้งความภักดีทางการเมือง การแต่งตั้ง การใช้จ่าย และการดำเนินนโยบาย
- ตำแหน่งว่างในผู้นำกองทัพและการแต่งตั้งสมาชิกคณะกรรมการกลางทดแทน ทำให้การประชุมครั้งนี้มีเดิมพันด้านบุคลากรสูง
- คาดว่าจะมีแถลงการณ์ปิดการประชุมในวันที่ 29 ตุลาคม ตามด้วยเอกสารรายละเอียดฉบับเต็ม
- มีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่าสีจะลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นสมัยที่ 4 ในการประชุมสมัชชาปี 2027






